Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
27 มิถุนายน, 2562, 15:40:31

   

ผู้เขียน หัวข้อ: "โลหิตจาง" ภัยเงียบที่ต้องรับรู้.  (อ่าน 576 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 12 ธันวาคม, 2558, 21:02:04 »

"โลหิตจาง" ภัยเงียบที่ต้องรับรู้.

ที่มา https://www.facebook.com/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B5-249167131776834/?fref=nf

หากท่านพบว่ามีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง เยื่อบุตา หรือริมฝีปากซีด ให้สงสัยว่าอาจมีภาวะโลหิตจางเกิดขึ้น ควรรีบปรึกษากับแพทย์เพื่อวินิจฉัย และได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร หากไม่ใส่ใจ และปล่อยทิ้งไว้จนเป็นมาก อาจจะก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

โลหิตจาง หรือภาวะซีด หมายถึง การที่มีปริมาณเม็ดเลือดแดงลดลงหรือระดับความเข้มข้นของเลือดลดลง ปัญหาโลหิตจางในประเทศไทยที่พบบ่อย ได้แก่
โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Irondeficiency) พบได้บ่อยที่สุด มีสาเหตุจากการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กไม่เพียงพอ เช่น ไม่รับประทานอาหารโปรตีน ตับ เลือดหมู หรือมีการเสียเลือดทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง เช่น โรคพยาธิปากขอ ภาวะเลือดออกเรื้อรังในทางเดินอาหาร ริดสีดวงทวาร หรือสูญเสียเลือดมากผิดปกติทางประจำเดือน

ในการป้องกันโรคโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก สามารถป้องกันได้ด้วยการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับหมู ตับวัว เลือดหมู นม ไข่ ผักใบเขียว และ ธัญพืช เช่น ถั่ว งา เมล็ดฟักทอง ลูกเดือย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และทารกควรบำรุงอาหารเหล่านี้ให้มากหรือให้กินยาบำรุงโลหิตเสริม โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนี้ ยังเป็นปัญหาสำคัญในการจัดหาโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

สภากาชาดไทย จากข้อมูลการจัดหาโลหิตในปีงบประมาณ 2555 พบว่ามีผู้ประสงค์จะบริจาคโลหิตจำนวน 693,262 คน แต่ไม่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติ และการตรวจร่างกายเบื้องต้น จำนวน 96,146 คน คิดเป็น 13.9% โดยส่วนใหญ่ไม่ผ่านการคัดกรอง เนื่องจากมีระดับความเข้มข้นโลหิต หรือระดับฮีโมโกลบินไม่ผ่านเกณฑ์ แบ่งเป็นผู้บริจาคเก่า 3% และผู้บริจาครายใหม่ 1.3% ของผู้ไม่ผ่านการคัดกรองทั้งหมด

ดังนั้น ผู้บริจาคโลหิตควรให้ความสำคัญกับการรับประทานยาธาตุเหล็ก ซึ่งศูนย์บริการโลหิตฯ ได้จัดให้กับผู้บริจาคโลหิตรับประทานในรูปของยาเม็ด ferrous fumarate 50 เม็ด ซึ่งมีส่วนประกอบของวิตามินซีและบีช่วยในการดูดซึมอยู่ด้วย ผู้บริจาคโลหิตควรรับประทานวันละ 1 เม็ด ก่อนนอนจนหมด รวมถึงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีธาตุเหล็กสูง เพื่อให้มีความเข้มข้นโลหิตเพียงพอที่จะบริจาคโลหิตทุกครั้ง และระบบโลหิตในร่างกายมีโลหิตใหม่หมุนเวียนทดแทนโลหิตเก่า ผิวพรรณสดใส สุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรงด้วย

โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคโลหิตจางชนิดหนึ่งที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะผิดปกติ จึงมีการแตกสลายเร็วกว่าที่ควร ทำให้มีอาการซีดเหลืองเรื้อรัง ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคนี้จะต้องมีความผิดปกติทางพันธุกรรมมาจากทั้งฝ่ายพ่อและแม่ (ซึ่งอาจไม่มีอาการแสดง) ถ้ารับจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่เป็นโรค แต่จะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมนั้นแฝงอยู่ในตัวและสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานต่อไป

ในบ้านเราพบว่า มีคนที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือที่เรียกว่าพาหะของโรคนี้ โดยไม่แสดงอาการเป็นจำนวนมากประมาณ 20 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจมีพาหะของโรคนี้สูงถึง 40% ของประชากรทั่วไป ส่วนผู้ที่เป็นโรคนี้อย่างชัดๆ มีประมาณ 1 ใน 100 คนของประชากรในประเทศ ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการซีด เหลือง ในรายที่เป็นชนิดรุนแรงจะมีการเปลี่ยนแปลงของใบหน้า การเจริญเติบโตช้าและมีตับม้ามโตร่วมด้วย ชนิดของโรคแบ่งออกเป็นหลายชนิด มีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป

(ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง โดย นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ ข้อมูลจากสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย และศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เพจอ่านเองนะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: