Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 สิงหาคม, 2562, 20:47:48

   

ผู้เขียน หัวข้อ: กรุงเก่า : พระที่นั่งเพนียด ทุ่งทะเลหญ้า  (อ่าน 829 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 10 พฤษภาคม, 2558, 17:22:50 »

กรุงเก่า : พระที่นั่งเพนียด ทุ่งทะเลหญ้า



ที่มา ตำนานสังคโลก เมืองพระร่วง FB

พระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นเป็นที่สำหรับพระราชาธิบดีประทับทอดพระเนตรการจับช้างเถื่อน หรือ "การจับช้างกลางแปลง" ซึ่งเป็นประเพณีเคยกระทำกันมาแต่โบราณกาล การจับช้างในชั้นเดิมนั้นก็เพื่อจะนำมาไว้ใช้ประโยชน์ในราชการทั้งเวลาปกติและในเวลาสงคราม ""เพราะช้างเป็นสัตว์ที่รู้ภาษาคนได้ดีกว่าสัตว์อื่น"" และ ทำคุณประโยชน์ได้หลายอย่าง

ถ้าในรัชกาลใดได้พบช้างเผือกเข้า ก็ถือว่าเป็นของคู่บารมีของพระราชาธิบดีองค์นั้น จะปรากฏพระเกียรติยศขจรขจายไปทั่วประเทศน้อยใหญ่ ประเทศใดที่มีอานุภาพมาก มักเนื่องมาจากเรื่องช้างเผือกนี้หลายครั้ง ทั้งมีในครอบครองเองหรือต้องการมาครอบครอง อย่างเช่นในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นต้น

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ปรากฏว่ามีการจับช้างเผือกได้เป็นเชือกแรก เมื่อ พ.ศ.๒๐๑๔ ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แต่ปรากฏจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกือบทุกประเภทว่า พระราชาธิบดีของไทยที่ทรงถือว่าช้างเผือกเป็นของคู่บุญบารมี มีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ซึ่งก็คือ ในสมัยกรุงสุโขทัย แผ่นดินของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงมีช้างเผือกเชือกหนึ่ง ชื่อ จุราศรี ซึ่งในครั้งนั้นถือว่าเป็นของอัศจรรย์จึงถึงกับจดลงไว้ในศิลาจารึก

การจับช้างเถื่อนนี้ถ้าหากว่า มีแขกเมืองเข้ามาในฤดูที่พอจะจับได้แล้ว พระราชาธิบดีก็มักจะโปรดฯให้จับช้างให้แขกเมืองชมทุกคราวไป ดังปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุของเชวาเลีย เดอ โชมองต์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บันทึกว่า ทรงโปรดฯให้ราชทูตไปชมการจับช้างเถื่อนที่เพนียดเมืองลพบุรี หนหนึ่งเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๒๒๙

จนแม้มาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นครั้งสุดท้ายที่พระราชาธิบดีแห่งประเทศไทยโปรดฯให้จับช้างกลางแปลงที่เพนียด ตำบลทะเลหญ้า ชานอยุธยา ก็ทรงให้พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ แห่งรัสเซีย ขณะทรงดำรงตำแหน่งเป็นมกุฏราชกุมารไปทอดพระเนตร เมื่อ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๕ กับ อีกครั้งหนึ่งให้แกรนด์ดุ๊คบอริสวลาดิมิโรวิตช์แห่งรัสเซียอีกเช่นกัน ไปชมการจับช้าง คราวเสด็จเข้ามาเยี่ยมประเทศสยาม เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๕

เดิมตั้งแต่แรกสร้างกรุงศรีอยุธยาลงมาจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กำแพงพระนครด้านตะวันออกเฉียงเหนืออยู่พ้นวัดเสนาสนารามเข้าไป เพนียดจับช้างอยู่ที่วัดซอง ซึ่งเป็นที่ว่าการอำเภอกรุงเก่าในปัจจุบัน

ต่อมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา เมื่อ พ.ศ.๒๑๒๓ ได้ขยายกำแพงพระนครด้านนี้ออกไปจนถึงริมแม่น้ำ เพนียดคล้องช้างกลายเป็นอยู่ในกำแพงพระนครไป ไม่สะดวกแก่การจับช้าง จึงได้ย้ายออกไปตั้งที่ตำบลทะเลหญ้า (ตำบลสวนพริก) ข้างวัดบรมวงศ์ฯ (วัดทุ่งทะเลหญ้าของพวกกรมการช้าง) ในปัจจุบันนี้ พระที่นั่งเพนียดถูกสร้างขึ้นพร้อมกันในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชานั้น สำหรับเสด็จขึ้นทอดพระเนตร

พระที่นั่งเพนียดได้รับการบูรณะซ่อมแซมตลอดมาอีกหลายร้อยปี จนถูกพม่าเผาเสียเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งหลัง พ.ศ.๒๓๑๐ พระที่นั่งเพนียดและตัวเพนียดจึงเหลือแต่ซาก

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ จึงโปรดฯให้ซ่อมครั้งหนึ่ง ปีที่มีการจับช้างสีทองแดงได้ที่เพนียดนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๓๔๖ ซึ่งได้ขึ้นระวางเป็น พระบรมฉัตทันต์ในรัชกาลที่ ๑ ต่อมา ถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดฯให้กรมหลลวงเทพพลภักดีเป็นแม่กองออกไปซ่อมแซมอีก และ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ อีกสองคราว เพื่อทอดพระเนตรและรับแขกเมือง

(* หมายเหตุ : วัดบรมวงศ์ฯ หรือ วัดทุ่งทะเลหญ้าของกรมการช้างที่อยู่ติดเพนียดนั้น ไม่ได้ถูกไฟไหม้หรือเป็นอันตรายอย่างวัดในพระนครศรีอยุธยาส่วนใหญ่ กองทัพพม่าเผาเฉพาะตัวพระที่นั่งเพนียดทิ้ง วัดนี้จึงปรากฏมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ตลอดมาจนกระทั่งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ตัววัดก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมเพราะสกุลวงศ์ของผู้สร้างวัดนี้ได้แตกกระจัดพลัดพรากไปเสียหมดเมื่อกรุงแตก พ.ศ.๒๓๑๐

จนถึงต้นรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๙ สมเด็จฯกรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งได้ว่าการกรมพระคชบาล เสด็จไปทอดพระเนตรการซ่อมเพนียดจับช้าง เห็นวัดทะเลหญ้าที่อยู่ใกล้กันนั้น ทรุดโทรมหมดทั้งวัด โบสถ์วิหารการเปรียญศาลาต่างๆตลอดจนกุฏิสงฆ์ จะหาส่วนดีสักแห่งเดียวไม่ได้ จึงทรงพระดำริว่าวัดนี้ก็ไม่ใช่วัดร้าง ยังมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ จึงทรงพระศรัทธาบริจาคเงินซ่อมวัดนี้ทั้งหมด และ เพื่อไม่ให้แขกเมืองที่ไปชมการจับช้างเห็นสภาพของวัดเข้า จะอับอายขายหน้าประเทศชาติเอาได้

เมื่อเสร็จการซ่อมแซมวัด เสด็จในกรมฯ จึงถวายไว้เป็นพระอารามหลวง รัชกาลที่ ๕ โปรดพระราชทานนามให้ใหม่ว่า "วัดบรมวงศ์อิศรวราราม" จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ระบุพระองค์ได้เสด็จมาพระราชทานพระกฐินที่วัดนี้หลายคราว โดยเสด็จฯด้วยเรือพระที่นั่งจากพระราชวังบางปะอินไปบ้าง เสด็จฯตรงจากกรุงเทพฯไปบ้าง

ซึ่งการเสด็จไปพระราชทานพระกฐินจะมีขบวนตามเสด็จไปมากมาย ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน เมื่อเสร็จการพระราชทานพระกฐินแล้ว ก็เลยเสด็จประพาสตามแม่น้ำลำคลองต่างๆในพระนครศรีอยุธยา เป็นที่สำราญพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเสด็จประพาสทุ่งหรือเที่ยวทุ่งที่มีน้ำแผ่เป็นบริเวณกว้างในช่วงเดือน ๑๑)

ข้อมูล : ประวัติเมืองสำคัญของตรี อมาตยกุล, ๒๕๑๓. น.๑๕๓-๑๖๑.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: