Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 กันยายน, 2561, 04:35:16

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ก่อนที่ลูกจะไปตีกับคนอื่น  (อ่าน 2887 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 06 สิงหาคม, 2556, 22:29:52 »

ก่อนที่ลูกจะไปตีกับคนอื่น

วันก่อนมีคนถามหมอว่า ทำอย่างไรไม่ให้ลูกเรามีพฤติกรรมรุนแรง รังแกเพื่อน ตีกับเพื่อน หมอคิดว่าจุดเริ่มต้นของความรุนแรงนั้นมาจากอารมณ์โกรธ เลยอย่างมาพูดให้ฟังเรื่องการจัดการอารมณ์โกรธที่เหมาะสม

ทำอย่างไรเมื่อลูกโกรธ...ให้เด็กจัดการกับอารมณ์โกรธของตัวเองได้?

1.เริ่มที่พ่อแม่และผู้ดูแลต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เริ่มที่จัดการกับอารมณ์โกรธของพ่อแม่ให้เหมาะสม ก่อนอื่นต้องยอมรับกับตัวเองว่าอารมณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธ ดีใจ เศร้า เสียใจ เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทั่วไปจะมี เราเองก็เป็นคนธรรมดาที่เป็นพ่อเป็นแม่ เรามีอารมณ์โกรธ หรือเครียดได้ค่ะ ไม่ผิด แต่เมื่อโกรธแล้ว เครียดแล้ว สิ่งที่สำคัญมากๆก็คือ การจัดการกับอารมณ์ตรงนั้นอย่างไร ก่อนอื่น พึงระลึกว่า ถ้าเรากำลังโกรธพยายามอย่าพูดหรืออย่าทำอะไรตอนนั้น ให้อยู่เงียบๆนิ่งๆ อาจจะนับเลขในใจไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าความโกรธของเราลดน้อยลง ถ้ายังไม่ดีให้ปลีกตัวออกมาจากตรงนั้น ไปทำอะไรผ่อนคลาย เช่น อาบน้ำ ล้างหน้า เดินเล่น รับรองดีกรีความโกรธและหงุดหงิดจะลดลง หลังจากนั้นถ้าเราจะพูดจะคุยกับคนข้างๆไม่ว่าจะเป็นลูกหรือคนรอบตัวคนอื่นก็จะไม่ใช่เรื่องยาก หากเราจัดการกับอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีกับลูกด้วย ว่าเวลาที่เขาโกรธบ้างเขาจะทำอย่างไร

2.เวลาที่เด็กโกรธ ไม่พอใจ บอกให้เด็กรู้ว่าเรารับรู้และเข้าใจความโกรธของเขา เช่น เอโกรธน้องสาวที่เอาสมุดการบ้านของเอไปวาดรูปเล่น เอร้องไห้ มาฟ้องแม่ ก็ให้เราเข้าใจความรู้สึกเด็กก่อน (ไม่ใช่บอกเด็กว่า "น้องไม่ได้ตั้งใจ น้องเค้ายังเด็ก") ให้สะท้อนอารมณ์เด็กก่อน "แม่รู้ว่าหนูคงจะโกรธที่น้องเอาสมุดหนูไปวาดเล่น"

3.ถ้าการแสดงออกความโกรธของเขาไม่รุนแรงนัก เช่น หน้าบึ้ง ฮึดฮัด โวยวายเสียงดัง ร้องไห้ เราปล่อยให้เขาอยู่กับตัวเองสักครู่ (ไม่ต้องบอกให้ เขาเงียบ อย่าร้องไห้ อย่าทำหน้าแบบนั้น หรือพูดว่า แม่ไม่ชอบ หยุดร้องได้แล้ว การพูดเช่นนี้เป็นการแสดงออกว่าเราไม่ยอมรับและไม่เข้าใจเขา) สักพักเขาจะเย็นลง และสงบมากขึ้น

4.เมื่อเขาหายโกรธ ค่อยเข้าไปพูดคุย ถามความรู้สึก ให้เขาเล่าความรู้สึกให้ฟังเมื่อพร้อม และพูดคุยถึงวิธีจัดการกับอารมณ์โกรธที่เหมาะสม อาจลองถามว่าเวลาที่หนูหงุดหงิดทำอย่างไรจึงจะดีขึ้น เช่น เด็กบางคนโกรธแล้วไปเตะฟุตบอล ไปเล่นกับสัตว์เลี้ยง เมื่อทำแล้ว อารมณ์โกรธลดน้อยลง ก็ให้เราชื่นชมให้กำลังใจว่าเขาจัดการกับความโกรธที่เกิดขึ้นได้ดี

5.ค่อยๆพูดคุยกับเขาถึงแนวทางการจัดการกับอารมณ์โกรธในคราวหน้า หากทีหลังมีเหตุการณ์อื่นๆที่ทำให้เขาโกรธ อาจลองยกตัวอย่างเป็นกรณีสมมติ และลองดูวิธีการจัดการของเขา อาจไม่ต้องให้เขาคิดเหมือนเราทั้งหมด พึงระลึกว่าบางอย่างเราก็ให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเองบ้างเป้นประสบการณ์ชีวิต(หากไม่ใช่เรื่อง ที่อันตรายกับตัวของเด็ก)

6.ในกรณีที่เด็กโกรธแล้วมีพฤติกรรมที่รุนแรงมาก เช่น ทำร้ายคนอื่น ทำร้ายตนเอง หรือทำลายข้าวของ เราคงต้องหยุดการกระทำนั้นไว้ก่อน เช่น ในเด็กเล็กอาจเข้าไปกอดเด็กข้างหลัง จนเขาสงบ ถ้ารุนแรงและจัดการไม่ได้จริงๆ อาจต้องปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

7.เด็กจะเรียนรู้จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ ย้ำอีกรอบว่าพ่อแม่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในการจัดการความโกรธ หากเวลาพ่อโกรธจะพฤติกรรม เช่น ขว้างของทุกครั้ง เด็กก็จะซึมซับพฤติกรรมรุนแรงของพ่อได้

8.เมื่อพบเห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมที่มาจากความโกรธ เช่น ในสื่อสารมวลชน ข่าว ละคร ควรพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกในเรื่องการจัดการความโกรธที่เหมาะสม เห็นอะไรที่ดีๆ เราก็ชื่นชมให้ลูกฟัง แต่ถ้าอะไรที่ไม่เหมาะเราก็ควรบอกเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงไม่ดี ขณะเดียวกันก็ลองฟังความคิด และความเห็นของลูกไปด้วย

ในยุคสมัยแบบนี้ สิ่งที่สำคัญของพ่อแม่แบบเราก็คือ ป้องกันบุตรหลานเราอย่าให้ตกเป็นเหยื่อของสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงที่แอบแฝงมาในรูปแบบต่างๆ โดยเริ่มต้นที่บ้าน สอนวิธีจัดการกับความโกรธอย่างมีสติ ลองดูนะคะ

ที่มา #หมอมินบานเย็น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: