Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
16 ตุลาคม, 2561, 21:10:35

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การปลูกพืชผักโดยวิธีเกษตรกรรมธรรมชาติ  (อ่าน 5396 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,913
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 17 เมษายน, 2556, 20:43:12 »

ตอนที่ 1

 
      จากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสเสด็จทอดพระเนตรโครงการศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนเกษตร วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2530 โดยให้ศูนย์ฯ แห่งนี้ดำเนินการแก้ไขสภาพดินเสื่อมโทรมและให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำแก่ราษฎรทั่วไป เนื่องจากบริเวณนี้มีสภาพแห้งแล้ง ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในปัจจุบันการเพาะปลูกของประเทศไทยก็ประสบปัญหาหลายประการ

      ที่สำคัญประการแรกคือ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ กล่าวคือพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยประมาณ 80% เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ มีเป็นกรดสูง และที่สำคัญเป็นดินที่ขาดจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดินและต่อพืช ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นดินตาย สาเหตุก็มาจากการปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ หลายปี ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียน อีกทั้งมีการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวเป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายก็ทำให้เกิดสภาพดินกรด ขาดความอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรปลูกพืชแล้วให้ผลตอบแทนได้ไม่เต็มที่

      ประการที่สอง เกษตรกรประสบปัญหาแมลงศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ รบกวนไม่ว่าจะเป็นสวนผัก สวนผลไม้ ไม้ดอก-ไม้ประดับ พืชไร่-นา ชนิดต่าง ๆ และหนทางที่เกษตรกรเลือกใช้แก้ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือ สารเคมีฆ่าแมลง แต่จากการที่เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจในการเลือกใช้สารเคมี วิธีการใช้ที่เหมาะสม ช่วงเวลาในการใช้ เกษตรกรใช้สารเคมีหลายชนิดซ้ำซ้อนกัน และในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น มีผลทำให้สารพิษตกค้างในผลผลิต มีต้นทุนการผลิตสูง เป็นอันตรายต่อเกษตรกรผู้ผลิตเอง และผู้บริโภคก็ได้รับอันตรายเช่นกัน มีผู้บริดภคจำนวนมากที่ต้องหวาดระแวงกับพิษภัยของสารพิษตกค้างในอาหาร

 

      และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในภูมิภาคนั้น อีกทั้งในปัจจุบัน กระแสความต้องการผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษของผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศกำลังมีความต้องการ และเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ และล่าสุดคือ นโยบายการควบคุมผักที่มีสารพิษตกค้างเกินกำหนดมิให้เข้ามาจำหน่ายในกรุงเทพฯ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น และเกษตรกรเองก็ต้องปรับปรุงการเพาะปลูกให้ปลอดภัยตามความต้องการของตลาดด้วย ไม่ว่าเกษตรกรคนไหน ๆ ก็อยากปลอดภัยจากสารเคมี ไม่มีใครอยากใช้สารเคมี เพราะอันตรายทั้งตนเองและผู้บริโภค แต่ถ้าไม่ใช้แล้วจะใช้อะไรทดแทน ปัญหาในการเพาะปลูกที่เกษตรกรพบมี 2 ประการใหญ่คือ เรื่องความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าไม่ใช้ปุ๋ยเคมีแล้วจะใช้อะไรทดแทน เพื่อที่จะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี และอีกเรื่องหนึ่งก็คือการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ถ้าไม่ใช้สารเคมีแล้วจะใช้อะไรทดแทน

      แนวทางที่จะทำให้ดินเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นดินที่มีชีวิต สามารถเพาะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ นา ผัก ผลไม้ ดอกไม้ก็ตาม และจะเป็นแนวทางที่จะสามารถผลิตผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษทางการเกษตร ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม สามารถทำเป็นอาชีพได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแนวทางนั้นก็คือ แนวทางเกษตรธรรมชาติ นั่นเอง

      ถ้าจะกล่าวถึงในด้านโภชนาการ ผู้เขียนได้มีโอกาสทำงานทดลองร่วมกับนักวิจัยชาวญี่ปุ่นที่ Hokkaido Ornamental Plants and Vegetable Research Center ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2541 โดยทำการทดลองปลูกผักฮ่องเต้และผักกาดหัวโดยใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเคมีในอัตราต่าง ๆ กัน และไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลงทุกแปลงทดลอง ผลการทดลองพบว่า คุณภาพภายในผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำชีวภาพ) จะมีวิตามินซีสูงกว่าผักที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว และยังมีค่าของ Brix และน้ำตาลสูงกว่าอีกด้วย ซึ่งทำให้ผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยหมักจะมีรสชาติดีกว่าผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยเคมี


      นอกจากนี้ยังพบว่า ผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยหมักจะมีค่า NO3-N (เป็นค่าที่บ่งบอกถึงความเป็นอันตรายของผักนั้น) ต่ำกว่าผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยเคมี แต่จากการทดลองก็พบเช่นกันว่าในการปลูกผัก ถ้าให้ปุ๋ยมากเกินไปไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยเคมีก็ตาม จะมี สาร NO3-N สะสมในผักนั้นสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ และสำหรับคุณภาพภายนอกก็พบว่า ผักที่ปลูกโดยการไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลงก็สามารถให้ผลผลิตที่สวยงามตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ

      ที่กล่าวมาเป็นด้านคุณภาพของผักและสำหรับในด้านการให้ผลผลิตนั้น จากผลการทดลองนี้เราก็พบว่าผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยหมักอย่างเดียว สามารถให้ผลผลิตในปริมาณไม่แตกต่างจากผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว นั่นก็คือการปลูกพืชโดยวิธีเกษตรธรรมชาติสามารถปลูกเป็นอาชีพได้ มิใชแต่ปลูกเพื่อเป็นผักสวนครัวหลังบ้านเท่านั้น

      ในการทำเกษตรธรรมชาตินั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความอดทนโดยเฉพาะในช่วงปีแรก ๆ หากผ่านปีที่ 3 ไปก็สามารถเพาะปลูกได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมเดิม ถ้าดินดี สภาพแวดล้อมดี ก็สามารถทำเกษตรธรรมชาติได้อย่างง่าย ๆ ตั้งแต่ปีแรก จากประสบการณ์ที่ทำงานด้านเกษตรธรรมชาติมาเริ่มเข้าปีที่ 8 แล้วของผู้เขียน ทำให้ทราบว่าการเริ่มทำเกษตรธรรมชาติในปีแรก ถ้าดินขาดความอุดมสมบูรณ์ก็จะต้องใส่ปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำชีวภาพมาก และปริมาณปุ๋ยที่ใส่จะลดลงเรื่อย ๆ ทุกปี แต่ในทางตรงกันข้าม ผลผลิตในปีแรกอาจได้ไม่มาก (แต่ก็คุ้มกับการลงทุน) และผลผลิตจะเพิ่มขึ้นในปีหลัง ๆ


      ในด้านการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชก็เช่นกัน ในปีแรกอาจจะต้องมีการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชบ่อยครั้งและค่อย ๆ ลดลงในปีต่อ ๆ มา และในที่สุดก็มีแมลงศัตรูธรรมชาติมากขึ้น แมลงศัตรูธรรมชาติ หรือตัวห้ำ ตัวเบียน เหล่านี้ก็จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้เราเอง เกษตรกรเพียงแต่จัดสภาพแวดล้อมให้หลีกเลี่ยงการระบาดของศัตรูพืชก็เพียงพอแล้ว เช่น จัดระบบการปลูกพืชต่าง ๆ หมุนเวียน และการปลูกพืชแซมให้เหมาะสม มีการทำความสะอาดแปลงไม่ปล่อยทิ้งไว้จนเป็นแหล่งสะสมโรคแมลง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าต้นทุนในการทำเกษตรธรรมชาติจะสูงเฉพาะในปีแรก และลดต่ำลงในปีหลัง แต่ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นในปีหลังด้วย ซึ่งตรงกันข้ามกับการทำเกษตรเคมี จากนี้ต่อไปจะเป็นการแนะนำให้รู้จักกับความหมายและหลักการเกษตรธรรมชาติ ต่อด้วยวิธีการทำและใช้ปุ๋ยชนิดต่าง ๆ ทดแทนปุ๋ยเคมี รวมทั้งการใช้วิธีการต่าง ๆ ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี และสุดท้ายก็จะเป็นวิธีการปรับเปลี่ยนมาสู่แนวทางเกษตรธรรมชาติ ดังจะกล่าวต่อไปนี้


ที่มา: http://www.ku.ac.th/e-magazine/june48/agri/natural.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,913
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 17 เมษายน, 2556, 20:43:54 »

ตอนที่ 2


ความหมายของเกษตรธรรมชาติ

      เกษตรธรรมชาติหมายถึง การทำการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด แต่จะให้ความสำคัญของดินเป็นอันดับแรก ด้วยการปรับปรุงดินให้มีพลังในการเพาะปลูก เหมือนกับดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค สามารถให้ผลผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นระบบเกษตรที่มีความยั่งยืนถาวร เป็นอาชีพที่มั่นคง

แนวคิดเกี่ยวกับการเกษตรธรรมชาติของท่านโนกิจิ โอกาดะ

      หลักเกษตรธรรมชาตินี้ได้นำแนวคิดมาจากชาวญี่ปุ่นคือ โมกิจิ โอกาดะ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มค้นคว้าเกษตรธรรมชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 โมกิจิ โอกาดะ กล่าวว่า "พลังที่เป็นหลักสำคัญในการเจริญเติบโตของพืชนั้นมาจากธาตุดิน โดยมีพลังของธาตุน้ำและธาตุไฟเป็นส่วนเสริม เนื่องจากการเจริญเติบโตของพืชขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดิน ซึ่งเป็นพลังหลักที่สำคัญ ดังนั้นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดของการเพาะปลูกจึงอยู่ที่ต้องปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดี ทั้งนี้ เพราะดินยิ่งดีก็จะยิ่งได้ผล ส่วนวิธีการปรับปรุงดินก็คือ การเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้ดิน ซึ่งทำได้โดยการทำให้ดินมีความสะอาดและบริสุทธิ์ เพราะว่าดินยิ่งบริสุทธิ์ก็จะยิ่งทำให้พลังการเจริญเติบโตของพืชดีขึ้น (1 กรกฎาคม 2492)

หลักเกษตรธรรมชาติ

      ถ้าเราศึกษาสภาพป่า เราจะเห็นว่าในป่ามีต้นไม้นานาชนิดขึ้นปะปนกันอยู่เต็มไปหมด ผิวดินถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้ที่หล่นทับถมกัน สัตว์ป่าถ่ายมูลไว้ที่ผิวหน้าดิน คลุกเคล้ากับใบไม้และซากพืช มูลสัตว์รวมทั้งซากสัตว์ โดยมีสัตว์เล็ก ๆ เช่น ไส้เดือน กิ้งกือ จิ้งหรีด ฯลฯ กัดแทะเป็นชิ้นเล็ก ๆ และมีจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินช่วยย่อยสลาย จนกลายเป็นฮิวมัส ซึ่งเป็นแหล่งธาตุอาหารพืช และใช้ในการเจริญเติบโตของต้นไม้ในป่านั่นเอง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเอาปุ๋ยเคมีไปใส่ในป่า ซึ่งเกษตรกรสามารถเลียนแบบป่าได้โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด ใช้ปุ๋ยชีวภาพ เช่น ไรโซเบียม ไมโครไรซ่า เป็นต้น ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ใบไม้และเศษพืชที่ปกคลุมผิวดินก็เป็นการคลุมผิวหน้าดินไว้ ป้องกันการสูญเสียความชื้นภายในดิน ทำให้หน้าดินอ่อนนุ่มสะดวกต่อการไชชอนของรากพืช ถ้าศึกษาต่อไปจะพบว่า แม้ไม่มีใครนำเอายาฆ่าแมลงไปฉีดพ่นให้ต้นไม้ในป่า แต่ต้นไม้ในป่าก็เจริญเติบโตแข็งแรง ต้านทานโรคและแมลงได้ ตามธรรมชาติถึงแม้จะมีโรคและแมลงรบกวนบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเสียหาย และยังสามารถให้ผลผลิตได้ตามปกติ นั่นก็คือ ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ จะสามารถต้านทานโรคและแมลงได้ นอกจากนี้พืชในป่าก็มิได้เป็นพืชชนิดเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นพืชหลากหลายชนิด ทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งอาหารที่หลากหลายของแมลง และแมลงบางชนิดก็เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช ดังนั้นจึงเกิดสมดุลตามธรรมชาติ โอกาสที่แมลงศัตรูพืชจะระบาดจนเกิดความเสียหายจึงมีน้อย ดังนั้นเกษตรกรจึงสามารถจำลองสภาพป่าไว้ในไร่นา โดยการปลูกพืชให้หลากหลายชนิด

 

      หลักเกษตรธรรมชาติก็เป็นหลักการที่เลียนแบบมาจากป่าที่สมบูรณ์นั่นเอง ซึ่งจะประกอบด้วยการปฏิบัติการทางการเกษตรที่คำนึงถึงดิน พืช และแมลง ไปอย่างพร้อมกันคือ

      1. มีการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งสามารถทำได้โดย

         1) ปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ  ปุ๋ยอินทรีย์ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด ส่วนปุ๋ยชีวภาพได้แก่ ไรโซเบียม ไมโคไรซ่า ปุ๋ยเหล่านี้จะให้ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองแก่พืชอย่างครบถ้วน จึงใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี

         2) การคลุมดิน ทำได้โดยใช้เศษพืชต่าง ๆ จากไร่นา เช่น ฟาง หญ้าแห้ง ต้นถั่ว ใบไม้ ขุยมะพร้าว เศษเหลือทิ้งจากไร่นา หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ พลาสติกคลุมดิน หรือการปลูกพืชคลุมดิน การคลุมดินมีประโยชน์หลายประการคือ ช่วยป้องกันการชะล้างของหน้าดิน และรักษาความชุ่มชื้นของดิน เป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยทำให้หน้าดินอ่อนนุ่มสะดวกต่อการไชชอนของรากพืช ช่วยรักษาอุณหภูมิของดินมิให้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ช่วยป้องกันวัชพืช ช่วยกระตุ้นให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นทั้งชนิดและปริมาณ นอกจากนี้วัสดุคลุมดินจะค่อย ๆ ย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่ดิน เช่น การใช้เศษพืชคลุมดิน ซึ่งประโยชน์ต่าง ๆ ของการคลุมดินดังกล่าวมานี้ จะช่วยส่งเสริมให้พืชเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตดี อนึ่งในการคลุมดินถ้าสามารถคลุมดินได้หนาพอจะช่วยป้องกันวัชพืชได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยให้ดินที่เตรียมไว้ดีตั้งแต่ก่อนปลูก ยังคงมีความอ่อนนุ่มและร่วนซุยตลอดฤดูอีกด้วย

          3) การปลูกพืชหมุนเวียน เนื่องจากพืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารแตกต่างกันทั้งชนิดและปริมาณ อีกทั้งระบบรากยังมีความแตกต่างกันทั้งในด้านการแผ่กว้างและหยั่งลึก ถ้ามีการจัดระบบการปลูกพืชอย่างเหมาะสมแล้ว จะทำให้การใช้ธาตุอาหารมีทั้งที่ถูกใช้และสะสมสลับกันไป ทำให้ดินไม่ขาดธาตุอาหารธาตใดธาตุหนึ่ง

 

      2. ปลูกพืชหลายชนิด  การปลูกพืชหลายชนิดเป็นการจัดสภาพแวดล้อมในไร่นา ซึ่งจะช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชได้ เนื่องจากการปลูกพืชหลายชนิดจะทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งอาหารที่หลากหลายของแมลง จึงมีแมลงหลากหลายชนิดมาอาศัยอยู่ร่วมกัน ในจำนวนแมลงเหล่านี้จะมีทั้งแมลงที่เป็นศัตรูพืชและแมลงที่เป็นศัตรูธรรมชาติ ที่จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้คล้ายคลึงกับธรรมชาติในป่าที่อุดมสมบูรณ์นั่นเอง การปลูกพืชหลายชนิดสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น

           1) การปลูกหมุนเวียน  เป็นการไม่ปลูกพืชชนิดเดียวกันหรือตระกูลเดียวกัน ติดต่อกันบนพื้นที่เดียวกัน การปลูกพืชหมุนเวียนจะช่วยหลีกเลี่ยงการระบาดของโรคและแมลง และช่วยประโยชน์ในทางด้านการปรับปรุงดิน โดยมีหลักในการเลือกพืชชนิดต่าง ๆ มาไว้ในระบบการปลูกพืชหมุนเวียนดังนี้

               ก. ไม่ปลูกพืชชนิดเดียวกันหรือตระกูลเดียวกันติดต่อกัน

               ข. ควรปลูกพืชกินใบ กินดอก/ผล และกินหัว สลับกัน เนื่องจากพืชทั้งสามชนิดนี้จะมีความต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน

               ค. ควรปลูกพืชที่มีระบบรากสั้นและรากยาวสลับกัน เพื่อให้รากแผ่กระจายไปหาอาหารในดินที่ต่างระดับกัน สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

               ง. ควรปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วต่าง ๆ พืชตระกูลถั่วจะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนและอินทรีย์วัตถุ เป็นการช่วยปรับปรุงบำรุงดิน ในการปลูกพืชตระกูลถั่ว ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ไรโซเบียมคลุกเมล็ดก่อนปลูก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจนมากยิ่งขึ้น

               จ. ควรปลูกพืชตระกูลหญ้า เช่น ข้าว ข้าวโพด อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พืชตระกูลหญ้าช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุ และแมลงศัตรูพืชของพืชตระกูลหญ้าก็แตกต่างจากผักตระกูลต่าง ๆ เป็นการตัดวงจรอาหารของแมลง จะช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้

              ฉ. ควรปลูกพืชที่มีเศษเหลือทิ้ง เช่น ส่วนของใบและลำต้นหลังการเก็บเกี่ยวมาก สลับกับพืชที่มีเศษเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวน้อย

               ช. ในการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช ควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นด้วย เช่น เลือกปลูกถั่วลิสง และดาวเรือง เพื่อป้องกันไส้เดือนฝอยรากปม


          2) การปลูกพืชแซม  การเลือกพืชมาปลูกร่วมกัน หรือแซมกันนั้น พืชที่เลือกมาต้องเกื้อกูลกัน เช่น ช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้อีกชนิดหนึ่ง ช่วยคลุมดิน ช่วยเพิ่มรายได้ก่อนเก็บเกี่ยวพืชหลัก เป็นต้น ตัวอย่างของการปลูกพืชแซมมีดังต่อไปนี้

               ก. การปลูกดอกไม้สีสด ๆ เช่น บานชื่น บานไม่รู้โรย ดาวเรือง ดาวกระจาย ทานตะวัน รอบ ๆ แปลงผัก/สวนไม้ผล หรือปลูกแซมไปกับผัก/ไม้ผล อย่างประปรายก็ได้ สีของดอกไม้จะช่วยดึงดูดให้แมลงศัตรูธรรมชาติ หรือแมลงตัวห้ำและตัวเบียนเข้ามาอยู่ในแปลง และน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ก็จะเป็นอาหารของแมลงเหล่านีด้วย แมลงศัตรูธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช

               ข. การปลูกตะไคร้หอมรอบ ๆ แปลง ช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช เมื่อตัดใบตะไคร้หอมจะมีกลิ่นไล่แมลง ใบตะไคร้หอมเพื่อป้องกันแมลงก็ได้ นอกจากนี้ใบตะไคร้หอมยังนำมาทำน้ำยาสมุนไพรฉีดพ่นไล่แมลงได้อีกด้วย

               ค. การปลูกพืชบางชนิดซึ่งมีกลิ่นหรือสารไล่แมลงศัตรูพืช เช่น ผักกาดหอม กระเทียม ดาวเรือง ผักชี กระเพรา มะเขือเทศ ฯลฯ แซมลงไปในแปลงปลูกพืชหลักเพื่อลดแมลงศัตรูพืช เช่น ปลูกผักชีร่วมกับคะน้า เป็นต้น

               ง. การปลูกดาวเรืองร่วมกับพืชอื่น เช่น มันฝรั่ง มะเขือเทศ กล้วยหักมุก สับปะรด จะช่วยลดความเสียหายจากการทำลายของไส้เดือนฝอยรากปมได้ หรืออาจปลูกดาวเรืองหมุนเวียนเพื่อลดไส้เดือนฝอยดังที่กล่าวมาแล้ว

               จ. การปลูกหอมร่วมกับพืชตระกูลแตง เช่น แตงกวา แตงโม แคนตาลูป เป็นต้น หรือการปลูกกุ๋ยไช่ร่วมกับพืชตระกูลพริก-มะเขือ จะช่วยป้องกันโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อฟิวซาเรียมได้ เนื่องจากบริเวณรอบ ๆ รากหอมและรากกุ๋ยไช่ มีแบคทีเรียต่อต้านเชื้อราสาเหตุของโรคได้

               ฉ. การปลูกถั่วลิสงแซมระหว่างแถวของข้าวโพด จะช่วยทำให้แมลงศัตรูธรรมชาติมาอาศัยอยู่ในแปลง เช่น มีแมงมุมตัวห้ำช่วยควบคุมหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด เป็นต้น


      3. อนุรักษ์แมลงที่มีประโยชน์  ซึ่งสามารถทำได้โดย

          1) การที่ไม่ใช้สารเคมี เนื่องจากสารเคมีทำลายทั้งแมลงศัตรูพืชและแมลงศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ด้วย การที่ไม่ใช้สารเคมีทำให้มีศัตรูธรรมชาติ พวกตัวห้ำและตัวเบียนมากขึ้นในพื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งศัตรูธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยควบคุมแมลงสัตรูพืชให้

          2) ปลูกดอกไม้สีสด ๆ เช่น บานชื่น ทานตะวัน บานไม่รู้โรย ดาวเรือง ดาวกระจาย เป็นต้น โดยปลูกไว้รอบแปลง หรือปลูกแซมลงในแปลงเพาะปลูก สีของดอกไม้จะดึงดูดแมลงนานาชนิด และในจำนวนนั้นก็มีแมลงศัตรูธรรมชาติด้วย จึงเป็นการเพิ่มจำนวนแมลงศัตรูธรรมชาติในแปลงเพาะปลูก ซึ่งจะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้แก่เกษตรกร

 

http://www.ku.ac.th/e-magazine/aug48/agri/natural.htm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,913
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 17 เมษายน, 2556, 20:44:55 »

ตอนที่ 3


ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ

      ในการทำเกษตรธรรมชาติ เนื่องจากเราไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่จะหันมาปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแทน

      ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด (สำหรับปุ๋ยคอกไม่ได้กล่าวถึง เนื่องจากนำปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์มาใช้เป็นวัสดุในการทำปุ๋ยหมัก)

      ปุ๋ยชีวภาพ ได้แก่ ไรโซเบียม ไมโคไรซ่า

      ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพเหล่านี้ จะให้ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองแก่พืชอย่างครบถ้วน และในปริมาณที่มากพอ จึงใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกพืชได้ และการใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมด้วยก็จะช่วยทำให้ไม่ต้องใช้ปุ๋ยหมักมาก จึงเป็นไปได้ที่จะทำเกษตรธรรมชาติในพื้นที่แปลงใหญ่ มิใช่ทำแปลงเล็ก หรือสวนครัวหลังบ้านเท่านั้น


            ลักษณะ                                    ปุ๋ยเคมี                                                            ปุ๋ยอินทรีย์/ชีวภาพ (จุลินทรีย์) 
1. การดูดซับธาตุอาหาร                              ไม่มี                                                                   ดูดซับได้ดี
2. การอุ้มน้ำ                                             ไม่มี                                                                   ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
3. ความร่วนซุยของดิน                                ทำให้ดินอัดตัวเป็นก้อนแข็งในระยะยาว                       ดินร่วนซุยดี
4. ระดับความเป็นกรด                                 เพิ่มขึ้น                                                                ช่วยรักษาสมดุลของความเป็นกรดด่าง
5. ระยะเวลาที่มีผลในดิน                             ระยะสั้นแต่จะหายไปเร็วจากการชะล้างหรือเปลี่ยนรูป      คงอยู่ในดินนาน
6. ความเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์             เติบโตดีแต่เพียงระยะสั้น ในระยะยาวไม่ดี                    เติบโตดีและนาน
7. การขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืช                ขยายพันธุ์รวดเร็ว                                                   ไม่มีผล
8. การป้องกันโรคพืช                                  ไม่ช่วยป้องกัน                                                       ช่วยป้องกัน


ปุ๋ยอินทรีย์

      สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ในที่นี้จะขอกล่าวถึงวิธีการทำปุ๋ยหมักและปุ่ยน้ำอย่างสั้น ๆ สำหรับปุ๋ยพืชสดนั้นก็เป็นการนำพืชตระกูลถั่วมาปลูก และเมื่อถึงระยะออกดอก ซึ่งเป็นระยะที่พืชเจริญเติบโตเต็มที่ ก็จะไถกลบ และปล่อยให้ย่อยสลายเน่าเปื่อยผุพังไปก่อนแล้วปลูกพืชต่อไป การใช้ปุ๋ยพืชสดปรับปรุงดินนี้ จะเป็นการเพิ่มทั้งอินทรีย์วัตถุ และธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน พืชตระกูลถั่วได้แก่ ถั่วพร้า โสน ปอเทือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลิสง ฯลฯ พืชตระกูลถั่วบางชนิดอาจปลูกแล้วรอเก็บผลผลิตก่อนก็ได้ เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง เป็นต้น ในแต่ละปีควรปลูกพืชตระกูลถั่วปีละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย จะปลูกเป็นปุ่ยพืชสดหรือปลูกเพื่อเก็บผลผลิตก็ได้


ปุ๋ยหมัก

      เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ให้ทั้งธาตุอาหารพืช จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช และช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ปุ๋ยหมักใช้เป็นปุ๋ยรองพื้น ซึ่งจะใส่ในขณะเตรียมดินก่อนปลูกพืช โดยเฉพาะพืชผักและไม้ดอกอายุสั้นต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นไม้ผลจะใส่ตอนเตรียมหลุมปลูก และใส่ระหว่างปี ๆ ละ 1-2 ครั้ง การทำปุ๋ยหมักสามารถทำได้โดยใช้เศษพืช 2 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน ถ้าเศษพืชชิ้นใหญ่หรือเป็นเส้นยาว เช่น ฟาง ต้นข้าวโพด ผักตบชวา ต้นถั่ว เศษเหลือทิ้งหลังจากการเก็บเกี่ยว เช่น ต้นมะเขือ เถาฟักทอง เป็นต้น ก็จะวางซ้อน ๆ กันเป็นชั้น ๆ รดน้ำ พร้อมกับขึ้นไปย่ำให้แน่นพอสมควร

      แต่ละชั้นของเศษพืชอาจหนาประมาณ 20-30 เซนติเมตร สลับด้วยชั้นของมูลสัตว์ หนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร หรือถ้าเป็นเศษพืชชิ้นเล็ก ๆ เช่น ขุยมะพร้าว แกลบ กากอ้อย ก็สามารถผสมคลุกเคล้ากับมูลสัตว์ให้เข้ากันพร้อมกับพรมน้ำให้ความชื้น ซึ่งทดสอบความชื้นในกองปุ๋ยได้โดยใช้มือกำเศษวัสดุแน่น ๆ แล้วมีน้ำไหลออกมาตามร่องนิ้วมือเล็กน้อยก็ใช้ได้

      เมื่อกองปุ๋ยเสร็จ ควรหาวัสดุ เช่น ทางมะพร้าว ฟาง กระสอบเก่า ๆ เป็นต้น มาคลุมกองปุ๋ย การดูแลกองปุ๋ยก็โดยกลับกองปุ๋ยทุก 3-4 สัปดาห์ เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ก็สามารถใช้ได้ เมื่อได้ปุ๋ยหมักที่สุกแล้ว หรือปุ๋ยหมักย่อยสลายตัวดี สามารถนำไปใช้เพาะปลูกพืชได้ ปุ๋ยหมักที่สุกแล้วมีลักษณะคือ วัสดุที่นำมาใช้ทำปุ๋ยจะเปื่อยยุ่ย มีสีน้ำตาลคล้ำหรือดำ มีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นดิน ไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนมูลสัตว์อย่างครั้งเมื่อเริ่มทำกอง


      การทำปุ๋ยหมักนี้ ถ้าสารเร่ง เช่น เชื้อ พ.ต.-1 ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์สำหรับทำปุ๋ยหมักที่ทางกรมพัฒนาที่ดินผลิตขึ้น และแจกให้แก่เกษตรกรใช้ทำปุ๋ยหมัก ก็สามารถนำมาผสมกับกองปุ๋ยได้ด้วย แต่ถ้าไม่มีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ เพียงทำให้สภาพกองปุ๋ยมีความชื้นเหมาะสม และมีการกลับกองปุ๋ยดังที่กล่าวมาแล้ว ก็สามารถทำปุ๋ยหมักได้เช่นเดียวกัน

      ปุ๋ยหมักย่อยสลายตัวดีแล้ว หรือปุ๋ยหมักที่สุกแล้ว สามารถนำไปใช้เพาะปลูกพืชได้ สำหรับสัดส่วนของเศษพืชและมูลสัตว์ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตามที่กล่าวมาแล้วก็ได้ อาจปรับใช้ตามที่เกษตรกรสามารถหาได้ เช่น ถ้ามีมูลสัตว์มากและมีเศษพืชน้อย ก็ทำได้เช่นกัน กล่าวคือ มีเศษอินทรีย์วัตถุเหลือทิ้งจากไร่นาชนิดใดก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ ที่สำคัญคือ ต้องหมักให้ย่อยสลายตัวดี ก่อนนำไปใช้เพาะปลูกพืช ในการใช้ปุ๋ยหมักเพาะปลูกพืช เทคนิคที่สำคัญก็คือผสมคลุกเคล้าปุ๋ยกับดินให้เข้ากันเป็นอย่างดีก่อนแล้วจึงปลูกพืช



ปุ๋ยน้ำชีวภาพ


      เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการหมักซากพืชซากสัตว์ในน้ำ โดยมีจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย มีลักษณะเป็นน้ำ ใช้เป็นปุ๋ยเสริมธาตุอาหารระหว่างการเจริญเติบโตของพืช จะให้ทั้งธาตุอาหารพืชและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ต่อไปนี้เป็นสูตรการทำปุ๋ยน้ำที่ใช้กันมาก วัสดุที่ใช้มีดังนี้

      1. รำละเอียด 60 กิโลกรัม

      2. มูลไก่ไข่ 40 กิโลกรัม

      3. เชื้อ พ.ต.-1 จำนวน 1 ซอง


หมายเหตุ

      ก. เชื้อ พ.ต.-1 เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ทำปุ๋ยหมัก ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินผลิตขึ้น ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใช้ก็ได้

      ข. เนื่องจากรำมีราคาแพง อาจใช้น้อยลง หรือถ้าหาไม่ได้ก็ไม่ใช้ก็ได้



วิธีการทำและการใช้


      นำวัสดุทั้งหมดมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยพรมน้ำให้มีความชื้นขนาดใช้มือกำแล้วปล่อยมือ ก้อนวัสดุก็ยังคงรูปอยู่ก็ใช้ได้ เมื่อคลุกเคล้าวัสดุดีแล้ว ให้ทำกอง แล้วคลุมด้วยกระสอบ คลุมกองไว้ 7-10 วัน โดยระหว่างนี้ต้องกลับกองทุกวัน ๆ ละ 1 ครั้ง หลังกลับกองต้องคลุมกองไว้เช่นเดิม เมื่อครบกำหนดให้แผ่กองปุ๋ยออกผึ่งให้แห้งในที่ร่ม เมื่อปุ๋ยแห้งแล้วให้เก็บรักษาโดยตักใส่กระสอบที่สามารถระบายอากาศได้ และเก็บไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก จะเก็บไว้ได้นาน เมื่อจะนำปุ๋ยมาใช้ ให้นำปุ๋ยแห้ง 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร โดยใส่ถังหรือตุ่มวางไว้ตามแปลง ใช้ไม้ไผ่คนทุก ๆ วัน ๆ ละ 3-4 ครั้ง ๆ ละ 1 นาที ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะใช้ได้ (ถ้าไม่ใช้ไม้คน อาจใช้วิธีปั๊มอากาศเข้าไปก็ได้เช่นเดียวกับแบบตู้ปลา) แต่ควรผสมน้ำอีก 20-40 เท่า ก่อนนำไปรดต้นพืช วิธีการใช้กับพืชอาจรดที่โคนต้น หรือปล่อยตามร่อง หรือฉีดพ่นทางใบ หรือจะต่อเข้ากับระบบการให้น้ำให้ปุ๋ยก็ได้ การให้ปุ๋ยน้ำจะให้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความต้องการของพืช ซึ่งสังเกตได้จากลักษณะของใบพืช ถ้าใบพืชมีสีเหลืองซีดแสดงว่าได้รับธาตุอาหารไม่พอ ถ้าใบพืชมีสีเขียวเข้มเกินไป แสดงว่าได้รับธาตุอาหารเกิน แต่ถ้าใบพืชเป็นสีเขียว แต่ไม่เขียวเข้มจนเกินไป ใบแผ่กว้าง เห็นเส้นใบชัดเจน ก้านใบชูรับแสงเต็มที่ แสดงว่าพืชได้รับธาตุอาหารเหมาะสมดีแล้ว พืชที่ได้รับธาตุอาหารมากหรือน้อยเกินไป จะอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง แต่ถ้าพืชได้รับธาตุอาหารพอเหมาะ จะแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงได้ดีกว่า


http://www.ku.ac.th/e-magazine/sep48/agri/natural.htm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,913
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 17 เมษายน, 2556, 20:45:39 »

ตอนจบ


การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ

      การฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติในไร่-นา ที่ผ่านการใช้สารเคมีในรูปแบบต่าง ๆ มาอย่างมาก และเป็นเวลานาน ให้กลับคืนมาตามหลักการทั้ง 3 ข้อ เป็นเรื่องที่เกษตรกรสามารถทำได้ โดยใช้เวลาแต่ในปีแรก ๆ จะประสบปัญหาโรคและแมลงรบกวนบ้าง เนื่องจากดินที่เริ่มถูกปรับปรุงยังไม่มีความอุดมสมบูรณ์ดีพอ และมีสารปนเปื้อนอยู่มาก ทำให้พืชยังไม่สามารถเติบโตและแข็งแรงได้อย่างเต็มที่ ทำให้อ่อนแอต่อการทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช

      อีกทั้งศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชก็ยังน้อยอยู่ จึงทำให้เกษตรกรประสบปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวน และผลผลิตต่ำในระยะ 1-3 ปีแรก แต่หลังจากนั้นไป ถ้ามีการจัดการดี จะทำให้ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชลดลง พร้อมทั้งผลผลิตก็จะสูงขึ้น การเพาะปลูกพืชก็ง่ายขึ้น การใช้ปุ๋ยธรรมชาติก็ลดลง รวมทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืชก็ใช้ปัจจัยน้อยลง ซึ่งก็หมายถึงต้นทุนการผลิตลดลง แต่ผลผลิตสูงขึ้น ซึ่งเป็นการทำการเกษตรที่ยั่งยืน

      ดังนั้นหากเกษตรกรประสบปัญหาศัตรูพืช สามารถป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งมีหลายแนวทางให้เลือกใช้ หรืออาจนำหลาย ๆ แนวทางมาผสมผสานกันก็ได้ ตามความเหมาะสม ศัตรูพืชแบ่งอย่างกว้าง ๆ ได้ 3 ประเภทคือ วัชพืช โรคพืช และแมลงศัตรูพืช ซึ่งจะสามารถป้องกันและกำจัดได้ดังแนวทางต่อไปนี้

การป้องกันและกำจัดวัชพืช

      1. ใช้วิธีการถอน ใช้จอบถาง ใช้วิธีการไถพรวน

      2. ใช้วัสดุคลุมดิน ซึ่งเป็นการปกคลุมผิวดิน ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ และเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินอีกด้วย โดยส่วนใหญ่มักใช้วัสดุตามธรรมชาติ ได้แก่ เศษซากพืชหรือวัสดุเหลือใช้ในการเกษตร เช่น ฟางข้าว ตอซังพืช หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ต้นถั่ว ขุยมะพร้าว กากอ้อย แกลบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพลาสติกที่ผลิตขึ้นสำหรับการคลุมดินโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน

      3. ปลูกพืชคลุมดิน เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินในสวนไม้ผล การปลูกพืชต่าง ๆ เช่น ผัก ไม้ดอก สมุนไพร แซมในสวนไม้ผล เป็นต้น

 

การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช

      1. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีกล (mechanical control) เช่น การใช้มือจับแมลงมาทำลาย การใช้มุ้งตาข่าย การใช้กับดักแสงไฟ การใช้กับดักกาวเหนียว เป็นต้น

      2. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีเขตกรรม (cultural control) เช่น

         2.1 การดูแลรักษาแปลงให้สะอาด

         2.2 การหาระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพืช

         2.3 การเก็บเกี่ยวพืชเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายของโรคและแมลง

         2.4 การใช้ระบบการปลูกพืช เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชแซม

         2.5 การจัดการให้น้ำ

         2.6 การใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชเพื่อลดการทำลายของโรคและแมลง

      3. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี (biological control) คือ การใช้ประโยชน์จากแมลงศัตรูธรรมชาติ คือ

         3.1 ตัวเบียน (parasite) ส่วนใหญ่หมายถึง แมลงเบียน (parasitic insects) ที่อาศัยแมลงศัตรูพืชเพื่อการดำรงชีวิต และการสืบพันธุ์ ซึ่งทำให้แมลงศัตรูพืชตายในระหว่างการเจริญเติบโต

         3.2 ตัวห้ำ ได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตโดยการกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต ตัวห้ำพวกนี้ได้แก่

               สัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ สัตว์ปีก เช่น นก สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู กิ้งก่า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ

               ตัวห้ำส่วนใหญ่ที่มีความสำคัญในการควบคุมแมลงและไรศัตรูพืช ได้แก่ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมงมุม ไรตัวห้ำ และตัวห้ำส่วนใหญ่ ได้แก่ แมลงห้ำ (predatory insects) ซึ่งมีมากชนิด และมีการขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว

         3.3 เชื้อโรค ส่วนใหญ่หมายถึงจุลินทรีย์ที่ทำให้แมลงศัตรูพืชเป็นโรคตาย เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา โปรโตซัว ไส้เดือนฝอยทำลายแมลงศัตรูพืช

      4. การป้องกันโดยใช้พันธุ์พืชต้านทาน (host plant resistance)

      5. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยใช้สมุนไพรต่าง ๆ

 

ตัวอย่างการป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช

      1. การใช้น้ำสกัดสมุนไพรในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น การใช้สะเดา ข่าว และตะไคร้หอม ซึ่งทำได้โดยใช้สะเดา (ใช้ส่วนของเมล็ดแก่) ข่า (ใช้ส่วนของหัวข่าแก่) ตะไคร้หอม (ใช้ส่วนของใบสีเขียวเข้ม) อย่างละ 2 กิโลกรัม โขลกหรือตำแล้วแช่น้ำ 20 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง โดยไว้ในที่ร่ม กรองเอากากออก น้ำยาที่ได้จะเข้มข้น ควรเจือจางด้วยน้ำประมาณ 8 เท่า (ควรเติบสารจับใบซึ่งจะใช้น้ำสบู่ 3 ช้อนแกงต่อน้ำยาที่ผสมแล้ว 20 ลิตร เพื่อให้น้ำยาเกาะติดใบและตัวแมลงได้ดีขึ้น) สูตรนี้ใช้ฉีดป้องกันและกำจัดหนอนและแมลงต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้กับแมลงทุกชนิด เช่น แมลงปีกแข็ง พวกด้วงเต่าแดง จะใช้ไม่ค่อยได้ผล แต่น้ำสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าจะใช้ได้ผลดีกับแมลงปีกแข็งดังกล่าว

           ยังมีพืชสมุนไพรอีกมากมายหลายชนิดที่สามารถใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชได้ เช่น ขมิ้น โล่ติ๊น พริกขี้หนู สาบเสือ ยาสูบ ฯลฯ ซึ่งเราสามารถนำมาทดลองใช้ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชได้โดยนำไปฉีดพ่นในช่วงที่มีหนอนมาก ควรฉีดพ่นทุก ๆ 3 วัน แต่อย่างไรก็ตามควรตรวจดูแมลงทุก ๆ เช้า ถ้าพบก็ให้ใช้มือรีบกำจัดก่อน เช่น กลุ่มของไข่แมลง กลุ่มของตัวหนอน เป็นต้น ในการใช้สารสกัดสมุนไพรอาจจำเป็นต้องใช้บ่อยครั้งในช่วงแรก ๆ ของการทำเกษตรธรรมชาติมากขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สารสกัดสมุนไพรในการควบคุมแมลงศัตรูพืช หรืออาจใช้น้อยมากก็สามารถปลูกพืชได้ผลดีเช่นกัน

           สารจับใบที่ได้จากน้ำสบู่ สามารถทำได้โดยใช้สบู่ซันไลท์ 1 ก้อน หั่นเป็นฝอย ๆ เติมน้ำอุ่น 1 ลิตร คนให้ละลาย น้ำสบู่นี้จะใช้เติมในน้ำสมุนไพรได้ทุกสูตรซึ่งเป็นสารจับใบ เพื่อให้น้ำยาเกาะติดใบและตัวแมลงได้ดีขึ้น อัตราที่ใช้คือ ใช้น้ำสบู่ 3 ช้อนแกง ต่อน้ำสมุนไพรที่ผสมแล้ว 20 ลิตร

      2. การใช้สารสกัดสมุนไพรป้องกันและกำจัดโรคพืช เช่น การใช้ว่านหางจระเข้ กระเทียม อย่างละ 200 กรัม บดแล้วกรองเอากากออก เติมน้ำให้ครบ 20 ลิตร เติมน้ำส้มสายชู 100 มิลลิลิตร และเติมน้ำสบู่ดังกล่าวมาแล้วด้วย ใช้ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน เพื่อป้องกันโรคราแป้งของพืชตระกูลแตงได้ จากผลการทดลองพบว่ากระเทียมมีผลต่อการป้องกันโรคราแป้งบนใบแคนตาลูปได้มาก และว่านหางจระเข้มีผลต่อการป้องกันโรคนี้ได้ปานกลาง (T. Sittirungsun and H. Horita, 1999)

      3. การนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น เปลือกไข่นำมาห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วเผา และนำมาทุบให้พอละเอียด นำไปโรยรอบ ๆ ต้นพืช ช่วยป้องกันหนอนกระทู้ได้ เป็นต้น

      4. การใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง จากผลการทดลองพบว่า การใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช จะช่วยลดแมลงศัตรูพืชได้มากในระยะแรกของการทำเกษตรธรรมชาติ เพราะในช่วงนั้นมีแมลงศัตรูธรรมชาติ หรือตัวห้ำตัวเบียนอยู่น้อย แต่ถ้าทำเกษตรธรรมชาติไประยะหนึ่ง และมีแมลงศัตรูธรรมชาติมากพอ ก็ไม่มีความจำเป็นในการใช้กับดักกาวเหนียวอีก ก็สามารถปลูกพืชได้ผลดี นอกจากนี้กับดักกาวเหนียวยังเหมาะสำหรับการปลูกพืชผักกางมุ้ง หรือปลูกใน Green House รวมทั้งแปลงเกษตรทั่วไปที่เกษตรกรต้องการลดการใช้สารเคมีอีกด้วย (T. Sekine and T.Sittirungsun, 2000)

      ในปัจจุบันมีเกษตรชาวสวนผลไม้นำเอากาวเหนียวสีเหลืองนี้ ไปทารอบโคนต้นผลไม้เพื่อป้องกันมด ซึ่งจะมีผลต่อการป้องกันพวกเพลี้ยต่าง ๆ ได้ผลดี เช่น เกษตรกรชาวสวนทุเรียนแถบภาคตะวันออก เป็นต้น


ข้อเสนอแนะในการป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช

      ในการทำเกษตรธรรมชาติในระยะแรก ๆ หรือระยะเพิ่งปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรธรรมชาตินั้น เกษตรกรอาจประสบปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช เกษตรกรควรแก้ปัญหานี้โดยวิธีการป้องกันและกำจัดวิธีต่าง ๆ ผสมผสานกันไป โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และเมื่อทำเกษตรธรรมชาติไปสักระยะหนึ่ง ดินจะดีขึ้น การเจริญเติบโตของต้นพืชก็จะดีขึ้น ทำให้ต้นพืชแข็งแรง และนอกจากนี้ยังมีแมลงศัตรูธรรมชาติมากขึ้น แมลงศัตรูธรรมชาติเหล่านี้ก็จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้โดยธรรมชาติ


แนวทางการปรับเปลี่ยนมาสู่เกษตรธรรมชาติ

      การปรับเปลี่ยนมาสู่เกษตรธรรมชาติ เกษตรกรอาจทดลองเลือกพื้นบางส่วนทำเกษตรธรรมชาติ โดยเลิกใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในพื้นที่เล็ก ๆ ก่อน และเมื่อได้เรียนรู้และทำได้ดีแล้วก็ค่อย ๆ ขยายพื้นที่ออกไป หรืออีกแนวทางหนึ่งคือ ทำการลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในพื้นที่ทั้งหมดโดยค่อย ๆ ลดทีละน้อย และในที่สุดก็สามารถทำเกษตรธรรมชาติในพื้นที่ทั้งหมดได้อย่างเต็มรูปแบบ


เทคนิคการผลิตผัก

      ในการเพาะปลูกพืชผักต่าง ๆ ให้ได้ผลผลิตดึและมีคุณภาพดีนั้น นอกจากหลักเกษตรธรรมชาติที่กล่าวมาแล้ว เราจำเป็นต้องเรียนรู้ลักษณะและความต้องการของพืชชนิดนั้น ๆ ด้วย ซึ่งจะไม่ขอกล่าวไว้ในที่นี้ แต่จะอ่านได้จากหนังสือเกี่ยวกับผัก ไม้ดอก ไม้ผลแต่ละชนิด ซึ่งจะช่วยให้การเพาะปลูกพืชผักได้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น


เราได้อะไรจากการทำเกษตรธรรมชาติ

      ถ้าเราทำเกษตรธรรมชาติ เราได้รายได้เป็นตัวเงินจากการขายผลผลิต และได้รายได้ที่ไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นรายได้ในรูปต่าง ๆ เช่น อาหารที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัว เกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาล ในด้านสิ่งแวดล้อม วิธีการเกษตรธรรมชาติจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้อยู่ชั่วลูกชั่วหลาน รัฐบาลไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหามลพิษต่าง ๆ เกษตรธรรมชาติเป็นรูปแบบหนึ่งที่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริคือ การอุ้มชูตนเองได้ พออยู่พอกิน ผลิตของกินเอง ให้ใช้สิ่งที่ผลิต ที่ปลูก เกื้อกูลกัน มีเหลือแบ่งปัน มีความพอเพียงกับตนเองกับครอบครัวและชุมชน


http://www.ku.ac.th/e-magazine/nov48/agri/natural.htm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: