Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 เมษายน, 2561, 12:11:01

   

ผู้เขียน หัวข้อ: กฏหมายลิขสิทธิ์  (อ่าน 13887 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,873
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 27 มีนาคม, 2556, 22:15:32 »

ที่มา https://www.facebook.com/fanclub88

ข้อมูลนี้ชัดเจนมาก เข้าใจง่าย เสียเวลาอ่านสัก 10 นาที เพื่อผลประโยชน์ของท่านเอง.

กลายเป็นเรื่องระบาดหนักไปแล้วเมื่อมีคนได้รับความเดือดร้อนจากคนที่แอบอ้างว่าเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ของบริษัทต่างๆ ร่วมกับตำรวจออกอาละวาดรีดไถคนหาเช้ากินค่ำ ตามร้านเกมส์บ้าง ตามร้านขายของ ตามร้านอาหาร ตามห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่ง ร้านขายส้มตำที่เปิดวิทยุก็เคยมีคนไปรีดไถมาแล้ว การจับกุมคดีลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดอันยอมความได้ อยู่ดี ๆ ตำรวจจะเดินเข้าไปจับกุมคนละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น ซีดีเถื่อน , หนังสือเถื่อน ไม่ได้ เจ้าของลิขสิทธิ์จะต้องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และมอบคดีให้พนักงานสอบสวนก่อนหลังจากนั้นตำรวจจึงจะเข้าจับกุมได้ ตัวแทนลิขสิทธิ์จะมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด เช่น การล่อซื้อ ไม่สามารถทำได้ และถ้าล่อซื้อถือว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหาย เคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกามาหลายคดีแล้ว

การจับกุมหรือการค้นต้องมีหมายศาล จะทำแบบลุแก่อำนาจไม่ได้

การเข้าจับกุมและรีดไถเงินหรือตบทรัพย์ของตัวแทนลิขสิทธิ์ น่าจะหมดไปได้แล้ว เพราะเป็นการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการต่อรองเรียกผลประโยชน์ ควรให้ศาลเป็นผู้ตัดสินจะดีกว่า ประเด็นการทำสำนวนการสอบสวนคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

1. คดีละเมิดลิขสิทธิ์
1.1 ความเป็นเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์
1.1.1 ให้ทำการสอบสวนให้ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือได้งานอันมีลิขสิทธิ์มาอย่างไร พร้อมหลักฐานยืนยันความมีลิขสิทธิ์ เพราะผู้ได้รับมอบอำนาจหรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
1.1.2 ในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ต่างประเทศ เช่น งานการ์ตูนของประเทศญี่ปุ่นมักจะปรากฏจากเอกสารว่าบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้เสียหาย เป็นผู้ทรงสิทธิ์ที่เรียกว่า Promotion and Marchandising Right จึงควรสอบให้ได้ความชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่

1.2 การมอบอำนาจ
1.2.1 กรณีเจ้าของลิขสิทธิ์มอบอำนาจ ให้ตรวจสอบว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ได้มอบอำนาจให้แต่งตั้งตัวแทนช่วงหรือไม่ หากได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงร้องทุกข์ไว้ หนังสือมอบอำนาจช่วงต้องระบุให้ชัดเจนว่าผู้รับมอบอำนาจช่วงนั้นมาร้องทุกข์ในงานอันมีลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ใช้ร้องทุกข์ในงานลิขสิทธิ์ของผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของลิขสิทธิ์
1.2.2 การมอบอำนาจต้องระบุให้ชัดเจนว่าให้ดำเนินการใดแทนผู้เสียหายได้บ้าง เช่น แจ้งความร้องทุกข์ ประนีประนอมยอมความ หรือถอนคำร้องทุกข์ เป็นต้น
1.2.3 กรณีเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นชาวต่างประเทศ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมคำแปลเป็นภาษาไทย โดยผ่านการรับรองความถูกต้องของเอกสารทั้งหมดจากกงสุลสยาม (สถานทูตไทย) หรือให้พนักงานโนตารี ปับลีก หรือแมยีสเติร์ด หรือบุคคลอื่น ซึ่งกฎหมายแห่งท้องถิ่นตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจรับรองการมอบอำนาจ และต้องมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศที่เกี่ยวข้องแสดงว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีอำนาจกระทำการได้
1.2.4 ตรวจสอบระยะเวลาการมอบอำนาจว่า ขณะร้องทุกข์หนังสือมอบอำนาจมีผลใช้บังคับหรือไม่ และถ้ามีการมอบอำนาจช่วง การมอบอำนาจช่วงก็ต้องอยู่ในระยะเวลาที่ผู้รับมอบอำนาจทำการมอบอำนาจช่วงได้

1.3 ต้องสอบสวนให้ได้ความว่า งานที่ถูกละเมิดโฆษณาครั้งแรกเมื่อไรและงานยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ โดยให้ส่งหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ประกอบรายละเอียด วัน เดือน ปี และสถานที่ออกโฆษณาเผยแพร่ครั้งแรก

1.4 หากเจ้าของลิขสิทธิ์ได้รับโอนลิขสิทธิ์จากผู้สร้างสรรค์ ต้องมีหลักฐานการโอนสิทธิเป็นหนังสือด้วย

1.5 ข้อเท็จจริงที่ต้องสอบสวนในคดีเกี่ยวกับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์
1.5.1 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำละเมิดของผู้ต้องหาโดยละเอียด
1.5.2 ผู้เสียหายหรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายยืนยันว่าได้ตรวจสอบของกลางแล้วว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย
1.5.3 ของกลางที่อ้างว่าละเมิดแตกต่างจากของมีลิขสิทธิ์อย่างไร
1.5.4 กรณีพบว่าการเผยแพร่งานวรรณกรรม สิ่งบันทึกเสียงหรือโสตทัศนวัสดุให้สอบสวนข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าขณะจับกุมพบว่ามีการเผยแพร่เพลงใดในงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย การเผยแพร่ทำโดยวิธีใด ของกลางที่ยึดได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเผยแพร่อย่างไร แผ่นบันทึกงานดนตรีกรรมที่ใช้เผยแพร่เป็นประการใด (ซีดี วีดีโอซีดี ฯลฯ) และเป็นแผ่นลิขสิทธิ์ของแท้ของผู้เสียหายหรือเป็นแผ่นที่ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะอัตราโทษของการนำของแท้กับขอบที่ละเมิดมาใช้เผยแพร่อัตราโทษจะหนักเบาต่างกัน
1.5.5 ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้เสียหายหรือผู้รับมอบอำนาจจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับรายชื่อของเจ้าของลิขสิทธิ์ ชื่องานอันมีลิขสิทธิ์ ผู้สร้างสรรค์ วัน เดือน ปี และประเทศที่โฆษณาครั้งแรก และจำนวนของกลางที่ละเมิด เพื่อใช้เป็นเอกสารท้ายฟ้อง
1.5.6 กรณีละเมิดงานวรรณกรรม ให้สอบสวนให้ได้ความว่าได้สร้างสรรค์งานนั้นอย่างไร มีการลอกเลียนหรือแปลมาจากงานใดบ้างหรือไม่ และถ้าเป็นงานแปลต้องสอบสวนให้ได้ความว่าเจ้าของงานเดิมนั้นได้อนุญาตให้มาแปลหรือไม่พร้อมเอกสารประกอบ และต้องระบุให้ชัดเจนว่าละเมิดทั้งหมดหรือบางส่วน ละเมิดตรงส่วนใด โดยผู้เสียหายทำตารางเปรียบเทียบงานที่ละเมิดให้ชัดเจน
1.5.7 กรณีของกลางเป็นเทปวัสดุโทรทัศน์ ให้สอบนายทะเบียนถึงการได้รับอนุญาตประกอบกิจการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ด้วย

2. คดีละเมิดเครื่องหมายการค้า
2.1 การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
2.1.1 ให้สอบนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นพยานว่าผู้เสียหายได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้หรือไม่ ในรายการสินค้าประเภทใดและให้พนักงานสอบสวนนำตัวอย่างของกลางให้นายทะเบียนเปรียบเทียบว่าเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ พร้อมแนบสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนรับรองพร้อมความถูกต้อง
2.1.2 หากข้อเท็จจริงได้ความว่าสินค้าของกลางมีเครื่องหมายการค้าเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่จดทะเบียนไว้ แต่ของกลางไม่มีในรายการสินค้าที่ผู้เสียหายจดทะเบียนไว้ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา เอาชื่อ รูปรอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการของผู้อื่นมาใช้หรือจำหน่าย หรือเสนอจำหน่าย ซึ่งสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีชื่อ รูปรอบประดิษฐ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 หรือ ข้อความใด ๆ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 272(1) แล้วแต่กรณี ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 เป็นความผิดอันยอมความได้ต้องให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ตามกฎหมายด้วย

2.2 กรณีของกลางที่ยึดได้เป็นบุหรี่หรือสุรา ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียน ให้ทำการสอบสวนเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 พร้อมส่งของกลางไปทำการตรวจพิสูจน์ และให้พนักงานสอบสวนผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางไว้เป็นพยานพร้อมส่งประกาศหรือกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องประกอบไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

3. คดีละเมิดสิทธิบัตร
3.1 ให้สอบสวนนักวิชาการสิทธิบัตรหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนในการตรวจสอบสิทธิบัตรเป็นพยานว่าของกลางในคดีถือว่าละเมิดสิทธิบัตรของผู้เสียหายหรือไม่ ข้อถือสิทธิ์ใดพร้อมแนบหลักฐานการจดทะเบียนสิทธิบัตรและรายละเอียดที่ระบุถึงข้อถือสิทธิ์ของผู้เสียหายด้วย

3.2 ในกรณีที่ผู้ต้องหาให้การต่อสู้เรื่องความสมบูรณ์ของสิทธิบัตร ควรสอบความเห็นของนักวิชาการสิทธิบัตรหรือผู้เชี่ยวชาญ พร้อมแนบความเห็นของบุคคลดังกล่าวที่ได้ให้ความเห็นวินิจฉัยไว้ก่อนออกสิทธิบัตรนั้น ๆ

3.3 เนื่องจากพนักงานสอบสวนไม่อาจจัดหานักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบของกลาง จึงขอความร่วมมือกรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดหาบุคคลดังกล่าวเพื่อทำการตรวจสอบของกลางด้วย

ในการบุกจับลิขสิทธิแต่ล่ะครั้งนั้นตำรวจจะอ้างว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าไม่ได้ เพราะความจริงการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นเป็นความผิดที่จะต้องพิสูจน์ และการจับแต่ล่ะครั้งจะต้องมีหลักฐาน หมายศาลชี้มูลความผิดชัดเจน ตำรวจที่นำกำลังเข้าจับกุมต้องเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรขึ้นไป และต้องติดบัตรเจ้าพนักงาน และเอกสารที่ใช้ชี้มูลความผิดต้องไม่ใช่ใบบันทึกประจำวัน ต้องมีทั้งหมายค้นและหมายศาล และบุคคลที่แอบอ้างเป็นลิขสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ์ในการเข้าตรวจค้นใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่มีอำนาจตามกฏหมาย ทั้งนี้เหยื่อจะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ และเจ้าหน้าที่ด้านกฏหมายเองก็ควรปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองเสีย ก่อนจะมีการประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมจากกลุ่มผู้เสียหาย ที่ตกเป็นเหยื่อ.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: