Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 กันยายน, 2560, 16:53:43

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ฮือต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่  (อ่าน 2328 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 24 มีนาคม, 2556, 14:50:21 »

ฮือต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. น.ส.จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กลุ่มกรีนพีซทำกิจกรรมปีนหน้าผาที่หาดไร่เลย์ ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ เพื่อเป็นการสื่อสารโดยตรงกับสาธารณะโดยเฉพาะรัฐบาลว่า รัฐบาลต้องยุติโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะถ่านหินไม่ใช่คำตอบของการจัดการวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน ดังนั้น รัฐบาลควรจะเปลี่ยนนโยบายมาสนับสนุนพลังงานทางเลือกที่สะอาด ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานไฟฟ้าของประเทศอย่างยั่งยืนมากกว่า รัฐบาลยังต้องจัดการกับการทับซ้อนผลประโยชน์ การคอร์รัปชั่น ของอุตสาหกรรมพลังงานสกปรกที่เอื้อให้นักการเมือง ข้าราชการประจำ และผู้กำหนดนโยบายพลังงานได้รับประโยชน์ แต่ผลกระทบกลับตกอยู่กับประชาชนมาอย่างยาวนานด้วย

"โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน 800 เมกะวัตต์ที่รัฐบาลมีแผนจะสร้างที่จ.กระบี่ ทำให้ประเทศไทยต้องแลกกับการสูญเสียจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิถีชีวิตชุมชนและการท่องเที่ยว ซึ่งกระบี่มีสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศปีละกว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจะส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของผืนหญ้าทะเลอันดับ 2 ของประเทศ จำนวน 17,725 ไร่ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพะยูนซึ่งกำลังใกล้จะสูญพันธุ์ที่บริเวณเกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง อีกทั้งเส้นทางขนส่งถ่านหินทางทะเลกว่า 79 กิโลเมตรที่เข้าสู่โรงไฟฟ้าถ่านหินก็ยังซ้อนทับกับแหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของกระบี่ เช่น เกาะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาะพีพี หาดไร่เลย์ อีกด้วย" น.ส.จริยากล่าว


ทั้งนี้ ในวันพุธที่ 27 มี.ค. เวลา 12.00-18.30 น. ประชาชนในพื้นที่และกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเรื่องวิกฤตพลังงานที่เกี่ยวข้อง จะเปิดเวทีเสวนาครั้งแรกที่กระบี่ เรื่อง "วิกฤตการจัดการพลังงานในประเทศไทย และโครงการการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่" โดยมีตัวแทนภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วม พร้อมเปิดตัวแผนที่เส้นทางถ่านหินกระบี่และแผนที่พลังงานหมุนเวียนกระบี่ ...........ข่าวสารฉับไว ภาพจุใจ” ต้องเฟสบุ๊คส์ นสพ.ภูเก็จอันดามันhttp://www.facebook.com/Phuketandamannews.FC และเพื่อเป็นกำลังใจ กรุณากด “ถูกใจ” ที่แฟนเพจด้วยคับ ขอบคุณครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 27 มีนาคม, 2556, 22:10:54 »

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่คุกคามระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของไทย จี้ กฟผ.หยุดสร้าง

ที่มา https://www.facebook.com/voicepeoplenew/posts/223850777758204

เวลา 13.00 น.วันนี้ (27 มี.ค.) ที่บริเวณสวนป่า โรงเรียนบ้านทุ่งสาคร ม.4 ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ กลุ่มกรีนพีซ ร่วมกับตัวแทนชุมชนในพื้นที่ ต.ปกาสัย จังหวัดกระบี่ ได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การให้ความรู้ด้านพลังงานและคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน 800 เมกะวัตต์” โดยมีตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อนุกรรมการกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ โดยมีประชาชนในพื้นที่ ต.ปกาสัย และใกล้เคียงเข้าร่วมประมาณ 200 คน

นายประสาท มีแต้ม อนุกรรมการสิทธิชุมชน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เสนอโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดว่าจะมีการก่อสร้างในอีก 6 ปีข้างหน้า หากกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าน้ำมันเตาในปัจจุบัน เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง นอกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจะปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมแล้ว การขนส่งถ่านหินสกปรกที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผืนหญ้าทะเลที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าประมาณ 16 กิโลเมตร พื้นที่ดังกล่าวถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นพื้นที่ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention)

นายประสาท กล่าวอีกว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าปี พ.ศ.2553 ซึ่งการขนส่งถ่านหินเข้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะต้องใช้เรือเดินทะเลขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์สำหรับขนถ่ายถ่านหิน และมีระวางบรรทุกระหว่าง 50,000-100,000 DWT (2) ผ่านเส้นทางทะเล 79 กิโลเมตร จนถึงที่ตั้งโรงไฟฟ้า จากนั้นต้องมีการถ่ายถ่านหินใส่เรือบรรทุกขนาดเล็ก ซึ่งจำเป็นต้องมีการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่เพื่อรองรับถ่านหินที่นำเข้า และขนส่งถ่านหินไปที่โรงไฟฟ้า

ถ่านหินเป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้โรงไฟฟ้า การปล่อยมลพิษจากถ่านหินไม่ว่าจะเป็นขี้เถ้า ฝุ่นละออง ล้วนแล้วแต่เป็นพิษ และเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ กฟผ.และรัฐบาลต้องหยุดโครงการนี้โดยทันที เพราะเป็นโครงการที่ขาดความรอบคอบ และสร้างความหายนะให้แก่กระบี่ อีกทั้งเพื่อเป็นการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำที่เปราะบาง และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางทะเลของคนไทยทั้งประเทศ เป็นแหล่งทรัพยากรที่เลี้ยงชีพผู้คนนับล้าน

ด้าน น.ส.จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวด้วยว่า ถ่านหินเป็นพลังงานเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุด มลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ถ่านหินประกอบไปด้วย มีเทน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ รวมถึงสารเคมีต่างๆ เช่น สารหนู และสารปรอท ซึ่งส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางร่างกาย และจิตใจของมนุษย์ อีกทั้งยังสามารถปนเปื้อนในดิน และแหล่งน้ำต่างๆ ด้วย ผลที่ตามมานอกเหนือจากการทำลายสุขภาพของผู้คน คือ การทำลายวิถีการดำรงชีวิต ผลผลิตทางการเกษตรและการประมง นอกจากนั้น การเผาไหม้ถ่านหินยังเป็นการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังมีความแปรปรวนรุนแรงอยู่ในขณะนี้

“รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และปลอดภัยให้มากขึ้น กระบี่เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดจังหวัดหนึ่ง สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ได้ถึงร้อยละ 100 หากรัฐบาลนำแผนอนุรักษ์พลังงานปี พ.ศ.2554-2573 และแผนพัฒนาพลังงานทางเลือกปี พ.ศ.2555-2564 มาปฏิบัติใช้อย่างจริงจัง และเร่งนำกลไกที่มีประสิทธิภาพ เช่น กฎหมายพลังงานหมุนเวียนมาใช้ โรงไฟฟ้าถ่านหินอันสกปรกก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในจังหวัดกระบี่ และในประเทศไทยอีกต่อไป” น.ส.จริยา กล่าว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: