Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 กันยายน, 2560, 00:23:59

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ศาลาเสรฐภักดี  (อ่าน 780 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 20 มีนาคม, 2556, 23:02:34 »

ศาลาเสรฐภักดี

ที่มา https://www.facebook.com/pages/Chaiya-city/413331248759512



อาคารเรียนที่เคยใช้เป็นสถานที่สอนนักธรรมของวัดพระบรมธาตุไชยา ราชวรวิหาร ซึ่งในอดีตอาคารหลังนี้หลวงปู่พุทธทาสเคยได้สอนนักธรรมพระภิกษุ สามเณรหลังจากที่ท่านจบนักธรรมเอกใหม่ๆโดยมีพระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม นามธมฺโม) อดีตเจ้าคณะอำเภอไชยา รองเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยาในสมัยนั้น ซึ่งต่อมาได้เลื่อตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ได้เป็นผู้ขอให้คุณนายกิ้มหง้วน เสรฐภักดีขอร้องหลวงปู่มาเป็นครูช่วนสอนนักธรรมดังปรากฎในสัมภาษณ์หลวงปู่ใน"อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส"
พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ ความว่าเมื่อออกพรรษาแล้ว ทำไมอาจารย์จึงไม่ได้สึกอีก

เมื่อผมสอบนักธรรมเอกได้ พอดีญาติผู้ใหญ่คือคุณนายหง้วน นามสกุลเศรษฐภักดี ซึ่งนับญาติก็เป็นอา ผมเรียกแกว่าน้า แต่แกเรียกผมว่าน้อง แกเป็นสะใภ้ของพระยาปฏินันท์ภูมิรักษ์ เจ้าสัวบ้านดอน สามีร่ำรวย น้าหง้วนแกเกิดศรัทธาขึ้นมา บริจาคเงินสร้างโรงเรียนนักธรรมวัดพระธาตุไชยา โดยท่านพระครูเอี่ยมซึ่งอยู่ที่วัดพระธาตุนั้นเป็นผู้ดำเนินงาน ตกลงกันว่าเท่าไรเท่ากัน สมัยนั้นมันสร้างได้ด้วยเงิน ๕ พันกว่าแหละ หลังที่ยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ หลังคาทรงไทยที่ยังใช้สอนกันอยู่นั่นแหละ พอสร้างเสร็จก็ต้องช่วยจนกระทั่งหาครูสอน ทีนี้พระครูเอี่ยมท่านรู้ว่าผมเป็นนักธรรมเอกแล้ว เขาก็ยุให้น้าหง้วนขอร้องหรือบังคับผมนั่นแหละ (หัวเราะลงคอเบา ๆ) ให้มาสอน ทั้ง ๆ ที่อาเสี้ยงที่ชุมพรไม่เห็นด้วย อยากให้รีบไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เสียเร็ว ๆ ทีนี้ผมก็เกรงใจ เพราะฝ่ายนี้ก็มีแยะ โยมผมก็หันมาทางนี้ ผมก็เลยมาช่วยสอนนักธรรมเสียปีหนึ่ง มันจึงฆ่าเวลาไปอีกปีหนึ่งไม่ได้สึก (๒๔๗๒ - พรรษาที่ ๔)

สอนนักธรรมนี่ก็สนุก สอนคนเดียว ๒ ชั้น มันคุยได้ว่าสอบได้หมด แต่ตามหลักฐานที่ปรากฏตกไปองค์หนึ่ง เพราะใบตอบหาย ก็กลายเป็นครูที่มีชื่อเสียงขึ้นมาทันที (หึ ๆ ๆ) มันสนุก เพราะเป็นของใหม่ และมันชักจะอวด ๆ อยู่ว่าเราพอทำอะไรได้ หาวิธียักย้ายสอนให้มันสนุก ไม่เหมือนกับที่เขาสอน ๆ กันอยู่ เช่นผมมีวิธีเล่า วิธีพูดให้ชวนติดตาม หรือให้ประกวดกันตอบปัญหา ทำนองชิงรางวัล นักเรียนก็เรียนกันสนุก ก็สอบได้กัน

เมื่อสอบได้อย่างนี้ น้าหง้วนก็จะให้รางวัล ในฐานะครูช่วยสอนนักธรรม ควรจะได้รางวัลบ้าง ทีแรกพูดกันว่าจะให้พระไตรปิฎกสัก ๑ ปิฎก สมัยนั้นทั้งไตรปิฎกเขาขายกัน ๔๕๐ บาท ๑ ปิฎกก็เท่ากับ ๑๕๐ บาท เลยบอกเขาว่าพระไตรปิฎกนั้นอย่าเพิ่งเอาเลย ถ้าอย่างไรก็เอาเงินซื้อพิมพ์ดีด น้าหง้วนเขาก็ตกลงให้เงินไปซื้อพิมพ์ดีด ตอนผมขึ้นไปเรียนบาลีต่อที่กรุงเทพฯ หลังจากที่สอนนักธรรมเสร็จในปีนั้น

เผอิญวันที่ไปซื้อนั้น เจ้าของร้านจริง ๆ ของร้านสะอาดวิทยาคม ชื่อนายแมคฟาแลน กำลังเข้ามาในร้าน แกเลยช่วยคนขายอธิบายอย่างนั้นอย่างนี้ อวดว่าเป็นความคิดของแก ที่ให้บริษัทในเมืองนอกทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อใช้ในวัดได้สะดวก คือให้มีจุดใต้และนิคหิตด้วย ก่อนนี้ไม่มี ที่ผมซื้อเป็นพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้วรุ่นแรกของเรมิงตัน ๑๕๐ บาท เห็นเขาใช้กันอยู่เป็นเครื่องตั้งโต๊ะ เราอยากมีไว้ใช้บ้าง แต่อยากได้อย่างกระเป๋าหิ้ว พอได้มา เวลาเขียนบทความเขียนหนังสืออะไรก็ใช้พิมพ์เลย ไม่ได้ร่างด้วยปากกาดินสอก่อน บางทีพิมพ์แล้วใช้ไม่ได้ก็ต้องพิมพ์ใหม่ เวลาพิมพ์ก็ไม่ได้ใช้สัมผัส ใช้ ๒ นิ้ว ซื้อมาแรก ๆ ก็พิมพ์เป็นการใหญ่ เรียนบาลีมันมีอะไรให้คัดลอกมาก

ก่อนที่ผมจะมาสอนที่วัดบรมธาตุฯ นั้น อาจารย์ครูโสภณฯ (คง) อุปัชฌาย์ของผมท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอ และจัดโรงเรียนนักธรรม ท่านอยากให้ผมสอนที่วัดโพธาราม (วัดเหนือ) แต่พอบอกว่าน้าหง้วนขอร้องไว้เสียแล้ว แกเงียบกริบเลย (หัวเราะลงคอ) เรียกว่ายอมแพ้ เพราะไม่อยากขัดใจผู้มีอิทธิพล ทางวัดพระบรมธาตุฯ นั้น ท่านพระครูเอี่ยมท่านเป็นคนมีความคิด เป็นผู้ชักชวนให้ตั้งโรงเรียนนักธรรม ที่วัดพระบรมธาตุฯ ทำข้ามหน้าข้ามตาเจ้าอาวาสด้วย เพราะเจ้าอาวาสทำอะไรไม่เป็น จนในที่สุดท่านพระครูเอี่ยมก็ได้เป็นเจ้าคณะอำเภอ ทั้ง ๆ ไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส และได้เป็นพระครูโสภณเจตสิการาม ต่อจากอาจารย์ครูโสภณเจตสิการาม (คง วิมโล) วัดโพธาราม.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: