Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 สิงหาคม, 2562, 11:42:39

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องน่ารู้ในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn University)  (อ่าน 1431 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 12 มีนาคม, 2556, 08:13:01 »

เรื่องน่ารู้ในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn University)

ที่มา https://www.facebook.com/History.KingdomOfSiam

1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย
2. เป็นมหาวิทยาลัยเดียวในประเทศ ที่ไม่ได้ขึ้นต้นด้วยคำว่า “มหาวิทยาลัย” มีตัวย่อว่า “จุฬาฯ” ไม่ใช่ “ม.จุฬาฯ” เหมือน ขสมก.ใช้
3. เป็นมหาวิทยาลัยเดียวที่ไม่มีป้ายชื่อมหาวิทยาลัย มีแต่เพียงป้ายบอกอาณาเขต
4. เป็นมหาวิทยาลัยที่สถาปนาโดยพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาลงเสาเอกด้วยพระองค์เอง
5. จุฬาฯ เป็นสถานที่ที่เกิดขึ้นจากความรักของ 2 พระองค์ที่มีแก่กัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระประสงค์อยากให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นอนุสรณ์ในพระราชบิดา ของพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
6. เมื่อก่อนชื่อ “จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย” ไม่มีการันต์ เป็นคำสมาสที่ไม่ได้อ่าน กะ-ระ-นะ อ่านว่า “กอน” เฉย ๆ แต่มาสมัยจอมพล ป. รัฐบาลชุดนั้นก็ได้มาเปลี่ยนให้มีตัวการันต์ เพราะเขาบอกว่า ถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องอ่าน “กะ-ระ-นะ” ก็เลยต้องมีตัวการันต์จนถึงปัจจุบันนี้ -_-"
7. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระบรมราชูปถัมภกแห่งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ และเป็นพระราชปฏิบัติว่าพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเป็นพระบรมราชูปถัมภกของสถาบันนี้ตลอดมาจนถึงปัจจุบันและตลอดไป (ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยแรกแห่งกรุงสยามได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาฯ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน 5 พระองค์)
8. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานที่ดินของพระคลังข้างที่ จำนวน 1,309 ไร่ ซึ่งอยู่ที่อำเภอปทุมวัน ให้เป็นสถานที่ตั้งของจุฬาฯ
9. เงินที่นำมาสร้างจุฬาฯ คือ เงินบริจาคของประชาชน เงินที่เหลือจากการบริจาคสร้างพระบรมรูปทรงม้า เรียกว่า “เงินหางม้า”
10. ถ้าจะนับเวลาที่จุฬาฯ เกิดขึ้นจริงๆ แล้ว โดยที่ไม่นับรวมว่าใช้ชื่อสถาบันว่าอะไรก็ตั้งแต่ปี พ.ศ.2442 ในขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า “สำนักวิชาฝึกหัดข้าราชการฝ่ายพลเรือน” (ร้อยกว่าปีผ่านมา...)
11. คณะก่อตั้งจุฬาฯ 4 คณะแรก คือ รัฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ และอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์
12. “พระเกี้ยว” พระพิจิตรเลขาประจำรัชกาลที่ 5 เป็นตราสัญลักษณ์ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจของนิสิตจุฬาฯ ทุกคน
13. เข็มพระเกี้ยวต้องติดที่อกเบื้องขวา เพราะเป็นของพระราชทาน (ของพระราชทานจะติดที่เบื้องขวา)
14. เพลงพระราชนิพนธ์ มหาจุฬาลงกรณ์ เพลงประจำมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเคยใช้เป็นเพลงมหาฤกษ์
15. สีประจำมหาวิทยาลัย คือ สีชมพู เป็นสีประจำวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 5 อัญเชิญมาใช้ครั้งตอนงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์
16. จามจุรี เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย มีอยู่ 5 ต้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาปลูกด้วยพระองค์เอง โดยพระองค์ทรงนำต้นจามจุรีทั้ง 5 ต้นมาจากพระราชวังไกลกังวล หัวหินด้วยพระองค์เอง และมิได้แจ้งทางมหาวิทยาลัยล่วงหน้า นำความปลาบปลื้มมาสู่ชาวจุฬาฯทุกคน และยังได้พระราชทานพระราชดำรัสถึงความผูกพันระหว่างชาวจุฬาฯ กับจามจุรีว่ามีมานานตั้งแต่สร้างมหาวิทยาลัย ทรงเน้นว่า “ดอกสีชมพู” เป็นสัญลักษณ์สูงสุดอย่างหนึ่งของจุฬาฯ พระองค์ทรงเห็นว่าจามจุรีที่นำมานั้นโตขึ้น สมควรจะเข้ามหาวิทยาลัยเสียที และสถานที่นี้เหมาะสมที่สุด “จึงขอฝากต้นไม้ไว้ห้าต้นให้เป็นเครื่องเตือนใจตลอดกาล”
17. นิตยสารไทม์ได้เสนอผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก คือ จุฬาฯ ภาพรวมอยู่อันดับที่ 180 (เคยอยู่สูงสุดอันดับที่ 123) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 3 ของอาเซียนมาโดยตลอด

เครื่องแบบนิสิต
18. เครื่องแบบการแต่งกายของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเครื่องแบบแห่งแรกและเพียงแห่งเดียวของประเทศไทยที่ได้รับพระราชทานมาจากองค์พระมหากษัตริย์ และเป็นแห่งแรกที่มีการสวมใส่เครื่องแบบนิสิต นอกจากนี้เครื่องแบบนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเครื่องแบบของมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวของประเทศไทยที่ถูกตราไว้ในพระ ราชกฤษฎีกา พ.ศ.2498 (เป็นเกียรติ เป็นศรี เป็นศักดิ์ เป็นเอกลักษณ์งามสง่า สวมชุดนิสิตจุฬาฯ ประกาศค่า “จุฬาลงกรณ์”)
19. จีบด้านหลังของเสื้อนิสิตหญิง เป็นสัญลักษณ์แทนสไบแปลว่า ผ้าแถบ ผ้าห่มผู้หญิง ส่วนที่ตลบกลับตรงท้องแขนของเสื้อนิสิตหญิง เป็นสัญลักษณ์แทนพาหุรัด แปลว่า เครื่องประดับ กำไลแขน ทองต้นแขน ซึ่งเป็นเครื่องประดับชั้นสูง
20. รองเท้าหนังฟอกสีขาวสำหรับนิสิตหญิงน้องใหม่ฮิตใส่ยี่ห้อ peppermint
21. ตราพระเกี้ยวในเนคไทของนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์นั้นไม่ได้ใช้ตามแบบมหาวิทยาลัย
22. นิสิตหญิงคณะนิเทศศาสตร์ใส่พลีตสีดำตลอดชั้นปีที่ 1 ส่วนนิสิตชายชั้นปีที่ 1คณะวิศวกรรมศาสตร์และครุศาสตร์ให้ใส่กางเกงสีกรมท่า (แต่ถ้าปีอื่นๆ ใส่สีดำก็ไม่ว่ากัน)
23. นิสิตหญิงที่ใส่เสื้อฟิดติ้วตีเกล็ด ใส่กระโปรงทรงสอบสั้นจะถูกประณามหยามเหยียด
สถานที่
24. จุฬาฯ มี 5 ฝั่ง ได้แก่
- ฝั่งแรก คือ ฝั่งอนุสาวรีย์พระบรมรูปสองรัชกาล หน้าหอประชุมจุฬาฯ เป็นที่รวมของหลายๆ คณะ เด็กจุฬาฯ เรียกว่า “ฝั่งใหญ่”
- ฝั่งที่ 2 คือ ฝั่งหอสมุดกลาง เป็นที่ตั้งของคณะอีก 3 คณะ คือ ครุศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และนิติศาสตร์ บางคนเรียกว่า “ฝั่งนอกเมือง” ทั้งๆ ที่เป็นฝั่งเดียวกัน MBK และสามย่านนะ
- ฝั่งที่ 3 คือ ฝั่งสยามสแควร์ เป็นที่ตั้งของคณะทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์
- ฝั่งที่ 4 คือ ฝั่งมาบุญครอง เป็นที่ตั้งของคณะสหเวชศาสตร์ พยาบาล จิตวิทยา และวิทยศาสตร์การกีฬา
- ฝั่งสุดท้าย คือ ฝั่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คือ ที่ตั้งของคณะแพทยศาสตร์
25. รู้ไหมว่าในจุฬาฯ (ฝั่งใหญ่) ถนนมีชื่อ NickName อยู่สองสาย คือ Art Street = ตั้งแต่คณะสถาปัตยศาสตร์มาศิลปกรรมศาสตร์จนถึงอักษรศาสตร์ (เกี่ยวกับศิลป์) ส่วนอีกถนนหนึ่งก็คือ Hi-So Street = ตั้งแต่รัฐศาสตร์ไปถึงเศรษฐศาสตร์ไปสุดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีไง ส่วนสามแยกปากห-ม-า ก็ต้องที่วิศวะเท่านั้น !!!
26. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไม่ใช่ของจุฬาฯ แต่เป็นของสภากาชาดไทย ว่างๆ ก็ไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดกันนะ
27. หอประชุมจุฬาฯ เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานทั้งแบบตะวันออกและตะวันตก ผู้ออกแบบเป็นชาวต่างชาติ
28. อาคารหลังแรกของจุฬาฯ (อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ : เทวาลัย) ที่ต้องสร้างเป็นแบบไทยผสมตะวันตก ทั้งที่ขณะนั้นค่านิยมการสร้างอาคารต้องสร้างให้ทันสมัยแบบตะวันตก เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้สร้างวัดประจำรัชกาลของพระองค์ จึงมีพระประสงค์สร้างอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบไทยผสมตะวันตก เพื่อแทนการสร้างวัดประจำรัชกาล และพระองค์มีพระประสงค์ให้ “เรียนศาสตร์ใหม่ การศึกษาก้าวหน้า รักษาภูมิปัญญาตะวันออก”
29. ตึกที่สูงที่สุดในจุฬาฯ คือ ตึกมหามกุฎ คณะวิทยาศาสตร์ ถ้ามองจากมุมสูง จะเห็นศาลาพระเกี้ยว เป็นรูปพระเกี้ยวจริงๆ และตึกจุลจักรพงษ์จะเป็นฐานพระเกี้ยว ไฮโซเวอร์
30. คณะที่มีห้องประชุมเป็นของตัวเอง คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะครุศาสตร์
31. หอสมุดกลาง เรียกว่า “หอกลาง” เป็นที่สำหรับนอนหลับ อ่านหนังสือ เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลงFacebook และจะกลายเป็นตลาดนัดในช่วง Midterm กับ Final ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องทำสงครามแย่งโต๊ะอ่านหนังสือจนเคยมีคดีชกต่อยกันมาแล้ว
32. จามจุรี 9 เป็นอีกสถานที่ที่ให้เด็กจุฬาฯ ไปอ่านหนังสือ ติวหนังสือ สอนพิเศษทั้งอาคาร รวมทั้งยังมีที่ทำการไปรษณีย์และศูนย์อนามัยของมหาวิทยาลัย
33. หอพักนิสิตจุฬาฯ มี 5 หอ คือ จำปี จำปา พุดตาน พุดซ้อน เฟื่องฟ้า ชวนชม ส่วนหอพักในกำกับ คือ หอพักพวงชมพู (ยูเซ็นเตอร์) ที่แอบไฮโซแต่แคบมาก
34. สนามกีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกกันว่า “สนามจุ๊บ” โดยเรียกให้คล้องจองกับ “สนามศุภ”
35. สถานีรถไฟใต้ดินสถานีสามย่าน เขียนว่า “สิ่งปลูกสร้างนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”
36. การเดินจากฝั่งคณะวิทยาศาสตร์ไปฝั่งคณะนิเทศศาสตร์ไปง่ายๆ โดยไม่ต้องขึ้นสะพานลอย เพราะจุฬาฯหรูกว่านั้น คือ มีอุโมงค์เชื่อมสองฟากถนนด้วย
37. ถนนอังรีดูนังต์มีอาชญากรรมบ่อยๆ
38. ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จัดตั้งศูนย์หนังสือขึ้นมาร่วมกันด้วยทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 12 มีนาคม, 2556, 08:14:10 »

https://www.facebook.com/History.KingdomOfSiam

ทำไมไม่เรียก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่ามหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ทำไมต้องเรียกว่า "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แปลว่า "มหาวิทยาลัยของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์" ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Chulalongkorn University หรือ University of Prince Chulalongkorn พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งมหาวิทยาลัยนี้ขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนกนาถ ผู้มีพระราชปรารถนาจะให้มีมหาวิทยาลัยในรัชสมัยของพระองค์ พระนามาภิไธย จุฬาลงกรณ์นั้น ต้องมีฑัณฆาตที่ ณ เณร เพราะพระนามาภิไธยเดิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคือ จุฬาลงกรณ์ เมื่อความหมายของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคือ มหาวิทยาลัยของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ชื่อของมหาวิทยาลัยจึงต้องเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำว่า จุฬาลงกรณ์ มาจากคำว่า จูฬ กับ อลงกรณ

จูฬ หรือ จูฬา หมายถึง มุ่นมวยผมหรือจุก อลงกรณ หมายถึงเครื่องประดับ

จุฬาลงกรณ์ จึงแปลว่า เครื่องประดับจุก หรือ เครื่องรัดจุก
ที่เรียกกันในภาษาไทยว่า เกี้ยว หรือ ถ้ามียอดแหลมขึ้นไปก็เรียกว่า เกี้ยวยอด

คำว่า จุฬาลงกรณ์ นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเป็นพระนามของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ใหญ่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาสถานการศึกษาวิทยาการชั้นสูง ซึ่งเรียกกันต่อมาในภายหลังว่า มหาวิทยาลัย นั้น ได้พระราชทานนามว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความหมายว่า
มหาวิทยาลัยของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระนามว่า จุฬาลงกรณ์

ตามหลักการเขียนคำสมาสนั้น ไม่ควรมีไม้ทัณฑฆาตตรงตัว ณ แต่เนื่องด้วยเมื่อมีประกาศสถาปนานั้น เขียนมีไม้ทัณฑฆาตกำกับอยู่ จึงให้ถือประกาศนั้นเป็นหลัก เขียนเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าใจว่า ตั้งพระราชหฤทัย จะให้อ่านว่า จุ ฬา ลง กอน มหาวิทยาลัย เพื่อให้อ่านออกเสียงได้สละสลวย

สรุปแล้ว ที่ใช้ชื่อว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ใช้ชื่อว่า มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์"ก็เพราะเป็นนามพระราชทาน"

เดิมมีผู้เสนอชื่อของมหาวิทยาลัยหลายชื่อ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราบดีเมื่อครั้งยังมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ร่างโครงการศึกษา พุทธศักราช 2442 เป็นการจัดตั้งการศึกษาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา และเสนอให้ใช้คำว่าสากลวิทยาลัยในระดับอุดมศึกษา ดังนั้นมหาวิทยาลัยที่จัดตั้งขึ้นควรมีชื่อเป็นรัตนโกสินทร์สากลมหาวิทยาลัย หรือ University of Siam ข้อเสนอในเอกสารฉบับนี้เป็นที่พอพระราชหฤทัยในสมเด็จพระปิยมหาราช แต่ยังมิได้ทรงดำเนินการพัฒนาโรงเรียนที่ทรงจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นยูนิเวอร์ซิตี้ก็เสด็จสวรรคต ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชประสงค์ให้มหาวิทยาลัยแห่งแรกมีพระนามเดียวกับพระบรมราชชนกนาถ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนเกียรติยศเป็นที่คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ ถาวร และจะไม่มีวันเสื่อมสูญ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม อัญเชิญพระนามาภิไธยในสมเด็จพระบรมราชชนกนาถเป็นชื่อมหาวิทยาลัยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความหมายว่ามหาวิทยาลัยของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ เป็นที่สืบเนื่องจากโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเหตุนี้เมื่อเขียนชื่อมหาวิทยาลัย เป็นภาษาอังกฤษและใช้ University นำหน้าจึงต้องเป็น University of Prince Chulalongkorn

อีกข้อสังเกตหนึ่งคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในภาษาอังกฤษเขียนว่า Chulalongkorn University ซึ่งถ้าเราอ่านแบบสำนวนอังกฤษเราก็สามารถเขียนแบบสำนวนอังกฤษได้ครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: