Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 พฤศจิกายน, 2560, 19:56:12

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไมต้องมีวันหยุดเขื่อนโลก กำเนิดยุคสมัยแห่งการสร้างเขื่อน  (อ่าน 534 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,601
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 12 มีนาคม, 2556, 08:02:27 »

ทำไมต้องมีวันหยุดเขื่อนโลก กำเนิดยุคสมัยแห่งการสร้างเขื่อน

โดย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ยุคสมัยของการสร้างเขื่อนสมัยใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2478 หรือเมื่อ 63 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่วิศวกรของอเมริกาสามารถสร้างเขื่อนฮูเวอร์-เขื่อนขนาดยักษ์กั้น แม่น้ำโคโลราโดได้สำเร็จ บนความเชื่อที่ว่าการบังคับแม่น้ำเพื่อเกิดประโยชน์อย่างที่มนุษย์ต้องการ เป็นสิ่งถูกต้อง

ความสำเร็จในการสร้างเขื่อนขนาดยักษ์กั้นแม่น้ำ ได้ทำให้นักสร้างเขื่อนถือกันว่าถ้าหากสร้างเขื่อนสำเร็จก็จะเป็นชัยชนะอัน ยิ่งใหญ่ที่พวกเขาสามารถ ”เอาชนะธรรมชาติ” ได้ นักวิชาการที่รับใช้รัฐและทุนก็ได้สร้างความเชื่อขึ้นมาว่าเขื่อนคือ “สัญลักษณ์ของการพัฒนา” และเป็น ”มาตรวัดความเจริญรุ่งเรือง” ผลที่ตามมาก็คือ เขื่อนได้กลายเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาของประเทศ (ว่ามีอารยธรรมแล้ว) รัฐบาลและนักสร้างเขื่อนทั่วโลกจึงแข่งขันกันว่าใครจะสามารถสร้างเขื่อนที่ มีความ”ที่สุด”ได้มากกว่ากัน ซึ่งนักสร้างเขื่อนของไทยเคยสร้างผลงานสร้างเขื่อนภูมิพลให้ติดอันดับเขื่อน คอนกรีตที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก และใหญ่ที่สุดในเอเซียเมื่อคราวที่สร้างเขื่อนเสร็จใหม่ ๆ

ด้วยเหตุดังกล่าว เขื่อนจึงถูกสร้างมากขึ้น ๆ ราวกับการเกิดขึ้นของดอกเห็ดในฤดูฝน ทำให้ปัจจุบันทั่วโลกมีเขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งหมายถึงเขื่อนที่มีความสูงมากกว่า 15 เมตรหรือประมาณตึก 4 ชั้น (นิยามโดยพวกอุตสาหรรมเขื่อน) ที่สร้างเสร็จไปแล้วมากกว่า 40,000 แห่ง โดยที่จีนมีเขื่อนขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกประมาณ 19,000 แห่ง รองลงมาคืออเมริกาประมาณ 5,500 แห่ง ตามด้วยรัสเซีย ญี่ปุ่น และอินเดีย ขณะที่ทั่วโลกมีเขื่อนขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้างในขณะนี้มากกว่า 1,000 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในจีน ตุรกี เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

นอกจากเขื่อนขนาดใหญ่แล้ว นักสร้างเขื่อนยังนิยามว่ามีเขื่อนขนาดยักษ์ (Mega-dam,SuperDam) อีกด้วย โดยจัดให้เขื่อนที่มีความสูงมากกว่า 150 เมตรเป็นเขื่อนขนาดยักษ์ ปัจจุบันทั่วโลกมีเขื่อนขนาดยักษ์อยู่ 300 แห่ง โดยที่อเมริกามีมากที่สุดในโลกคือ มีจำนวน 50 แห่ง ตามด้วยแคนาดา รัสเซีย และบราซิล

สำหรับประเทศไทย เขื่อนขนาดใหญ่ไม่ได้นิยามตามวงการอุตสาหกรรมเขื่อนแต่นิยามขึ้นตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่าเขื่อนขนาดใหญ่ หมายถึงเขื่อนที่มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำตั้งแต่ 15 ตารางกิโลเมตรขึ้นไป หรือมีปริมาตรความจุน้ำตั้งแต่ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ซึ่งถ้าถือตามนี้ประเทศไทยก็มีเขื่อนขนาดใหญ่ที่สร้างเสร็จแล้ว 39 แห่ง กำลังก่อสร้าง 2 แห่ง นับว่าเป็นประเทศที่มีเขื่อนขนาดใหญ่มากที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับ เหตุผลในการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ไม่ว่าในประเทศไทยหรือทั่วโลกมักจะหนีไม่พ้น คาถา ที่ว่าต้องสร้างเขื่อนเพื่อการชลประทาน การผลิตไฟฟ้า การประมง การป้องกันอุทกภัย และการผลักดันน้ำเค็ม ซึ่งข้ออ้างเหล่านี้จะวนไปมาตามสถานการณ์ และในภาวะที่ปัจจุบันที่ข้ออ้างของนักสร้างเขื่อนมีน้ำหนักน้อยลงเพราะ เขื่อนได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง แล้วว่าข้ออ้างเหล่านี้ไม่จริง นักสร้างเขื่อนก็พยายามคิดค้นเหตุผลข้ออ้างใหม่ ๆ ขึ้นมา ที่เห็นได้ชัดก็คือ การผลักดันให้มีการสร้างเขื่อนลำสะพุงในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ภูเขียวของ นักการเมืองและ กรมชลประทานโดยอ้างว่าเพื่อต้องการ ให้สัตว์ป่ามีน้ำกิน ซึ่งเหตุผลเช่นนี้ไม่เคยมีนักสร้างเขื่อนที่ไหนในโลกคิดขึ้นมาได้ก่อนนัก สร้างเขื่อนเมืองไทย

การต่อต้านเขื่อนของภาครัฐและนักสร้างเขื่อน
ท่ามกลางการผุดขึ้นของเขื่อนที่อ้างว่ามีประโยชน์เอนกอนันต์ ในอีกด้านหนึ่งเขื่อนก็ได้ก่อให้เกิดหายนะทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การสร้างเขื่อนจึงถูกต่อต้านมากขึ้นทุกวันและเกือบทุกที่ทั่วโลกการต่อต้าน เขื่อนไม่ได้เกิดจาก ประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนเท่านั้น แต่ในทศวรรษนี้นักสร้างเขื่อนเองและภาครัฐเองก็หันกลับมาต่อต้านเขื่อนมาก ขึ้น ที่อเมริกาที่เป็นต้นตำหรับการสร้างเขื่อน เมื่อปี พ.ศ.2537 นายดาเนียล พี แบร์ด ผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาแหล่งน้ำซึ่งเป็นหน่วยงานสร้างเขื่อนที่ใหญ่ที่ สุดของอเมริกา ได้เรียกร้องให้นักสร้างเขื่อน ทั่วโลกยุติการสร้างเขื่อนด้วยเหตุผลเดียวกับที่ฝ่ายต่อต้านเขื่อนใช้ เขาได้กล่าวคำพูดที่ช็อคโลกด้วยการระบุว่า”ยุคสมัยแห่งการสร้างเขื่อนของ สหรัฐอเมริกาได้สิ้นสุดลงแล้ว” ไม่แต่เท่านั้น 3-4 ปีที่ผ่านมาอเมริกายังได้พยายามที่จะหาทางทุบเขื่อนที่กั้นแม่น้ำเอลวาทิ้ง อีกด้วย

ที่อียิปต์ ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ก็ได้ออกมาเรียกร้องว่า

“พี่ น้อง(ชาวอียิปต์)ที่รัก…พวกท่านทั้งหลายจะต้องร่วมกับเราในการไปสู่ชัยชนะ ที่ท้าท้ายครั้งยิ่งใหญ่ต่อปัญหาที่อียิปต์กำลัง เผชิญตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงปี 2000 สิ่งที่เราต้องทำคือการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังในทุกแง่มุมของปัญหา ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และหนึ่งในนั้นก็คือการศึกษาผลกระทบที่ตามมาจากการสร้างเขื่อนอัสวาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษจากพวกท่านทุกคน และการที่เราได้บรรลุจุดหมายนั้นจะเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของอียิปต์”

สำหรับประเทศไทย การคัดค้านเขื่อนจากเจ้าหน้าที่รัฐเอง ได้เกิดขึ้นในหลายโครงการ ที่ปรากฏชัดก็คือ กรณีการคัดค้านเขื่อนลำสะพุงของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวเมื่อปีที่แล้ว

การต่อต้านเขื่อนของพลเมืองโลก
สำหรับภาคพลเมือง การคัดค้านเขื่อนได้เกิดขึ้นแทบทั่วทุกมุมโลก ด้วยเหตุที่ว่าเขื่อนที่อ้างการพัฒนานั้น แท้ที่จริงแล้วคือหายนะสำหรับมนุษย์และธรรมชาติ เขื่อนคือรูปธรรมของการกดขี่ของเผด็จการที่กระทำต่อประชาชนราวกับไม่ใช่ ”พลเมือง”

ในอินเดียประชาชนต่อต้านการสร้างเขื่อนนาร์มาดาด้วยการยึดหัวงานเขื่อน พวกเขายอมที่จะให้น้ำจากเขื่อนท่วมตายแทนที่จะยอมรับการบีบบังคับให้อพยพจากถิ่น ฐานเดิมที่กัวเตมาลาชนพื้นเมืองยอมสละชีวิต 378 คนโดยไม่ยอมก้มหัวให้รัฐบาลเผด็จการที่ต้องการสร้างเขื่อนชิซอย ขณะที่ใน บราซิล ทุกวันที่ 14 มีนาคมของทุกปี ประชาชนได้กำหนดให้เป็นวันหยุดเขื่อนของประเทศขึ้น

การต่อต้านเขื่อนของพลเมืองไทย
สำหรับประเทศไทย การต่อต้านเขื่อนได้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการสร้างเขื่อนภูมิพลเขื่อนขนาดใหญ่แห่งแรกที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.2504 ชาวบ้านที่ถูกบังคับให้อพยพได้ต่อสู้อย่างเงียบ ๆ ด้วยการสร้างพระร่วงองค์ที่สองขึ้นมา

ในยุคเผด็จการชาวบ้านห้วยหลวงและมาบประชันได้ต่อสู้คัดค้านเขื่อนอย่างเข้มแข็งแม้ว่าชาวบ้านต้องถูกสังหาร ในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบประชาชนและนักสิ่งแวดล้อมก็สามารถหยุดเขื่อนน้ำโจนได้สำเร็จ หลังจากต่อสู้มานานกว่า 10 ปี และเมื่อถึงยุคประชาธิปไตยประชาชนก็สามารถหยุดเขื่อนแก่งกรุงและเขื่อนเหวนรกได้ ขณะที่อีกหลายเขื่อนเช่น เขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนคลองนางน้อย เขื่อนบาโหย เขื่อนรับร่อ เขื่อนแม่ละเมา เขื่อนน้ำปาย 1-3 เขื่อนแม่ลามาหลวง ฯลฯ ทางการไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากถูกคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ที่ต่อต้านเขื่อนอย่างเข้มแข็ง

ในปี พ.ศ.2537 ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเขื่อนได้เริ่มสร้างเครือข่ายของประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากเขื่อนทั้งที่สร้างไปแล้ว และที่ยังไม่ได้สร้าง และได้พัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของสมัชชาคนจนในปัจจุบัน

ผลของการเกิดสมัชชาคนจนได้ทำให้การต่อสู้ของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อน มีพลังมากขึ้น ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบและทุกข์ทรมานมาเกือบ 20 ปี อย่างเขื่อนสิรินธร ได้มีโอกาสเรียกร้องค่าชดเชยที่ทางการเบี้ยวเมื่อตอนสร้างเขื่อน เขื่อนอีกหลายแห่งได้รับค่าชดเชย เขื่อนสายบุรีได้ถูกยกเลิกตามข้อเรียกร้อง และได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางการประชาพิจารณ์โครงการเขื่อนที่ ยังไม่ได้สร้าง ซึ่งกว่าจะบรรลุข้อตกลงนี้ ชาวบ้านต้องชุมนุมหน้าทำเนียบเป็นเวลานานถึง 3 เดือน

อ่านต่อ ในเวบ มูลนิธสืบนาคะเสถียร http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=139%3Alibery&catid=60%3A2009-11-12-08-41-01&Itemid=75
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: