Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
16 ธันวาคม, 2560, 23:51:38

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะจาก หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน  (อ่าน 9359 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 [8]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,595
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #70 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2560, 17:17:30 »

อันนี้ยอมสารภาพนะ
หลวงตานี้อำนาจวาสนาน้อยไม่มีวัตถุมงคลแหละ
ต้องการตั้งแต่หัวใจเป็นมงคลอย่างเดียว
วัตถุเป็นมงคลนี้หลวงตาไม่สนใจ
พระพุทธเจ้าก็ไม่พาสนใจกับวัตถุมงคล
ยิ่งกว่าหัวใจเป็นมงคล เอาเท่านั้นเข้าใจหรือยัง
หัวใจเป็นมงคลนั้นขลังมากนะ วัตถุเป็นมงคลนี้ทำคนให้ทะนง
ลืมเนื้อลืมตัว มีพระห้อยคอไปนี้ก็เลยนึกว่าตัวมีพุทโธแล้ว
มีพระขลัง ๆ แล้ว มันสำคัญไปอย่างนั้น
.
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรม-ให้สัมภาษณ์หนังสือนิตยสาร "ดิฉัน"
(โดย คุณหญิงทิพยวดี ปราโมช ณ อยุธยา)
ที่กุฏิหลวงตา ณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑ (เย็น)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,595
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #71 เมื่อ: 08 ตุลาคม, 2560, 23:48:01 »

จิตเป็นของมีเจ้าของ สติปัญญาเป็นเจ้าของของจิต เราบังคับได้นี่ มันอยากเท่าไรก็อยากซิ อยากไปเราไม่ไปมันไปได้เหรอ มันอยากคิดไปเรื่องอะไรเราไม่ให้มันคิดเพราะความคิดอันนั้นไม่ถูกนี่ สติปัญญาครอบหรือไตร่ตรองดูแล้ว หรือเข้าใจแล้วว่าสิ่งนั้นผิด บังคับไม่ให้คิดไป มันก็ฝืนไม่ได้ ถ้าลงสติกับปัญญาได้ตั้งหน้าทำหน้าที่ด้วยเจตจำนงแล้วมันก็ฝืนไปไม่ได้จิตต้องยอม เมื่อยอมครั้งนี้แล้วครั้งนั้นก็ยอมไปเรื่อย ๆ ถ้าปล่อยครั้งนี้แล้วก็เสริมไปเรื่อย มีกำลังแล้วก็ห้ามไม่อยู่ ไปเตลิดเปิดเปิง
.
เอาให้ลงในวงปัจจุบัน ปัญญาให้หมุนเข้าใจนี้ พยายามไม่ให้มีหน้าที่การงานอะไรกับหมู่กับเพื่อน ให้ได้ประกอบความพากเพียร อันนี้เราเห็นว่าเป็นของสำคัญมาก งานของพระคือการเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา เราถือเป็นงานชั้นเอกทีเดียว เราถือเป็นงานหลักของศาสนา หลักของงานที่จะรื้อวัฏสงสารออกจากจิตใจ ได้แก่การเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา เราไม่เห็นงานอื่นใดที่จะวิเศษวิโสยิ่งกว่านี้ งานเหล่านั้นก็ทำไปให้เป็นความจำเป็นในบางครั้งบางเวลา กำหนดเอาไว้ไม่ให้มันพร่ำเพรื่อซ้ำ ๆ ซาก ๆ ซึ่งเป็นการทำลายจิตใจเรื่อย ๆ ไม่ดี ไม่ใช่ผู้แสวงธรรม แสวงธรรมก็ต้องหาธรรมซิ การเสาะแสวงแปลว่าการหา การค้นคว้า การทำงาน หาความจริง ความจริงมีอยู่กับตัวทุกคนทำไมจะไม่เจอ เอาให้เจอซิ

ตั้งหน้าตั้งตาดูแต่จิตนั่นน่ะ จิตนั้นละเหี้ยใหญ่ ตัวก่อเหตุก่อภัยทั้งหลายตัวเหี้ยใหญ่นั่นแหละ ทำให้เหมือนโลกไม่มี หูไม่สนใจอยากฟังอะไร เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ไม่สนใจทั้งนั้น เราจะสนใจดูตั้งแต่ความเคลื่อนไหวของจิตอย่างเดียวเท่านี้ มันจะไปไหนวะ ฟาดมันลงไปก็รู้น่ะซี ต้องเห็นฤทธิ์กันวันหนึ่งเวลาหนึ่งจนได้ถ้าตั้งหน้าต่อสู้กับกิเลส แบบมีแต่ถอยๆ ล้มผล็อยๆ โอ๊ย ใช้ไม่ได้
.....................................................................

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๑
"ความจริงท้าทายตลอดเวลา"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,595
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #72 เมื่อ: 10 ตุลาคม, 2560, 01:01:42 »

"เราคิดอะไรวันนี้จนเกิดความว้าวุ่นขุ่นมัวไปหมด ใจทั้งดวงกลายเป็นไฟทั้งกอง เฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ไม่ชอบใจ สิ่งที่ขัดใจมาก จิตจะไปยุ่งอยู่กับสิ่งที่ขัดใจมากไม่พอใจมากนั้นแหละ ทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอนไม่ยอมปล่อยวาง ถือเป็นอารมณ์แทนคำบริกรรมภาวนา แล้วผลจะมีความสุขขึ้นมาได้อย่างไร

มันก็ต้องเป็นไฟขึ้นมาเป็นลำดับ ๆ เพราะเรื่องนั้นพาให้เป็น “ไฟ” และความคิดในเรื่องนั้นพาให้เป็นไฟ ผลจะปรากฏขึ้นมาเป็น “น้ำ” ได้อย่างไร มันก็ต้องเป็นไฟอยู่โดยดี ขืนคิดมากเพียงไรก็ยิ่งจะทำลายจิตใจของเรามากเพียงนั้น สุดท้ายจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แทบไม่มีสติหรือไม่มีสติยับยั้ง จนเป็นบ้าไปเลยก็มีไม่น้อย เพราะเรื่องและความคิดทำลาย

สิ่งที่ทำลายเหล่านี้คืออะไร? ก็คือเรื่องของกิเลส ไม่ใช่เรื่องของธรรม ฉะนั้นการฝืนไม่คิดในอารมณ์ไม่ดีนั้น ๆ ด้วยการหักห้ามความคิดปรุงของใจด้วยสติ สกัดกั้นด้วยปัญญา แม้จะลำบาก ผลที่ปรากฏก็คือความสงบย่อมเป็นที่หวังได้ หรือพอมีสติขึ้นมาพิจารณาใคร่ครวญถึงทางที่ถูกที่ควร สิ่งดีชั่วในสิ่งที่คิดนั้น ในเรื่องที่คิดนั้นว่า ทำไมจึงต้องคิด ก็ทราบแล้วว่าไม่ดีคิดไปทำไม แล้วหาทางแก้ไขเพื่อความดีไม่ได้หรือ?

นั่นเรื่องของเหตุผลเป็นอย่างนั้น การคิดมาทั้งมวลนี้ก็พอเห็นโทษของมันแล้ว เพราะทุกข์เป็นประจักษ์พยานอยู่ภายในใจ มีความรุ่มร้อนเป็นกำลัง นี่คือผลของความคิดในสิ่งนั้น ๆ ที่เป็นของไม่ดี ถ้าจะฝืนคิดมากยิ่งกว่านี้แล้วจะเป็นอย่างไร ขนาดที่คิดนี้ความทุกข์ก็แสดงให้เห็นชัดเจนอย่างนี้แล้ว ถ้าจะคิดเพิ่มยิ่งกว่านี้ ความทุกข์จะไม่มากกว่านี้จนท่วมหัวใจไปละหรือ แล้วจะทนแบกหาม “มหันตทุกข์” ได้อย่างไร?..."

พระธรรมเทศนา
 เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘
 พระธรรมวิสุทธิมงคล(หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) จ.อุดรธานี
(พ.ศ. ๒๔๕๖ - ๒๕๕๔)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 [8]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: