Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 สิงหาคม, 2562, 20:39:17

   

ผู้เขียน หัวข้อ: วัดพระแก้ววังหน้า  (อ่าน 1287 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 09 มีนาคม, 2556, 18:21:39 »

วัดพระแก้ววังหน้า


ที่มา https://www.facebook.com/abhakara

วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือที่เรียกเป็นสามัญว่า วัดพระแก้ววังหน้า คู่เคียงกันมากับ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ววังหลวง ด้วยต่างก็เป็นวัดที่สร้างขึ้นในบริเวณพระราชวังเช่นเดียวกัน ถ้ายืนอยู่หน้าประตูใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หันหน้าเข้าหาท้องสนามหลวง ด้านซ้ายมือของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีแหล่งปูชนียสถานสําคัญ และเก่าแก่แห่งหนึ่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประดิษฐานอยู่ในวิทยาลัยนาฎศิลป์ กรมศิลปากร ใกล้ฝั่งแม่นํ้าเจ้าพระยา

วัดพระแก้ววังหน้า มีประวัติความเป็นมาอันน่าสนใจว่า สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ผู้ทรงดํารงพระยศมหาอุปราช ทรงอุทิศที่สวนกระต่ายสร้างขึ้นเป็นวัด ส่วนมูลเหตุการสร้างนั้น สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์เล่าไว้ ในตํานานวังหน้า ว่ามีเรื่องเล่ากันมาอย่างไม่ยุติเป็นความจริงแน่นอนว่า ทรงสร้างไว้เพื่อแก้บนครั้งยกพลลงไปปราบกบฎเวียงจันทร์ เดิมจะสร้างให้เป็นยอดปราสาท...ครั้นความทรงทราบถึงพระกรรณ มีรับสั่งไปห้ามว่า ในพระราชวังบวรไม่มีธรรมเนียมที่จะมีปราสาท กล่าวกันว่าเป็นเหตุให้ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ทรงน้อยพระทัยมาก จึงทรงทําการแก้ไขเป็นหลังคาทรงจัตุรมุข ดังเช่นที่ปรากฏทุกวันนี้

เป็นที่กล่าวขาน และได้รับการยกย่องว่า แบบแปลนพระอุโบสถแห่งนี้สวยงาม และมีรูปแบบแตกต่างไปจากพระอารามอื่นๆในพระนคร ด้วยท่านผู้ทรงสถาปนา โปรดให้ทําการก่อสร้างด้วยความประณีตบรรจง แม้องค์พระเจดีย์ ก็โปรดให้ถ่ายแบบองค์พระเจดีย์องค์สําคัญต่างๆ เพื่อนํามาสร้างเป็นต้นว่า พระธาตุพนม ทั้งยังโปรดให้เสาะหาพระพุทธรูปที่เป็นของงามของแปลก รวมทั้งเครื่องศิลาโบราณ สําหรับเป็นเครื่องตกแต่ง แต่ปรากฏว่าการทั้งปวงยังไม่ทันสําเร็จตามพระประสงค์ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ก็เกิดประชวรหนักด้วยพระโรคมานนํ้า ทรงทราบถึงวาระใกล้จะสวรรคต จึงโปรดให้นําผ้าสําหรับห่มองค์พระมาจบพระหัตถ์ ประทานให้พระองค์เจ้าดาราวดี พระชายา พร้อมกับดํารัสสั่งว่า "ต่อไป ถ้าท่านผู้ใดเป็นใหญ่ได้ทรงบูรณวัดนั้น ให้ถวายผ้าผืนนี้ ทูลขอให้ทรงผ้าให้ด้วย" รุ่งขึ้นวันที่ ๑ พ.ค. พ.ศ. ๒๓๗๕ ก็เสด็จสวรรคต

จากนั้นมาสิ่งก่อสร้างในพระบวรราชวังก็ไม่ได้รับการทํานุบํารุงรักษา จนมีสภาพทรุดโทรม จนกระทั่งในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดํารงพระยศเป็นพระมหาอุปราช ต้องเสด็จมาประทับที่พระบวรราชวัง มีเรื่องเล่าว่า แต่ก่อนงานพระราชพิธีบวรราชาภิเษก เสด็จประทับแรมอยู่ในพระฉากที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย แล้วเสด็จขึ้นไปประทับที่พระบวรราชวังซึ่งกำลังปรักหักพังทรุดโทรมทั่วไปทั้งวัง ถึงกับทรงออกพระโอษฐ์ว่า "เออ อยู่ดีดีก็ให้มาเปนสมภารวัดร้าง"

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้บูรณปฎิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างต่างๆเป็นการใหญ่ รวมทั้ง พระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้าด้วย ภายในพระอุโบสถโปรดให้มีการเขียนภาพจิตกรรมฝาผนัง เกี่ยวกับตํานานพระพุทธสิหิงค์ และพระประวัติพระพุทธเจ้าทั้ง ๒๘ พระองค์ มีความสวยงามยากที่จะหาชมได้จากที่แห่งใด เมื่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดําเนินมาทรงห่มผ้าถวายพระพุทธรูปประธาน สมดังพระราชอุทิศของ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ทุกประการ พร้อมทั้งพระราชทานนามวัดว่า "บวรสถานสุทธาวาส"

ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทิวงคตนั้น ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เป็นมกุฎราชกุมาร ยังหน่อสมเด็จพระพุทธเจ้าต่างพระราชประเพณีเดิม วังหน้าจึงไม่อยู่ในฐานะของพระราชวังอีกต่อไป ทรงมีพระราชดําริว่า "การจะลงทุนบูรณะปฎิสังขรณ์ให้คงสภาพอยู่ตลอดไป ย่อมจะไม่เกิดประโยชน์ประการใด" จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รื้อป้อมปราการ สถานที่หลายอย่างลงเสีย คงเหลือไว้แต่ที่สําคัญ เป็นต้นว่าพระอุโบสถแห่งนี้

ครั้น พ.ศ. ๒๔๔๓ มีพระศพชั้นเจ้านาย ชั้นพระบรมวงศ์หลายพระองค์ ที่ยังไม่ได้พระราชทานเพลิง เมื่อรัชกาลที่ ๕ ทรงมีเวลาว่างจากพระราชกรณียกิจที่สําคัญ จึงทรงมีพระราชดําริที่จะจัดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และพระศพเจ้านายซึ่งทรงเกียรติยศสูงเหล่านั้น เช่น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร , สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ และ พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร แต่ไม่ทรงมีพระราชประสงค์จะจัดงานพระเมรุให้เป็นงานใหญ่อย่างแต่ก่อน ด้วยจะต้องมีการเกณฑ์ไพร่พล ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ทั้งยังเป็นการสิ้นเปลือง

ดังนั้นจึงโปรดเกล้า ให้ซ่อมแปลนพระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้า ซึ่งได้รื้อกําแพงจากท้องสนามหลวงแล้วนั้น แล้วสร้างเป็นอาคารถาวรเรียกเป็นเกียรติยศว่า พระเมรุพิมาน สําหรับเป็นที่ประดิษฐานพระศพ ในการสมโภชและบําเพ็ญพระราชกุศล พร้อมทั้งต่อเมรุมณฑปออกมาเป็นที่พระราชทานเพลิง แล้วทําการปลูกสร้างพลับพลาและโรงมโหสพ ตามแบบงานพระเมรุใหญ่ท้องสนามหลวง ครั้นเมื่อเกิดมหาสงครามมหาเอเชียบูรพา พระอุโบสถได้ถูกระเบิดทําลายเสียหายบางส่วน หลังคาที่ชํารุดทําให้เมื่อถึงฤดูฝน ฝนรั่วไหลลงมาทําลายภาพจิตกรรมฝาผนังเสียหาย กรมศิลปากรได้พยายามแก้ไข แต่ก็รักษาได้เพียงบางส่วนตามแต่งบประมาณจะอํานวย จน พ.ศ.๒๕๐๔ คณะรัฐบาลใน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้อนุมัติให้สร้างโรงละครแห่งชาติขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกัน พร้อมกับบูรณะพระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้าให้สมบูรณ์คืนสภาพเดิมในครั้งนั้น

ปัจจุบันโดยรอบพระอุโบสถแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของวิทยาลัยนาฎศิลป์ กรมศิลปากร อันเป็นสถาบันประสิทธิ์ประสาทวิชานาฎศิลป์ และดุริยางคศิลป์ มรดกอันแสดงถึงศิลปะ วัฒนธรรมอันลํ้าค่าของชาติ พระอุโบสถจึงเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ ความสุข และศรัทธา ของเยาวศิลปินไทย ที่ได้ใช้เป็นสถานที่สวดมนต์ ทุกเช้าก่อนเข้าเรียน และทุกวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาทางวิทยาลัยนาฎศิลป์จะจัดพิธีทางพระพุทธศาสนา ทั้งมีการนิมนต์พระสงฆ์มาแสดงพระธรรมเทศนา และมีการเวียนเทียน ณ สถานที่แห่งนี้ ทั้งบางโอกาสยังใช้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีไหว้ครอบครูของเหล่าศิลปินด้วย.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: