Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
26 กันยายน, 2561, 05:50:28

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พ่อสอนลูก  (อ่าน 8412 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: 1 [2] 3  ทั้งหมด
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 09 เมษายน, 2556, 21:49:12 »

นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา

"บุคคลใด มีความกตัญญูรู้คุณบิดามารดา แล้วเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่าน กล่าวว่า..บุคคลนั้นเป็นคนดี" จึงขอให้ลูกหลานที่รักที่กำลังอ่านอยู่นี่ จงทำตนเหมือน กับพระมหาชนก ที่มีความกตัญญูรู้คุณในบิดามารดา และครูบาอาจารย์ของท่าน ลูกหลานทุกคนจะเป็นคนดี!!~

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 09 เมษายน, 2556, 22:10:15 »

"...ร่างกายเป็นทุกข์ มันหิว มันหนาวมันร้อน มันกระหาย มันปวดเมื่อย ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ เดี๋ยวก็ปวดตรงนั้น เดี๋ยวก็เป็นอย่างนี้ และก็เพราะมีร่างกายนี่แหละ อารมณ์ใจเราจึงหวั่นไหว นั่นก็คือนินทาและสรรเสริญ หูเราชอบฟังนัก ฟังเขานินทาละตะแคงหูเข้าไปพอสรรเสริญก็ตะแคงหูเข้าไป พอเขาสรรเสริญว่าดีละยิ้มแก้แทบปริ แก้วเกือบแตก พอเขานินทาก็หน้าเบี้ยวหน้าบูด..."

(พระธรรมโอวาท พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 10 เมษายน, 2556, 09:25:24 »

คำว่า ภิกขเว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง
แต่ความตายเป็นของเที่ยง ในเมื่อเรารู้ตัวดีว่าเราจะต้องตาย แล้ว
ก็มีความเข้าใจแล้วว่า...

"ถ้าหากจิตใจของเรายังไม่ผ่องแผ้วจากสภาพกิเลสเพียงใด เราก็ต้องพบกับความเกิดอีกแน่"

ทีนี้ความเกิด เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันก็ต้องประสบกับ ความทุกข์ ความผิดหวังอยู่ตลอดเวลา หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ เมื่อเราจะตายเราก็ต้องคิดว่า ขึ้นชื่อว่าความเกิดเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ ทีนี้เราจะหาความสุข เราก็ต้องละโลกเสีย อย่าเอาอารมณ์อะไรเข้าไปเกาะในโลกเลย โลกที่เราจะปล่อยเป็นอันดับแรกที่สุดก็คือ.."กายของเรา"

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 12 เมษายน, 2556, 16:16:16 »

ธรรมโอวาทหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

ถ้าเรายังปรารภคนอื่นว่าดีหรือชั่ว แสดงว่าเรายังเลวมาก ถ้าเราไม่เลว เราก็ไม่เห็นความเลวของคนอื่นหรอก ถ้าเราเห็นความเลวของบุคคลอื่นมากเพียงไร แสดงว่าเราเลว เลวมากเพียงนั้น

ต้องไปดูพระพุทธเจ้า ท่านตำหนิใครบ้าง มีไหม เจอไหม ไม่มี เพราะคนทุกคนที่เกิดมาต้องการดีหมด ไม่มีใครต้องการความชั่ว แล้วทำไมถึงได้ทำความชั่ว เพราะไอ้กรรมที่ติดตามเรามา เราไม่สามารถจะต้านทานมันได้ เราเกิดมาเราต้องรับผล ๒ อย่าง คือ กรรมที่เป็นกุศลอย่างหนึ่ง กรรมที่เป็นอกุศลอย่างหนึ่ง

ขณะใดที่กรรมอกุศลครอบงำ จิตไม่มีทางจะทำความดีได้เลย ความเลวมันจะครอบงำจิต เห็นผิดเป็นชอบ ถ้าอกุศลมันถอยไป กุศลกรรมเดิมมันเข้ามาสนอง จะรู้เลยว่าที่ทำครั้งเก่ามาเลวมาก มันก็ไม่ทำ

พระพุทธเจ้าทรงรู้ว่าดีหรือชั่ว เพราะกรรมบังคับใจ ท่านก็เลยไม่ตำหนิโทษ แต่ก็ทรงตำหนิเหมือนกัน ทรงตำหนิกิเลส ไอ้นี่มันระยำ ช่วยกันไล่มันไปเสียให้หมด นี่ถ้าเราเป็นนักปฏิบัติ ต้องคำนึงตอนนี้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 17 เมษายน, 2556, 10:27:36 »

การนอนหลับมาก ก็เท่ากับว่า
ประมาทมาก ปฏิบัติธรรมได้น้อย
อย่าติดนอน อย่าติดกิน (รสอาหาร)
อย่าติดการท่องเที่ยว
สรุปว่า อย่าติดในกามคุณ ๕ นั่นเอง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 26 เมษายน, 2556, 10:17:47 »

"พวกเรามีใครบ้างไหม ในอดีตใกล้ก็ดี ไกลก็ดี ที่ขาดพรหมวิหาร ๔ มีอารมณ์คิดเป็นศัตรูกับคนอื่น คิดทำลายล้างบุคคลอื่น คิดอิจฉาริษยาบุคคลอื่น คิดลงโทษ คิดซ้ำเติมในความผิดของบุคคลอื่นมีบ้างไหม ในอดีตเริ่มตั้งแต่ย่างเข้ามาสู่สำนักนี้ อารมณ์จุดไหนมีบ้าง ถ้ามีอยู่ไม่รู้ตัวว่ามีนี่เลวมาก หมายถึงว่าเป็นที่ไปแห่งอเวจีมหานรก ถ้าขณะใดเรารู้อยู่ว่ามีในกาลนั้นพึงรู้ว่านี่เราเป็นสัตว์นรกเสียแล้ว ไม่ใช่แดนของอริยะ หรือไม่ใช่แดนของสมณะไม่ใช่แดนของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา นี่ความจริง พรหมวิหาร ๔ นี่ เราศึกษากันแต่ต้น ถ้าไม่มีในใจก็แสดงว่าเลวเกินไปสำหรับความเป็นมนุษย์ และเลวเกินไปที่จะต้องเกิดเป็นสัตว์ เป็นอสุรกาย หรือเป็นเปรต ช่วงที่อยู่คืออเวจีมหานรกเตือนใจเตือนตัวให้รู้ไว้ ความเลวประเภทนี้ไม่มีสังคมใดเขาต้องการ นี่ความรู้สึกอย่างนี้ต้องมีกับเราเสมอ"

พระราชพรหมยานมหาเถระ (หลวงพ่อฤาษี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 17 ตุลาคม, 2556, 09:25:09 »

ลูกรักทั้งหลาย จงจำไว้ว่าท่านกับเรามีสภาวะเหมือนกัน คือ มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความเปลี่ยนไปในท่ามกลาง และก็มีการสลายตัวไปในที่สุด ท่านกับเราก็เสมอกันเสมอกัน โดยไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้ ทุกขัง เมื่อมีความเป็นอยู่ต้องทำมาหากิน ทางอาชีพทำการงานเลี้ยงชีพ สุขบ้างทุกข์บ้าง ไปตามสภาพของคนที่มีชีวิต ในที่สุดชีวิตก็สลายตัวไป จงจำไว้ว่าอย่ายึดมั่นถือมั่นในร่างกายจนเกินไป อย่ายึดถือในทรัพย์สินมากเกินไป จงจำไว้ว่าเราจะต้องตาย

ถ้าเรายังไม่ดีพอ ตายแล้วเราก็ต้องเกิดอีก เกิดแล้วเราก็มีทุกข์ เกิดเป็นคนมีทุกข์อย่างคน เกิดเป็นสัตว์มีทุกข์อย่างสัตว์ เกิดเป็นอสุรกายเป็นทุกข์อย่างอสุรกาย เกิดเป็นเปรตเป็นทุกข์อย่างเปรต เกิดเป็นสัตว์นรกเป็นทุกข์อย่างสัตว์นรก เกิดเป็นเทวดาสุขอย่างเทวดา เกิดเป็นพรหมสุขอย่างพรหม แต่สุดท้ายไม่นานผลที่สุด ก็ละความสุขนั้น มาหาความทุกข์ สู้ไปพระนิพพานไม่ได้ นิพพานมีความสุขที่เป็นเอกันตบรมสุข เป็นความสุขที่ยอดเยี่ยม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 10 พฤษภาคม, 2558, 21:59:26 »

 *พ่อ..สอนลูก*

จะขอนำเรื่องน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้า มาเล่าสู่ท่านฟังสักเรื่องหนึ่ง

ในพระธรรมบทภาคที่ ๗ ท่านกล่าวว่าเป็นเรื่องบุพกรรมของพระพุทธเจ้าเอง พระพุทธเจ้าท่านสั่งให้พระอานนท์ทำน้ำมนต์ จะได้รู้กันว่า การทำน้ำมนต์ พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งให้พระอานนท์ทำ และพระอานนท์เป็นพุทธอนุชาด้วย (เป็นน้องชาย) และเป็นพุทธอุปฐาก เป็นพระที่อุปถัมภ์เหมือนกับเงาตามตัวพระพุทธเจ้า ถ้าน้ำมนต์ไม่ดี ถ้าพระอานนท์ไปทำเข้า พระพุทธเจ้าต้องเล่นงานแน่

แต่ทว่าในเรื่องนี้คาถาทำน้ำมนต์ พระพุทธเจ้าบอกให้พระอานนท์ศึกษา เมื่อพระอานนท์เรียนไปแล้ว ก็ไปทำน้ำมนต์

ก็เป็นอันว่า คนที่ด่าคนทำน้ำมนต์ก็ถือว่าคนนั้นด่าพระพุทธเจ้าด้วยคนที่ด่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ใช่สาวกของพระองค์

คำว่าสาวก หมายความว่า ผู้รับฟัง คือคนไม่ใช่นนของพระพุทธเจ้านั่นเอง ถือว่าเป็นคนของเดียรถีย์

วันนี้ อาจจะพูดแรงไปนิด ก็ต้องขออภัย พูดให้พวกเราสู่กันฟัง นี่เป็นเรื่องของภายใน จะสุ่มสี่สุ่มห้าพูดส่งเดชไป มันจะลงนรก

ท่านที่ปฏิบัติพระกรรมฐานได้แล้วไปดูเสียบ้าง ว่าคนที่พูดไม่ดูเหนือดูใต้ ประเภทนี้ เขาไปอยู่ขุมไหนกัน

ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมาร ทรงเสด็จเข้าเมืองไพสาลี เข้าไปในเขตพระราชฐาน แล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ก็ทรงเรียกพระอานนท์ว่า..

"อานันทะ ดูก่อนอานนท์ จงมานี่ เธอจงเรียนรัตนสูตรอันนี้ไป แล้วก็เดินบริกรรม รอบ ๆ เขตของเมืองไพสาลีทั้ง ๔ ทิศ

พระอานนท ์เรียนรัตนสูตร แล้ว หลังจากนั้นก็เอาบาตรขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วใส่น้ำ เริ่มทำน้ำมนต์

วิธีทำน้ำมนต์ของพระอานนท์ คือ

อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า ๓๐ ทัศคือ บารมีปกติ ที่เรียกว่า บารมีเฉย ๆ ๑๐ ทัศ อุปบารมี ๑๐ ทัศ ปรมัตถบารมี ๑๐ ทัศและก็ความดีของพระพุทธเจ้าอันหนึ่งคือ มหาบริจาค ๕ ประการ และก็ จริยา ๓ ประการคือ

๑. โลกัตถจริยา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่โลก

๒. ญาตัตถจริยา ที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่พระญาติ

๓. พุทธัตถจริยา คือทรงประพฤนิประโยชน์ในฐานะที่ทรงเป็น พระพุทธเจ้า คือสอนคนให้บรรลุมรรคผล

และอาราธนาความดีของสมเด็จพระชินสีห์ ในการก้าวสู่พระครรภ์ในภพสุดท้าย และความดีของการประสูติ ความดีในการเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระพุทธเจ้า และพรพุทธเจ้าทรงทำความเพียรถึง ๖ ปี

ต่อมาความดีของพระองค์ บารมีช่วยให้ชนะมาร ตลอดจนอาราธนาความดีที่แทงตลอดเพื่อสัพพัญญุตาญาณ เหนือบรรลังก์ต้นโพธิ์เป็นพระอรหันต์

การยังธรรมจักรที่พระพุทธเจ้าแสดงต่อปัญจวัคคีย์ ฤๅษีทั้ง ๕ ให้เป็นไปในโลก และก็อาราธนา โลกุตรธรรม ๙ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ได้แก่

โสดาปัตติมรรค
สกิทาคามรรค
อนาคามีมรรค
อรหันตมรรค
พระโสดาปัติติผล
สกิทาคามีผล
อนาคามีผล
อรหันตผล
และ นิพพาน อีก ๑ เป็น ๙

หลังจากอาราธนาบารมีทั้งหมดเสร็จ พระอานนท์ก็เข้าไปในเขตของเมือง ในพระนครเที่ยวทำพระปริตร คือ สูตรยานีธะ ภูตา ฯลฯ เรื่อยไปในกำแพงทั้ง ๓ ด้านตลอด ๓ ยาม ในราตรีนั้น เดินไปก็สวดไป ก็สวด..รัตนสูตร ยานีธะ ภูตา ฯลฯ

และท่านบอกว่า เมื่อพระอานนท์ใช้ศัพท์ว่า "ยังกิญจิ" เท่านั้นแหละ ท่านสาดน้ำไปด้วย ทำน้ำมนต์น่ะ (เขาทำน้ำมนต์ด้วยบทนี้นะ) สาดน้ำขึ้นไปเบื้องบน น้ำขึ้นไปลอยเบื้องบน ตกบนกระหม่อมของอมนุษย์ คือ เปรต อสุรกาย เป็นต้น

พวกนั้นทนไม่ได้วิ่งกันพล่านไปหมด แล้วตกลงมาบนหัวมนุษย์ทั้งหลายผู้ป่วย บรรดาคนป่วยทั้งหลาย หายโรคทันทีทันใดนั้นเอง แล้วก็ลุกขึ้นแวดล้อมพระเถระ

เรื่องน้ำมนต์นี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ถ้าทำถูก อาศัยบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตร มีผลมาก

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2558, 23:07:13 »

 พ่อ...สอนลูก

สัตว์ทุกประเภทในโลกนี้ เต็มไปด้วยความทุกข์ ในเมื่อเราเห็นทุกข์

"คนใดเห็นทุกข์ คนนั้นชื่อว่า เห็น..อริยสัจ
คนใดเห็นอริยสัจ คนนั้นมีสิทธิ์เป็น..พระอริยเจ้า"

คนที่เป็นพระอริยเจ้า ก็มีสิทธิ์ไป..นิพพาน
คนที่ไปนิพพานแล้วก็ไม่มีสิทธิ์..กลับมาเกิดเป็นคน!!

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #19 เมื่อ: 29 พฤษภาคม, 2558, 20:53:49 »

 ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์ เราขอมีชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ถ้าร่างกายนี้ตายเมื่อไหร่ หรือพังเมื่อไหร่ (อย่าไปถือว่าตาย ให้ถือว่าพัง) ถ้าร่างกายนี้พังเมื่อไหร่ จุดเดียวที่เราจะไป จุดนั้นคือ พระนิพพาน เราจะไม่ยอมแวะ เทวดา หรือ พรหม

ถ้าทุกคนมีอารมณ์อย่างนี้ ฆราวาส ถ้าถึงอายุขัย เกิดจะตายเมื่อไร วันนั้นจะ..เป็นอรหันต์..เป็นพระอรหันต์วันนั้น แล้วก็นิพพาน วันนั้น

สำหรับวิธีปฎิบัติในวันนี้ ก็ขอให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ใช้คำภาวนาว่า "นะมะ พะธะ"

แต่เวลาภาวนาจริง ๆ อย่าตั้งใจคิดว่า อยากได้อย่างโน้น อยากได้อย่างนี้ อยากจะเห็นชัดเจน อยากจะไปโน่น อยากจะไปนี่

ขณะที่ภาวนา ถ้า "อยาก" อยู่ ก็ไม่มีทางได้ไป เพราะว่ากิเลสตัวที่ ๔ เป็นตัวที่ร้ายกาจมาก จะเข้ามาขวางใจ

ถ้าภาวะอันใดเกิดขึ้น เกิดความสงสัย กิเลสตัวที่ ๕ จะเข้าแทรกตีกลับทันที กิเลส ๒ ตัวนี้ ต้องระวังให้มาก เราจะต้องไม่สงสัย..ในผลของการปฏิบัติ!

เวลาภาวนาไปมันมีผล ๒ ประการ สำหรับท่านที่ได้มโนมยิทธิแบบเก่ามาแล้ว ที่ทำมาแล้วไม่ต้องรอแสงสว่าง ให้ตั้งใจ "จับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ทันที แล้วก็ค่อย ๆ ภาวนาแบบสบาย ๆ จิตจับลมหายใจเข้าออกพอสมควร อย่าจับมากเกินไป

เวลาที่จิตมันจะเคลื่อน ถ้าจิต..เกาะลมหายใจ..มากเกินไป มันจะไม่เคลื่อน ถ้าภาวนาไป ๆ จิตมันเผลอจับลมหายใจเข้าออก ตอนนั้นแหละมีโอกาส ถ้าจิตดึงลมหายใจเข้าออกเกินไป มันก็ไม่เคลื่อนไหวและไปไม่ได้

ในเมื่ออารมณ์ใส และชัดเจนแจ่มใส มันก็ไปตามกระแสของพระพุทธเจ้า นั่นคือ..ตามพระพุทธเจ้าท่านไป

สำหรับท่านที่มาใหม่ ไม่เคยทำอย่างนี้มาเลย ภาวนาไป ๆ ประเภทนี้ต้องรอแสงสว่าง เห็นแสงพุ่งมาจากข้างบนสว่างจ้า ถ้าแสงพุ่งมาจากข้างล่างขึ้นข้างบน หรือแสงปรากฏชัดเฉย ๆ ก็ตาม ถ้าเห็นแสงสว่างชัดให้พุ่งจิตไปตามแสง คิดว่า..เราไปตามแสงนี้ ขอบารมีพระพุทธเจ้าช่วย ไปตามที่เราต้องการ เท่านี้

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2] 3  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: