Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
26 กันยายน, 2561, 05:48:46

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พ่อสอนลูก  (อ่าน 8411 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 23 มีนาคม, 2555, 23:09:17 »


พ่อสอนลูก



บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ปฏิญาณตนไว้แล้ว

"นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยะ เอตัง กาสาวัง คะเหตะวา"

ซึ่งแปลเป็นใจความว่า...

"เราขอรับผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน"

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระวัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 23 มีนาคม, 2555, 23:10:46 »


ก่อนที่จะภาวนา ญาติโยมทั้งหลายให้ตั้งใจ

"เพื่อพระนิพพาน" ไว้ก่อนนะ ทีนี้ถ้าจะถามว่า

โลภเกินไปไหม ก็ต้องตอบว่าไม่เกินไป เพราะ

พุทธศาสนาของเราสอนเพื่อ พระนิพพาน อย่า

ลืมว่า การตั้งใจไปนิพพาน เหมือนกับเราขึ้นต้นไม้

เมื่อเวลาตั้งใจขึ้นให้สุดยอด ถ้าบังเอิญมันไปหมดแรง

มันไปค้างอยู่ที่กิ่งใดกิ่งหนึ่ง ถ้าเราต้องการขึ้นครั้งแรก

ก็ยืนบิดขี้เกียจอยู่บนต้นไม้ใช่ไหม แล้วก็เมื่อเราค้างกิ่ง

ใดกิ่งหนึ่ง คบใดคบหนึ่ง เรามีแรงเราก็ไต่ต่อไปนะ

**กัปนี้เป็นกัปที่มีบุญมาก จะมีพระพุทธเจ้าถึง ๑๐ องค์

ซึ่งไม่เคยมีปรากฎการณ์มาก่อน..**

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 23 มีนาคม, 2555, 23:16:58 »


พ่อสอนลูก



ขอสรุปสั้น ๆ ตามพระบาลีที่กล่าวไว้ในวันนั้น พระอานนท์เสียใจว่า

วันนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาจะปรินิพพาน เรายังเป็นพระ

"เสขบุคคล"ยังเป็นพระโสดาบัน เมื่อองค์สมเด็จพระภควันต์ปรินิพพาน

เสียแล้ว ใครจะสอนเรา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า "อานันทะ ดูกร อานนท์"

เราปรินิพพานไปแล้วนี่มันเรื่องของขันธ์ ๕ แต่ความเป็นศาสดาคือครู

ที่จะสอนเธอ ก็ได้แก่...

"พระธรรมวินัย" ที่ตถาคตได้พร่ำสอนมาถึง ๔๕  พรรษา

ธรรมส่วนใดที่เป็นที่ลี้ลับที่จะต้องปิดบังไม่ให้ศิษย์รู้ มีความรู้

เฉพาะครูนั้นไม่มี ธรรมปฏิบัติที่จะทำให้ต่างคนต่างพ้นจากความทุกข์ นี้เราสอนหมดแล้ว"



ฉะนั้น องค์สมเด็จพระหทีปแก้วจึงได้ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสกับ

พระอานนท์ว่า..

"อานันทะ ดูกร อานนท์ธรรมที่เรากล่าวสอนบุคคลทั้งหลายทั้งหมดนี้

๔๕ พรรษา ถ้าจะรวบรวมพระธรรมเทศนาก็ได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

หรือ ๘๔,๐๐๐ หัวข้อ ในพระธรรมเทศนา ๘๔,๐๐๐ หัวข้อนี้ ย่นย่อลงมา

ได้คือ อัปมาเทนะ สัมปาเทถะ เป็นความประสงค์อย่างเดียวก็คือ เราต้อง

การให้คนทั้งหลายมีความไม่ประมาทในชีวิต"




แล้วองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวต่อไปว่า..



"คนใดที่มีความเคารพในเรามีความประสงค์จะทำตนให้พ้นจากความทุกข์

บุคคลประเภทนั้นจงตั้งใจไว้ในความที่ไม่ประมาท"


คือ จงอย่าคิดว่าเราดี..."



คนที่จะเข้าถึงความดีได้จริงก็ต้องมีเจตนาตามนี้ คือ...

"อัตตนาโจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทย์ความผิด แสวงหาความชั่วใน

จิตใจของตัวไว้เสมอ เมื่อพบความชั่วเมื่อไร ทำลายความชั่วเมื่อนั้น"


(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 26 มีนาคม, 2555, 21:28:00 »

พ่อสอนลูก

ท่านบอกว่า..

"ชีวิตเหมือนความฝัน รูปโฉมโนมพรรณเหมือนดอกไม้ ชีวิตของเราที่ทรงตัวอยู่นี้มันก็เหมือนความฝัน มันมีอยู่ แล้วไม่ช้ามันก็พังสลายไป รูปโฉมโนมพรรณเหมือนดอกไม้ ดอกไม้ทีแรกมันยังตูม ต่อมาก็แย้มทีละน้อย ๆ บานเต็มที่มันก็สวย แต่ก็ร่วงก็โรยไปทีละน้อย ๆ และในที่สุดก็พังไปทีนี้สภาวะของรูปมันก็เป็นเช่นเดียวกัน เสียง กลิ่น รส และสัมผัส มันก็เหมือนกัน"

ท่านบอกว่า..

"ทุกสิ่งทั้งหมดนี้จงรักษาอารณ์ให้เป็น "เอกัคคตารมณ์" ว่ามันไม่มี มีแล้วต่อไปไม่มี เพราะมันจะพัง รูปมันทรงอยู่ได้ไม่นานมันก็พัง เสียงที่เรามีความพอใจ ฟังแล้วก็หายไป กลิ่นที่สัมผัสจมูกกระทบแล้วก็หายไป การสัมผัสที่พึงพอใจ สัมผัสแล้วเลิกสัมผัสก็หายไป รสที่สร้างความซาบซ่านจากปลายลิ้น กลางลิ้นถึงโคนลิ้นรสก็หายไป อย่าไปสนใจว่ามี เพราะมันผ่านไปแล้วมันก็หมดไป ไม่ช้าร่างกายมันก็สลายตัว" ท่านบอกว่า...

"จงรักษาอารมณ์นี้ให้เป็น เอกัคคตารมณ์ มีความรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มี"

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 27 มีนาคม, 2555, 19:00:00 »

//พ่อสอนลูก//

ถ้ามีแขกมาหาก็มักจะถามว่า มีความสุขดีหรือมีความสบายดีหรือ อารมณ์ทั้งหลายที่มีอยู่เป็นประจำวัน มันมีความสุขทุกวันหรืออย่างไร ก็ได้รับคำตอบจากทุกคนว่า.."ไม่มีใครมีความสุข" บางคนก็หนักใจทรัพย์สินไม่พอใช้บ้าง บางคนก็หนักใจกับหนี้สินที่มีอยู่กับเจ้าหนี้บ้าง บางคนก็บอกว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยความทุข์ มันป่วยไข้ไม่สบายไม่เลือกเวลา ถึงแม้ว่าจะพยายามรักษาอย่างไรก้ไม่หาย แต่บางคนหนักไปกว่านั้น "ชาตินี้ฉันทำบุญทุกอย่าง บวชพระ บวชเณร ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างศาลา สร้างโบสถ์ ฟังเทศน์"

ทำทุกอย่างแต่ว่าบุญกุศลไม่ได้ช่วยเลย ร่างกายป่วยไข้ไม่สบาย ฟังดูแล้วน่าสงสาร แต่ความจริงไม่สงสารอาการที่เขามีความทุกข์อย่างนั้น "สงสารที่เขาโง่เกินไป" ไม่ได้มองดูตัวของตัวเองว่าสร้างความชั่วอะไรไว้บ้างชาตินี้ก็ดีชาติก่อนก็ดี.."

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 27 มีนาคม, 2555, 20:14:24 »

//พ่อสอนลูก//

การไหว้เจ้าหรือการไหว้ผี ของชาวจีนนี้ บรรดาท่านผู้ตายไปแล้ว จะได้กินหรือไม่ได้กินนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่าบรรดาคนทั้งหลายเหล่านั้น ระลึกนึกถึงความดีของบุคคลผู้ตาย ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่บ้าง ผู้มีคุณบ้าง เป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนร่วมงานร่วมการกันบ้าง "อย่างนี้จัดว่าเป็นความดี ส่วนหนึ่ง" ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า...

"นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญู กตเวทิตา" ท่านแปลว่า

"บุคคลใดมีความกตัญญูกตเวที คือรู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้ว แล้วตอบสนองอย่างนี้ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าท่านผู้นั้นเป็นคนดี"


ในการระลึกนึกถึงท่านผู้ตายไปแล้วอย่างนี้ เราจิตใจไม่ลืมท่าน แสดงว่าคนนั้นเขามีความกตัญญูกตเวที เป็นที่น่าสรรเสริญ

ฉะนั้น ถ้าหากท่านทั้งหลายเห็นคนจีนไหว้เจ้า ในวันสารทก็ดี ในวันตรุษจีนก็ดี ก็จงอย่าคิดว่าเขาทำผิด หรือีกนัยหนึ่งที่พวกเราควรจะคิดว่าเป็นความดีของเขา ก็คือวันสารทจีนก็ดี วันตรุษจีนก็ดี ไหว้เจ้าไหว้ผี ไหว้ผู้มีคุณแล้ว เขาก็เลี้ยงอาหารแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่จำกัด..

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 28 มีนาคม, 2555, 22:16:33 »

‎//พ่อสอนลูก// (โอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)

"พระขีณาสพมีรำพึง มีอารมณ์กระทบจิตในอารมณ์ที่ขัดข้องทุกอย่างแต่ระงับได้ทันท่วงที พระขีณาสพไม่ใช่เสาปักไว้เฉย ๆ ที่เรียกว่าพระขีณาสพ ก็เพราะว่า ดับอารมณ์ที่ขัดข้องได้ทันท่วงที"

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 20 มีนาคม, 2556, 22:50:17 »

ในสมัยที่หลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่ เคยพูดเสมอว่า "สมบัติทั้งหลาย พ่อมอบให้ลูกๆทุกคน แม้แต่คำสอน พ่อสอนโดยไม่มีปิดบัง พ่อสอนทุกๆอย่างเพื่อลูกของพ่อทุกคนจะได้พ้นทุกข์ แม้แต่ร่างกายของพ่อจะสลายตัวไป แต่ใจของพ่อยังอยู่กับลูกเสมอ ถ้าลูกของพ่อทำความดี"

คำพูดอย่างนี้เรารู้ว่าท่านพูดออกมาจากใจและสามารถพิสูจน์ได้ ท่านรับแขกจนวาระสุดท้าย วันสุดท้ายที่ท่านจากไป ต้องหามท่านไปรับแขกที่ตึกรับแขก เมื่อคนเห็นท่าน ต่างก็ร้องไห้สงสารท่านจับใจ แต่ท่านไม่ห่วงร่างกาย บอกกับแขกว่า

"ร่าวกายมันทุกข์อย่างนี้แหละ ทุกคนนั้นร่างกายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และต้องสลายตัว" แขกที่มาก็ขอกร้องว่า หลวงพ่ออย่าเข้าสอนที่สายลมเลย หลวงพ่อจะได้พักผ่อน แต่ท่านบอกว่า "ไม่ได้ ญาติโยมเขาไม่รู้กัน ถ้าไม่เข้าสายลม คนแก่ที่มาวัดไม่ได้ ก็ไม่มีโอกาสทำบุญ สงสารคนแก่เขา"
ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ความเมตตาของท่านหาประมาณไม่ได้เลย แม้แต่ร่างกายของท่านเองก็ไม่ห่วงใย

สมบัติวัดท่าซุงทั้งหมดลูกรักของหลวงพ่อทุกคนได้ร่วมสร้างด้วยความรักและศรัทธาด้วยความเต็มใจ ฉะนั้นเมื่อหลวงพ่อได้ละสังขารไปแล้ว ลูกที่ดีต้องดูแลทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้อยู่ในสภาพที่พอดีแก่สภาพ ไม่ใช่สมบัติของเจ้าอาวาสหรือพระวัดท่าซุง เป็นสมบัติของพ่อมอบให้แก่ลูกๆทุกคนเป็นเจ้าของ และช่วยกันดูแล
ฉะนั้น อาตมาในฐานะที่เป็นหัวหน้าพระวัดท่าซุง ขอบอกเสียเลยว่า

"ขอให้ลูกๆทุกคนของหลวงพ่อ มาช่วยกันดูแล รักษาสมบัติของพ่อเรา คนอื่นนั้นไม่สามารถจะดูแลได้ เพราะเขาไม่ใช่ลูกพ่อ เขาไม่รู้ใจพ่อ กลัวเขาจะทำลายเสีย"
ฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลาย จงประพฤติ ปฎิบัติดี ตามที่หลวงพ่อสอนเรามาให้เสมอ และมาร่วมแรง ร่วมความคิด และร่วมกันทำประโยชน์ต่อส่วนรวม และทรงความดีที่หลวงพ่อของเราสอนมาเท่านั้น หลวงพ่อก็จะอยู่กับเราทุกลมหายใจ หลวงพ่อเคยพูดว่า

"ลูกของฉัน เมื่ออกุศลกรรมให้ผล ก็อาจจะโต๋เต๋ไปบ้าง สุดท้ายลูกฉันเข้านิพพานหมด"
เป็นความชื่นใจเสมอ เมื่อหลวงพ่อพูดแบบนี้ และเราก็เต็มใจที่จะไปนิพพานไปอยู่กับพ่อแม่ของเราทุกลมหายใจเข้าออก
ฉะนั้นสุดท้ายนี้ อาตมาไม่มีอะไรจะฝาก ขอฝากลูกรักของหลวงพ่อทุกคน จงร่วมกันรักษาสมบัติของพ่อตลอดไป

ที่ีมา http://board.palungjit.com/f23/ลูกรักพ่อ-303455.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 03 เมษายน, 2556, 23:34:27 »

คนเราเกิดมาในโลก ที่ไม่ทำความชั่วเลยน่ะไม่มี ถ้าเราจะชดใช้บาปมันก็ชดใช้กันไม่ไหว มีทางเดียวในกิจของพระพุทธศาสนาคือหนีบาป การภาวนาให้จิตทรงตัว การคิดถึงคุณพระรัตนตรัย พยายามรวบรวม บารมี ๑๐ ประการไว้ให้ครบถ้วน พยายามตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการให้หมด จรณะ ๑๕ ปฏิบัติให้ครบถ้วน มี พรหมวิหาร ๔ ให้ครบถ้วนทรง ศีล ให้บริสุทธิ์ มี อิทธิบาท ๔ ทรงตัว เมื่อมีการทรงตัวดังกล่าวมาแล้วนี้ ลูกรักของพ่อจะไม่ต้องเกิดอีกต่อไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 07 เมษายน, 2556, 21:40:48 »

เรื่อง ผู้ประเสริฐ ผู้เลว

"ขอบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลายระมัดระวังตัวให้มาก จงลืมความเป็นฆราวาสเสีย คิดว่าเราเป็นพระ พระ แปลว่า ผู้ประเสริฐ ไม่ใช่ พระ แปลว่า ผู้เลว"

คำสอน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 09 เมษายน, 2556, 21:49:12 »

นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา

"บุคคลใด มีความกตัญญูรู้คุณบิดามารดา แล้วเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่าน กล่าวว่า..บุคคลนั้นเป็นคนดี" จึงขอให้ลูกหลานที่รักที่กำลังอ่านอยู่นี่ จงทำตนเหมือน กับพระมหาชนก ที่มีความกตัญญูรู้คุณในบิดามารดา และครูบาอาจารย์ของท่าน ลูกหลานทุกคนจะเป็นคนดี!!~

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 09 เมษายน, 2556, 22:10:15 »

"...ร่างกายเป็นทุกข์ มันหิว มันหนาวมันร้อน มันกระหาย มันปวดเมื่อย ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ เดี๋ยวก็ปวดตรงนั้น เดี๋ยวก็เป็นอย่างนี้ และก็เพราะมีร่างกายนี่แหละ อารมณ์ใจเราจึงหวั่นไหว นั่นก็คือนินทาและสรรเสริญ หูเราชอบฟังนัก ฟังเขานินทาละตะแคงหูเข้าไปพอสรรเสริญก็ตะแคงหูเข้าไป พอเขาสรรเสริญว่าดีละยิ้มแก้แทบปริ แก้วเกือบแตก พอเขานินทาก็หน้าเบี้ยวหน้าบูด..."

(พระธรรมโอวาท พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 10 เมษายน, 2556, 09:25:24 »

คำว่า ภิกขเว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง
แต่ความตายเป็นของเที่ยง ในเมื่อเรารู้ตัวดีว่าเราจะต้องตาย แล้ว
ก็มีความเข้าใจแล้วว่า...

"ถ้าหากจิตใจของเรายังไม่ผ่องแผ้วจากสภาพกิเลสเพียงใด เราก็ต้องพบกับความเกิดอีกแน่"

ทีนี้ความเกิด เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันก็ต้องประสบกับ ความทุกข์ ความผิดหวังอยู่ตลอดเวลา หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ เมื่อเราจะตายเราก็ต้องคิดว่า ขึ้นชื่อว่าความเกิดเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ ทีนี้เราจะหาความสุข เราก็ต้องละโลกเสีย อย่าเอาอารมณ์อะไรเข้าไปเกาะในโลกเลย โลกที่เราจะปล่อยเป็นอันดับแรกที่สุดก็คือ.."กายของเรา"

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 12 เมษายน, 2556, 16:16:16 »

ธรรมโอวาทหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

ถ้าเรายังปรารภคนอื่นว่าดีหรือชั่ว แสดงว่าเรายังเลวมาก ถ้าเราไม่เลว เราก็ไม่เห็นความเลวของคนอื่นหรอก ถ้าเราเห็นความเลวของบุคคลอื่นมากเพียงไร แสดงว่าเราเลว เลวมากเพียงนั้น

ต้องไปดูพระพุทธเจ้า ท่านตำหนิใครบ้าง มีไหม เจอไหม ไม่มี เพราะคนทุกคนที่เกิดมาต้องการดีหมด ไม่มีใครต้องการความชั่ว แล้วทำไมถึงได้ทำความชั่ว เพราะไอ้กรรมที่ติดตามเรามา เราไม่สามารถจะต้านทานมันได้ เราเกิดมาเราต้องรับผล ๒ อย่าง คือ กรรมที่เป็นกุศลอย่างหนึ่ง กรรมที่เป็นอกุศลอย่างหนึ่ง

ขณะใดที่กรรมอกุศลครอบงำ จิตไม่มีทางจะทำความดีได้เลย ความเลวมันจะครอบงำจิต เห็นผิดเป็นชอบ ถ้าอกุศลมันถอยไป กุศลกรรมเดิมมันเข้ามาสนอง จะรู้เลยว่าที่ทำครั้งเก่ามาเลวมาก มันก็ไม่ทำ

พระพุทธเจ้าทรงรู้ว่าดีหรือชั่ว เพราะกรรมบังคับใจ ท่านก็เลยไม่ตำหนิโทษ แต่ก็ทรงตำหนิเหมือนกัน ทรงตำหนิกิเลส ไอ้นี่มันระยำ ช่วยกันไล่มันไปเสียให้หมด นี่ถ้าเราเป็นนักปฏิบัติ ต้องคำนึงตอนนี้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 17 เมษายน, 2556, 10:27:36 »

การนอนหลับมาก ก็เท่ากับว่า
ประมาทมาก ปฏิบัติธรรมได้น้อย
อย่าติดนอน อย่าติดกิน (รสอาหาร)
อย่าติดการท่องเที่ยว
สรุปว่า อย่าติดในกามคุณ ๕ นั่นเอง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 26 เมษายน, 2556, 10:17:47 »

"พวกเรามีใครบ้างไหม ในอดีตใกล้ก็ดี ไกลก็ดี ที่ขาดพรหมวิหาร ๔ มีอารมณ์คิดเป็นศัตรูกับคนอื่น คิดทำลายล้างบุคคลอื่น คิดอิจฉาริษยาบุคคลอื่น คิดลงโทษ คิดซ้ำเติมในความผิดของบุคคลอื่นมีบ้างไหม ในอดีตเริ่มตั้งแต่ย่างเข้ามาสู่สำนักนี้ อารมณ์จุดไหนมีบ้าง ถ้ามีอยู่ไม่รู้ตัวว่ามีนี่เลวมาก หมายถึงว่าเป็นที่ไปแห่งอเวจีมหานรก ถ้าขณะใดเรารู้อยู่ว่ามีในกาลนั้นพึงรู้ว่านี่เราเป็นสัตว์นรกเสียแล้ว ไม่ใช่แดนของอริยะ หรือไม่ใช่แดนของสมณะไม่ใช่แดนของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา นี่ความจริง พรหมวิหาร ๔ นี่ เราศึกษากันแต่ต้น ถ้าไม่มีในใจก็แสดงว่าเลวเกินไปสำหรับความเป็นมนุษย์ และเลวเกินไปที่จะต้องเกิดเป็นสัตว์ เป็นอสุรกาย หรือเป็นเปรต ช่วงที่อยู่คืออเวจีมหานรกเตือนใจเตือนตัวให้รู้ไว้ ความเลวประเภทนี้ไม่มีสังคมใดเขาต้องการ นี่ความรู้สึกอย่างนี้ต้องมีกับเราเสมอ"

พระราชพรหมยานมหาเถระ (หลวงพ่อฤาษี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 17 ตุลาคม, 2556, 09:25:09 »

ลูกรักทั้งหลาย จงจำไว้ว่าท่านกับเรามีสภาวะเหมือนกัน คือ มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความเปลี่ยนไปในท่ามกลาง และก็มีการสลายตัวไปในที่สุด ท่านกับเราก็เสมอกันเสมอกัน โดยไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้ ทุกขัง เมื่อมีความเป็นอยู่ต้องทำมาหากิน ทางอาชีพทำการงานเลี้ยงชีพ สุขบ้างทุกข์บ้าง ไปตามสภาพของคนที่มีชีวิต ในที่สุดชีวิตก็สลายตัวไป จงจำไว้ว่าอย่ายึดมั่นถือมั่นในร่างกายจนเกินไป อย่ายึดถือในทรัพย์สินมากเกินไป จงจำไว้ว่าเราจะต้องตาย

ถ้าเรายังไม่ดีพอ ตายแล้วเราก็ต้องเกิดอีก เกิดแล้วเราก็มีทุกข์ เกิดเป็นคนมีทุกข์อย่างคน เกิดเป็นสัตว์มีทุกข์อย่างสัตว์ เกิดเป็นอสุรกายเป็นทุกข์อย่างอสุรกาย เกิดเป็นเปรตเป็นทุกข์อย่างเปรต เกิดเป็นสัตว์นรกเป็นทุกข์อย่างสัตว์นรก เกิดเป็นเทวดาสุขอย่างเทวดา เกิดเป็นพรหมสุขอย่างพรหม แต่สุดท้ายไม่นานผลที่สุด ก็ละความสุขนั้น มาหาความทุกข์ สู้ไปพระนิพพานไม่ได้ นิพพานมีความสุขที่เป็นเอกันตบรมสุข เป็นความสุขที่ยอดเยี่ยม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 10 พฤษภาคม, 2558, 21:59:26 »

 *พ่อ..สอนลูก*

จะขอนำเรื่องน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้า มาเล่าสู่ท่านฟังสักเรื่องหนึ่ง

ในพระธรรมบทภาคที่ ๗ ท่านกล่าวว่าเป็นเรื่องบุพกรรมของพระพุทธเจ้าเอง พระพุทธเจ้าท่านสั่งให้พระอานนท์ทำน้ำมนต์ จะได้รู้กันว่า การทำน้ำมนต์ พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งให้พระอานนท์ทำ และพระอานนท์เป็นพุทธอนุชาด้วย (เป็นน้องชาย) และเป็นพุทธอุปฐาก เป็นพระที่อุปถัมภ์เหมือนกับเงาตามตัวพระพุทธเจ้า ถ้าน้ำมนต์ไม่ดี ถ้าพระอานนท์ไปทำเข้า พระพุทธเจ้าต้องเล่นงานแน่

แต่ทว่าในเรื่องนี้คาถาทำน้ำมนต์ พระพุทธเจ้าบอกให้พระอานนท์ศึกษา เมื่อพระอานนท์เรียนไปแล้ว ก็ไปทำน้ำมนต์

ก็เป็นอันว่า คนที่ด่าคนทำน้ำมนต์ก็ถือว่าคนนั้นด่าพระพุทธเจ้าด้วยคนที่ด่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ใช่สาวกของพระองค์

คำว่าสาวก หมายความว่า ผู้รับฟัง คือคนไม่ใช่นนของพระพุทธเจ้านั่นเอง ถือว่าเป็นคนของเดียรถีย์

วันนี้ อาจจะพูดแรงไปนิด ก็ต้องขออภัย พูดให้พวกเราสู่กันฟัง นี่เป็นเรื่องของภายใน จะสุ่มสี่สุ่มห้าพูดส่งเดชไป มันจะลงนรก

ท่านที่ปฏิบัติพระกรรมฐานได้แล้วไปดูเสียบ้าง ว่าคนที่พูดไม่ดูเหนือดูใต้ ประเภทนี้ เขาไปอยู่ขุมไหนกัน

ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมาร ทรงเสด็จเข้าเมืองไพสาลี เข้าไปในเขตพระราชฐาน แล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ก็ทรงเรียกพระอานนท์ว่า..

"อานันทะ ดูก่อนอานนท์ จงมานี่ เธอจงเรียนรัตนสูตรอันนี้ไป แล้วก็เดินบริกรรม รอบ ๆ เขตของเมืองไพสาลีทั้ง ๔ ทิศ

พระอานนท ์เรียนรัตนสูตร แล้ว หลังจากนั้นก็เอาบาตรขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วใส่น้ำ เริ่มทำน้ำมนต์

วิธีทำน้ำมนต์ของพระอานนท์ คือ

อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า ๓๐ ทัศคือ บารมีปกติ ที่เรียกว่า บารมีเฉย ๆ ๑๐ ทัศ อุปบารมี ๑๐ ทัศ ปรมัตถบารมี ๑๐ ทัศและก็ความดีของพระพุทธเจ้าอันหนึ่งคือ มหาบริจาค ๕ ประการ และก็ จริยา ๓ ประการคือ

๑. โลกัตถจริยา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่โลก

๒. ญาตัตถจริยา ที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่พระญาติ

๓. พุทธัตถจริยา คือทรงประพฤนิประโยชน์ในฐานะที่ทรงเป็น พระพุทธเจ้า คือสอนคนให้บรรลุมรรคผล

และอาราธนาความดีของสมเด็จพระชินสีห์ ในการก้าวสู่พระครรภ์ในภพสุดท้าย และความดีของการประสูติ ความดีในการเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระพุทธเจ้า และพรพุทธเจ้าทรงทำความเพียรถึง ๖ ปี

ต่อมาความดีของพระองค์ บารมีช่วยให้ชนะมาร ตลอดจนอาราธนาความดีที่แทงตลอดเพื่อสัพพัญญุตาญาณ เหนือบรรลังก์ต้นโพธิ์เป็นพระอรหันต์

การยังธรรมจักรที่พระพุทธเจ้าแสดงต่อปัญจวัคคีย์ ฤๅษีทั้ง ๕ ให้เป็นไปในโลก และก็อาราธนา โลกุตรธรรม ๙ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ได้แก่

โสดาปัตติมรรค
สกิทาคามรรค
อนาคามีมรรค
อรหันตมรรค
พระโสดาปัติติผล
สกิทาคามีผล
อนาคามีผล
อรหันตผล
และ นิพพาน อีก ๑ เป็น ๙

หลังจากอาราธนาบารมีทั้งหมดเสร็จ พระอานนท์ก็เข้าไปในเขตของเมือง ในพระนครเที่ยวทำพระปริตร คือ สูตรยานีธะ ภูตา ฯลฯ เรื่อยไปในกำแพงทั้ง ๓ ด้านตลอด ๓ ยาม ในราตรีนั้น เดินไปก็สวดไป ก็สวด..รัตนสูตร ยานีธะ ภูตา ฯลฯ

และท่านบอกว่า เมื่อพระอานนท์ใช้ศัพท์ว่า "ยังกิญจิ" เท่านั้นแหละ ท่านสาดน้ำไปด้วย ทำน้ำมนต์น่ะ (เขาทำน้ำมนต์ด้วยบทนี้นะ) สาดน้ำขึ้นไปเบื้องบน น้ำขึ้นไปลอยเบื้องบน ตกบนกระหม่อมของอมนุษย์ คือ เปรต อสุรกาย เป็นต้น

พวกนั้นทนไม่ได้วิ่งกันพล่านไปหมด แล้วตกลงมาบนหัวมนุษย์ทั้งหลายผู้ป่วย บรรดาคนป่วยทั้งหลาย หายโรคทันทีทันใดนั้นเอง แล้วก็ลุกขึ้นแวดล้อมพระเถระ

เรื่องน้ำมนต์นี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ถ้าทำถูก อาศัยบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตร มีผลมาก

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2558, 23:07:13 »

 พ่อ...สอนลูก

สัตว์ทุกประเภทในโลกนี้ เต็มไปด้วยความทุกข์ ในเมื่อเราเห็นทุกข์

"คนใดเห็นทุกข์ คนนั้นชื่อว่า เห็น..อริยสัจ
คนใดเห็นอริยสัจ คนนั้นมีสิทธิ์เป็น..พระอริยเจ้า"

คนที่เป็นพระอริยเจ้า ก็มีสิทธิ์ไป..นิพพาน
คนที่ไปนิพพานแล้วก็ไม่มีสิทธิ์..กลับมาเกิดเป็นคน!!

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #19 เมื่อ: 29 พฤษภาคม, 2558, 20:53:49 »

 ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์ เราขอมีชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ถ้าร่างกายนี้ตายเมื่อไหร่ หรือพังเมื่อไหร่ (อย่าไปถือว่าตาย ให้ถือว่าพัง) ถ้าร่างกายนี้พังเมื่อไหร่ จุดเดียวที่เราจะไป จุดนั้นคือ พระนิพพาน เราจะไม่ยอมแวะ เทวดา หรือ พรหม

ถ้าทุกคนมีอารมณ์อย่างนี้ ฆราวาส ถ้าถึงอายุขัย เกิดจะตายเมื่อไร วันนั้นจะ..เป็นอรหันต์..เป็นพระอรหันต์วันนั้น แล้วก็นิพพาน วันนั้น

สำหรับวิธีปฎิบัติในวันนี้ ก็ขอให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ใช้คำภาวนาว่า "นะมะ พะธะ"

แต่เวลาภาวนาจริง ๆ อย่าตั้งใจคิดว่า อยากได้อย่างโน้น อยากได้อย่างนี้ อยากจะเห็นชัดเจน อยากจะไปโน่น อยากจะไปนี่

ขณะที่ภาวนา ถ้า "อยาก" อยู่ ก็ไม่มีทางได้ไป เพราะว่ากิเลสตัวที่ ๔ เป็นตัวที่ร้ายกาจมาก จะเข้ามาขวางใจ

ถ้าภาวะอันใดเกิดขึ้น เกิดความสงสัย กิเลสตัวที่ ๕ จะเข้าแทรกตีกลับทันที กิเลส ๒ ตัวนี้ ต้องระวังให้มาก เราจะต้องไม่สงสัย..ในผลของการปฏิบัติ!

เวลาภาวนาไปมันมีผล ๒ ประการ สำหรับท่านที่ได้มโนมยิทธิแบบเก่ามาแล้ว ที่ทำมาแล้วไม่ต้องรอแสงสว่าง ให้ตั้งใจ "จับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ทันที แล้วก็ค่อย ๆ ภาวนาแบบสบาย ๆ จิตจับลมหายใจเข้าออกพอสมควร อย่าจับมากเกินไป

เวลาที่จิตมันจะเคลื่อน ถ้าจิต..เกาะลมหายใจ..มากเกินไป มันจะไม่เคลื่อน ถ้าภาวนาไป ๆ จิตมันเผลอจับลมหายใจเข้าออก ตอนนั้นแหละมีโอกาส ถ้าจิตดึงลมหายใจเข้าออกเกินไป มันก็ไม่เคลื่อนไหวและไปไม่ได้

ในเมื่ออารมณ์ใส และชัดเจนแจ่มใส มันก็ไปตามกระแสของพระพุทธเจ้า นั่นคือ..ตามพระพุทธเจ้าท่านไป

สำหรับท่านที่มาใหม่ ไม่เคยทำอย่างนี้มาเลย ภาวนาไป ๆ ประเภทนี้ต้องรอแสงสว่าง เห็นแสงพุ่งมาจากข้างบนสว่างจ้า ถ้าแสงพุ่งมาจากข้างล่างขึ้นข้างบน หรือแสงปรากฏชัดเฉย ๆ ก็ตาม ถ้าเห็นแสงสว่างชัดให้พุ่งจิตไปตามแสง คิดว่า..เราไปตามแสงนี้ ขอบารมีพระพุทธเจ้าช่วย ไปตามที่เราต้องการ เท่านี้

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #20 เมื่อ: 17 ธันวาคม, 2558, 10:32:46 »

พ่อสอนลูก

(ทำบุญให้บรรพบุรุษ) ก็ต้องใช้ ๓ อย่าง ทั้งทาน ทั้งศีล ทั้งภาวนา ถ้าเรารักษาแค่ศีล เจริญแต่ภาวนา ทานไม่มี ถ้าปู่ย่าตายายมีร่างกายเป็นทิพย์ มีความแข็งแรงดี แต่ขาดอาหารที่เป็นทิพย์ ความอิ่มน้อยไป ต้องมีทานบารมี ทานบารมีเป็นปัจจัยให้มีร่างกายเป็นทิพย์ แล้วก็ถ้ามีผ้าด้วย ผ้ายังเป็นปัจจัยให้มีเครื่องประดับเป็นทิพย์

สำหรับศีล เป็นปัจจัยให้เป็นเทวดาทรงตัวอยู่นาน วิปัสสนาญาณ เป็นปัจจัยให้เป็นเทวดาบริสุทธิ์ เข้านิพพานเร็วต้อง ๓ อย่างรวมกันนะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #21 เมื่อ: 18 ธันวาคม, 2558, 17:51:40 »

แม้แต่หนวดเส้นเดียวก็เอาไปไม่ได้‬

ลูกรัก เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด รบกันเกือบตาย ขยายเขตแดน ไปเป็นพระราชา ร่ำรวยกัน เป็นเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐี เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ผลที่สุดก็ตายหมด ตายแล้วขนอะไรไปได้บ้าง #แม้แต่หนวดเส้นเดียวก็เอาไปไม่ได้

ลูกรักทั้งหลาย ที่ลูกรักทุกคนของพ่อมีความต้องการธัมมะ หวังพระนิพพาน พ่อพอใจ เราไปนิพพานกันดีกว่า นอนสบายให้มันเป็นสุข เราเหนื่อยกันมาแล้วเกินกว่า ๑๖ อสงไขยกัปแสนกัป

*พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
*หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง (จากหนังสือพ่อสอนลูก หน้า๒)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: