Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 เมษายน, 2557, 11:58:14

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระพุทธศาสนา  (อ่าน 4913 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 22 พฤศจิกายน, 2551, 09:29:18 »

พระพุทธศาสนา
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ศาสนาพุทธ แบ่งออกเป็นนิกายใหญ่ได้ 2 นิกายคือ เถรวาท หรือ หินยาน และ มหายาน นอกจากนี้แล้วยังมีการแบ่งที่แตกต่างออกไปและไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในประเทศไทยคือ การแบ่งเป็น 3 นิกายคือ

เถรวาท (Therav?da) หรือ หินยาน (Hinay?na-ยานเล็ก) หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งคำสั่งสอน และ หลักปฏิบัติ จะเป็นไปตามพระไตรปิฎก (Tipitaka) แพร่หลายอยุ่ในประเทศไทย ศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา และ บางส่วนของประเทศเวียดนามส่วนมากเป็นชาวเขมร บังกลาเทศ และ มาเลเซียส่วนมากเป็นชาวไทย
อาจาริยวาท (?c?riyav?da) หรือ มหายาน (Mah?y?na-ยานใหญ่) แพร่หลายใน จีน ญี่ปุ่น มองโกเลีย ภูฏาน ไต้หวัน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้และ สิงคโปร์ และบางส่วนของ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซียส่วนมากเป็นชาวจีน เนปาล บรูไนส่วนมากเป็นชาวจีน ฟิลิปปินส์ส่วนมากเป็นชาวจีน อุซเบกิสถาน และ ทาจิกิสถาน
วัชรยาน (Vajray?na) หรือ มหายานพิเศษ ปัจจุบันมีใน อินเดียบริเวณลาดักในรัฐชัมมูและกัษมีร์ และในรัฐสิกขิม ประเทศเนปาล ภูฏาน ปากีสถาน มองโกเลีย และ เขตปกครองตนเองทิเบต

พระพุทธศาสนา หรือ ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่มุ่งการพ้นทุกข์หรือสอนให้รู้จักทุกข์และวิธีแก้ทุกข์ ให้พ้นจากอวิชชา (การไม่รู้ความจริงในธรรมชาติ)อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จากกิเลสทั้งปวงคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เน้นการปฏิบัติด้วยปัญญา การทำความเข้าใจ และพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง จนมองเห็นเหตุและผล และความเป็นไปตามธรรมชาติที่หมุนเวียนเป็นวัฏจักร จนสามารถนำตัวเองออกจากวัฏจักรที่ทำให้เกิดทุกข์ หรือวัฏสงสาร จัดเป็น ๑ ใน ๓ ศาสนาโลกประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาพุทธมากที่สุดในโลกคือประเทศจีน (ซึ่งประเทศจีนมีผู้นับถือศาสนาอิสลาม๑๑ ล้าน นับถือศาสนาคริสต์ ๙ล้าน ปี ๒๕๔๘)แต่เนื่องจากจีนเป็นประเทศคอมมิวนิสที่ไม่ส่งเสริมหรือยอมรับการมีศาสนาจึงจัดว่าเป็นผู้ไม่นับถือศาสนาตามกฎหมาย

สรณะอันประเสริฐของพระพุทธศาสนาเรียกว่า พระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ โดย "พระพุทธเจ้า" ทรงตรัสรู้"พระธรรม" แล้วทรงสอนให้พระภิกษุได้รู้ธรรมจนหลุดพ้นตามในที่สุด ทรงจัดตั้งชุมชนของพระภิกษุให้อยู่ร่วมกันเพื่อศึกษาและฝึกฝนตนเองให้หลุดพ้น เรียกว่า "พระสงฆ์" (สงฆ์แปลว่าหมู่,ชุมนุม) แล้วทรงมอบหมายให้พระสงฆ์ทั้งหลายเผยแผ่พระธรรมเพื่อประโยชน์สุขของชาวโลก

หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาในยุคก่อนจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรจะเรียกว่า "พรหมจรรย์"และเรียกว่า"พระธรรมวินัย"หลังจากที่ทรงบัญญัติวินัยในการปกครองคณะสงฆ์แทนศีล๑๐แต่เดิม ประกอบด้วย "พระธรรม" คือความรู้ในสัจธรรมต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วและได้นำมาแสดงแก่ชาวโลก กับ "พระวินัย" คือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ทรงบัญญัติไว้สำหรับผู้ที่ออกบวช เพื่อให้ผู้บวชสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีกฏเกณฑ์เป็นคณะสงฆ์ อันเป็นชุมชนตัวอย่างที่ดำเนินชีวิตเพื่อความพ้นทุกข์ โดยมีหมวดอภิธรรมไว้อธิบายคำจำกัดความของศัพท์ในหมวดพระธรรม และมีหมวดอภิวินัยไว้อธิบายคำจำกัดความคำศัพท์ในส่วนพระวินัย จนมาถึงยุคสังคายนาครั้งที่ ๓ ได้มีการบันทึกพระธรรมและพระวินัยเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่า "พระไตรปิฏก" แปลว่าตะกร้าสามใบ ซึ่งหมายถึง คัมภีร์หรือตำราสามหมวดหลักๆ ได้แก่ ๑. วินัยปิฎก ว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี ๒. สุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระธรรมทั่วไป และเรื่องราวต่างๆ ๓. อภิธัมมปิฎก ว่าด้วยธรรมะที่เป็นปรมัตถ์ธรรมหรือธรรมะที่แสดงถึงสภาวะล้วนๆไม่มีการสมมุติ วินัยปิฎกจัดเป็นรากของพระศาสนา(ถ้าพระภิกษุประพฤติไม่น่าเลื่อมใสศาสนาก็จะล่มจม) สุตตันตะปิฎกจัดเป็นกิ่ง ใบ ผล ร่มเงาของพระศาสนา(ธรรมะต่างๆย่อมมีประโยชน์หลายอย่างต่างๆกันไปแต่ละคน สามารถพลิกแพลงเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก ให้ความร่มเย็น เกิดศาสนาทายาท)อภิธรรมปิฎกจัดเป็นลำต้นของพระศาสนา( ธรรมะที่พลิกแพลงหลากหลายเพื่อนำไปใช้ต่างๆกันไป ย่อมจะทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดได้ต้องมีอภิธรรม ยึดเป็นหลักเทียบเคียงความถูกต้องของหลักการในพระศาสนา)

พระพุทธเจ้าได้ทรงเริ่มออกเผยแผ่คำสอนในภูมิภาคที่เป็นประเทศอินเดียในปัจจุบัน ตั้งแต่เมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราช ปัจจุบันศาสนาพุทธได้เผยแผ่ไปทั่วโลก โดยมีจำนวนผู้นับถือส่วนใหญ่อยู่ใน ทวีปเอเชีย ทั้งในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมีผู้นับถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทย

ผู้นับถือศาสนาพุทธที่ได้บวชเพื่อศึกษาและฝึกฝนตามคำสอนเพื่อความหลุดพ้นจะเรียกว่า พระภิกษุสงฆ์ (ชาย) และ พระภิกษุณีสงฆ์ (หญิง) ส่วนผู้นับถือที่ไม่ได้บวชจะเรียกว่าฆราวาส หรือ อุบาสก (ชาย) / อุบาสิกา (หญิง) โดยเมื่อรวมบุคคลสี่ประเภทคือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จะเรียกว่า พุทธบริษัท 4 อันหมายถึง พุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ พุทธสาวก อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือ ร่วมกันศึกษา และร่วมกันรักษาพุทธศาสนาไว้
บันทึกการเข้า




นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน, 2551, 09:29:55 »

คัดลอกจาก ?คำถาม-คำตอบ เรื่องน่ารู้ทางพระพุทธศาสนา? โดย ผศ.รท.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ

พระพุทธศาสนามีนิกายใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นแม่แบบของนิกายอื่นๆ อยู่ ๒ นิกายด้วยกัน คือ
๑) นิกายหินยาน
๒) นิกายมหายาน

นิกายหินยาน มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นิกายเถรวาท และทักษิณนิกาย เหตุที่เรียกว่า นิกายเถรวาท เพราะพระในนิกายนี้ถือปฏิบัติตามหลักคำสอนที่สืบต่อกันมาโดยพระเถระตั้งแต่ครั้งที่ทำปฐมสังคายนา (สังคายนาครั้งที่ ๑) ซึ่งถือว่าเป็นพระเถระที่ได้มีชีวิตอยู่ทันเห็นพระพุทธเจ้าและได้รักษาคำสอนพระพุทธเจ้าไว้ตามรูปแบบที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้
ต่อมานิกายนี้ได้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทักษิณนิกาย แปลว่า นิกายฝ่ายใต้ หมายความว่า เป็นนิกายของพระภาคใต้

นิกายหินยานได้แตกสาขาออกมาอีกในเวลาต่อมารวมกันเป็น ๑๘ นิกาย และในปีพุทธศักราช ๒๑๘ ปี หลังจากทำตติยสังคายนาแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้จัดส่งพระธรรมทูตออกไปประกาศพระศาสนา ๙ สายด้วยกัน เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาได้เจริญแพร่หลายไปในประเทศต่างๆ ที่เห็นเด่นชัด คือ ในประเทศลังการวมทั้งประเทศไทยและประเทศในแถบอินโดจีนคือ ลาว เขมร พม่าก็รวมอยู่ด้วย
พระพุทธศาสนาที่เจริญแพร่หลายอยู่ในประเทศดังกล่าวมานี้ล้วนเป็นพระพุทธศาสนาประเภทเถรวาททั้งสิ้น

นิกายมหายาน มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นิกายอาจริยวาท เพราะพระในนิกายนี้ถือปฏิบัติตามคำสอนของอาจารย์ในแต่ละสำนักเป็นหลักและแก้ไขพระวินัยให้สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นเหตุการณ์และตามความประสงค์ของตนเองได้ โดยยึดถือพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้เมื่อครั้งใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า ?หากสงฆ์ประสงค์จะถอนสิกขาบทเล็กน้อยก็ให้ถอนได้? เพราะฉะนั้น ในนิกายนี้จึงมีการแก้ไขพระวินัยหลายข้อด้วยกัน และบางสาขาในนิกายนี้แก้ไขพระวินัยถึงขนาดที่ว่า พระมีครอบครัวได้
ต่อมา นิกายนี้ได้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อุตตรนิกาย แปลว่า นิกายฝ่ายเหนือ หมายความว่า เป็นนิกายที่แพร่หลายขึ้นไปในแถบภาคเหนือของอินเดีย คือ กำหนดเอาตั้งแต่แคว้นปัญจาปขึ้นไปจนกระทั่งถึงบริเวณพื้นที่ที่เป็นประเทศอาฟกานิสถานในปัจจุบัน

นิกายมหายานได้เจริญแพร่หลายอยู่ในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และปัจจุบันได้รับความนิยมกว้างขวางอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีระเบียบปฏิบัติที่ไม่เคร่งครัดมากเกินไป

(หมายเหตุ ในเมืองไทยเรา ก็มีพระพุทธศาสนานิกายมหายานเหมือนกัน และปัจจุบันได้แบ่งออกเป็น ๒ นิกาย คือ ๑. อนัมนิกาย (ญวน หรือเวียดนาม) และ ๒. จีนนิกาย)

อย่างไรก็ตาม นิกายทั้งสองนี้ แม้จะมีข้อวัตรปฏิบัติและพิธีกรรมของพระและฆราวาสแตกต่างกันบ้าง แต่เมื่อพูดถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็มุ่งพระนิพพานเป็นจุดสูงสุดเหมือนกัน และนับถือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเช่นเดียวกัน

ได้กล่าวไว้แล้วว่า ในเมืองไทยเรานับถือพระพุทธศาสนานิกายหินยาน และปัจจุบันได้แบ่งออกเป็น ๒ นิกาย คือ
๑. มหานิกาย
๒. ธรรมยุติกนิกาย

ซึ่งนิกายทั้งสองนี้เรานิยมเรียกพระแต่ละนิกายว่า พระมหานิกาย พระธรรมยุต นิกายทั้งสองนี้มีวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกันบ้างเพียงเล็กน้อย จนเกือบจะกล่าวได้ว่าไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลยไม่ว่าจะเป็นในด้านวินัยบัญญัติ หลักธรรม ที่สำคัญพระในนิกายทั้งสองยังสามารถปฏิบัติศาสนพิธีร่วมกันได้ โดยยึดถือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาร่วมกัน

ส่วนในด้านการปกครอง สมเด็จพระสังฆราช (จากนิกายไหนก็ได้) ทรงดำรงอยู่ในฐานะเป็นประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์
ข้อเพิ่มเติม นิกายหินยาน นั้นในทางวิชาการเรามักจะไม่ค่อยใช้กัน เพราะถือว่าเป็นคำดูถูกที่นิกายมหายานยัดเยียดให้นิกายหินยาน เพราะคำว่า หิน (อ่าน หิ-นะ) หมายถึง ต่ำช้า เลวทราม สาเหตุเพราะมุ่งความบริสุทธิ์เฉพาะตัวเป็นหลักก่อนจึงค่อยสอนผู้อื่น แต่นักปราชญ์ฝ่ายหินยานก็เลี่ยงเสียใหม่ แปล หิน ว่า เล็ก เพราะฉะนั้น หินยาน จึงแปลว่า ยานเล็ก หมายความว่า ขนสัตว์ไปนิพพานได้น้อยกว่า ส่วน มหายาน แปลว่า ยานใหญ่ หมายความว่า ขนสัตว์ไปนิพพานได้มากกว่า มหายานท่านว่าอย่างนี้ จะจริงเท็จแค่ไหนก็ต้องปฏิบัติดู

จาก... วารสาร พ.ส.ล. ปีที่๓๙ ฉบับที่ ๒๕๖ กรกฎาคม ? กันยายน ๒๕๔๙
http://anamnikay.is.in.th/?md=webboard&ma=showtopic&id=126
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน, 2551, 09:30:35 »

พุทธศาสนา สอน "อริยสัจ 4" หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ที่ทำให้เราเข้าใจปัญหาและความทุกข์ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ สมุทัย ความดับแห่งทุกข์ หรือ นิพพาน นิโรธ และวิถีทางอันประเสริฐที่จะนำให้ถึงความดับทุกข์ มรรค ซึ่งความจริงเหล่านี้เป็นสัจธรรมอันจริงแท้ของชีวิตและกฎธรรมชาติที่ตั้งอยู่โดยเหตุปัจจัยปรุงแต่งที่ทำให้เกิดทุกข์ ดังนั้น
เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา หรือ แก่นของพระพุทธศาสนา คือ นิพพาน หรือ ความหลุดพ้นแห่งใจอันกิเลสไม่กลับกำเริบ พ้นไปจากสังสารวัฏ พ้นจากความทุกข์ เป็นอิสระจากพันธนาการทุกอย่าง เป็นความสุขสูงสุด เนื่องธรรมดาของสัตว์โลกมีปกติทำความชั่วมากโดยบริสุทธิใจในความเห็นแก่ตัว ทำดีน้อยซึ่งไม่บริสุทธิใจซ้ำหวังผลตอบแทนจึงมีปกติรับทุกข์มากกว่าสุข ดังนั้นถ้าเป็นผู้มีปัญญาหรือเป็นพ่อค้าที่ฉลาดยอมรู้ว่าขาดทุนมากกว่าได้กำไร และสุขที่ได้เป็นเพียงมายา ย่อมปรารถนาในพระนิพพาน
หลักคำสอนสำคัญของศาสนา ได้แก่ โอวาทปาติโมกข์ คือ " การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี การทำจิตให้ผ่องใส" และการดำเนินทางสายกลางโดยมรรค 8
คำสอนสำคัญโดยลำดับตามแนวอริยสัจ

1. ลักษณะของความทุกข์ ได้แก่ ไตรลักษณ์ พุทธศาสนาได้สอนให้เข้าใจถึงเหตุลักษณะสากลแห่งสรรพสิ่งที่เป็นไปตามกฎ ไตรลักษณ์ อันได้แก่ อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้ มีอันต้องแปรปรวนไป) ทุกขัง (ความทนอยู่อย่างเดิมไม่ได้) อนัตตา (ความไม่มีแก่นสารอะไรให้ถือเอาเป็นตัวตนของใครๆ ได้อย่างแท้จริง) และได้ค้นพบว่า นอกจากการ แก่ เจ็บ และตาย เป็นทุกข์(ซึ่งมีในหลักคำสอนของศาสนาอื่น) แล้ว ยังสอนว่า การเกิดก็นับเป็นทุกข์

2. เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ อวิชชา ปฏิจจสมุปบาท สังสารวัฏ กรรม และ กฎแห่งกรรม พุทธศาสนา สอนว่า ความทุกข์ ไม่ได้เกิดจากสิ่งใดดลบันดาล หากแต่มีรากเหง้ามาจากความไม่รู้หรือ อวิชชา ทำให้มี การเกิด ของสรรพสิ่ง และมีความเชื่อมโยงของการเกิด อุปาทาน กรรม เหตุ และผล ต่อเนื่องกันไป ตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท กล่าวโดยย่อว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ต่างมีเหตุให้เกิด เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นผลก็เกิดขึ้นตาม เมื่อเหตุนั้นไม่มีอีกแล้วผลก็ดับไป ส่วนการเวียนว่ายตายเกิดของจิตวิญญาณทั้งหลายนับชาติไม่ถ้วน ผ่านไประหว่าง ภพภูมิ (มิติต่างๆ ตั้งแต่เลวร้ายที่สุดไปจนถึงสุขสบายที่สุด) นี้เรียกว่า สังสารวัฏ สำหรับการเวียนว่ายของจิตวิญญาณมีเหตุมาจาก "อวิชชา" คือความที่จิตไม่รู้ถึงความเป็นจริง ไปหลงยึดเอาว่าสิ่งต่างๆ มีตัวตน ซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งหลาย กำลังที่ส่งผลให้เกิดสิ่งต่างเหล่านี้เป็นไปตาม กฎแห่งกรรม - กรรม คือการกระทำทุกอย่างทั้งทางกาย วาจา และใจ ที่มีเจตนาสั่งการโดยจิตของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าเป็นการกระทำที่ดี (บุญ/กุศล) หรือไม่ดี (บาป/อกุศล) หรือกลางๆ อันทำให้มีผลของการกระทำตามมา โดยผลของการกระทำจะไม่สูญหายไปไหน แต่รอเวลาที่จะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับการกระทำนั้นๆ สะท้อนกลับมาหาผู้กระทำเสมอ โดยไม่สามารถนำบุญกับบาปมาหักล้างกันได้โดยตรง กฎแห่งกรรมนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดความเป็นไปของแต่ละจิตวิญญาณในสังสารวัฏ

3. ความดับทุกข์ (นิโรธ) คือ นิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของศาสนา

4. วิถีทางดับทุกข์ คือ ทางออกไปจากสังสารวัฏมีทางเดียว คือการดำเนินตามเส้นทางอริยมรรค โดยยึดทางสายกลาง มัชฌิมปฏิปทา และโอวาทปาติโมกข์ มาใช้ 3 ประการคือ

ละเว้นอกุศล (ความไม่ฉลาด) ทางกาย วาจา จิตใจ โดยการรักษา ศีล
หมั่นสร้างกุศล (ความฉลาด) ทางกาย วาจา จิตใจ โดยการเจริญ พรหมวิหาร เป็นต้น
ฝึกจิตให้หลุดพ้น (จากความไม่รู้สัจจธรรม ที่พันธนาการจิตไว้) โดยการเจริญสติปัฏฐาน 4 เป็นต้น
พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมประจำใจเพื่อให้ตนและสังคมดำรงชีวิตได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ ประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ เมตตา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข) กรุณา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) มุทิตา (ความยินดีที่ผู้อื่นประสบความสุขในทางที่เป็นกุศลหรือประกอบเหตุแห่งสุข) อุเบกขา (การวางจิตเป็นกลาง การมีเมตตา กรุณา มุทิตา เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าตนไม่สามารถช่วยเหลือผู้นั้นได้ จิตตนจะเป็นทุกข์ ดังนั้น ตนจึงควรวางอุเบกขาทำวางใจให้เป็นกลาง และพิจารณาว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมที่ได้เคยกระทำไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม กรรมนั้นย่อมส่งผลอย่างยุติธรรมตามที่เขาผู้นั้นได้เคยกระทำไว้อย่างแน่นอน รวมถึงการให้อภัยผู้อื่น)

สติปัฏฐาน 4 เป็นวิธีฝึกฝนจิตเพื่อให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ โดยเฉพาะเจาะจงแล้วหมายถึงมรรคองค์ที่ 7 คือสัมมาสติ

อีกนัยหนึ่งเมื่อจำแนกตามลำดับขั้นตอนคือ

ศีล (ฝึกกายและจิตให้ละเว้นจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น)
สมาธิ (ฝึกความตั้งมั่นของจิต และทำสติให้รับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง)
ปัญญา (ให้จิตพิจารณาตามความเป็นจริง จนกระทั่งทำลายอวิชชาความไม่รู้ และทำจิตให้เป็นอิสระจากมายาของโลก)
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน, 2551, 09:31:54 »

ความคล้ายคลึง และ ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง นิกายมหายานและเถรวาท :-

ข้อคล้ายคลึงกันของนิกายทั้งสอง เราพอสรุปได้เป็นหลักใหญ่ ๆ ๔ ประการคือ

๑. จุดมุ่งหมายปลายทางของทั้งสองนิกายเหมือนกันคือวิมุติ
๒. คำสอนทั้งสองนิกายเป็นประโยชน์แก่สังคมของมนุษย์ในด้านศีลธรรม และ จรรยา
๓. ทั้งสองนิกายสอนในเรื่องกฏแห่งกรรม
๔. ทั้งสองนิกายต่างยอมรับเรื่องความไม่จำกัดสรรพสิ่ง คือ ไม่มีเริ่มต้น ไม่มีสิ้นสุด
ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ

ส่วนข้อแตกต่างกันของนิกายทั้งสองที่สำคัญที่สุดคือ
เถรวาทมุ่งอรหัตภูมิ โดยถือคติว่าก่อนจะให้คนอื่นรู้ ตนต้องรู้ก่อน ก่อนจะช่วยคนอื่นได้ ตนต้องช่วยตนเองให้ได้ก่อน มิฉะนั้นจะนำอะไรไปสอนไปช่วยเขา
ส่วนมหายานมุ่งพุทธภูมิ คือ ต้องบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ก่อน เพื่อช่วยคนอื่นก่อนช่วยตัวเอง ยอมรับทุกข์ เพื่อสุขของคนอื่น

ที่มา : คัดบางส่วน จากหนังสือ ดอกโมกข์ ฉบับพิเศษ กระทู้ใน http://www.buddha-dhamma.com  ผู้แสดงความคิดเห็น ศิวาลัย 16/04/2008   

ศาสนาพุทธฝ่ายเถรวาท เกิดขึ้นในดินแดนสยามเมื่อใด

ในจารึกของพระเจ้าอโศก (Radhagovindha Basak,1959) ในพุทธศตวรรษที่ 3 ไม่เคยกล่าวถึงการส่งสมณทูตายัง"สุวรรณภูมิ"เลย ( ซีเรีย อียิปต์ ไอโอเนียน แอฟริกาเหนือ อานธระ โจฬะ ปาณฑยะ ตามรปารณี (ลังกา)

แต่การ"อ้าง"ส่งสมณะทูตมาสุวรรณภูมิ ( ที่ใช้กันในประเทศไทยปัจจุบัน) มาจาก"คัมภีร์มหาวงศ์"ของลังกา (พุทธศตวรรษที่ 10 - 11)

ศาสนาพุทธ เริ่มต้นจาก ลัทธิเถรวาท หรือสถวีรวาทิน หรือ (นิกายฝ่ายใต้ - สายตรง) กับมหาสังฆิกะ (นิกายฝ่ายเหนือ) ที่มีการปรับปรุงรายละเอียดแล้ว (ในพุทธศตวรรษที่ 1)

ทั้งสองนิกายเริ่มต้น ล้วนมีความเหมือนกันในข้อพระธรรม แต่แตกต่างกัน ใน พุทธลักษณะและพระวินัยบัญญัติ

ฝ่ายเถรวาท(หินยาน) มองพระพุทะเจ้าเป็นคนธรรมดา ฝ่ายมหาสังฆิกะ มองไม่ธรรมดา มีกายทิพย์ ลัทธินี้จึงพัฒนาการมาเป็นลัทธิมหายานในภายหลัง

ทั้งสองเผยแพร่เข้าสู่สุวรรณณภูมิ ด้วยกัน พร้อมกัน แต่รายละเอียดของประติมานวิทยาแตกต่างกัน
******

พัฒนาการพุทธศาสนา

สมัยประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ( พุทธศตวรรษที่ 10 -19 )
? ลัทธิหินยานนิกายมหาสังฆิกะและนิกายมูลสรรวาสติวาท ( พุทธศตวรรษที่ 11 - 13 )
? ลัทธิมหายาน ( พุทธศตวรรษที่ 11 - 16 )
? นิกายสุขาวดี (พุทธศตวรรษที่ 9 )
? ลัทธิหินยาน นิกายเถรวาท ( พุทธศตวรรษที่ 13 - 15 )
? นิกายวัชรยาน จากอินเดีย ชวา และจาม ( พุทธศตวรรษที่ 14 - 16 )

ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 ลงมา
? ลัทธิหินยานนิกายเถรวาท จากลังกา (นิกายลังกาวงศ์ และนิกายสิงหลภิกขุ พุทธศตวรรษที่ 20 - 22 )
? ศาสนาอิสลาม ( พุทธศตวรรษที่ 19 - 23 )
? คริสต์ศาสนา สมัยอยุธยาช่วงแรก ( คาทอลิกจากโปตุเกส พุทธศตวรรษที่ 20 - 22 )
? คติพุทธศาสนา นิกายสยามวงศ์ (พุทธศตวรรษที่ 21 - 24 )
? คริสต์ศาสนา สมัยอยุธยาตอนกลาง ( โปแตสแตนท์จากอังกฤษและฮอลันดา พุทธศตวรรษที่ 21 )
? คริสต์ศาสนาสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ( นิกายเยซูอิด จากสำนักวาติกัน ฝรั่งเศส พุทธศตวรรษที่ 22)
? คริสต์ศาสนาสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ( นิกายโปแตสแตนท์ จากคณะมิชชันนารีอเมริกัน สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศตวรรษที่ 23 )
? พุทธศาสนานิกายธรรมยุตินิกาย สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
? ศาสนาสิกข์ ในพุทธศตวรรษที่ 24

สรุป จากหลักฐานทางวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ทวารวดี อู่ทอง พุกาม(โบก์ถโน) ศรีเกษตร สะเทิม มีหลักฐาน พราหมณ์ฮินดู พุทธศาสนาทั้งสองสาย คือหินยาน(เถรวาท)และนิกายสาขาและมหายาน แต่ยังไม่มีวัชรยาน
สุโขทัย มีพราหมณ์ฮินดู วัชรยาน(วัดพระพายหลวง ศรีสวาย) และหินยาน(เถรวาท ลังกาวงศ์ สิงหลภิกขุ?)
ในสมัยอยุธยา มีพราหมณ์ฮินดู มหายาน วัชรยาน หินยาน (เถรวาท ลังกาวงศ์ สิงหลภิกขุ) สยามวงศ์
สุพรรณบุรี - อู่ทอง มีหลักฐาน พราหมณ์ฮินดู พุทธศาสนาทั้งสองสาย คือหินยาน(เถรวาท)และนิกายสาขาและมหายาน แต่ยังไม่มีวัชรยานตันตระ

คัดลอกบางส่วนจากความเห็นคุณวรณัย  27 กรกฎาคม 2550 http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=voranai&group=7&month=07-2007&date=27   
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน, 2551, 09:32:51 »

ถ้าจะดูว่านิกายใดเคยเฟื่องฟูมาแล้วบ้าง ณ สุวรรณภูมิ ในอดีตก็สามารถดูได้จากศิลปกรรมดังนี้
  พระพุทธรูปสมัยต่างๆ
พุทธศาสนาและศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ ก่อให้เกิดศิลปของโบราณวัตถุและโบราณสถาน ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ทั้งที่มีมาก่อนที่ชนชาติไทยจะเข้ามาครอบครองดินแดนส่วนนี้ และหลังจากที่ ชนชาติไทยได้ครอบครองแล้ว จากหลักฐานทางโบราณคดีพอจะแบ่งออกได้เป็น ๔ ยุคด้วยกัน คือ

ยุคแรก เป็นลัทธินิกายหินยานอย่างเถรวาท
ยุคที่สอง เป็นลัทธินิกายมหายาน
ยุคที่สาม เป็นลัทธินิกายหินยานแบบพุกาม
ยุคที่สี่ เป็นลัทธินิกายลังกาวงศ์
พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในประเทศไทย จะผันแปรไปตามยุค และลัทธินิกายดังกล่าวข้างต้น

คัดลอกจาก: http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?PHPSESSID=45ee048a649e701f8b0f0e0138bcf030&topic=7984.msg49727#msg49727

ความเป็นไปของพุทธศาสนา...2

แต่ในครั้งนั้นเชื่อกันว่า...มีการจารึกไม่ใช่ภาษาบาลีแต่เป็นภาษาปรากริต

เมื่อพระเจ้ากนิษกะหรืออโศกมหาราชแห่งมหายานได้จัดทำสังคายนาแล้วจารึกลงในแผ่นทองแดง  พร้อมสร้างหีบศิลาบรรจุไว้ในสถูปเฉพาะ  ต่อมาก็เกิดมีท่านนาคารชุน  พระภิกษุผู้สร้างลัทธิมัธยามิกศูนยวาท ? โพธิสัตวยาน ? ตรีกาย นั้นเอง

ในสมัยพระเจ้าวิกรมาทิตย์  ราว  พ.ศ. 1000 ปีเศษ  ก็มี 2 พี่น้อง  คือ  ท่านอสังคะ  และท่านวะสุพันธุ์  ได้สร้างลัทธิวิชาฌานวาท  หรือ โยคาจาร  โดยได้แต่งเป็นภาษาสันสกฤตชื่อ  คัมภีร์โยคะ

เมื่อมหายานเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ก็หลอมรวมเข้ากับศาสนาเต๋าและขงจื๊อ  พอเข้าไปสู่ญี่ปุ่นก็รวมเข้ากับศาสนาชินโต

 เงาของการแยกนิกายเริ่มจากพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว 7 วัน  ขณะพระมหากัสสปะและลูกศิษย์ 500 รูปพักอยู่ระหว่างหลังเดินทางมาจากเมืองปาวา  ก็เห็นอาชีวกผ่านไปในมือถือดอกมณฑารพ  จึงรู้ว่าพระพุทธเจ้านิพพานแล้วพากันร้องไห้  มีพระชราชื่อสุภัททะ  ห้ามปรามว่า  อย่าร้องไห้เลย  ต่อไปไม่มีใครมาสอนเราให้ทำโน้นนี่แล้วละ  ปรารภเหตุนี้หลังพุทธปรินิพพานได้ 3 เดือน  พระมหากัสสปะจึงนำประชุมทำสังคายนาทีพระ 500 รูป  ที่ถ้ำสัตตบัณณคูหา  กรุงราชคฤห์  พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้อุปัฏถ้มภ์  ได้มาเป็นคัมภีร์พระไตรปิฎก  ( พระวินัย  21,000- พระสูตร 21,000 ? พระอภิธรรมปิฎก 42, 000   = 84 , 000  พระธรรมขันธ์ )เป็นเล่มได้ 45 เล่ม โดยจดจำเป็นมุขปาฐะ

 แต่ในครั้งนั้นเชื่อกันว่า...มีการจารึกไม่ใช่ภาษาบาลีแต่เป็นภาษาปรากริต  ซึ่งเป็นภาษาแคว้นมคธที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ขณะยังทรงพระชนม์อยู่นั้นเอง

คัดลอกบางส่วนจากบทความคุณ umi ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ http://gotoknow.org/blog/kohyor/187974

เพราะไม่รักษาคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้าไว้ มหายานจึงต่างกันเอง  ห่างไกล ยิ่งกว่าต่างจากเถรวาทอย่างไทย ความจริงการชำระสะสางแยกกันชัดเจนระหว่างเถรวาทกับมหายานนั้น ได้มีมานานแล้วตั้งแต่ก่อน เกิดเป็นมหายานด้วยซ้ำไป หมายความว่า ก่อนจะมีนิกายมหายานนั้นมีความคิดเห็นแปลกแยกออกไป ซึ่งใน ระยะแรก เรียกว่ามหาสังฆิกะ แล้วจึงพัฒนาขึ้นมาเป็นมหายานภายหลัง การชำระสะสางความคิดเห็นแปลกแยกเหล่านี้ทางฝ่ายเถรวาทได้ชี้แจงแสดงไว้ชัดเจนแล้ว ตั้งแต่สังคายนา ครั้งที่ 3 ที่พระเจ้าอโศกมหาราชเป็น องค์อุปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 235 พระไตรปิฎกภาษาสันสกฤตก็ดี จีนก็ดี ทิเบตก็ดี หรือภาษาอะไรอื่นก็ดีที่นอกบาลีทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นของมหายาน หรือสืบเนื่องต่อมาหลังสังคายนาครั้งที่ 4 (ทางมหายานถือว่าเป็นครั้งที่ 3) ที่เมืองบุรุษปุระ ทาง ตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย เมื่อ พ.ศ. 643 ซึ่งเป็นการสังคายนาของนิกายสรวาสติวาทิน มหายานยอม รับ การสังคายนาครั้งนี้ ต่อมานิกายสรวาสติวาทิน สาบสูญไปแล้ว แต่มหายานพัฒนาต่อมาโดยใช้คัมภีร์ภาษา สันสกฤตอย่างเดียวกับนิกายสรวาสติวาทิน   คัมภีร์พระไตรปิฎกสันสกฤตเป็นของเกิดภายหลังจาก พระไตรปิฎกภาษาบาลีที่เป็นของดั้งเดิม การ ชำระสะสางก็ดี การรู้ความแตกต่างกันนั้นก็ดี เป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่ก่อนแล้ว หมาย ความว่า พระเถระที่รวบรวมจัดทำสังคายนาพระไตรปิฎกบาลีของเถรวาทนั้น ท่านรู้ความแตกต่างอยู่ก่อนแล้ว และท่านได้สะสางไว้เสร็จแล้ว เราจึงไม่ควรจะนำกลับไปปะปนกันอีก

ยิ่งพระไตรปิฎกจีนด้วยแล้ว ก็เกิดสืบเนื่องจากพระไตรปิฎกฉบับสันสกฤตนั้นอีกต่อหนึ่ง พระไตรปิฎก จีนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในอินเดีย แต่เกิดขึ้นในประเทศจีน เพราะฉะนั้นก็ห่างหลังฉบับภาษาสันสกฤตออกไปอีก เท่าที่นักประวัติศาสตร์สืบทราบได้ พระพุทธศาสนาที่เข้าไปสู่ประเทศจีนอย่างจริงจังนั้น ได้เริ่มเมื่อ ประมาณ พ.ศ. 608 เมื่อพระเจ้ามิ่งตี่ หรือเม่งตี่ ทรงส่งทูต 18 คนไปสืบพระพุทธศาสนาในประเทศตะวันตก คือ อินเดีย หรือชมพูทวีป ในครั้งนั้นพระกาศยปะ มาตังคะที่เข้ามาประเทศจีนจากประเทศอินเดีย ได้แปลพระสูตร พุทธวัจนะ 42 บท ที่ฝรั่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า The Sutra of Forty-two Sections ขึ้นเป็นสูตรแรก ต่อมาอีกนานจึงมีการแปลคัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาสันสกฤตเป็นจีนอย่างจริงจังประมาณปี พ.ศ. 944 เมื่อพระกุมารชีวะจากแคว้นกูจา ในเอเชียกลาง มาถึงนครเชียงอานแล้วได้แปลคัมภีร์ออกมาส่วนหนึ่ง ต่อจาก นั้นเหตุการณ์ใหญ่อีกครั้งหนึ่งก็คือสมัยราชวงค์ถัง เมื่อหลวงจีนที่เรารู้จักกันดี คือพระถังซำจั๋ง หรือหลวงจีนเหี้ยน จัง หรือยวนฉาง ได้ไปสืบพระไตรปิฎกในไซที คือแคว้นตะวันตก หรือดินแดนตะวันตก ซึ่งหมายถึงชมพูทวีป ใน พ.ศ. 1172 แล้วกลับมาถึงเมืองจีนเมื่อ พ.ศ. 1188 คือเกือบ พ.ศ. 1200 และได้แปลพระสูตรภาษาสันสกฤตที่นำ มาจากอินเดียเป็นภาษาจีน ส่วนพระไตรปิฎกภาษาทิเบตก็เช่นเดียวกัน เพิ่งแปลมาจากภาษาสันสกฤตหลัง พ.ศ. 1160 เพราะว่า พระพุทธศาสนาเพิ่งเข้าสู่ทิเบตในช่วง พ.ศ. 1160 นั้น เมื่อกษัตริย์ทิเบตอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเนปาลและเจ้าหญิงจีน ที่นับถือพระพุทธศาสนา พระไตรปิฎกมหายานที่เป็นหลัก ก็มีของจีนกับของทิเบตเท่านี้ ส่วนพระไตรปิฎกมหายานนอกจากนี้ ก็ถ่ายทอดต่อจากจีน-ทิเบตไปอีก อย่างของเกาหลี1 และญี่ปุ่นเป็นต้น หรือไม่ก็เป็นเพียงกระเส็นกระสาย มีนิดๆ หน่อยๆ หาเป็นชิ้นเป็นอันได้ยาก

ที่น่าเสียดายก็คือ พระไตรปิฎกฉบับภาษาสันสกฤตที่เป็นต้นเดิมของมหายานนั้น ได้สูญหายไปแทบหมดสิ้น แม้จะกลับไปพบที่ฝังหรือเก็บใส่สถูปเจดีย์ไว้ ก็อยู่ในสภาพกระจัดกระจายหรือแหว่งวิ่น พระไตรปิฎกเดิมของสันสกฤต เกิดหลังบาลีอยู่แล้ว ยังมาสูญหายไปเสียอีก พระไตรปิฎกฉบับภาษาจีนและทิเบตที่แปลต่อจากฉบับสันสกฤตนั้น ก็เลยแทบไม่มีต้นฉบับเดิมที่จะตรวจสอบ การที่จะสืบหาคำสอนเดิมที่แท้แปลให้ตรงจริงจึงเป็นไปได้ยาก ดังเช่นพระไตรปิฎกของจีนนั้น บางเรื่องเป็นพระสูตรเดียวกัน แต่เมื่อไม่ มีฉบับภาษาสันสกฤตที่เป็นตัวเดิม ก็เลยรวมเข้าชุดโดยเอาทั้งฉบับแปลของพระกุมารชีวะ (ราว พศ. 944) และ ฉบับแปลของหลวงจีนเหี้ยนจัง (ราว พศ. 1188) เพิ่มความใหญ่โตให้แก่พระไตรปิฎกของมหายาน เป็นอันว่า พระไตรปิฎกของมหายาน ตั้งแต่ฉบับใหญ่ของจีนและทิเบต ตลอดจนฉบับภาษาอื่นๆ ที่มี กระเส็นกระสาย ไม่ว่าจะพบที่ไหน เราก็พูดได้ชัดเจนว่าเป็นของที่เกิดทีหลัง และเมื่อมองในแง่ของการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็อยู่ในสภาพง่อนแง่น นอกจากสืบหาพุทธพจน์ได้ยากแล้ว ก็ยังเป็นส่วนที่แต่งใหม่ใส่พระโอษฐ์เข้าไปอีก ต่างจากพระไตรปิฎกบาลีของเถรวาทที่นอกจากเป็นของดั้งเดิมก่อนกว่าแล้ว ก็ยังมีประวัติการรักษาสืบต่อมาอย่างมั่นคง ดังที่ปราชญ์พุทธศาสนาไม่ว่าที่ไหนๆ ไม่ต้องพูดถึงตัวเราเอง แม้ถึงตะวันตกและประเทศมหายานเองก็ยอมรับทั่วกัน

การที่เราเจอพระไตรปิฎกอื่น ๆ นั้นก็เป็นข้อดีใน 2 ประการ คือ
ประการที่ 1 จะได้รู้ว่าเรื่องนั้นๆ ทางมหายานสอนว่าอย่างไร และเมื่อพูดถึงมหายานก็ต้องแยกนิกาย ด้วยว่า นิกายไหนของมหายานสอนไว้ว่าอย่างไร แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะเอามาปะปนกัน (มหายานด้วยกันเอง เขาก็ไม่ยอมให้ต่างนิกายมาปนกับเขา) แต่เอามาเทียบเพียงให้รู้ว่า ในเรื่องนี้ เช่น นิพพาน ทางเถรวาทสอนว่า อย่างนี้ มหายานนิกายนี้สอนว่าอย่างนี้ มหายานนิกายนั้นสอนว่าอย่างนั้น เพราะนิกายมหายานนั้นแตกแยกกัน ออกไปมาก ตามคำสอนของอาจารย์ในแต่ละนิกาย ดังที่เรียกชื่อมหายานอีกอย่างหนึ่งว่า อาจารยวาท (บาลีว่า อาจริยวาท) มหายานเองก็ไม่ลงกัน เราควรจะปล่อยให้มหายานเถียงกันดีกว่าที่จะไปเถียงด้วย ถ้าเราเอาคำสอน มหายานจากพระไตรปิฎกมหายานเข้ามาละก็จะยุ่งกันใหญ่ เพราะมหายานเองก็ยุ่งกันอยู่แล้ว

ประการที่ 2 ยิ่งค้นพบพระไตรปิฎกในประเทศอื่น ๆ มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการช่วยย้ำให้เราได้หลักฐาน มายืนยันเรื่องราวที่พระไตรปิฎกบาลีของเราได้บันทึกไว้ชัดเจนก่อนตั้งแต่ พ.ศ. 235 แล้วว่าท่านได้ชำระสะสาง นิกายแตกแยกแปลกปลอมทั้งหลาย แสดงว่าลัทธิเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง ๆ ดังหลักฐานที่ได้ค้นพบภายหลังเหล่านั้น

คัดลอกมากจากหนังสือของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)  โดย คุณปติพล http://www.dhammathai.org/webboard/view.php?No=6094   
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: