Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 มิถุนายน, 2562, 20:01:04

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ‘กล่อม ชูแก้ว’ นักหุ้มโพนผู้สืบอารยะแห่งเมืองลุง  (อ่าน 2012 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« เมื่อ: 01 กุมภาพันธ์, 2555, 20:13:18 »



‘กล่อม ชูแก้ว’ นักหุ้มโพนผู้สืบอารยะแห่งเมืองลุง







‘หนักแน่น และก้องกังวาน’ คงเป็นคำจำกัดความขนาดย่อมที่อธิบายถึงคุณลักษณะจำเพาะของ ‘โพน’ เครื่องดนตรีคู่เมืองพัทลุง(ลักษณะคล้ายกลองทัด)ได้เป็นอย่างดี ซึ่งคนในยุคสมัยใหม่อาจจะไม่รู้จักโพนเลยก็เป็นได้ หากไม่มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาและสืบสานการหุ้มโพนไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน


แม้เดินทางมาถึงช่วงอายุ 64 ปี แต่ ‘กล่อม ชูแก้ว’ หรือ ลุงกล่อม นักหุ้มโพนมือทองแห่งเมืองพัทลุง ก็ยังไม่โรยแรงไปตามอายุขัย มิหนำซ้ำยังเป็นกระบอกเสียงสำคัญเผยแพร่ความรู้ความสามารถของตนแก่ผู้สนใจอีก สำหรับสถานที่ในการหุ้มโพนนั้นคุณลุงก็ใช้บ้านใต้ถุนยกสูงใน ต.ปรางหมู่ อ.เมือง จ.พัทลุง ไว้เป็นแหล่งแสดงชิ้นงาน ซึ่งแต่ละขั้นตอนนั้นต้องใช้ความประณีต ความอดทน และความพยายามเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว

จากเด็กหนุ่มแรกรุ่นที่คอยเฝ้ามองผู้เป็นญาติคลุกคลีกอยู่ในแวดวงการผลิตโพน เขาจับจ้องทั้งวิธีการหุ้มโพน ไปจนถึงการตีโพน แน่นอนเลยละว่าเขาไม่ได้ร้องขอผู้เป็นญาติให้พร่ำสอน แต่ใช้วิธีครูพักลักจำ นำกลับมาฝึกฝนด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูกจนในที่สุดก็เอาชนะความไม่รู้ได้แทบหมดสิ้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็มีเพียงเหตุผลเดียวคือ ความรักความผูกพันที่มีต่อเครื่องดนตรีพื้นเมืองอย่าง ‘โพน’


“ลุงใช้ชีวิตอยู่กับโพนมาตั้งแต่อายุ 18 ปี เขาทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทำมาตั้งแต่พัทลุงมีวัด ตั้งแต่ก่อนลุงเกิด แต่ทางครอบครัวของทางพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนทำ แต่ลุง (พี่ชายแม่) เป็นคนทำ ก็ไปดูไปแล จดจำมาเลยทำได้”

พอหลังจากฝึกฝนจนคล่องมือ นายกล่อมวัยหนุ่มก็เริ่มออกแข่งขันตีโพนด้วยความคึกคะนอง แถมยังได้รับรางวัลชนะเลิศมา 2 ครั้งติดๆ ประมาณปี 2513 - 2514 ซึ่งในจังหวัดพัทลุงจะมีการแข่งโพนมีปีละครั้งโดยจะแข่งขันในช่วงเทศกาลออกพรรษาของทุกปี


“พออายุ 23 ปีก็มาเริ่มตีจริงจัง ก็เริ่มได้รางวัล ตีต่อมาอีก...ก็ได้มาอีกรางวัล ได้รางวัลคือถ้วยเกียรติยศ ไม่มีเงินทอง การตีเมื่อก่อนเพื่อความสนุกสนานเพราะความรักโพน ไปร่วมแข่งทุกปีแต่ ไม่ได้ตีเองให้ลูกหลานตี”

จะว่าไปแล้วการตีโพนนั้นใช้พละกำลังค่อนข้างเยอะ ลุงกล่อม ก็ได้บอกเทคนิคเอาไว้ด้วย


“ต้องมีเวลาออกกำลังกาย ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าเที่ยวเตร่ ฝึกซ้อมกับโพน ตีโพน”


เมื่อพ้นวัยหนุ่ม ลุงกล่อม ก็เริ่มใช้ชีวิตกับครอบครัวแต่ไม่ได้ถึงขั้นหันหลังให้กับโพน ซึ่งเหมือนกับว่าในช่วงนั้น มีภาระอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องคอยดูแล แต่ในที่สุดสายเลือดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักโพน ก็ปะทุแรงบันดาลใจให้ชายผู้กร้านโลกกลับเข้ามาเป็นนักหุ้มโพนอย่างจริงจัง


“พออายุ 55 ปี กลับมาจากคำเรียกร้องของลูกชายที่ช่วงนั้นมีการแข่งขันโพนชิงถ้วยพระราชทานฯ ทีนี้ลูกก็มาขอให้ทำ เขาเองก็จำตั้งแต่บรรพบุรุษที่ดูที่แลมา รักโพนเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้ตีเพราะว่าลูกของลุงยังเป็นเด็ก พอโตก็เลยมาถามลุงว่าพ่อทำโพนเป็นไหม...ผมจะเอาไปแข่ง ก็ได้ทำเป็น ก็เลยจัดการหาไม้มาทำกัน พอทำขึ้นก็มีคนมาซื้อก็เลยขายไป ต้องทำใหม่ให้ลูกแข่งก็ทำมากกว่าเดิม แล้วเขาก็มาซื้อไปอีก ซื้อมากขึ้นๆ”


และก็มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง จุดนี้เองก็เลยทำให้ ลุงกล่อม กลายเป็นนักหุ้มโพนชั้นเลิศ มีผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามาขอซื้อผลิตภัณฑ์โพน ชิ้นดนตรีฝีมือประณีตของเขาเป็นจำนวนมาก


“เขาซื้อไปถวายวัด คือสมัยก่อนไม่มีหอกระจายข่าว ไม่มีการสื่อสาร เขาใช้โพนตีบอกให้ชาวบ้านรู้ว่ามีกิจกรรม ตีเพื่อประชุม ตีเพื่อบอกเหตุร้าย ตีเพื่อจะทอดผ้าป่าทอดกฐิน จิปาถะท่จะตีก็ตีเป็นจังหวะให้ชาวบ้านรู้จะได้ไปช่วยเหลือกัน เป็นธรรมเนียมกัน ซื้อไปไว้หอระฆัง หอสมุด โรงเรียนนาฏศิลป์ก็ซื้อ หน้าเทศกาลขายดีมาก”


เริ่มต้นจากผู้สังเกตการณ์ ผู้เข้าแข่งขันตีโพน นักหุ้มโพน ด้วยประสบการณ์ของลุงกล่อม ยังถูกเชื้อเชิญไปเป็นกรรมการการตัดสินการตีโพน


“โพนดีคนตีไม่ดีไม่ชนะ โพนไม่ดีคนตีดีก็ไม่ชนะ ตีดีต้องมีกำลัง อย่างนักกีฬานักมวยต่อยถ้าไม่มีแรงก็ไม่ชนะ ตีโพนก็เช่นกัน”



ณ วันนี้ ลุงกล่อมได้หุ้มโพนมาแล้ว ประมาณ 500 ลูก หากถามว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นยากไหม...ก็ได้คำตอบอย่างทันท่วงที


มันอยู่ที่ว่าใจรักไม่รัก ถ้าใจรักมันก็ไม่ยาก แต่ไม่รักมันยากทำไม่ได้ ถ้าคนทำไม่เป็นมันยาก เพราะโพนมันมีหลายขั้นตอน และเป็นงานประณีต และต้องอาศัยความขยันต้องหาไม้ หาหลายสิ่งหลายอย่าง”


โพน นั้นจะทำด้วยไม้เนื้อแข็ง คุณสมบัติ เหนียว ไม่แตกง่าย เช่น ไม้ตะเคียน ไม้ตาลโตนด ไม้พะยอม ไม้ขนุน ซึ่งไม้ที่ทำให้โพนเสียงดีมากที่สุด คือ ไม้ตะเคียนทอง

และเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าบ้านของลุงกล่อมเป็นแหล่งผลิตโพนที่มีชื่อเสียงที่สุดจังหวัดพัทลุง โดยโพนจากที่นี่จะถูกส่งไปจำหน่ายทั่วภาคใต้ จนขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางจำหน่ายโพนแห่งปักษ์ใต้
       

อีกมุมเล็กๆ ถึงจะผ่านการทำโพนมาจำนวนมาก แต่ลุงกล่อมก็เล่าว่ามีอยู่ใบหนึ่งที่รู้สึกภูมิใจมากๆ

“ก็คือโพนชื่อ ‘ดาวเหนือ’ ที่ได้รับถ้วยพระราชฐานจากสมเด็จพระเทพฯ เมื่อปี 2548 คือเป็นโพนที่รูปสวย ไม้ดี ทำประณีต และหนังดี”

ปัจจุบันบ้านของลุงกล่อมนั้นถือเป็นศูนย์ถ่ายทอดภูมิปัญญาการหุ้มโพน เป็นการสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่สามารถนำมาปรับใช้ในการดำรงชีพได้เป็นอย่างดี ลุงกล่อม พูดทิ้งท้ายด้วยใบหน้ายิ้มๆ


“ทำไปถึงเมื่อไหร่...ทำจนทำไม่รอด(หัวเราะ)”




……….

เรื่อง / ภาพ : ณ




ที่มาข้อมูลและภาพประกอบ  http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000014315
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: