Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 มกราคม, 2561, 00:14:12

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติความเป็นมาของดนตรีตะวันตก  (อ่าน 119030 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,792
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 19 พฤศจิกายน, 2551, 20:02:16 »

คัดลอกจาก
: มรดกอารยธรรมโลก
: โครงการบริหารวิชาบูรณาการ หมวดวิชาศึกษาทั่วไป
: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
: รองศาตราจารย์ นันทนา กปิลกาญจน์ : ภาควิชาประวัติศาสตร์ : คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ :


จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์สามารถแบ่งยุคประวัติความเป็นมาของดนตรีตะวันตกได้ 6 ยุค ได้แก่ ยุคกลาง ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ยุคบาโรก ยุคคลาสสิค ยุคโรแมนติก และยุคคริสตศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบันมีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทางด้านดนตรีตะวันตกเรื่อยมา อาทิ ทฤษฎีดนตรี โครงสร้างของดนตรี เครื่องดนตรีและวงดนตรีมาตรฐาน เทคนิคการเล่นเครื่องแต่ละชนิด การประสานเสียง และการประพันธ์เพลง เป็นต้น

1. ยุคกลาง (The Middle Ages : ค.ศ. 450 - 1450)


ดนตรียุคกลางส่วนใหญ่เป็นเพลงร้อง เครื่องดนตรีมีหลายชนิด แต่มีบทบาทเพียงแค่ใช้เล่นคลอประกอบการร้องเท่านั้น จากหลักฐานมีโน๊ตเพลงต้นฉบับเพียง 2 ? 3 เพลงเท่านั้นซึ่งเป็นหลักฐานแสดงถึงการประพันธ์เพลงให้กับเครื่องดนตรีบรรเลงเด่นเป็นพิเศษเท่านั้น เมื่อพิจรณาจากภาพเขียนในยุคกลางแล้ว วิเคราะห์ได้ว่ามีการใช้เครื่องดนตรีไม่มากชิ้น คริสต์จักรในยุคกลางยังไม่ให้ความสำคัญกับเครื่องดนตรีมากนัก เพราะถือว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้บรรเลงในการประกอบพิธีกรรมของคนต่างศาสนา ต่อมาประมาณ ค.ศ. 1100 จึงเริ่มมีการใช้เครื่องดนตรีในโบสถ์มากขึ้น โดยใช้ออร์แกน (organ) เป็นหลักในการบรรเลงดนตรีประกอบพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ เพลงร้องในสมัยกลางได้แก่ เพลนซานท์ (plainchant) ออกานุม (organum) โมเทต (motet) และเพลงนอกวัด (secular music) เป็นต้น
เพลนซานต์หรือเพลนซอง (plainsong) เป็นเพลงสวดสำหรับร้องในโบสถ์
เป็นเพลงสวดอย่างเป็นทางการของโบสถ์โรมันคาทอลิกมานานกว่า 1,000 ปีในระหว่างยุคกลางต่อมาเพลงสวดแบบนี้รู้จักกันในชื่อเกรกอเรียนซานต์ (Gregorian Chant) เพราะพระสันตะปาปาเกรกอรี 1 (Pope Gregory 1 : ค.ศ. 590 - 604) เป็นผู้รวบรวมจัดหมวดหมู่เพลงสวดเข้าด้วยกัน ถือกันว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่มีคุณค่ายิ่งของดนตรีตะวันตก พระสันตะปาปาเกรกอรีทรงรวบรวมเพลงเพลนซานต์ไว้ในหนังสือปกงาช้าง หลักฐานดังกล่าวปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภันณฑ์คุนสท์ฮิสทอรอสเซส (Kunsthistorishes Museum) เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย


เกรกอเรียนซานต์มีลักษณะเป็นดนตรีทำนองเดียว กำกับบทสวดภาษละติน
อันศักดิ์สิทธิ์ ขับร้องโดยไม่มีเครื่องดนตรีประกอบแนวทำนองมีช่วงเสียงจำกัดไม่เกินคู่ 5 มีการบันทึกเกรกอเรียนซานต์เป็นโน๊ตเพลงเรียกว่า neumatic notation

ออกานุมคือเพลงสวดประเภทที่มีทำนองมากกว่าหนึ่งแนว (polyphony)
ชนิดแรกของดนตรีตะวันตก ขั้นแรกถูกพัฒนาใน ค.ศ. 700 ? 900 โดยพวกนักบวชได้เพิ่มแนวที่สองลงในเกรกอเรียนซานต์แบบด้นสด (improvisation) แต่มิได้มีการบันทึกไว้เป็นโน๊ต แนวที่เพิ่มเป็นไปในลักษณะคู่ 4 หรือคู่ 5 ขนานไปกับทำนองหลัก ขั้นต่อมาออกานุมได้รับการพัฒนาใน ค.ศ. 900 ? 1200 แนวที่เพิ่มเติมขึ้นในเกรกอเรียนชานต์ เป็นแบบอิสระซึ่งเป็นได้ทั้งขนานหรือสวนทางกับทำนองหลักออกานุมในช่วงนี้จึงกลายเป็นดนตรีหลายแนวอย่างแท้จริงและตั้งแต่ ค.ศ. 1100 เพลงสวดในคริสต์ศาสนาเริ่มมีหลากหลายทำนองในเวลาเดียวกัน แต่ละแนวทำนองเป็นอิสระต่อกันทั้งในด้านทำนองและจังหวะ

ดนตรีที่มีมากกว่า 1 ทำนองในเวลาเดียวกัน ซึ่งประพันธ์ขึ้นในคริสต์
ศตวรรษที่ 12 ? 14 ส่วนใหญ่เป็นผลงานของคีตกวีทางเหนือของฝรั่งเศส ออกานุมที่สมบูรณ์ที่สุดที่เป็นผลงานของสำนักนอตเตรอดาม (Notre Dame School) เพลงสวดของสำนักนี้มีทำนองเสียงยาว ทำหน้าที่เป้นแนวต่ำหรือแนวเทอเนอร์ ส่วนแนวที่เพิ่มเติมจะเป็นโน๊ตเสียงสั้นกระชับสอดประสานกันไปเรียกว่า ดูปลัม (duplum) ทั้ง 2 แนวจะเคลื่อนไปจนถึงจุดที่แนวเทอเนอร์มีโน๊ตสั้นกระชับใกล้เคียงกับดูปลัม จุดนี้เรียกว่าคลอซูลา (clausula) จุดดังกล่าวได้รับการพัฒนาให้เป็นแบบอย่างในการประพันธ์เพลงโมเทตในเวลาต่อมา

โมเทตคือเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา พัฒนาโดยนำทำนองมาจาก
เพลงเกรกอเรียนชานต์ เป็นแนวเสียงต่ำหรือแนวเทอเนอร์ และเพิ่มแนวทำนองอีก 2 ทำนองที่มีโน๊ตเพลงกระชับกว่าแนวเทอเนอร์ นอกจากนี้ยังมีดนตรีที่คล้ายกับโมเทต คือ กอนดุกตุส (conductus) เกิดขึ้นเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 11 มีทำนอง 2 ? 4 แนว แนวเทอเนอร์ถูกประพันธ์ขึ้นใหม่มิได้นำมาจากเกรกอเรียนชานต์ ส่วนเนื้อหาของกอนดุกตุสมีหลากหลาย เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับศาสนา การเมือง สังคม และศีลธรรม เป็นต้น

เพลงนอกวัด ปรากฏขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 และ 13 โดยกวีในราชสำนักฝรั่งเศส 2 กลุ่ม คือ ทรูบาดูร์ (troubadour) จากทางใต้ของฝรั่งเศสมีกวีที่มีชื่อเสียงคือ กีโยมที่ 9 (Gillaume IX) และทรูแวร์ (trouvere) จากทางเหนือของฝรั่งเศส มีกวีที่มีชื่อเสียงคือ ซาสเตอแลง เดอ เกวอย (Chastelain de Couei) เพลงนอกวัดมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักเป็นส่วนใหญ่

นักดนตรีที่ร้องเพลงนอกวัดเรียกว่ามินสเตรล (minstrel) หรือจองเกลอ
(jongleurs) นักดนตรีพเนจรเหล่านี้จะเดินทางไปแสดงดนตรีและการละเล่นผาดโผนตามปราสาท ร้านเหล้า โรงเตี๊ยม และจตุรัสกลางเมือง โดยใช้พิณฮาร์ป (harp) เครื่องสายที่ใช้คันชักเรียกว่าลูท (lute) เป็นเครื่องดนตรีประกอบ นักดนตรีมิได้เป็นผู้ประพันธ์เพลงเอง แต่เพลงที่ใช้ร้องถ่ายทอดสดต่อ ๆ กันมาแบบมุขปาฐะ โดยดัดแปลงให้ผิดเพี้ยนไปจากของเดิมบ้าง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,792
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน, 2551, 20:04:26 »

2. ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (The Renaissance : ค.ศ. 1450 - 1600)


ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการกินเวลานานประมาณ 150 ปี ยุคนี้เป็นยุคของลัทธิมนุษยนิยมซึ่งถือว่ามนุษยืมีความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่น ๆ ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้าง ศิลปวิทยาการด้านต่าง ๆ เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ศิลปิน นักคิด นักเขียน และนักดนตรี ที่เคยถูกคริสต์จักรควบคุมในด้านความคิดหลุดพ้นจากความเชื่ออันงงมงายของยุคกลาง มีการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของกรีกและโรมันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และจะพัมนาไปสู่ยุคอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ยุโรปต่อไป

ในยุคนี้เพลงร้องในโบสถ์ถือกันว่าเป็นเพลงมาตรฐานสำคัญ มีการพัฒนา เพลงร้องโดยนำรูปแบบของโมเทตและแคนนอน (cannon) มาพัฒนาเป็นเพลงแมส (mass) มีการประพันธ์เพลงสำหรับบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีมากขึ้น ความดังความค่อยของเสียงดนตรียังไม่เป็นที่ปรากฏ เพราะเครื่องดนตรียังไมได้รับการพัฒนามากนัก แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและมีเครื่องดนตรีมากชนิดขึ้นกว่าเครื่องดนตรีในยุคกลาง

ปลายยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการศาสนาคริสต์แยกออกเป็น 2 นิกาย คือ โรมันคาทอลิกและโปรเตสเตนท์ เพลงสวดที่เกิดขึ้นใหม่เรียกว่าคอราล (chorale) ซึ่งเป็นเพลงที่พัฒนามาจากชานนต์โดยกำหนดในมีอัตราจังหวะที่แน่นอน เพลงบรรเลงเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในยุคนี้ การประสานเสียงเริ่มมีหลักเกณฑ์การอ่านโน๊ตและเล่นดนตรีแพร่หลายในหมู่ผู้ที่มีการศึกษา มีนักประพันธ์เพลงร้องและเพลงบรรเลงที่สำคัญเกิดขึ้นหลายคน อาทิ ดูเฟย์ (Dufay : ค.ศ. 1400 - 1474) ปาเลสตริน(Palestrina : ค.ศ. 1524 - 1594) และมอนเตแวร์ดี (Montevetdi : ค.ศ. 1567 - 1643)

3. ยุคบาโรก (The Baroque Period : ค.ศ. 1600 - 1750)


ยุคนี้กินเวลาประมาณ 150 ปี เป็นยุคของความตื่นตัวทางภูมิปัญญาและการใช้เหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นยุคของการล่าอาณานิคมและแสวงหาแหล่งวัตถุดิบสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในต่างแดน เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างอันเป็นผลมาจากการที่กาลิเลโอ (Galileo : ค.ศ. 1564 - 1642) พบทฤษฎีใหม่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลมิใช่โลกตามที่เคยเชื่อกันมา การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ทำให้วิทยาการเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ มีการค้นพบกฎคณิตศาสตร์ และการประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ของนิวตัน ฯลฯ

ดนตรียุคนี้พัมนาเปลี่ยนแปลงไปจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการเป็นอย่างมาก
เพลงบรรเลงเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายเช่นเดียวกับเพลงร้อง ผู้ประพันธ์เพลงคิดค้นการประพันธ์เพลงแบบใหม่ ๆ มีการพัฒนาเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายและคีย์บอร์ดให้ได้มาตรฐาน สถานที่แสดงอุปรากร (opera) เกิดขึ้นในอิตาลีเป็นแห่งแรกใร ค.ศ. 1637 และได้รับความนิยมแพร่หลายไปยังฝรั่งเศส เยอรมัน และประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ทั้งในราชสำนักและในหมู่สามัญชน ผู้ชมเริ่มอยากชมอุปรากรที่แต่งเนื้อร้องขึ้นมาใหม่หรือสะท้อนภาพชีวิตจริงมากกว่าอุปรากร ที่นำเนื้อเรื่องมาจากเพทนิยายหรือตำนานขิงกรีกและโรมัน

การประพันธ์เพลงในยุคบาโรกนิยมประพันธ์ 2 ทำนองขึ้นไปในเวลาเดียวกัน
ลวดลายการประพันธ์ดังกล่าวเรียกว่า polyphony โดยมีการประพันธ์ในลักษณะทำนองเสียงสูง แล้วอาจเล่นซ้ำอีกครั้งด้วยเสียงต่ำ เช่นเดียวกับทำนองเสียงต่ำอาจสลับไปเล่นทำนองเดิมอีกครั้งแต่ใช้เสียงสูงลักษณะเช่นนี้เรียกว่าการสอดประสานทำนอง (contrapuntal) นอกจากนี้ยังนิยมประพันธ์ให้เกิดลูกล้อลูกขัด เรียกว่าแคนนอน ซึ่งหมายถึงการเล่นไล่กันของทำนอง 2 ทำนองที่เหมือนกันแต่บรรเลงในเวลาต่างกัน และฟิวก์ (fuque) ซึ่งหมายถึงเพลงที่มีลักษณะการบรรเลงที่มีการไล่ล้อกันขนานใหญ่ทำนองหลักจะถูกขัดด้วยทำนองหนึ่งเป็นช่วงสั้นหรือยาว ในยุคบาโรกเริ่มใช้บันไดเสียงเมเจอร์ (major) และไมเนอร์ (monor) แทนบันไดเสียงโบราณที่เรียกว่าโมด (mode ) และการกำหนดอัตราจังหวะความเร็วชัดเจนเช่น เร็ว (allegro) เร็วปานกลาง (moderato) หรือช้าปกติ (andante) เป็นต้น

นอกจากในแต่ละบทเพลงจะมีหลายทำนองในเวลาเดียวกันแล้ว การทำให้
เสียงต่ำหรือเสียงเบส (bass) เคลื่อนที่ตลอดเวลาเรียกว่าบาสโซกอนตินูโอ (basso continuo) เป็นลักษณะเด่น ของดนตรียุคบาโรก เครื่องดนตรีที่นิยมใช้เล่นแนวดังกล่าวคือฮาร์พซิคอร์ด (harpsichord) นอกจากนี้แสดง (improvisition) โดยอยู่บนพื้นฐานสัญลักษณ์ตัวเลข (figure base) ในการสร้างเสียงและซึ่งหมายถึง การบรรเลงเครื่องดนตรีเดี่ยว ประชันกับวงดุริยางค์ขนาดใหญ่ (orchestra) โดยให้ผู้เล่นเดี่ยวสามารถเล่นแบบด้นสด (improvisation) หรือตกแต่งทำนองในช่วงบรรเลงซ้ำทวนได้ตามความเหมาะสมของผู้เล่นแต่ละคน

ไวโอลินเป็นเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญที่ได้รับการพัฒนารูปร่าง ขนาด ชนิดของ ไม้ และน้ำเสียงเป็นระยะเวลายาวนานจนสตราดิวารี (Stradivari) ช่างทำไวโอลินชาวอิตาลีผู้เป็นลูกศิษย์ของนิกโกโล อมาติ (Niccolo Amati) สร้างไวโอลินมาตรฐานขึ้นใน ค.ศ. 1715 เรียกว่าสตราดิวาริอุส(Stradivarius) ได้รับความนิยมตั้งแต่ยุคบาโรกมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ดชิ้นสำคัญเกิดขึ้นตอนปลายยุคบาโรกคือเปียโน โดยชาวอิตาลีชื่อบาร์โตโลเมโอ คริสโตโฟรี (Bartolomeo Cristofori) ชื่อเดิมของเปียโนคือ เปียโนฟอร์เต (Pianoforte) ซึ่งหมายถึง เบา (piano) และดัง (forte) เพราะเครื่องดนตรีดังกล่าวสามารถควบคุมการเล่นให้เบาและดังได้จากน้ำหนักที่กดลงไปบนลิ่มนิ้ว (keyboard)

โยฮันน์ เซบาสเตียน บาก (Johann Sebastian Bach : ค.ศ. 1685 - 1750)

คีตกวีชาวเยอรมันคนสำคัญของยุคบาโรก ประพันธ์เพลงชุด ?The well ? Tempered Clavier? รวม 24 บท เป็นชุดเพลง Preludes and Fugue ซึ่งมีครบทุกบันไดเสียง ( 12 major และ 12 monor) สำหรับเดี่ยวคลาวิคอร์ด (clavichord) หรือฮาร์พซิเคอร์ด แต่ปัจจุบันนิยมบรรเลงด้วยเปียโน บทประพันธ์ดังกล่าวแต่งขึ้นเพื่อแสดงให้เห้นว่าการปรับความห่างของเสียงให้เครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ดเป็นมาตรฐานเท่ากัน (tempering) จะทำให้สามารถเล่นเพลงได้ทุกบันไดเสียง นอกจากนี้บากยังประพันธ์ P-artitas และ Sonatas สำหรับเดี่ยวไวโอลิน และ 6 Suites สำหรับเดี่ยวเซลโล ผลงานดังกล่าวยังนิยมเล่นกันอยู่ในปัจจุบัน คีตกวีที่สำคัญในยุคบาโรกยังมีอีกหลายคน อาทิ เฮนเดล (Handel) วิวัลดี (Vivaldi) และกอเรลลี (Corelli)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,792
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน, 2551, 20:05:34 »

4. ยุคคลาสสิก (The Classical Period : ค.ศ. 1750 - 1820)


ยุคคลาสสิกกินเวลาประมาณ 70 ปี เป็นยุคที่ยึดถือเหตุผลสืบต่อจากยุคบาโรก นักปรัชญาและนักเขียนคนสำคัญของยุคคือวอลแตร์และดิเดโรต์ ยุคนี้เรียกอีกอย่างว่ายุคแห่งแสงสว่าง ทางด้านดนตรีมีการพัฒนาการแต่งเพลง symphony, concerto, chamber music, opera และจัดรูปแบบของวงดุริยางค์ขนาดใหญ่ (orchestra) และวงดนตรีขนาดเล็ก (chamber music) ให้เป็นแบบมาตรฐาน ดนตรีที่ใช้เล่นกับวงดนตรีสตริงควอเทต (String Quartet) มีผู้นิยมแต่งมาจนถึงปัจจุบัน

ซิมโฟนีเป็นบทเพลงที่เขียนให้วงดุริยางค์ซิมโฟนี (symphony orchestra)
บรรเลง นอกจากนี้ซิมโฟนียังหมายถึงวงดนตรีขนาดใหญ่ เช่น BBC Symphony Orchestra วง boston Symphony Orchestra และวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ (Bangkok Symphony Orchestra หรือ BSO) คีตกวีโมซาร์ต (Mozart) และ ไฮเดน (Hydn) ผู้ได้รับยกย่องให้เป็นบิดาแห่งซิมโฟนี มีบทบาทในการจัดรูปแบบการประพันธ์และจัดรูปแบบของวงซิมโฟนีให้เป็นแบบแผนและมีมาตรฐานชัดเจนหลังจากนั้นบีโทเฟน (Beethoven) คีตกวีชาวเยอรมันผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างยุคคลาสสิกกับยุคโรแมนติกได้นำหลักการต่าง ๆ ของไฮเดนและโมซาร์ตไปพัฒนาเป็นซิมโฟนียุคโรแมนติก

คอนแซร์โตเป้นบทเพลงที่เขียนให้เครื่องดนตรีเดี่ยวประชันกับวงดุริยางค์ ในด้านอุปรากรหรือโอเปรา โมซาร์ต เป็นผู้นำการประพันธ์โดยใช้การร้องเดี่ยว ร้องเป็นกลุ่มเล็ก จนถึงร้องเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อเน้นลักษณะและบทบาทการแสดงของอุปรากร การประพันธ์ดนตรีสำหรับวงดนตรีขนาดเล็กนิยมประพันธ์สำหรับวงดนตรีสตริงควอเทต ที่ประกอบเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย 4 ชิ้น คือ ไวโอลิน 2 คัน วิโอลา และเชลโลอย่างละ 1 คัน


รูปแบบของดนตรียุคคลาสสิกนั้นใช้ลวดลายการประพันธ์แบบโฮโมโฟนี (homophony) ซึ่งมีทำนองหลัก 1 ทำนอง และสอดประสานเสียงแนวตั้งด้วยคอร์ด นอกจากนี้ดนตรีในยุคคลาสสิกยังเลิกใช้แนวเสียงต่ำต่อเนื่องกัน และการเล่นแบบด้นสด โดยผู้ประพันธ์นิยมเขียนโน๊ตให้ครบทุกแนว การประพันธ์เพลงในยุคดังกล่าวยึดถือทฤษฎีดนตรี การประสานเสียง รูปแบบการประพันธ์ความหรูหราสวยงามของทำนอง ดนตรีในยุคนี้จึงมีความไพเราะและเป็นดนตรีบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,792
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน, 2551, 20:06:34 »

5. ยุคโรแมนติก (the Romantic Period : ค.ศ. 1820 - 1900)


ยุคโรแมนติกกินเวลาประมาณ 80 ปี เป็นยุคที่ศิลปินสร้างผลงานซึ่งมุ่งเน้น การแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก ตลอดจนจินตนาการและความอิสระเป้นตัวของตัวเองในการแสดงออก ผู้นำดนตรีรูปแบบใหม่จากยุคคลาสสิกเข้าสู้ยุคโรแมนติก คือ บีโทเฟน(Bethoven : ค.ศ. 1770 - 1827) คีตกวีชาวเยอรมัน

ลักษณะดนตรีในยุคโรแมนติกมีลีลาการประพันธ์แบบโฮโมโฟนี โดยมีทำนองหลัก 1 แนวและประสานเสียงด้วยคอร์ดในแนวตั้งเช่นเดียวกับดนตรียุคคลาสสิก คีตกวีในยุคโรแมนติกมีอิสระในการสร้างสรรค์ผลงานซึ่งแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึก ความกลมกลืน และความขัดแย้ง ต่างจากยุคบาโรกและยุคคลาสสิก ซึ่งผู้ประพันธ์มุ่งสร้างผลงานรับใช้สังคม ศาสนา และราชสำนัก ดนตรียุโรแมนติกมุ่งเน้นที่จะถ่ายทอดอารมณ์อันเร่าร้อนของผู้ประพันธ์ โดยนำบันไดเสียง major, minor และ chromatic มาผสมผสาน มีการเปลี่ยนบันไดเสียงทันที (moduration) ในแต่ละประโยคเพลงบ่อยครั้ง ในด้านการประสานเสียงใช้คอร์ดที่ให้เสียงไพเราะ (conchord) คอร์ดเสียงกระด้าง (dischord) และคอรืดสมัยใหม่ (modern chord) เพื่อเพิ่มสีสันให้กับทำนองหลัก

รูปแบบการประพันธ์นิยมใช้รูปแบบโซนาตาอัลเลโกร (sonata allegro form) เป็นโครงสร้างในการประพันธ์เช่นเดียวกับดนตรียุคคลาสสิก แต่มีการยืดขยายในแต่ละส่วนนอกเหนือจากกฎเกณฑ์ตามอารมณ์ของผู้ประพันธ์ ลักษณะความดังและความเบาของเสียงดนตรีมีตั้งแต่เบาที่สุดไปจนถึงดังที่สุดที่เครื่องดนตรีสามารถทำได้ เปียโนเป้นเครื่องดนตรีที่ได้รับการพัฒนาเป็นมาตรฐาน วงดุริยางค์มีขนาดใหญ่ใช้บรรเลง 80 ? 100 คน เพื่อให้สามารถตอบสนองการถ่ายทอดอารมณ์ของผู้ประพันธ์สู่ผู้ฟังได้อย่างเต็มรูปแบบ

ยุคโรแมนติกตอนปลาย ประมาณ ค.ศ. 1875 ? 1900 ดนตรีแตกแขนงออก
เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ดนตรีแบบชาตินิยม (nationalism) ซึ่งมีลักษณะแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของชาติ โดยมีการผสานเพลงพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ และวรรณกรรมเข้ากับดนตรี คีตกวีที่ประพันธ์ดนตรีประจำชาติมีหลายคน อาทิ แบร์ลิยอร์ซ (Berlioz : ค.ศ1803 - 1869) ชาวฝรั่งเศส และกรีก (Grieg : ค.ศ. 1843 - 1907) ชาวนอเว ดนตรีอีกกลุ่มหนึ่งคือดนตรีแบบเยอรมันนิยม(Germanism) มีลักษณะดนตรีที่มีรุปแบบเป็นเยอรมันและออสเตรียที่สืบทอดกันมาและได้รับความนิยมในวงกว้าง ดนตรีของวากเนอร์ใช้วงดุริยางค์ขนาดใหญ่มากเพื่อแสดงพลังเสียง การ orchestration และการประสานเสียง ก้าวหน้ากว่าดนตรียุคโรแมนตอนตอนต้นมาก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,792
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน, 2551, 20:07:23 »

6. ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 (The Twentieth Century : ค.ศ. 1900 - ปัจจุบัน)


ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 หรือยุคสมัยใหม่ (The Modern Age) เริ่มจากเหตุการณ์ที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุโรป ดนตรีในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้รับอิทธิพลมาจากยุคโรแมนติกในการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง การเน้นทำนองที่เกิดจากอารมณ์รุนแรง สีสันของคอร์ดประสานที่เป็นลักษณะเด่น ส่วนประกอบของดนตรีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เช่น มีการพัฒนาเครื่องดนตรีใหม่เกิดขึ้น เช่น ไวโอลิน 5 สาย กีตาร์ไฟฟ้า คีย์บอร์ดไฟฟ้า ที่เลียนเสียงปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ใกล้เคียง เครื่องขยายเสียง เครื่องบันทึกเสียง

ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบันมีดนตรีรูปแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย วง
ดุริยางค์มีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก การผสมวงดนตรีเป้นความแปลกใหม่ เช่น การผสมเครื่องสายกับเครื่องเคาะจังหวะ (percussion) หรือวงที่ใช้เครื่องเคาะจังหวะล้วน ๆ เป็นต้น ดนตรีแบบสำคัญที่เกิดขึ้นในยุคนี้มี 6 แบบ ได้แก่

1) ดนตรีอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism)

ศิลปอิมเพรสชั่นนิสม์เกิดขึ้นครั้งแรกในบทกวีก่อนเมื่อประมาณ ค.ศ. 1874 แล้วจึงเกิดขึ้นในงานจิตรกรรมของฝรั่งเศส โดยมี โคล้ด โมเนต์ (Claude Monet) เป็นผู้นำ ด้วยภาพ ?Impression : Soleil Levant? ซึ่งเป็นภาพพระอาทิตย์ทอแสงเหนือแม่น้ำแซน จิตรกรรมรูปแบบนี้มุ่งสร้างบรรยากาศ ที่ก่อให้เกิดความประทับใจ (Impression) ลักษณะของดนตรีอิมเพรสชั่นนิสม์เต็มไปด้วยจินตนาการ อารมณ์ที่เพ้อฝัน ประทับใจ ต่างไปจากดนตรีสมัยโรแมนติกที่ก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์ เดอบุซซีเป็นผู้นำการประพันธ์เพลงแบบอิมเพรสชั่นนิสม์

2) ดนตรีเอกซเพรสชั่นนิสม์ (Expressionism)

ศิลปเอกซเพรสชั่นนิสม์เกิดขึ้นครั้งแรกในงานจิตรกรรม โดนวาซิลี แคนดินสกี้ (Vasili Kandinski) ชาวรัสเซีย เมื่อประมาณ ค.ศ. 1912 ศิลปแบบนี้สร้างขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดในส่วนลึก ดนตรีเอกซเพรสชั่นนิสม์แสดงออกถึงจิตใต้สำนึกของมนุษย์ เช่น ความทุกข์ระทม ความคลุ้มคลั่ง ความคับแค้นใจ การประพันธ์เพลงเป็นไปอย่างอิสระ ผู้นำดนตรีแบบนี้คือ อาร์โนล เชอนแบร์ก (Arnold Schonberg : ค.ศ. 1874 - 1951) คีตกวีชาวออสเตรียประพันธ์เพลงที่ไม่มีบันไดเสียงหลัก (atonality) เสียงทั้ง 12 เสียงมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ดนตรีแบบนี้เสื่อมความนิยมลงประมาณ ค.ศ. 1925 เมื่อดนตรีแบบนีโอคลาสสิกก่อกำเนิดขึ้น

3) ดนตรีนีโอคลาสสิก (Neoclassicism)

กลับไปรับแบบแผนและเทคนิค ของการประพันธ์เพลงยุคบาโรกและยุคคลาสสิก แล้วนำมาดัดแปลง เช่น การแต่งเพลงสำหรับวงดนตรีขนาดเล็กการใช้เทคนิคของคอนแชร์โตกรอสโซ (concerto grosso) เคาท์เตอร์พอยนท์ (counterpoint) เป็นต้น ผู้คิดริเริ่มดนตรีดังกล่าว คือ แฟรุชชีโอ บูโซนี (Ferruccio Busoni : ค.ศ. 1866 - 1924) คีตกวีลูกครึ่งอิตาลี ? เยอรมัน ต่อมา อิกอร์ สตราวินสกี (Igor Stravinsky : ค.ศ. 1882 - 1971) ทำให้ดนตรีนีโอคลาสสิกได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างผลงานที่มีชื่อเสียงของสตราวินสกี อาทิ อุปรากร เรื่อง ?Oedupus Rex? บัลเลต์เรื่อง ?Apollon Musagete? และ ?symphony of Psalms?


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,792
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน, 2551, 20:10:46 »

4) เกเบร๊าค์มูสิก (Gebrauchsmusik)

หมายถึง ดนตรีที่ฟังได้สบาย ๆ ฟังได้บ่อย ๆ เป็นสาขาหนึ่งของดนตรีนีโอคลาสสิก ผู้นำดนตรีดังกล่าวคือ ปอล ฮินเดมิท (Paul Hindemith : ค.ศ. 1895 - 1963) ตัวอย่างผลงานของฮินเดมิก ได้แก่ อุปรากรสำหรับเด็ก ?Wir baven eine Stadt?, ?Ploner Musiktay? และ ?Traver musik?


5) ดนตรีที่มีแจ๊สผสม (Serious Music influenced by Jazz)

เพลงคลาสสิกที่มีดนตรีแจ๊สผสม พบได้ในงานประกาศผลงานการประพันธ์ของนักแต่งเพลงอเมริกันชื่อ จอร์จ เกอร์ชวิน (George Gershwin : ค.ศ. 1898 ? 1937) และเอรอน คอปแลนด์ (Aron Copland : ค.ศ. 1900 - ปัจจุบัน) ฯลฯ


6) ดนตรีอิเล็กทรอนิก (Electronic Music)

เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ. 1950 เครื่องมือที่นิยมใช้ประกอบการบรรเลงคือ ซินเทไซเซอร์(Synthesizer) และคอมพิวเตอร์ พบได้ในผลงานของนักแต่งเพลงชาวเยอรมันที่ชื่อชต๊อคเฮาเซ็น (Stockhansen) ผู้ประพันธ์เพลง ?Elektronishe Studuien II? และนักแต่งเพลงชาวอเมริกันชื่อ เอ็ดการ์ด วาเรซ (Edgard Varese) ผู้ประพันธ์เพลง ?Poeme Elektronique? เป็นต้น
ดนตรีป๊อปปูลา (Popular music) เกิดพร้อมกับดนตรีคลาสสิก เพลงพื้นบ้าน (folk music) จัดได้ว่าเป็นดนตรีป๊อปปูลาแบบหนึ่ง แต่มีความโดดเด่นและได้รับความนิยมในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ดนตรีป๊อปปูลาได้รับการพัฒนาการพัฒนาขึ้นในยุคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความบันเทิงในหมู่ผู้ใช้แรงงาน เช่น ดนตรีบลูส์ (Blues Music) ดนตรีแจ๊ส (Jazz Music) ดนตรีในละครเพลง ดนตรีร็อค (Rock Music) และดนตรีป๊อป (Pop Music) เป็นต้น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

zensosaki
บุคคลทั่วไป

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 19 มกราคม, 2552, 21:37:03 »

เป็นประโยชน์มากเลยคับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: