Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
26 ตุลาคม, 2557, 07:17:52

   

ผู้เขียน หัวข้อ: สมาธิจากพระโอษฐ์ - สมสุโขภิกขุ  (อ่าน 1755 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« เมื่อ: 11 พฤศจิกายน, 2554, 09:35:02 »



สมาธิจากพระโอษฐ์ - สมสุโขภิกขุ








นั่งสมาธิจงนั่งดั่งที่พระพุทธองค์ตรัส

ไม่ว่าจะสงบหรือไม่ ไม่สำคัญ

ที่สำคัญคือ ถอนความรู้สึกว่ามีตัวตนเราเขาออกเสียทุกขณะจิตที่นั่งสมาธิ

สงบก็สักว่าสงบ ไม่สงบก็สักว่าไม่สงบ

สงบก็ไม่มีผู้สงบ ความสงบก็มิใช่ตัวตน ผู้สงบก็มิใช่ตัวตน 


ทุกสิ่งเป็นกระแสธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

ธรรมารมณ์ ใด ๆ เกิดขึ้นมารู้แล้วปล่อย
ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ไม่น่าระลึกถึง สงบก็ไม่เที่ยง

อารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นก็ไม่เที่ยง
ไม่น่าเอา ไม่น่าระลึกถึง รู้แล้วปล่อยออกไป

สัญญาเวทนา ใด ๆ เกิดขึ้นก็
ไม่น่าเอา ไม่น่าระลึกถึง ทุกสิ่งไม่น่าเอาไม่น่าระลึกถึง

เพราะมันเป็นสิ่งไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็เกิด เดี๋ยวมันก็ดับ


สิ่งไม่เที่ยงล้วนเป็นสิ่งเป็นทุกข์
ไม่น่าเอาไม่น่าระลึกถึง รู้แล้วปล่อย



สิ่งปรุงใด ๆ ถูกปรุงขึ้นมาก็
รู้แล้วปล่อย ไม่น่าเอา ไม่น่าระลึกถึง มันเป็นเพียงกระแสธรรมชาติ
กระแสเกิดดับ กระแสเหตุปัจจัย ไม่ใช่มีตัวตนเราเขา

ไม่มีตัวตนคนนั่ง ไม่มีตัวตนคนสงบ
ไม่มีตัวตนความสงบ ไม่มีตัวตนของจิต

ของสิ่งไร ๆ จิตปรุงสิ่งไร ๆ ให้วิจิตรพิสดาร ก็ไม่เอากะมัน
รู้แล้วปล่อย รู้แล้ววางมันซะ

ไม่มีสิ่งไร น่าเอา น่าเป็น น่าระลึกถึง
ไม่ว่าสงบแค่ไหน ฌานไหน ก็รู้แล้วปล่อยมันออกไป
อย่าระลึกถึงสิ่งไร ๆ ทุก ๆ สิ่งล้วนเป็นการปรุงของธาตุ

มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตน
มันเป็นเพียงกระแสธรรมชาติ
มันเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ
มันเป็นเพียงมายา

สิ่งปรุงแต่ง ไม่ใช่ของจริง
ไม่มีสิ่งไรให้ยึดถือจริงจังได้เลย สักเสี้ยวธุลี
ไม่น่าระลึกถึงด้วยประการทั้งปวง


ทำเช่นนี้เสมอ ๆ เมื่อนั่งสมาธิ
สมาธิของท่านจะมีฐานกว้างสงบเย็น ไม่อึดอัด ไม่ร้อนรน
เป็นสมาธิที่ปล่อยออกไป คลายออกไป
ยิ่งปล่อยมากคลายมากจิตจะอิ่มเย็นมาก
เป็นสมาธิที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำสั่งสอนไว้

มีมาในพระสูตรที่ว่า


"ข้อที่เรากล่าวว่า ภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยปฐมฌาน(และฌานอื่นๆ)ก็ได้ดังนี้

เราอาศัยอะไรกล่าว คือ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุปฐมฌาน

เธอพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ

สิ่งที่เป็นรูป สิ่งที่เป็นเวทนา
สิ่งที่เป็นสัญญา สิ่งที่เป็นสังขาร สิ่งที่เป็นวิญญาณ

อันมีอยู่ในปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นของว่างเปล่า
โดยความเป็นอนัตตา

เธอยังจิตให้ยั้งหยุด หันกลับ คือคลาย
ไม่อยากได้ ไม่ติด จากธรรมเหล่านั้น
ครั้นแล้วเธอน้อมจิตไปเพื่อ อมตธาตุ ว่า
นั่นสงบ นั่นประณีต กล่าวคือนิพพาน
ย่อมบรรลุ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้ายังไม่บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะ(นิพพาน)
เพราะยังมีธรรมราคะ ก็จะเป็นโอปปาติกะ
ผู้ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกเป็นธรรมดา(อนาคามี)"


องฺ.นวก.23/240/438




ขอความอิ่มเย็นจงมีแด่สาธุชนทุกท่านทุกคนเทอญ


เจริญธรรม

สมสุโขภิกขุ
บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: