Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 กันยายน, 2560, 21:21:55

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ปาล์มบังสูรย์  (อ่าน 3359 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 30 ตุลาคม, 2554, 23:29:38 »

ปาล์มบังสูรย์



ชื่ออื่น          บูเก๊ะลีแป หรือ พโฮงลีแป
ชื่อสามัญ          Litter Collecting Palm, Teysmannia Palm
ชื่อวิทยาศาสตร์          Teysmannia altifrons
วงศ์                    PALMACEAE

ลักษณะ
         
ใบกว้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด  เป็นปาล์มกอเตี้ย  มีใบสอดสลับสูงขึ้นมารอบด้าน  ก้านใบยาว ส่วนปลายใบโค้งมนเล็กน้อย ตัวใบเป็นจีบพับคล้ายผ้าอัดจีบละเอียดทอดยาวไปตามแนวติดกันเป็นผืนใหญ่สีเขียวสด สลับอ่อนแก่และเป็นมัน ต้นที่งดงามจะมีใบแน่นดูเป็นกอใหญ่งามแปลกตา

แหล่งที่พบ
         
ปาล์มบังสูรย์อยู่ในสกุล  Teysmannia  ปาล์มสกุลนี้มีอยู่ด้วยกัน  ๔  ชนิด  ที่พบในแถวบริเวณแหลมมลายู คือ  ในจังหวัดนราธิวาสเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย  ประเทศมาเลเซียสุมาตราเหนือ , บอร์เนียว มีชนิดหนึ่งซึ่งพบในสุมาตรา มาเลเซียและบอร์เนียวส่วนอีก ๓ ชนิดพบในมาเลเซีย
       
ชนิดที่  ๑  เป็นปาล์มบังสูรย์ที่พบในจังหวัดนราธิวาส เป็นชนิดใบกว้างใหญ่ ทรงข้าวหลามตัด สีเขียวทั้งบนใบและใต้ใบเรียก Teysmannia altifrons
       
ชนิดที่  ๒  เป็นปาล์มบังสูรย์ที่พบในมาเลเซีย คล้าย ๆ กับชนิดแรกมากแต่ต่างกันที่ใต้ใบมีสีเทา เรียกว่า Grey Teysmannial
       
ชนิดที่  ๓  เป็นปาล์มบังสูรย์ชนิดที่มีลำต้นตั้งตรงสูงได้ถึง ๑๐ ฟุต ส่วนลักษณะใบนั้นเหมือน ๒ ชนิดแรก เรียกว่า Trunked Teysmannia
       
ชนิดที่  ๔  เป็นปาล์มบังสูรย์ที่มีใบยาวมากกว่าความกว้างของตัวใบ เป็นชนิดที่หายาก คือใบกว้าง ๑ .๕ ฟุต แต่ยาวถึง ๘ ฟุต ใบสีเขียวสด เรียกว่า Lanceolate Teysmannia
         
ปาล์มบังสูรย์ชื่อสกุลว่า  Teysmannia เป็นชื่อซึ่งตั้งให้เป็นเกียรติแก่นักพฤกษศาสตร์ ชาวเนเธอร์แลนด์ ที่มีชื่อเสียงในสมัย ค.ศ. ๑๘๐๘
         
ชื่อ Allifrons แปลว่า ใบที่สูงยาว Tall fronded
         
ปาล์มบังสูรย์นี้  อาจารย์ประชิด  อามานนท์ เป็นผู้ตั้งชื่อให้โดยเห็นว่าลักษณะใบ รูปทรงเหมือนเครื่องสูง หรือเครื่องขัตติยราชประเพณีซึ่งใช้บังแสงแดดในพิธีแห่โดยเสด็จขบวนพยุหยาตราที่เรียกว่า บังสูรย์
         
เนื่องจากปาล์มบังสูรย์ชนิดนี้มีลักษณะใบเด่นสวยงาม  และอาจเปรียบเทียบลักษณะของใบได้ว่าเป็น "ปาล์มใบทรงข้าวหลามตัด"  ในหนังสือปาล์มต่างประเทศก็เปรียบเทียบใบปาล์มชนิดนี้ว่า  มีลักษณะเป็นรูปเพชรตัด (Diamond shape) หรือใบพาย (Paddle - shape)
         
สำหรับชาวจังหวัดนราธิวาสเรียกปาล์มบังสูรย์เป็นชื่อพื้นเมืองว่า  "บูเก๊ะลีแป" ที่มาจากคำ ๒ คำ ดังนี้ บูเก๊ะ มาจากบูกิต ภาษายาวีแปลว่า ภูเขา ส่วนลีแป แปลว่าตะขาบ หมายถึง ลักษณะช่อดอกของปาล์มชนิดนี้เหมือนตะขาบ ดังนั้นคำว่า บูเก๊ะลีแป จึงแปลว่า ตะขาบภูเขา

ลักษณะปาล์มบังสูรย์

ราก          ระบบรากฝอย (Fibrous root)
ลำต้น       ไม่มีลำต้น และไม่มีหน่อ เป็นปาล์มต้นเดี่ยว เป็นกอเตี้ย
ก้านใบ     โผล่จากพื้นดิน ก้านใบยาวประมาณ ๙๐ เซนติเมตร ก้านใบสีเขียวเหมือน
ใบ           มีหนามเล็ก ๆ สั้น ๆ เรียงกันเป็นระเบียบตามความยาวของก้านใบทั้ง ๒ ข้าง ก้านใบออกแบนใหญ่จากโคนแล้วเรียวเล็กไปถึงโคนใบ

ใบ            
ใบมีสีเขียวสด เป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ใบเรียบสลับกันโดยรอบเป็นกอใหญ่ ใบกว้างประมาณ ๙๐  เซนติเมตร  ยาวประมาณ  ๑๘๐  เซนติเมตร  ปลายใบโค้งมนเล็กน้อย  ตัวใบเป็นจีบพับคล้ายผ้าอัดจีบละเอียดทอดยาวไปตามแนวใบทั้ง ๒ ข้าง จะมีหนามเล็ก ๆ ละเอียดตลอดความยาวของใบ ใบจะโผล่จากกอประมาณ ๖ - ๑๐ ใบ / ปี

ดอก         
เป็นดอกสมบูรณ์เพศ  (Pirfect  flower) ออกดอกเป็นช่อสั้นๆ ยาวประมาณ ๑๕ เซนติเมตร โค้งลงบิดเบี้ยวนิดหน่อยดูคล้ายตะขาบ  ดอกออกระหว่างก้านใบดอกเล็กๆ   สีขาวครีม   จั่นยาวประมาณ   ๓๐ เซนติเมตร มีสีน้ำตาลอมแดง

ผล            
เมื่อผสมเกสรแล้ว จะติดผลเป็นทะลาย ผลใหญ่ เปลือกขรุขระ เมล็ดภายในลักษณะคล้ายผลลิ้นจี่ กลมเรียบ แข็ง เปลือกบางสีน้ำตาล จะมีจุดกำเนิดอยู่ด้านข้างของเมล็ดการขยายพันธุ์ โดยใช้เมล็ดเพาะในวัสดุเพาะ  (ทราย : ขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน ๑:๑) ต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะมีส่วนงอกจากเมล็ดลงสัมผัสวัสดุเพาะ เมื่องอกลงไปในดินระดับหนึ่งก็จะโค้งงอขึ้นเหนือผิวดินเป็นใบ เมื่อมีใบเมล็ดที่คล้ายเมล็ดลิ้นจี่ ก็จะแห้งไปในที่สุด การเพาะต้อง เพาะในร่มรำไร ความชื้นสูง

การปลูกและบำรุงรักษา           

ปาล์มบังสูรย์ชอบความชื้นสูง   ที่ร่มรำไร  ชอบดินโปร่ง  มีอินทรีย์วัตถุสูง ดินระบายน้ำได้ดี หากปลูกในถุงหรือกระถาง  ดินควรเปลี่ยนปีละ  ๑  ครั้ง ขณะต้นยังเล็กอยู่ มีใบ ๒ - ๓ ใบ

ความสัมพันธ์กับชุมชน
         
สามารถปลูกเป็นไม้ประดับ  ใบใช้มุงหลังคาฝากระท่อมใช้บังแดด กันฝน  (ในชนบท)

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
         
จำหน่ายเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่ง

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: