Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 พฤศจิกายน, 2561, 00:08:52

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทวดกุหล่ำ ( นิทานพื้นบ้าน)  (อ่าน 2761 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 30 ตุลาคม, 2554, 20:01:40 »

ทวดกุหล่ำ


         
ทวดกุหล่ำ  เป็นชื่อสถานที่แห่งหนึ่งในตำบลบาละ  อำเภอยะหา  จังหวัดยะลา ทวดเป็นคำภาษาไทย หมายถึง    พ่อหรือแม่ของปู่ย่าตายาย    และชาวบ้านในตำบลบาละนิยมใช้เรียกสิ่งที่ตนเองนับถือในแง่ของอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์
         
กุหล่ำ  เป็นคำที่มาจากภาษามลายู หมายถึง บึง หรือคุ้งน้ำ ห้วงน้ำ ทวดกุหล่ำ จึงหมายถึง ห้วงน้ำ หรือ คุ้งน้ำที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่



เนื้อเรื่อง
         
เมื่อประมาณ  ๒ - ๓ ร้อยปีก่อนโน้น บริเวณที่ทวดกุหล่ำสิงสถิตอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นทะเล ทวดกุหล่ำได้นำคณะมโนราห์มาจากเมืองไทรบุรี  โดยทางเรือเมื่อมาถึงบริเวณนี้เรือเกิดอัปปาง  คณะมโนราห์และผู้อาศัยในเรือตายหมด  ต่อมาบริเวณนี้ค่อยๆ กลายสภาพเป็นเพียงสายน้ำแห่งหนึ่ง และตรงที่บริเวณที่เรือของทวดกุหล่ำได้อัปปางลงนั้นมีลักษณะเป็นวังน้ำวนและลึกมาก และมีความเชื่อว่าวังน้ำวนแห่งนี้เป็นที่ทวดกุหล่ำสถิตอยู่  บริเวณวังน้ำวนซึ่งมีความลึกดังกล่าว ยังมีปลาอาศัยอยู่ชุกชุม แต่ไม่มีใครกล้ากินปลาเหล่านี้

เนื่องจากมีผู้เล่าว่า  เคยมีคนป่าเผ่าซาไกคนหนึ่งมาตกปลา  นั่งตกปลาอยู่นานปลาก็ไม่ติดเบ็ดแม้แต่ตัวเดียว ทั้ง ๆ ที่ลักษณะของน้ำที่ปลาบ้วนผุดอยู่มากมาย จึงพูดทำนองบนบานว่า ตกไม่ได้สักตัวได้สักท่อนก็ยังดี ผลปรากฏว่ามีปลาติดเบ็ดขึ้นมาทันที แต่ติดขึ้นมาท่อนเดียว คือเฉพาะท่อนหัว ท่อนหางหายไป ชาวซาไกผู้นั้นนำปลาท่อนเดียวไปกินถึง  ๑๕  คน  จึงทำให้ชาวซาไกกลุ่มนี้เสียชีวิตไป  ๑๓  คน  รอดชีวิตมาเพียง ๒ คน เชื่อกันว่า ๒ คนดังกล่าวไม่ได้มีส่วนร่วมในการกินปลา และหลังจากนั้นมีคนไปตกปลาที่วังน้ำนั้นอีก แต่ไม่ได้ปลา ได้แต่หน้ากากพรานมโนราห์ ที่ทำด้วยอัญมณีขึ้นมาแทน เมื่อผู้ตกจะเอื้อมมือปลดออกจากเบ็ด หน้ากากพรานมโนราห์ก็หลุดจากเบ็ดหล่นลงวังน้ำวนเช่นเดิม นับแต่นั้นมาไม่มีใครกล้าไปตกเบ็ดหรือหาวิธีการจับปลาจากสถานที่นั้นอีกเลย เพราะเชื่อกันว่าทวดกุหล่ำไม่พอใจจึงสำแดงอภินิหารและลงโทษให้เป็นที่ประจักษ์
         
ต่อมามีการขุดถนน  สร้างทางผ่านบริเวณแอ่งน้ำวนแห่งนี้โดยทำพิธีอัญเชิญทวดกุหล่ำย้ายที่อยู่ใหม่ในที่สูง ห่างไกลจากถนน และสิ่งรบกวน บริเวณแอ่งนั้นเมื่อขุดเป็นถนนก็ไม่พบอะไรให้เห็นเลย นอกจากก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง และขอนไม้ซึ่งเหลือเพียงแก่นท่อนหนึ่งเท่านั้น

คติหรือแนวคิด
         
ตำนานเรื่องทวดกุหล่ำ   ซึ่งเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา และเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ได้ข้อคิดกับคนรุ่นหลังว่าบรรพบุรุษนั้นมีความสำคัญ   ควรจะยกย่องบูชา    จะทำอะไรหรือสร้างอะไรก็ควรจะบอกกล่าวเจ้าของสถานที่ถึงแม้จะไม่มีชีวิตแล้วก็ตาม ถ้าอัญเชิญไปให้อยู่ในที่ดี ๆ เคารพบูชาก็จะเป็นมลคลกับตัวหรือผู้กระทำสืบไป เท่ากับให้เราเคารพบรรพบุรุษของเรานั่นเอง

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: