Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 กันยายน, 2562, 20:34:44

   

ผู้เขียน หัวข้อ: วัดช้างให้ (วัดราษฎร์บูรณะ)  (อ่าน 4232 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 29 ตุลาคม, 2554, 19:56:51 »

วัดช้างให้ (วัดราษฎร์บูรณะ)



สถานที่ตั้ง           

ตั้งอยู่บ้านเลขที่   ๑   บ้านช้างให้   หมู่   ๓  ตำบลป่าไร่  อำเภอโคกโพธิ์  จังหวัดปัตตานี



ประวัติความเป็นมา
         
"วัดช้างให้"  หรือวัดราษฎร์บูรณะ เดิมสร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีใครทราบ  ต่อมา พ.ศ.๒๔๘๐ พระครูมนุญญสมณการ เจ้าคณะวัดทุ่งพลา วัดพลานุภาพ ได้ส่งพระช่วง มาอยู่นำชาวบ้านมาทำการบูรณะพัฒนาวัดขึ้น จึงได้นามว่า "วัดราษฎร์บูรณะ" ซึ่งเป็นวัดที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันในนาม "วัดช้างให้" นับตั้งแต่พระครูวิสัยโสภณ (ทิม ธมมธโร) ได้มาครองวัดนี้แล้วได้สร้างพระเครื่องสมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดวัดช้างให้ เป็นต้นมา วัดช้าให้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ ผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๑



ความสำคัญต่อชุมชน
         
วัดช้างให้ เป็นวัดสำคัญของจังหวัดปัตตานี   เป็นวัดที่จำพรรษาของหลวงพ่อทวด ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วประเทศ เป็นศูนย์รวมใจของพุทธศาสนิกชนในละแวกใกล้เคียง และเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมและเพื่อชมศิลปวัตถุต่าง ๆ และนมัสการรูปเหมือนหลวงพ่อทวดและสิ่งควรสักการะอื่น ๆ ภายในวัด

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
         
วัดช้างให้มีปูชนียวัตถุและปูชนียสถาน    ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์   เช่น   สถูปบรรจุอัฐิสมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด     และเจดีย์ใหญ่เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนของพระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม ธมมธโร)

เส้นทางเข้าสู่วัดช้างไห้
         
จากตัวเมืองปัตตานีไปตามถนนสายโคกโพธิ์-ยะลา   มีทางแยกเข้าไปประมาณ  ๑  กิโลเมตรเศษ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 29 ตุลาคม, 2554, 20:05:04 »

หลวงพ่อทวด


         
หลวงพ่อทวด  มีชื่อเดิมว่า  ปู  เป็นบุตรนายหู  นางจัน ตั้งบ้านเรือนอยู่ในดินเศรษฐีปาน บ้านวัดเลียบ ตำบลดีหลวง อำเภอสะทิงพระ  จังหวัดสงขลา  ปัจจุบันนี้ ตายายเป็นชาวบ้านคลองรี ตาชื่อเจิม ยายชื่ออิน วันเดือนปีเกิดของเด็กชายปู ยังเอาแน่นอนไม่ได้ บ้างว่าเกิดวันศุกร์ เดือน ๔ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๒๕ บ้างว่าเกิดปี จ.ศ. ๙๙๐ ฉลูสัมฤทธิศก บ้างว่า พ.ศ. ๒๑๓๑ โดยอนุมานว่าคงเป็นปลายรัชสมัยพระมหาธรรมราชา อาจเป็นปี พ.ศ. ๒๑๒๕ หรือ พ.ศ. ๒๑๓๑ ปีใดปีหนึ่ง คลอดแล้วมีผู้นำรกไปฝังไว้ใต้ต้นเลียบ เดี๋ยวนี้ต้นเลียบต้นนั้นยังมีอยู่และถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
         
หลังจากนางจันเลิกอยู่ไฟก็ออกไปเกี่ยวข้าวทันที  และนำบุตรชายไปด้วย โดยผูกเปลให้นอนใต้ต้นหว้า วันหนึ่งขณะขึ้นมาดื่มน้ำพักเหนื่อย เห็นงูจงอางขนาดใหญ่ขดพันอยู่บนเปล จึงร้องขึ้นด้วยความตกใจ นายหูเอาข้าวตอกดอกไม้บูชาเทพารักษ์ให้ช่วยเหลือ งูจึงเลื้อยออกไป และคายดวงแก้ววิเศษไว้ให้ทารกน้อย แก้วนีปัจจุบันอยู่ที่วัดพะโคะ จังหวัดสงขลา จัดเป็นของศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง


         
นับแต่ได้ดวงแก้วนั้นฐานะของนายหูค่อยูดีขึ้นตามลำดับ  ส่วนเด็กชายปูเมื่อเจริญวัยขึ้นได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ  วัดกุฏีหลวง  (วัดดีหลวงในปัจจุบัน)  กับอาจารย์จวงผู้เป็นลุง เรียนพระธรรมบทกับพระชินเสน ณ  วัดสีกุยัง (วัดสีหยัง ตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลาในปัจจุบัน)   แล้วเข้าศึกษาต่อกับพระครูกาเดิม ณ  วัดเสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และได้อุปสมบทที่นั่นโดยมีพระมหาเถรปิยทสสีเป็นอุปฌาย์ มีฉายาว่า "สามิราม"
         
ด้วยเป็นผู้ใฝ่ในธรรม  เมื่อศึกษา ณ สำนักพระมหาเถรปิยทสสีแตกฉานแล้ว ได้ออกเดินทางไปอยุธยาเพื่อศึกษาเพิ่มเติม  โดยขออาศัยไปกับเรือสำเภาของนายอินพ่อค้าเมืองสทิงพระ ขณะที่เรือแล่นถึงชุมพรได้เกิดพายุใหญ่ถึง ๗ วัน ๗ คืน ทำให้นายอินและลูกเรือตั้งข้อรังเกียจพระสามิราม เพราะเชื่อว่าคงเป็นกาลกิณีจึงเกิดมรสุมวิปริตเช่นนั้น   ก่อนๆไม่เคยปรากฏ เมื่อคลื่นลมสงบจึงคิดจะเอาไปปล่อยเกาะ แต่ครั้นพระสามิรามลงเรือเล็กเอาเท้าข้างทู่ (หลวงพ่อทวดเท้าพิการข้างหนึ่ง) แช่ลงในทะเล ก็บังเกิดเป็นอัศจรรย์ น้ำเค็มกลับจืดสนิท อาบกินได้  นายอินและลูกเรือจึงขอขมาโทษ  เมื่อถึงอยุธยา นายอินก็ยังมอบอ้ายจันซึ่งเป็นข้าทาสให้เป็นโยมอุปัฏฐาก


         
พระสามิรามเข้าพักอาศัยอยู่วัดแค เรียนพระอภิธรรม ณ วัดลุมพลีนาวาส เล่าเรียนแตกฉานแล้วทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชานุวาส (บ้างว่าวัดสมอราย) นอกเขตพระราชวัง เพื่อศึกษาทางวิปัสสนา ขณะอยู่อยุธยาได้เกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่ง คือ มีประเทศหนึ่งจะเป็นสิงหลหรือมอญยังเอายุติ
ไม่ได้  ส่งทูตมาท้าไขปริศนาธรรม พระสามิรามได้รับนิมนต์เข้าไปแก้ไขปริศนาจนสำเร็จ เจ้ากรุงสยามทางถวายเมืองแก่พระสามิรามท่อนหนึ่ง พระสามิรามครองแค่ ๓ วัน แล้วถวายคืน และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์"
         
เมื่อกรุงศรีอยุธยาเกิดโรคห่าระบาดทั่วเมือง  พระราชมุนีฯช่วยไว้ได้อีกครั้ง โดนรำลึกถึงอำนาจของดวงแก้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อมสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "พระสังฆราชคุรูปาจารย์"
         
พระราชมุนีฯชอบการธุดงค์เป็นอย่างยิ่ง  เมื่อออกจากรุงศรีอยุธยาก็ได้จาริกรุกขมูลกลับสทิงพระ ตลอดทางได้ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก และเผยแพร่ธรรมมาตลอด เมื่อถึงสทิงพระได้ร่วมกับพระครูสัทธรรมรังษี บูรณะวัดพะโดะซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานพระเจดีย์และรอยพระพุทธบาทซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชน แต่สภาพทรุดโทรมมาก  และได้จำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ  ท่านได้วางรากฐานความเจริญให้แก่วัดนี้จนกลายเป็นศูนย์กลางของวัดอื่น ๆ
         
ราว   พ.ศ.๒๑๕๙  พระราชมุนีฯ  ได้หายไปประมาณ  ๓๐๐  ปีเศษ  ต่อมาพระอาจารย์ทิมธมมธโธ เจ้าอาวาสวัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี ได้สืบความเป็นมาของวัดช้างให้ และพบว่าเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดช้างให้คือหลวงพ่อทวด ดังปรากฎหลักฐานบริเวณเนินดินในวัดเชื่อว่าเป็นที่ฝังอิฐ จึงได้ขุดเนินดินเพื่อสร้างสถูปใหม่ และได้พบหม้อทองเหลืองบรรจุอัฐิอยู่ใต้เนินดินนั้น และเล่ากันว่าหลังจากนั้นพระอาจารย์ทิมได้นั่งสมาธิจนเห็นรูปลักษณ์ของหลงพ่อทวดหลายครั้ง  พระอาจารย์ทิมศรัทธาหลวงพ่อทวดเป็นอย่างมาก  จึงได้ศึกษาประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อทวด และได้ทราบว่าหลังจากหลวงพ่อทวดออกจากวัดพะโคะแล้ว ได้สร้างวัดขึ้นที่ไทรบุรีชื่อ "วัดโกระไหน"  ขณะเดียวกันก็รับเป็นเจ้าอาวาสวัดช้างให้ด้วย  ท่านจึงต้องเดินทางไปมาระหว่างวัดทั้งสองอยู่เสมอ
         
หลวงพ่อทวดมรณภาพที่วัดโกระไหน  ศพถูกนำมาประชุมเพลิงที่วัดช้างให้ตามที่ท่านสั่งไว้ การนำศพต้องหยุดพักตามรายทางหยุด ณ  ที่ใดก็ปักไม้แก่นหมายไว้ทุกแห่ง และให้พูนดินให้สูงขึ้นถือเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า "สถูปท่านลังกา" (ทางไทรบุรีเรียกท่านว่า "ท่านลังกา")


         
หลวงพ่อทวด  เป็นภิกษุที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการพระราชทานที่กัลปนาแก่หัวเมืองพะโคะในสมัยพระเอกาทศรถ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้า จนได้สมัญญาว่า "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด"
         
ท่านเป็นพระผู้เก่งกล้าไปด้วยอภินิหารและบารมี  เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวไทยและชาวต่างชาติน้อยคนนักจะไม่รู้จักท่าน แม้ท่านจะมรณภาพไปแล้วนับร้อยปี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: