Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
16 กรกฎาคม, 2561, 23:09:19

   

ผู้เขียน หัวข้อ: หม่อมเจ้ามารยาตรกัญญา ดิศกุล เขียนโดย ส.ศิวรักษ์  (อ่าน 2674 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« เมื่อ: 10 ตุลาคม, 2554, 16:55:25 »


หม่อมเจ้ามารยาตรกัญญา ดิศกุล เขียนโดย ส.ศิวรักษ์
 



คนส่วนใหญ่คงไม่รู้สึกแปลกใจ เมื่อได้พบคำประกาศว่า จะมีงานพระราชทานเพลิงศพ ม.จ. มารยาตรกัญญา ดิศกุล ณ เมรุหลวง วัดเทพศิรินทร์ วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๐ แต่ถ้าลองฉุกคิดดู ก็จะรู้ได้ว่าหม่อมเจ้าหญิงองค์นี้ มีชนมายุยืนที่สุดในบรรดาเจ้านายร่วมสมัย สิ้นชีพพิตักษัยเมื่ออายุเกิน ๑๐๔ ปี และถ้าทรงดำรงอยู่ต่อไปจนถึงต้นเดือนเมษายน ก็จะมีชนมายุถึง ๑๐๕ ปี ซึ่งไม่เคยมีใครในพระราชวงศ์จักรีที่มีอายุยืนถึงเพียงนี้ ใช่แต่ทรงคุณค่าในทางอายุเท่านั้น หากวรรณะท่านก็ผ่องใส และทรงไว้ซึ่งความสุขมาเกือบจะโดยตลอด ประกอบไปกับพระพละ คือความแข็งแกร่งทางจริยธรรมอีกด้วย (หากทรงเป็นประเภทอ่อนนอกแข็งใน) นับว่าครบพรทั้งสี่ประการ

เจ้านายองค์นี้ทรงดำรงชีพ สมเป็นสัมมาจาริณีในพระพุทธศาสนา และทรงเป็นขัตติยกัลยาณี สมกับที่เป็นสมาชิกของราชตระกูล

ม.จ. มารยาตรกัญญา ทรงเป็นธิดาของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ หม่อมแสงเป็นมารดา และทรงเป็นเจ้าหญิงองค์แรกของกรมนี้ ที่ทรงขับรถยนต์เอง และทรงมีอาชีพดังกับบุรุษเพศ โดยทรงเป็นเลขานุการสภากาชาด แต่สมัยเมื่อสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นสภานายิกา และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงเป็นอุปนายก แม้เมื่อหมดสมัยราชาธิปไตยแล้ว หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์มาเป็นอุปนายกแทน ท่านหญิงมารยาทก็ทรงดำรงตำแหน่งเลขานุการาต่อมาจนเกษียณอายุ

นับว่าทรงรอบรู้กิจการงานของสภากาชาดดีกว่าใครๆ และทรงเข้าได้กับคนเก่าคนใหม่ อย่างที่ทุกๆ คนเห็นคุณงามความสามารถของท่าน แม้เมื่อทรงลาออกไปแล้ว คนรุ่นหลังในสภากาชาดก็ยังมักไปทูลปรึกษาหารือเรื่องการงานกับท่าน ซึ่งประทานความเมตตาแก่ทุกๆ คน

ยังสมัยเมื่อหลวงธำรงฯ อึดอัดใจกับหน้าที่การงานทางสภากาชาด ซึ่งพัวพันไปกับการเมือง ต้องการทูลลาออกจากตำแหน่งอุปนายก ก็ได้ขอให้ท่านหญิงร่างจดหมายกราบทูลองค์สภานายิกา และท่านหญิงก็นำจดหมายไปถวายสมเด็จพระพันวัสสาด้วยองค์เอง และเพ็ดทูลไม่ให้ทรงรับใบลา โดยองค์สภานายิกาก็โปรดให้ท่านหญิงร่างลายพระราชหัตถ์ตอบไปด้วย จนหลวงธำรงฯ ดำรงตำแหน่งสืบต่อมา

ความข้อนี้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงกับเอาไปเขียนล้อว่า "มารยาตรธำรง" ดังคุณชายเคยตั้งฉายาหม่อมเจ้าทางสำนักดิศกุลว่า "พิสิฐดิศพิบูล และพูนพิศปรีดี" มาก่อนแล้ว กล่าวคือ ม.จ. พูนพิศมัย ดิศกุล เคยกริ้วนายปรีดี พนมยงค์ แล้วภายหลังแลเห็นคุณงามความดีของท่านผู้นั้น จนทรงยกย่องสรรเสริญท่านรัฐบุรุษอาวุโสอยู่เนืองๆ ส่วน ม.จ. พิสิฐดิศพงษ์ ดิศกุล นั้น เป็นนายทหาร รับราชการอยู่ใต้บังคับบัญชาของพลตรี ชัย ประทีปแสน ซึ่งเป็นผู้ที่จอมพล ป. พิบูลสงครามไว้ใจเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่จอมพลผู้นั้นรังเกียจสมเด็จกรมพระยาดำรง จนถึงกับประกาศว่า ถ้าเสด็จกลับเข้าเมืองไทย หลังจากที่ทรงลี้ภัยไปประทับ ณ เกาะหมาก (ปีนัง) จอมพล ป. จะสั่งให้ทหารยิงทันที และแล้วจอมพลก็แลเห็นคุณความดีของ ม.จ. พิศิฐ จนถึงกับยอมให้ทูลเชิญเสด็จพระบิดาของท่านกลับคืนสู่ราชอาณาจักรได้ในบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพ

แท้ที่จริง การที่สมเด็จพระองค์นี้เสด็จลี้ภัยไปเกาะหมากในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ก็เพราะเวลานั้นในหลวงรัชกาลที่ ๗ กำลังทรงตึงเครียดกับรัฐบาล พระเจ้าอยู่หัวเสด็จอยู่สงขลา พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์หลายองค์ รวมสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ด้วย และมีข่าวทางกรุงเทพฯ ว่ารัฐบาลสั่งให้ทำความสะอาดเรือนจำ จึงลือกันว่า คงจะจับสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ไปเป็นตัวประกัน ดังที่พระองค์ท่านเคยโดนมาก่อนแล้ว เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ร่วมกับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต และสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์

ม.จ. มายาตรกัญญาจึงส่งโทรเลขไปกราบทูลพระบิดาว่า "เพ็กบ๊วยอยากพบ" ซึ่งเป็นรหัสที่รู้กันเฉพาะวงใน เพราะ น.ส. เพ็กบ๊วย ณ ระนอง  เป็นบุตรีพระยารัตนเศรษฐี เจ้าของคฤหาสน์อัษฎางค์ที่ปีนัง เมื่อสมเด็จกรมพระยาทรงได้รับโทรเลขดังกล่าว จึงกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ขอพระบรมราชานุญาตไปประทับ ณ เกาะหมาก พร้อมด้วย ม.จ. พูนพิศมัย ม.จ. พิไลยเลขา และ ม.จ. พัฒนายุ

ม.จ. จงจิตรถนอม ธิดาองค์ใหญ่ ต้องทรงดูแลวังวรดิศทางกรุงเทพฯ ร่วมกับ ม.จ. มารยาตรกัญญา ทั้งสององค์นี้ประทับตำหนักไม้ติดๆ กันในบริเวณวังดังกล่าว  ตำหนักไม้หลังใหญ่เคยเป็นเรือนของท่านเจ้าจอมมารดา (ชุ่ม) ของสมเด็จกรมพระยาฯ ใช่แต่เท่านั้น ท่านหญิงจงกับท่านหญิงมารยาตร ยังทรงเติบโตมาด้วยกันในสำนักสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวีอีกด้วย  ตั้งแต่สมัยที่ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง และต่อมาก็ที่พระราชวังสวนดุสิต และวังบางขุนพรหม จนเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ แล้ว สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์พินิต ต้องประทานวังดังกล่าวให้ไปกับรัฐบาล เพื่อเสด็จลี้ภัยไปประทับ ณ ชวาประเทศ จนไปสิ้นพระชนม์ลงที่นั่น ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒

ม.จ. มารยาตรกัญญาทรงบเติบโตมากับพระธิดาของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ทั้ง ๕ พระองค์ ซึ่งขนานพระนามกันตามหมายเลข ว่า องค์หนึ่ง องค์สอง องค์สาม องค์สี่ และองค์ห้า อันได้แก่

(๑) พระองค์เจ้าศิริรัตนบุษบง  (๒) พระองค์เจ้าสุทธวงษ์วิจิตร  (๓) พระองค์เจ้าพิสิฐสบสมัย  (๔) พระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน  (๕) พระองค์เจ้าหญิงจันทรกานตมณี

แม้ตามศักดิ์  ท่านหญิงมารยาตรจะทรงเป็นเจ้าน้าของพระเจ้าวรวงศ์เธอทั้ง ๕ นี้ หากชนมายุไล่ๆ กัน จึงทรงเป็นพระสหายกันมากกว่า เจ้านายทั้งห้าทรงตั้งชื่อเล่นถวายท่านหญิงมารยาตรว่าแย้ม

อนึ่ง สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าฯ โปรดให้จ้างครูฝรั่งและแหม่มมาถวายพระอักษรเจ้านายเหล่านี้ ซึ่งทรงมีความรู้นำสมัย จนในหลวงรัชกาลที่ ๗ ตรัสเรียกว่า บางขุนพรหม ยูนิเวอร์ซิตี้

ท่านหญิงมารยาตรอาจไม่ทรงมีชื่อเสียงในทางหนังสือเช่นท่านหญิงพูนฯ แต่ทรงเรียบเรียงเรื่องร้อยแก้วต่างๆ อย่างกระชับ น่าอ่าน แม้ร่างคำกราบทูลสภานายิกาสภากาชาด สมัยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงเป็นอุปนายก ก็โปรดให้ท่านหญิงมารยาตรร่างถวาย  หลายครั้งไม่ทรงแก้แม้แต่คำเดียว

ดังได้กล่าวแล้วว่าท่านหญิงมารยาตรสนิทกับท่านหญิงใหญ่จงจิตรถนอมเป็นพิเศษ แต่ไม่ทรงใช้พระเดชดังเจ้าพี่หญิงใหญ่หรือเจ้าพี่หญิงพูน หากโปรดใช้พระคุณ และทรงนิ่มนวล อย่างมีมารยาทงดงาม สมนามของท่าน

เมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อน ข้าพเจ้ามักไปเฝ้าท่านหญิงใหญ่เพื่อร่วมโต๊ะเสวยมื้อกลางวันแทบทุกวันอาทิตย์ บางทีท่านหญิงมารยาตรก็ทรงมาร่วมด้วย เวลาหน้าร้อนไปตากอากาศที่หัวหิน ข้าพเจ้าก็เคยโดยเสด็จไปด้วยกับทั้งสององค์ ซึ่งประทับ ณ สำนักดิศกุล ท่านหญิงมารยาตรประทับที่เรือนไม้หลังเล็ก ที่เรียกว่าเรือนราชธรรม เพราะพระราชธรรมนิเทศ (เพียร) เคยพักที่นั่น สมัยตามเสด็จสมเด็จกรมพระยาฯ ไปเป็นเลขานุการกลายๆ ตอนปลายสมัยราชาธิปไตย สมเด็จประทับเรือนหลังใหญ่ ซึ่งต่อมาท่านหญิงใหญ่ประทับที่นี่ และโปรดให้ข้าพเจ้าค้างที่เรือนหลังนี้ด้วย

เมื่อข้าพเจ้าจะแต่งงานในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ นั้น ท่านหญิงใหญ่ทรงจัดแจงให้แทบทุกอย่าง หากไม่โปรดให้ข้าพเจ้านั่งรถออสตินเปิดหลังคาของท่านหญิงมารยาตร รับสั่งว่าไม่สง่าพอ แต่ท่านหญิงมารยาตรทูลท่านหญิงใหญ่ว่า "เจ้าพี่ต้องตามใจเจ้าบ่าว วันนี้เป็นวันของคุณสุลักษณ์เขา อย่าไปขัดใจเขาเลย" ทั้งยังไม่โปรดให้ร้อยพวงมาลัยคล้องรถ และโปรดให้คนขับรถของท่านมาขับให้อีกด้วย โดยที่มาถึงตอนนี้ทรงเลิกขับรถเองแล้ว และรถคันนี้น่ารักมาก แม้ในปี ๒๕๐๗ ก็เป็นรถที่หาดูได้ยากแล้วกับการจราจรในกรุงเทพฯ

เมื่อทรงลาออกจากสภากาชาดแล้ว ทรงค้าขายและจัดสรรที่ดิน จนนับได้ว่าเป็นเศรษฐินีย่อมๆ แต่ก็หทัยกว้าง ทรงประกอบกุศลกิจในทางบริจาคทานต่างๆ อยู่เนืองนิตย์ รวมถึงเกื้อกูลไปยังศาสนาคริสต์และอิสลามอีกด้วย นอกเหนือจากทานบารมีที่ทรงมีกับสภากาชาด

ในบั้นปลายแห่งชนม์ชีพ ต้องทรงใช้เวลาให้หมดไปกับโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายปี แม้จะมีสติ และไม่ต้องใช้สายระโยงระยาง  เลขาธิการสภากาชาดคนปัจจุบัน (นายแผน วรรณเมธี) จึงใคร่จะให้สภากาชาดตอบสนองคุณท่านหญิง โดยเชิญเสด็จไปประทับอย่างกิตติมศักดิ์ ณ ห้องพิเศษภายในตึก ภปร. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  พวกเราไปเยี่ยมทีไร ก็มักทรงจำได้ หากภายหลังไม่อาจทรงทักทายได้อีกแล้ว  แต่ก็ไม่ได้ทรงรับการทรมาน  สมกับที่ได้ทรงบำเพ็ญกุศลจรรยามาตลอดชนม์ชีพ

การที่บุคคลเช่นนี้ มีชีวิตร่วมสมัยอยู่กับเรา นับว่าเป็นมงคล  ควรที่เราจะรู้จักท่านกันเอาไว้ อย่าให้ประกาศการตายและการเผาศพท่าน เป็นไปดังข่าวสังคมทั่วๆ ไปเท่านั้น

ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๐ หน้า ๓๑



ที่มา ::
  http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=448&Itemid=3



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: