Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
29 ธันวาคม, 2557, 22:15:23

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ร้อยตรีถัด รัตนพันธุ์  (อ่าน 1223 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2554, 20:01:08 »

ร้อยตรีถัด รัตนพันธุ์



ประวัติ
         
ร้อยตรีถัด  รัตนพันธุ์  เกิดเมื่อวันที่  ๒๑  พฤษภาคม  พ.ศ.๒๔๓๑  ที่ตำบลบ้านนาท่อม อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นบุตรของหลวงพรหมสุรินทร์  (หนู  รัตนพันธุ์) ตำแหน่งหัวเมืองนาท่อม มารดาชื่อ นางจับ (นามสกุลเดิม ณ พัทลุง) เมื่ออายุได้   ๗   ปี   บิดาได้นำไปฝากให้เป็นศิษย์ในสำนักพระครูรอง (รอด) วัดโคกชะงาย
         
ในปี  พ.ศ. ๒๔๔๐ มีการจัดระเบียบการปกครองใหม่ โดยมีเทศาภิบาลประจำมณฑล หลวงพรหมสุรินทร์ในตำแหน่งหัวเมืองนาท่อมจึงถูกยกเลิกไปด้วย ต่อมามีผู้กล่าวหาว่าหลวงพรหมสุรินทร์กระด้างกระเดื่อง ทางการมีคำสั่งให้ไปรายงานตัว  หลวงพรหมสุรินทร์เกรงว่าจะต้องราชภัย จึงพาครอบครัวหนีไปอยู่เมืองไทรบุรีเป็นเวลา ๘  เดือน ผลการสอบสวนปรากฏว่าหลวงพรหมสุรินทร์ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา จึงพาครอบครัวกลับพัทลุง พ.ศ. ๒๔๔๑ หลวงพรหมสุรินทร์ถึงแก่กรรม เด็กชายถัดจึงอยู่ในความดูแลของมารดา และได้บรรพชาเป็นสามเณรในปี  พ.ศ.๒๔๔๓  ที่วัดโคกชะงาย ๑ พรรษา แล้วออกมาช่วยงานมารดาจนมารดาถึงแก่กรรม

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ พระยาอภัยบุรีรักษ์ (เนตร จันทโรจวงศ์) ผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง ผู้เป็นญาติฝ่ายมารดาจึงนำตัวไปอยู่กับท่านที่จวนลำปำ และใน ปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ได้ทำงานเป็นเสมียนฝึกหัดโดยได้เงินเดือนๆ  ละ  ๔  บาท  เจ้าคุณเพชราภิบาล  (พ่วง  ณ  สงขลา)  เจ้าเมืองหนองจิก  น้องเขยพระยาอภัยบริรักษ์ขอตัวไปเป็นเสมียนที่เมืองหนองจิก ได้รับพระราชทานเงินเดือนๆ  ละ  ๑๐  บาท โดยทำหน้าที่ในตำแหน่งเลขาเจ้าเมืองหนองจิกไปด้วย 

ต่อมาได้เลื่อนยศเป็นจ่าจังหวัดหนองจิก  ได้รับพระราชทานเงินเดือนๆ  ละ ๓๐ บาท เมื่อพระยาเดชานุชิต (หนา บุนนาค) ไปตรวจราชการที่เมืองหนองจิก ได้เห็นความคล่องแคล่วหลักแหลมของนายถัดจึงขอตัวนายถัดเข้ากรุงเทพฯ และในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ขณะอายุย่างเข้า ๑๗ ปี ก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อย  จ.ป.ร.  ได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ  ๘  บาท นักเรียนนายร้อยถัดมีประวัติการเรียน และความประพฤติดีเด่นมาตลอด โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรางวัลเรียนดีและรางวัลความประพฤติดีเยี่ยม 

กล่าวคือ   ในปี   พ.ศ.๒๔๔๗  ได้รับพระราชทานกล้องสูบบุหรี่อำพัน  ๑  กล้อง เป็นรางวัลเรียนยอดเยี่ยม พ.ศ.๒๔๔๙ ได้รับพระราชทานเข็มตราอาร์ม ๑ อัน เป็นรางวัลความประพฤติดีเยี่ยม พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้รับพระราชทานซองบุหรี่กะไหล่ ๑ ซอง เป็นรางวัลความประพฤติดีเยี่ยม  ในปี   พ.ศ.๒๔๕๓  กรมยุทธนาธิการมีคำสั่งให้ออกเป็นนักเรียนนายร้อยประจำกรมทหารราบที่  ๕  ในกองพลทหารบกที่ ๕  จังหวัดนครราชสีมา เมื่อครบเดือนแล้วจึงได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยตรีชั้น ๒  ได้รับพระราชทานเงินเดือนๆ  ละ  ๖๕  บาท จากนั้นจึงมาประจำการกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กที่ ๑ รักษาพระองค์ ในพระบรมมหาราชวัง
         
พ.ศ.  ๒๔๕๔ คณะนายทหารหนุ่ม โดยมีนายร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) เป็นหัวหน้า นายร้อยตรีเนตร พูนวิวัฒน์  เป็นเลขานุการ  กับพวกรวม  ๙๒  คน เรียกตัวเองว่า "คณะผู้ก่อการ ร.ศ. ๑๓๐" คบคิดกันเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นระบอบประชาธิปไตย     โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายเยี่ยงประเทศอังกฤษ และประเทศญี่ปุ่น  นายร้อยตรีถัด  ได้เข้าร่วมกับคณะผู้ก่อการด้วย  โดยทำหน้าที่นำให้ประชาชนเห็นความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม    และรับจะไปเกลี้ยกล่อมประชาชนในจังหวัดปัตตานี แต่ทำการไม่สำเร็จ

คณะผู้ก่อการทั้งหมดถูกจับในข้อหากบฎ ถูกถอดยศ และตัดสินจำคุก โดยมีโทษลดหลั่นกันไป นายร้อยตรีถัด  รัตนพันธุ์ ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ระหว่างอยู่ในคุก ๒ ปีแรกถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ต่อมาได้รับการผ่อนผันให้ได้รับความสะดวกสบายขึ้น นายถัดได้ศึกษาวิชาการต่าง ๆ เท่าที่พอจะหาได้ เช่น  วิชากฎหมาย  ประวัติศาสตร์  การหนังสือพิมพ์และการเมือง รวมทั้งเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ และแปลนวนิยายภาษาต่างประเทศ เรื่อง  "เด็กกำพร้า" ใช้นามปากกาว่า "ไทยใต้" ด้วยนายถัด เป็นนักโทษที่มีความประพฤติดี จึงได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้านักโทษชั้นนายตรวจ และได้รับการลงโทษ ๒ ปี
         
ในปี พ.ศ.๒๔๕๗  ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในทวีปยุโรป ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประกาศเข้าร่วมสัมพันธมิตร  และได้มีการเรียกทหารอาสาส่งไปร่วมรบ นายถัดและพวก รวม ๒๒  คน  พร้อมใจกันทำฎีกาทูลเกล้าถวายเพื่อขออาสาไปราชการสงคราม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาตอบลงไปว่า การส่งทหารไปร่วมรบในครั้งนี้เป็นเพียงกองทหารเล็กๆ เท่านั้น จึงยังไม่ถึงเวลาเรียกใช้ การที่ได้อาสาขึ้นมาถือเป็นความชอบ  จึงทรงพระกรุณาผ่อนผันลดโทษให้ โดยพวกที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตลดโทษเหลือ ๒๐ ปี พวกที่ถูกตัดสินจำคุก ๒๐ ปี เหลือ ๑๕ ปี ถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ในวโรกาสที่เถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๑๕ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ปล่อยนักโทษที่อยู่ในข่ายกำหนด ดังนั้นในวันที่  ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๗ นายถัดกับพวกจึงได้รับอิสรภาพหลังจากถูกจำคุกเป็นเวลา ๑๒ ปี ๖ เดือน ๖ วัน
         
หลังจากออกจากคุก  นายถัดได้ตั้งร้านประกอบการค้า และทำงานหนังสือพิมพ์ ซึ่งต่อมาได้เลื่อนฐานะเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกการเมือง เป็นเวลา ๘ ปี นายถัดแต่งงานกับนางสาวแส ณ พัทลุง เมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ มีบุตรเป็นชาย ๑ คน หญิง ๓ คน คือ แถมสิน รัตนพันธุ์ แถมศรี รัตนพันธุ์, ศาสตราจารย์แถมสุข นุ่มนนท์ และ แถมสร้อย อภิรัตนพิมลชัย

ผลงาน
         
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ นายถัด รัตนพันธุ์ ได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์ ทั้งนี้เนื่องจากมีกฎหมายไม่ให้ผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกมาแล้วทำหน้าทีบรรณาธิการ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะราษฎร์ ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ จึงได้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมล้างมลทินนักโทษการเมือง  ร.ศ. ๑๓๐ และนายถัด รัตนพันธุ์  จึงได้รับยศนายร้อยตรีดังเดิม และได้ทำหน้าที่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์ในปีเดียวกันนั้นเอง นายร้อยตรีถัด  ได้เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งสมาคมชาวปักษ์ใต้ที่กรุงเทพฯ ได้รับเลือกเป็นอุปนายก ๒ ครั้ง และเป็นนายกสมาคม ๓ ครั้ง
         
ในปี  พ.ศ.  ๒๔๗๖  มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก  นายร้อยตรีถัด จึงกลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดพัทลุง  และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยได้รับคะแนนเสียง  ๒๔ เสียง จากจำนวนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง  ๒๖ คน (ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนั้นคือผู้แทนตำบล ๒๖ คน เรียกว่า เลือกตั้งโดยผู้แทนเลือกตั้ง)  ต่อมานายร้อยตรีถัดเห็นว่าการเลือกตั้งโดยบุคคลจำนวนน้อยอาจจะซื้อคะแนนเสียงกันได้ง่าย จึงได้เสนอพระราชบัญญัติให้มีการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง  คือประชาชนเป็นผู้ออกเสียงเลือกตั้งโดยตรง ไม่ผ่านคณะผู้เลือกตั้ง  ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ มีการเลือกตั้งสมัยที่ ๒ นายร้อยตรีถัดลงสมัครรับเลือกตั้งอีก แต่แพ้คะแนนครูถัด พรหมมาณพ แต่สภาอยู่ได้เพียง ๑๐ เดือน ได้มีพระราชกฤษฎีกา ยุบสภาผู้แทนราษฎร และให้มีการเลือกตั้งใหม่  ในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑

ในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันกันระหว่างนายร้อยตรีถัด รัตนพันธุ์ และครูถัด พรหมมาณพ การหาเสียงเป็นไปอย่างดุเดือด มีคำพูดของชาวบ้านทั่วไปเกิดขึ้นว่า กินเลี้ยงครูถัดใส่บัตรนายร้อย  และ นายร้อยตรีถัด รัตนพันธุ์ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก ต่อมาก็ได้รับเลือกเป็นผู้แทนอีกหลายสมัยติดต่อกัน เมื่อครบวาระสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในปี  พ.ศ.๒๔๘๕  ได้มีการขยายวาระสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกไปอีก ๔ ปี เนื่องจากภาวะสงคราม ในปี  พ.ศ.  ๒๔๘๖ กรุงเทพ ฯ ถูกโจมตีทางอากาศ ประกอบกับนายร้อยตรีถัด รัตนพันธุ์ ป่วยเป็นอัมพาต จึงพาครอบครัวมาอยู่ที่จังหวัดพัทลุง  และถึงแก่กรรมในวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ขณะมีอายุได้ ๕๖ ปี
บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: