Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
16 กันยายน, 2562, 15:19:39

   

ผู้เขียน หัวข้อ: นายพ่วง บุษรารัตน์  (อ่าน 3366 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2554, 19:21:37 »

นายพ่วง บุษรารัตน์



ประวัติ       

นายพ่วง  บุษรารัตน์  หรือ  "ครูพ่วง"  "อาจารย์พ่วง"  เป็นบุตรของนายคลิ้ง  และ  นางดวง บุษรารัตน์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๒  มิถุนายน ๒๔๗๐ ที่บ้านวังจระเข้ หมู่ที่ ๔ ตำบลโตนดด้วน อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มีพี่น้อง  ๖   คน  ชื่อ  "พ่วง" ก็โดยเหตุที่เกิดมาเป็นลูกคนสุดท้อง  ห่างจากพี่คนถัดไปนานถึง ๖ ปี เพิ่มจะพ่วงท้ายมาภายหลัง อาจารย์พ่วงได้เข้าเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดป่าตอ ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน  เข้าเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนช่วยมิตร อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง  จนจบชั้นมัธยมปีที่  ๖ แล้วออกไปทำไร่ทำนาและค้าขายอยู่ ๑ ปี จึงไปสมัครเป็นครูโรงเรียนราษฎร์ที่โรงเรียนช่วยมิตร และสอบชุดครู พ.ม.ได้ อาจารย์พ่วงสอนที่โรงเรียนช่วยมิตร ๑๓  ปี  ต่อมาสอบบรรจุเข้ารับราชการครูที่โรงเรียนพนางตุง   อำเภอควนขนุน  จังหวัดพัทลุง   สอนหนังสือที่โรงเรียนพนางตุงได้  ๓  ปี  ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ตรีโรงเรียนพนางตุง

ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นครูใหญ่ตรีโรงเรียนควนขนุนในปี  พ.ศ.๒๕๐๙  อาจารย์พ่วงสอบเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการครูชั้นโทได้ แต่ไม่สามารถบรรจุตำแหน่งครูใหญ่โทที่โรงเรียนควนขนุนได้เพราะมีปริมาณงานน้อย  กรมสามัญศึกษาจึงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูโรงเรียนบ้านท่ามิหรำ  อำเภอเมือง  จังหวัดพัทลุง และได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่หัวหน้าหมวดวิชาภาษาไทย และดำรงตำแหน่งผู้ช่วยครูใหญ่โรงเรียน
บ้านท่ามิหรำจนเกษียณอายุราชการ รวมเวลารับราชการทั้งสิ้น ๒๘ ปี
         
ตั้งแต่วัยเด็ก  อาจารย์พ่วงเป็นคนชอบอ่านหนังสือคำกลอน และติดใจหนังสือประโลมโลกที่แต่งเป็นคำกลอน ชื่อ"กลิ่นกรอบแก้ว"ของนายเสือ ชาวอำเภอระโนด ตั้งแต่ครั้งเรียนชั้นประถมปีที่ ๔ หลังจากนั้นก็ศึกษาการเขียนกลอน และหนังสือคำกลอนต่าง  ๆ ทั้งที่แต่งโดยนักกลอนชาวบ้าน และวรรณคดีต่าง ๆ เช่น รามเกียรติ์ พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน อิเหนา เป็นต้น เมื่อเป็นครูได้ไม่นานได้แต่ง "นางเสเพล" เป็นหนังสือคำกลอนที่เลียนแบบเนื้อหาจากเรื่องสังข์ทอง เลียนวิธีแต่งจากเรื่องระเด่นลันได  หลังจากนั้นมีผลงานที่เป็นคำกลอนอีกมากมาย


         
อาจารย์พ่วง  บุษรารัตน์  สมรสกับอาจารย์เขียน  บุษรารัตน์  เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๙๕ มีบุตรธิดารวม ๗  คน  และถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดเมื่อวันที่  ๓  พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ รวมอายุ ๗๒ ปี

ผลงานและเกียรติประวัติ
         
อาจารย์พ่วง  บุษรารัตน์  ผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมของภาคใต้  สาขาศิลปะ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นผู้มีผลงานการเขียนหลายประเภท ดังนี้
         
๑.งานเขียนเรื่องหนังตะลุง

โดยที่อาจารย์พ่วง บุษรารัตน์ ชอบดูหนังตะลุงมาตั้งแต่เด็ก และมีใจรัก นิยมชมชอบศิลปของหนังตะลุง  กับมีความสามารถในการเขียนคำกลอน  จึงได้เขียนเรื่องหนังตะลุงมอบให้นายหนังตะลุงคณะต่างๆ  นำไปแสดง นายหนังที่ขอให้อาจารย์พ่วงแต่งบทหนังตะลุงให้มีหลายคณะ เช่น หนังประเสริฐน้อย  หนังคลี่   เป็นต้น  แต่คณะที่อาจารย์พ่วงแต่งให้มากเป็นพิเศษ  และเมื่อนำไปแสดงก็จะประสบผลสำเร็จทุกเรื่อง คือ หนังพร้อมน้อย อัศวิน ด.เด็ก (นายพร้อม บุญฤทธิ์ อดีตสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง) ซึ่งเป็นเพื่อนและเป็นคนบ้านเดียวกัน หนังพร้อมน้อย และอาจารย์พ่วงจึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

อาจารย์พ่วงเขียนเรื่องหนังตะลุง ๕๒ เรื่อง เรื่องสำคัญ ๆ ที่ประสบความสำเร็จในการแสดงได้แก่เรื่อง  "เณรเริง"  "คนหนอคน"  "สงครามและความรัก"(ภายหลังหนังพร้อมน้อยเปลี่ยนชื่อเป็น  "รอยแผลสายพิณ") "ฟ้ากั้นสวรรค์สาป" "รักในเรือนทาส" เป็นต้นด้วยเหตุที่อาจารย์พ่วงมีความพยายามทุกวิถีทางที่จะส่งเสริมให้หนังตะลุงเป็นสื่อสำคัญของชาวบ้านภาคใต้ จึงพยายามปรับเนื้อหาให้เป็นสมัยใหม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เป็นจริงของชาวบ้าน ประกอบกับการศึกษาวรรณคดีอย่างจริงจัง อาจารย์พ่วงจึงดัดแปลงเสริมแต่งเรื่องโดยอาศัยแนวทางจากวรรณคดีเช่น  เรื่อง "เณรเริง" "เลียนแบบจากเรื่องขุนช้างขุนแผน "ฟ้าโลมดิน" ได้แนวจากเรื่อง "ลิลิตนิทราชาคริต" เป็นต้น
       
๒.งานเขียนเรื่องมโนราห์ 

อาจารย์พ่วงพิจารณาเห็นว่า บทของมโนราห์ของเก่านั้นดีอยู่แล้ว แม้จะเขียนใหม่ก็ไม่ดีเท่าของเก่า  ของเก่ามีบทรำทำท่าประกอบโดยเฉพาะ  ส่วนบทหน้าม่านหรือหน้าฉากได้เขียนให้คณะมโนราห์หลายบท แต่ไม่มีต้นฉบับเก็บไว้ สำหรับที่เขียนเป็นเรื่องเพื่อให้คณะมโนราห์แสดงมี ๒ เรื่อง คือ  เรื่องไกรทอง  และเรื่องโจรองคุลีมาล  โดยมอบให้อาจารย์สาโรช  นาคะวิโรจน์  แห่งวิทยาลัยครูสงขลา (สถาบันราชภัฏสงขลา) และเขียนขึ้นภายหลังอีก ๑ เรื่องคือเรื่องลูกผู้ชาย


       
๓.งานเขียนบทร้อยกรอง

งานเขียนบทร้อยกรองของอาจารย์พ่วง บุษรารัตน์ มีมากมาย ทั้งประเภทโคลง ฉันท์  กาพย์ กลอน เช่น  บทอาเศียรวาทในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงเป็นประจำทุกปี กลอนเสริมสร้างวินัยทางอากาศ ของเขตการศึกษา ๓ กลอนออกอากาศในวันตำรวจ กลอนเชิญชวนเลือกตั้งผู้แทนราษฎร เพลงพวงมาลัยเชิญชวนเลือกผู้แทน กาพย์นำเที่ยวทะเลน้อย เป็นต้น

         
อาจารย์พ่วงเขียนบทร้อยกรองส่งเข้าประกวดในโอกาสต่าง ๆ และได้รับรางวัลกลายเรื่อง เช่น

          - ธรรมบาลกุมาร แต่งเป็นบทกลอน ความยาว ๑๒๐ คำกลอน
          - วัฒนธรรม แต่งด้วยกาพย์ยานี ความยาว ๖๐ บท
          - หญิงไทยใจกล้า แต่งด้วยกลอนหก ความยาว ๒,๗๐๐ คำกลอน
          - ลบรอยบาป แต่งด้วยกลอนสุภาพ ความยาว ๒,๕๐๐ คำกลอน
          - เสภาพระยาพิชัยดาบหัก แต่งด้วยกลอนเสภา ความยาว ๒,๙๐๐ คำกลอน
          - เลือดทาแผ่นดิน แต่งด้วยกาพย์ ความยาว ๕๕๐ บท
          - มงกุฎป่า แต่งด้วยโคลงสี่สุภาพ ความยาว ๕๒๙ บท
         - ไทยคงเป็นไทย แต่งด้วยกลอนหก ความยาว ๒,๙๐๐ คำกลอน
          - ภูมิใจเมืองไทยเมืองทอง แต่งด้วยกลอนหก ความยาว ๓๒๐ คำกลอน
          - นิราศเมืองถลาง แต่งด้วยกลอนสุภาพ ความยาว ๑,๑๐๐ คำกลอน
       
๔.งานเขียนร้อยแก้ว 

อาจารย์พ่วง  บุษรารัตน์  มีงานเขียนร้อยแก้วไม่มากนัก มีส่งเข้าร่วมประกวดกับหน่วยงานต่างๆ บ้าง เช่น

          - การศึกษาประชาบาล  ความยาว ๘ หน้า ส่งเข้าประกวดได้รับรางวัลจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง
          - พระยารัษฎานุประดิษฐ์  ความยาว  ๑๓๕  หน้า  ส่งเข้าประกวดได้รับรางวัลที่๒  โครงการบัวหลวงธนาคารกรุงเทพ จำกัด
          - เทียนทองส่องนำใจ ความยาว ๑๖ หน้า ส่งเข้าประกวดได้รับรางวัลชมเชยจากคุรุสภา
          - หัวใจพุทธศาสนา ความยาว ๘๐ หน้า ส่งเข้าประกวดในเครือปูนซิเมนต์ไทย
          - สหกรณ์กับการพัฒนาประเทศ ความยาว ๑๐ หน้า ได้รับรางวัลที่ ๑ ของสหกรณ์จังหวัดสงขลา
       
๕.งานเขียนบทละคร

อาจารย์พ่วงมีงานเขียนบทละครบ้าง  ส่วนมากเขียนเพื่อให้นักเรียนและครูแสดงเพื่อหารายได้จัดซื้อวัสดุการศึกษาให้แก่โรงเรียน     และไม่ได้เก็บต้นฉบับไว้      สูญหายเกือบหมดสิ้น คงเหลืออยู่ ๒ เรื่อง คือ หญิงไทย และ เงาะป่า เรื่องอื่น ๆ ที่กล่าวถึง เช่น

          - ผู้ผิดทาง                            กามนิต                         อาบูหะซัน
          - ตำนานตรุษสงกรานต์          คลื่นชีวิต                       ลูกสาวเศรษฐี
          - ลูกรักลูกชัง                         ลมปาก                         หนามสังคม
          - หญิงไทย                            สมิงพระรามอาสา          เงาะป่า
         
ผลงานประพันธ์ของอาจารย์พ่วงมีอีกมาก มีผลงานปรากฏที่มีนักศึกษาวิชานาฎศิลป์วิทยาลัยครูสงขลาเลือกวรรณกรรมของอาจารย์พ่วงไปทำวิทยานิพนธ์ก็มี และนอกจากเป็นนักเขียนแล้วอาจารย์พ่วงยังเป็นนักพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโต้วาที แม้อายุถึง ๖๐ ปี ก็ยังรับเชิญไปโต้วาทีตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ อยู่เนืองๆ
         
ด้วยเหตุที่อาจารย์พ่วง บุษรารัตน์ ได้สร้างผลงานด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านวรรณกรรม รวมทั้งเป็นวิทยากรและร่วมจัดทำหนังสือส่งเสริมการอ่าน หนังสืออ่าประกอบ  แก่นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และการช่วยเหลือหน่วยงานราชการในทางวิชาการ เป็นที่ปรากฏแก่สาธารณชน จึงได้รับเกียรติบัตรจากคุรุสภาในฐานะที่เป็นผู้ยึดมั่นในอาชีพครูและมีวิญญาณครูอย่างแท้จริง
         
พ.ศ.๒๕๓๐  อาจารย์พ่วง  บุษรารัตน์ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมของภาคใต้ สาขาศิลปะ (นักเขียนวรรณกรรมหนังตะลุง และวรรณกรรมร้อยกรอง)
         
พ.ศ.๒๕๓๙ ได้รับรางวัลพระเกี้ยวทองคำ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
         
พ.ศ.๒๕๔๑ ได้รับการยกย่องจากสมาคมชาวปักษ์ใต้ให้เป็น คนดีศรีทักษิณ
         
อาจารย์พ่วง  บุษรารัตน์  ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือด  เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ รวมอายุ ๗๒ ปี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: