Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 กันยายน, 2562, 01:26:54

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เขาเมือง  (อ่าน 3355 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 02 ตุลาคม, 2554, 14:36:00 »

เขาเมือง



สถานที่ตั้ง  
       
เขาเมือง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองพัทลุง และเขตอำเภอควนขนุนของจังหวัดพัทลุง โดยอยู่ในบริเวณหมู่ที่ ๑  ตำบลชัยบุรี  เขตอำเภอเมืองพัทลุง และบริเวณหมู่ที่ ๕ ตำบลมะกอกเหนือ และ หมู่ที่ ๕ ตำบลพนมวังก์ เขตอำเภอควนขนุน
         
อาณาเขต

ทิศเหนือ                    ติดต่อกับทุ่งนาตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน
ทิศตะวันออก             ติดต่อกับทุ่งนาบ้านคอกวัว และถนนสายวัดแจ้ง-ปรางชัย
ทิศตะวันตก               ติดต่อกับที่ดินสงวนเลี้ยงสัตว์ ตำบลพนมวังก์ อำเภอควนขนุน
ทิศใต้                        ติดต่อกับเขาเมือง



ประวัติความเป็นมา
         
บริเวณเขาเมืองปรากฏร่องรอยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยอยุธยา  ในส่วนของร่องรอยหลักฐานทางเอกสารนั้น มีเอกสารฝ่ายไทยและของต่างชาติ  พงศาวดารเมืองพัทลุงทุกฉบับกล่าวถึงบริเวณนี้ เมื่อเป็นที่ตั้งเมืองพัทลุงสมัยอยุธยา ในขณะที่เอกสารของต่างชาติ   โดยเฉพาะของนายลามาร์ วิศวกรชาวฝรั่งเศส ผู้มีชื่อเสียงในพงศาวดารสยามได้เขียนผังเมืองของเมืองนี้ในปี พ.ศ.๒๒๓๐ (ค.ศ.  ๑๖๘๗)   และได้บันทึกไว้ว่า  บริเวณนี้เป็นชุมชนเมืองมาก่อนหน้านี้แล้ว  โดยเขียนชื่อเมืองเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "BOURDELUN"
         
ตั้งแต่ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่  ๒๒ เป็นต้นมา การค้าขายกับต่างประเทศของดินแดนในภาคใต้ของไทยได้เพิ่มความคึกคักขึ้น สืบเนื่องมาจากมีพ่อค้าชาวตะวันตกหลายชาติ   ได้แก่โปรตุเกส   ฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส ได้เดินทางเข้ามาค้าขายกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณรอบๆ ทะเลสาบสงขลา ซึ่งก็คือเมืองพัทลุงและเมืองสงขลา  ในเวลาต่อมาก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของพ่อค้าเหล่านั้น 

สินค้าที่เป็นที่สนใจ คือพริกไทย  ดีบุก  รังนก  ข้าว  และของป่า  นอกจากนั้นยังมีชาวจีนอพยพมาทำมาหากินที่เมืองสงขลา หลังจากที่มีอีกพวกหนึ่งได้มาตั้งหลักแหล่งอยู่ตามเมืองท่าในบริเวณอ่าวไทยตั้งแต่สมัยต้น ๆ อยุธยาแล้ว เส้นทางการค้าในทะเลสาบสงขลานั้นนับว่ามีความสะดวกมาก เพราะนอกจากจะมีทางออกสู่อ่าวไทยที่ปากน้ำเมืองสงขลาแล้ว  ก็ยังสามารถใช้ทางน้ำตอนเหนือของทะเลสาบได้อีกด้วย เพราะในสมัยอยุธยานั้นเส้นทางตอนเหนือนี้ยังคงกว้างและลึกมาก จะเห็นได้ว่าเขตเมืองพัทลุงไม่อาจจะแยกออกจากเมืองสงขลาได้อย่างชัดเจน   ทั้งเป็นบริเวณที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจทั้งในแง่ของการมีท่าจอดเรือที่ดี และเป็นแหล่งผลิตสินค้าหลายชนิด
         
นอกเหนือจากพวกชาวตะวันตกและชาวจีนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเมืองพัทลุงและสงขลาแล้ว     ในช่วงดังกล่าวยังมีกลุ่มพ่อค้าอิสลามเข้ามามีอำนาจอีกด้วย เมืองพัทลุงนั้นกลุ่มพ่อค้าอิสลามเข้าไปมีอิทธิพลทางการเมืองตั้งแต่ปลายสมัยพระเจ้าปราสาททองเป็นต้นมา ส่วนในเมืองสงขลาใน พ.ศ. ๒๑๘๕ ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าปราสาททองนั้น แขกเปอร์เซียได้เป็นเจ้าเมืองแล้ว ทั้งสามารถสร้างป้อมปราการขึ้นมาอย่างหนาแน่นและตั้งตัวเป็นกษัตริย์ 

ซึ่งชาวต่างชาติเรียกว่า  "พระเจ้าสงขลา"  ทางอยุธยาต้องลงไปปราบปรามหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เมืองไทรบุรีเมืองประเทศราชของอยุธยาได้หันไปรวมกับเมืองสงขลา ใน พ.ศ.๒๑๘๙ ไทรบุรีก็ได้บุกยึดเมืองพัทลุงเพื่อเป็นการแก้แค้นที่เมืองพัทลุงให้ความช่วยเหลือแก่อยุธยาในการโจมตีเมืองสงขลา เมืองพัทลุงได้รับความเสียหายอย่างมาก จนในที่สุด  พ.ศ.  ๒๑๙๒  เจ้าเมืองสงขลาก็ได้เข้าไปมีอิทธิพลทางการเมืองของเมืองพัทลุงอย่างชัดเจน ดังนั้นตั้งแต่ระยะนี้เป็นต้นไปอยุธยาต้องสูญเสียอิทธิพลของตนในหัวเมืองภาคใต้ เจ้าเมืองสงขลาได้เข้าไปมีบทบาทในการปกครองเมืองพัทลุง โดยส่งน้องชายให้เป็นเจ้าเมืองพัทลุง
         
เมืองสงขลาในระยะนี้คงจะฟูเฟื่องมากถึงกับฮอลันดาสนใจจะเปิดสถานีการค้า  โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. ๒๒๒๑-๒๒๒๒ ฮอลันดาถึงกับไปสำรวจภาวะการตลาดที่นั่น ทั้ง ๆ ที่ได้รับคำสั่งให้ไปเปิดสถานีการค้าที่ปัตตานี แต่ยังลงไปปัตตานีไม่ได้ เนื่องจากปัตตานีมีสภาพสงครามตลอดเวลา   เจ้าเมืองสงขลาให้การต้อนรับฮอลันดาอย่างดี และได้จัดเตรียมรักษาเมืองอย่างเข้มแข็ง สั่งให้นำปืนใหญ่ขึ้นไปตั้งบนเขา เพราะไม่รู้ว่าเมื่อใดสมเด็จพระนารายณ์จะลงมาตี สมเด็จพระนารายณ์มหาราชต้องใช้กลศึกโดยการติดสินบนผู้คุมป้อมปืนป้อมหนึ่ง ทำให้ทัพอยุธยาเข้าถึงและจุดพลุเผาเมืองสงขลาจนแตกพินาศ   ใน  พ.ศ.  ๒๒๒๓ แล้วทำลายป้อมปราการลงหมดสิ้นสภาพ  ทั้งกวาดต้อนครัวเรือนมุสลิมไปอยู่แถวไชยา  ส่วนเจ้าเมืองนั้นเอาตัวไปกรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองพัทลุงซึ่งเป็นน้องของเจ้าเมืองสงขลา และอยู่ในอำนาจของเจ้าเมืองสงขลาก็ถูกนำตัวไปกรุงศรีอยุธยา
         
ต่อมาในวันที่  ๑๑  ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ ได้มีการทำสัญญาระหว่างฝรั่งเศสกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีข้อความในข้อ ๙ ว่าไทยยอมยกเมืองสงขลาและเมืองขึ้นของสงขลา (พัทลุง) ให้ฝรั่งเศสทำสถานีการค้า
         
อย่างไรก็ดี  ในบันทึกต่างๆ ของชาวฝรั่งเศสที่รายงานโต้ตอบกันหลังจากนั้นล้วนแต่ปฏิเสธที่จะ "ลงทุน" ในเมืองสงขลาและเมืองพัทลุง เพราะฝรั่งเศสหมายมั่นที่จะเอามะริดกับบางกอกดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว จึงทิ้งให้เมืองสงขลาและเมืองพัทลุงเป็นเมืองร้างต่อไปตามเดิม


         
เมืองพัทลุงที่ลามาร์บันทึกว่าเป็นเมืองมาก่อนที่เขาจะเข้ามานั้น  เข้าใจว่าคงเป็นเมืองที่  "เพรีซี"  สร้างขึ้นดังที่บันทึกไว้ในพงศาวดารเมืองพัทลุงว่า   เพื่อให้เป็นเมือง "ที่มั่นคงแก่การป้องกัน ข้าศึกและพ้นจากพวกสลัดมารบกวนด้วย" เพราะเดิมเมืองพัทลุงตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบ  พวกสลัดมารบกวนอยู่เสมอ จนในที่สุดก็เสียเมืองแก่สลัด เมื่อย้ายมาตั้งเมืองที่เขาชัยบุรี  จึงเป็นเมืองอยู่ไกลทะเลสาบ มีภูเขาเป็นกำแพงธรรมชาติ มีคูเมืองกำแพงเมืองแข็งแรง มีปืนใหญ่ไว้ป้องกันศัตรู  เมืองนี้คงจะสร้างขึ้นก่อนปี   พ.ศ.๒๒๑๙   ดังที่พงศาวดารเมืองพัทลุงบันทึกไว้ว่า ในพ.ศ.๒๒๑๙  พระยาวิชิตณรงค์เป็นเจ้าเมืองพัทลุง เพราะพระยาวิชิตณรงค์นั้นเป็นเจ้าเมืองคนต่อจากเพรีซีผู้สร้างเมือง
         
ต่อจากพระยาวิชิตณรงค์จนถึงปี   พ.ศ.๒๓๑๐  เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่านั้น  ทางเมืองพัทลุงมีเจ้าเมืองอีก ๗  คน และเป็นที่น่าสังเกตว่า เจ้าเมืองพัทลุงในระยะดังกล่าวนี้เป็นผู้ได้รับแต่งตั้งมาจากอยุธยาทั้งสิ้น แสดงว่าคงเป็นคนของทางส่วนกลาง และเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกษัตริย์อยุธยามาก่อน

โดยเฉพาะพระราชบังสัน (ตะตา) นั้นเป็นมุสลิม และเป็นหลานปู่ "พระเจ้าสงขลา" สุไลมานหรือตาตุมะระหุ่ม ซึ่งเป็นต้นตระกูล ณ  พัทลุง  หลังจากสมัยของพระภักดีเสนา  เจ้าเมืองพัทลุงคนสุดท้ายเสียชีวิตในปี พ.ศ.๒๓๑๐ หลังจากนี้เมืองพัทลุงที่เขาเมืองก็ถูกทิ้งร้าง  เพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้พระนัดดาของพระองค์มาเป็นเจ้าเมืองพัทลุงคนต่อมา โดยตั้งเมืองที่ท่าเสม็ด ซึ่งเชื่อกันว่าอยู่ในเขตอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน
         
จะเห็นได้ว่าความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของเมืองพัทลุงที่เขาเมืองเป็นตอนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งตอนหนึ่งของจังหวัดพัทลุง เมืองพัทลุงในระยะนี้จัดเป็นเมืองปลายแดนของอยุธยา เมืองสงขลากับเมืองพัทลุงดูเหมือนจะแยกกันไม่ชัดเจน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบางครั้งแยกไม่ได้ว่าเกิดในเมืองพัทลุงหรือในเมืองสงขลากันแน่ แม้แต่เอกสารของทางราชการในสมัยหลังๆ  เองก็ยังเป็นไปทำนองนั้น  เช่น ในแผนที่ที่แสดงรายละเอียดของจังหวัดต่าง ๆ  ในประเทศไทยที่จัดทำขึ้นโดยทางราชการในปี  พ.ศ.  ๒๔๗๕,  ๒๔๗๖ และ ๒๕๐๙  ไม่ปรากฏแผนที่ของจังหวัดพัทลุงเลย  แต่รายละเอียดเกี่ยวกับจังหวัดพัทลุงกลับไปปรากฏในแผนที่ของจังหวัดสงขลา ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับจังหวัดสงขลาในแผนที่นั้นก็ไม่ได้ชัดเจนมากนัก



ความสำคัญต่อชุมชน
         
เดิมเขาเมืองเป็นที่ตั้งของเมืองพัทลุง ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างก่อน พ.ศ. ๒๒๑๙ เป็นเมืองที่มีภูเขาเป็นกำแพงธรรมชาติ มีคูเมือง กำแพงเมืองที่แข็งแรง มีปืนใหญ่ไว้ป้องกันศัตรู
         
ปัจจุบันเขาเมืองเป็นโบราณสถานที่มีประวัติความเป็นมาปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีร่วมสมัยอยุธยา เป็นอนุสรณ์สถานและมรดกทางวัฒนธรรมของชาวจังหวัดพัทลุงที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้เป็นมรดกของลูกหลาน นอกจากนี้เขาเมืองยังมีสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่สวยงามอีกด้วย

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
         
ทิวา  ศุภจรรยา ผู้เชี่ยวชาญร่องรอยของชุมชนโบราณจากภาพถ่ายทางอากาศ เรียกเมืองพัทลุงโบราณที่เขาเมืองนี้เป็น "เมืองป้อมปราการ" เพื่อเน้นให้เห็นลักษณะของการสร้างเมือง ที่มีทำเลติดภูเขา และอาศัยภูเขาเป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติส่วนหนึ่ง ส่วนที่เป็นที่ราบใช้วิธีขุดคูน้ำคันดินล้อมรอบและสร้างกำแพงเชื่อมกับภูเขาล้อมและใช้ตั้งปืนใหญ่ โดยลักษณะรูปแบบการสร้างเมืองเหมือนเมืองป้อมปราการที่หัวเขาแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

เส้นทางเข้าสู่สถานที่สำคัญ
         
เขาเมือง อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดพัทลุงไปทางทิศเหนือ มีถนนเข้าสู่บริเวณเขาเมืองหลายเส้นทาง หนทางที่สะดวกที่สุดคือ  ไปตามถนนลาดยางสายพัทลุง-ควนขนุน ประมาณ ๔  กิโลเมตร มีถนนลาดยางจากบ้านปางชัยไปทางทิศตะวันออก แล้ววกขึ้นทางทิศเหนืออีกประมาณ ๗ กิโลเมตร
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: