Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 มิถุนายน, 2562, 19:47:46

   

ผู้เขียน หัวข้อ: วัดวัง  (อ่าน 5057 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 02 ตุลาคม, 2554, 14:25:43 »

วัดวัง



สถานที่ตั้ง          หมู่ที่ ๔ ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง

ประวัติความเป็นมา
         
คำว่า"วัดวัง"มีที่มา  ๒ นัย
นัยหนึ่งว่าทางทิศใต้ของวัด มีวังน้ำลึกมากเรียกว่า "หัววัง" จึงเรียกวัดวัง
อีกนัยหนึ่งว่า เพราะตั้งอยู่ใกล้กับวังหรือจวนเจ้าเมือง จึงเรียกวัดวัง



         
วัดวัง เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นแต่ไม่ทราบศักราชที่แน่ชัด   เนื่องจากหลักฐานยังขัดแย้งกันอยู่ เช่น
         
พงศาวดารเมืองพัทลุงระบุว่า  พระยาพัทลุง(ทองขาว)  เป็นผู้สร้างวัดวัง  แต่ไม่ปรากฏปีศักราช ได้ทำการแล้วเสร็จ มีการฉลอง  เมื่อวันจันทร์  ขึ้น  ๑๕  ค่ำ  เดือน  ๗  พ.ศ.  ๒๓๕๙  ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
         
หนังสือพงศาวดารและลำดับวงศ์สกุลเมืองพัทลุง เรียบเรียงโดยพระยาโสภณพัทลุงกุล (สว่าง ณ  พัทลุง)  ระบุว่า พระยาพัทลุง (ทองขาว) เป็นผู้ปฏิสังขรณ์วัดวังขึ้น มีอุโบสถ พัทธสีมา และวิหารพร้อมใช้เป็นวัดสำหรับรับน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสำหรับเมือง
         
หนังสือประวัติวัดวังของหลวงคเชนทรามาตย์  ระบุไว้ว่า  พระยาพัทลุง (ทองขาว) บุตรพระยาพัทลุง (ขุนคางเหล็ก )เป็นหัวหน้าชักนำญาติพี่น้องและชาวบ้านปฏิสังขรณ์วัดวังขึ้น
         
คุณยายประไพ  มุตตามระ  (จันทโรจวงศ์)  บุตรีหลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทโรจวงศ์ ผู้เขียนพงศาวดารเมืองพัทลุง) ได้ให้ความเห็นไว้ว่า วัดวังคงจะเริ่มสร้างมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ แต่เพราะบ้านเมืองในสมัยนั้นมีศึกษาสงครามกับหัวเมืองมลายูและพม่าอยู่เสมอ จึงทำให้การสร้างวัดมาแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ ๒ ปี พ.ศ. ๒๓๕๙
         
ทำเนียบวัดจังหวัดพัทลุงของพระครูอริยสังวร(เอียด)อดีตเจ้าคณะจังหวัดพัทลุงได้ระบุว่า วัดวังสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๓๑ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์


         
จากหลักฐานที่กล่าวมาพอจะสันนิษฐานได้ว่าวัดวังสร้างมาก่อน พ.ศ.๒๓๕๙ และอาจจะสร้างมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ก็ได้ จุดประสงค์ของการสร้างวัดนี้อาจเป็นได้ว่าเพื่อใช้เป็นวัดประจำเมือง หรือประจำตระกูล

เพราะสมัยนั้นได้ย้ายเมืองพัทลุงมาตั้งที่โคกลุง บริเวณนี้ยังไม่มีวัดที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนาเมื่อสร้างวัดวังขึ้นแล้วก็พิจารณาเห็นว่าวัดควนมะพร้าว ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยามาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีนั้นอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมากเกินไป                       

จึงได้พิจารณายกวัดวังขึ้นเป็นวัดถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา  ดังปรากฏในพงศาวดารเมืองพัทลุงว่า  พระยาพัทลุง  (ทับ)  ได้ปฏิสังขรณ์วัดวัง
ซึ่งเป็นวัดของพระยาพัทลุง(ทองขาว)  ขึ้นเป็นวัดถือน้ำไว้กลางเมืองพัทลุง   ให้มีการฉลองเมื่อวันพฤหัสบดี
ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก โทศก พ.ศ. ๒๔๐๓
         
ต่อมาวัดวังได้รับการบูรณะเรื่อยมา  จนกระทั่งทางราชการได้ยกเลิกพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาและได้มีการย้ายเมืองพัทลุงจากตำบลลำปำไปตั้งที่ตำบลคูหาสวรรค์ คือที่ตั้งเมืองพัทลุงปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ วัดวังก็เริ่มทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ  จนราว  พ.ศ.  ๒๕๑๒ ทางราชการจึงได้ทำการบูรณะซ่อมแซมวัดวังใหัมั่นคงถาวรจนกระทั่งทุกวันนี้

ความสำคัญต่อชุมชน
         
วัดวัง เป็นวัดโบราณที่มีความสำคัญคู่กับเมืองพัทลุงมาตลอดสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการเมืองพัทลุงมาแล้วในอดีต จนกระทั่งทางราชการได้ได้ยกเลิกพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และได้มีการย้ายเมืองพัทลุงจากตำบลลำปำไปตั้งที่ตำบลคูหาสวรรค์ คือที่ตั้งเมืองปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙
         
ในปัจจุบันวัดวังยังคงเป็นวัดสำคัญที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาในวาระต่างๆ เป็นแหล่งรวมของศิลปกรรมที่งดงาม ที่กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๘   และประกาศเขตโบราณสถานอีกด้วย



ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและศิลปแขนงต่างๆ
         
วัดวัง  มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  กว้างยาวประมาณ ๓ เส้น ๑๒ วา คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๑๓ ไร่ ๔๖ ตารางวา มีรูปแบบของศิลปกรรมที่ปรากฏ ดังนี้
         
๑.  อุโบสถ 
ตั้งอยู่ตรงกลางวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  เป็นอาคารก่อด้วยอิฐถือปูน  ขนาดกว้าง ๖.๖๐ เมตร ยาว ๑๔ เมตร หลังคาทรงไทยมุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผา มีช่อฟ้าใบระกา ด้านหน้ามีมุขเก็จยื่นออกมา  ภายในพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่งห้อยพระบาทแสดงปางป่าเลไลย์   มีช้างและลิงปูนปั้นถวายรังผึ้ง ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ บูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ และครั้งหลังสุดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ อุโบสถมีระเบียงคด หรือวิหารคดล้อมรอบทั้ง ๔  ด้าน มีซุ้มประตู ๔ ทิศ ซุ้มประตูทางทิศตะวันออก สร้างเป็นซุ้มยอด ศิลปะสมัยรัชกาลที่ ๔  ภายในวิหารคดมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางต่าง  ๆ  จำนวน  ๑๐๘  องค์  หน้าบันอุโบสถจำหลักไม้ ด้านหน้ารูปพระพายทรงม้า  ๓   เศียร   มีลวดลายกระหนกก้านแย่งรูปยักษ์   และเทพธิดา   กินรี   ประกอบลงรักปิดทอง ด้านหลังเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ๓ เศียร ลงรักปิดทองเหมือนด้านหน้า หน้าบันทั้ง ๒ ได้จำลองจากของเดิม เมื่อ  พ.ศ. ๒๕๑๒ โดยนายช่างเทียม เป็นชาวกรุงเทพ ฯ จำหลักได้สวยงามไม่แพ้ของเดิม  ส่วนของเดิมได้นำไปเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสงขลา  อุโบสถมีประตูทางเข้า  ๒  ประตู บานประตูทั้ง  ๔   บาน   เดิมมีภาพลายรดน้ำรูปทวารบาลสวยงาม  แต่มาเปลี่ยนเป็นลายดอกไม้เมื่อ  พ.ศ. ๒๕๑๒   เหนือขอบประตูและหน้าต่างมีลวดลายปูนปั้นรูปดอกไม้พรรณพฤกษา   มีสัตว์   เช่น   กระรอกเป็นส่วนประกอบแบบเดียวกับที่วัดสุนทราวาส และวัดยาง แต่บางช่อมีรูปหน้ากาลปูนปั้นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
         
ภายในอุโบสถมีพระประธานปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย  จำนวน  ๕ องค์ องค์กลางมีขนาดใหญ่ที่สุด หน้าตักกว้างประมาณ ๒ เมตร สองข้างมีพระพุทธสาวก คือ พระสารีบุตร กับพระโมคคัลลาน ประทับยืนประนมมือ ด้านหน้าพระประธานมีพระพุทธรูปหล่อสำริด ๑ องค์ แบบทรงเครื่องใหญ่ ปางห้ามสมุทร และพระพุทธรูปไม้บุเงินปางอุ้มบาตร  ๑   องค์   ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์  เข้าใจว่า  เป็นพระพุทธรูปที่นำมาจากกรุงเทพ ฯ สำหรับพระพุทธรูปไม้บุเงินได้ถูกคนร้ายขโมยไป
         
ที่ริมผนังอุโบสถด้านหน้าตอนใน   มีรูปยายแก่ปูนปั้นเรียกกันว่า   "ยายไอ่"   หรือ  "ยายทองคำ"  เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก เดิมมีตะบันทองคำอยู่ ๑ อัน และมีลายแทงอยู่ด้วย ต่อมาได้มีบุคคลพยายามแก้ลายแทงนั้น และได้เก็บตะบันทองคำนั้นเป็นสมบัติส่วนตัว  นอกจากนั้น ยังได้พยายามทำลายและขุดค้นพระพุทธรูปด้วย
         
ภายในอุโบสถที่ฝาผนังทั้ง  ๔  ด้าน  เขียนภาพจิตรกรรม  เรื่องพุทธประวัติ และเทพชุมนุม จิตรกรรมฝาผนังวัดวังเขียนขึ้นในสมัยใดยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอน  ในพงศาวดารเมืองพัทลุง ระบุว่า พระยาพัทลุง (ทับ) ให้ช่างเขียนขึ้นสำเร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓  บางท่านกล่าวว่า พระยาพัทลุง (ทับ) เป็นผู้นำช่างเขียนภาพที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) จากกรุงเทพฯ  มาเพราะท่านเคยรับราชการอยู่ในกรุง เมื่อได้เป็นเจ้าเมืองพัทลุง  จึงได้นำช่างมาเขียนภาพขึ้นที่วัดวัง  แต่บางท่านก็ว่าจิตรกรรมฝาผนังนี้เขียนขึ้นโดยนายช่างพื้นเมืองชาวพัทลุง ชื่อ หลวงเทพบัณฑิต (สุ่น) ซึ่งเป็นผู้เขียนภาพที่วัดวิหารเบิกด้วย
         
เดิมทีเดียวผนังระหว่างช่องประตูและหน้าต่างเขียนภาพเรื่องราวทศชาติชาดก แต่ปัจจุบันลบเลือนไปหมดแล้ว ทางวัดได้ใช้ปูนขาวทาทับ จึงเหลือแต่จิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติบนผนังตอนบน ตอนบนสุดเขียนรูปฤาษี วิทยาธรกำลังเหาะ ถัดลงมาเขียนรูปเทพชุมนุม ต่ำลงมาเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ ภาพบางตอนจะแสดงให้เห็นถึงชีวิต สังคม และวัฒนธรรมของชาวบ้านอย่างชัดเจน เช่น การประกอบอาชีพ การแต่งกาย และสภาพบ้านเรือนในสมัยนั้น


         
๒. เจดีย์รอบอุโบสถ
เป็นเจดีย์ก่อด้วยอิฐถือปูน จำนวน ๘ องค์ แบ่งลักษณะเจดีย์ได้ ๓ แบบ คือ
         
ก.  เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง มีลวดลายปูนปั้นรูปดอกไม้ พรรณพฤกษาประดับรอบองค์ มีจำนวน ๒ องค์ อยู่ทางทิศเหนือ และทิศใต้ของอุโบสถทิศละองค์         
ข.  เจดีย์ทรงกลีบมะเฟือง เป็นเจดีย์ก่อด้วยอิฐถือปูนย่อมุมไม้สิบสอง องค์ระฆังเป็นแบบกลีบมะเฟือง มีจำนวน ๑ องค์ อยู่ด้านหลังอุโบสถ         
ค. เจดีย์ทรงกลม เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม องค์ระฆังแบบโอคว่ำ หรือแบบทรงลังกา มีจำนวน ๕ องค์
         
๓.  เจดีย์ทรงลังกา
เป็นเจดีย์ก่อด้วยอิฐถือปูน อยู่ด้านหน้านอกวิหารคด พระยาพัทลุง (ทับ) ให้สร้างขึ้น สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓  ขนาดสูงประมาณ  ๑๒  เมตร  รอบเจดีย์มีกำแพงแก้วก่อด้วยอิฐถือปูนรูป  ๘ เหลี่ยมล้อมรอบฐานเจดีย์รูป ๘  เหลี่ยม  มีฐานแข้งสิงห์ย่อมุมไม้สิบสองรองรับองค์ระฆังแบบลังกา  บัลลังก์เจดีย์ไม่มี มีแต่ปล้องไฉนต่อจากองค์ระฆังจนถึงปลียอดและหยาดน้ำค้าง เจดีย์องค์นี้สร้างเพื่อใช้บรรจุอะไรไม่ปรากฏหลักฐาน
         
๔.  ธรรมาสน์  
จำหลักไม้ลายทองรูปดอกไม้พรรณพฤกษา เป็นธรรมาสน์ที่รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อทรงพระราชอุทิศในงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จฯ  พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ โดยพระราชทานไปตามวัดสำคัญ ๆ ตามหัวเมืองต่างๆ วัดวังนับเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง จึงทรงพระกรุณาพระราชทานให้ด้วยที่ธรรมาสน์มีอักษรจารึกไว้ว่า  "จปร.ทรงพระราชอุทิศ  ในงานพระบรมศพ พ.ศ. ๒๔๕๓"
         
๕.  ใบเสมา
จำหลักด้วยหินทรายแดงถือปูน จำนวน ๘ ใบ ประดิษฐานอยู่บนฐานสูง ก่อด้วยดิฐถือปูนย่อมุมไม้สิบสองล้อมรองอุโบสถ ใบเสมามีลวดลายปูนปั้นรูปดอกไม้ใบไม้สวยงาม บางใบชำรุดหักพังไปบ้างแล้ว  เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีขนาดเท่ากันทุกใบ คือ กว้าง ๔๐  เซนติเมตร  สูง  ๘๔ เซนติเมตร หนา ๑๕ เซนติเมตร


         
๖.  ศาลาการเปรียญ  
ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอุโบสถ เป็นอาคารไม้ทรงไทยยกพื้นสูง สมัยก่อนเคยใช้เป็นโรงเรียน บนคอสองของศาลามีภาพจิตรกรรมเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ฝีมือสวยงาม  แต่น่าเสียดายว่าเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙  ทางวัดได้รื้อศาลาการเปรียญหลังนี้ทิ้งเสีย แล้วสร้างใหม่ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ทำให้ภาพเขียนถูกทำลายสูญหายไปด้วย


         
๗.  ตู้พระธรรมลายรดน้ำ
อยู่บนกุฏิเจ้าอาวาส จำนวน ๑ ตู้ ลักษณะเป็นตู้สี่เหลี่ยมแบบขาสิงห์ เขียนลายรดน้ำกนกก้านแย่งประกอบลายสัตว์ เป็นศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
         
๘.  โอ่งน้ำ
มีจำนวน ๒ ใบ ใบแรก เป็นโอ่งดินเผาเคลือบสีเขียวทรงสูง ศิลปสมัยราชวงศ์ชิง ขนาดสูง ๗๓ เซนติเมตร ปากกว้าง ๔๐ เซนติเมตร ใบที่ ๒ เป็นโอ่งดินเผาทรงเตี้ยปากกว้างเคลือบสีน้ำตาล รอบตัวโอ่งเป็นลายรูปต้นไม้และกนก ศิลปราชวงศ์ชิง มีขนาดสูง ๖๑ เซนติเมตร ปากกว้าง ๙๗ เซนติเมตร ตามประวัติกล่าวว่า ใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา หรือใส่น้ำสัจจบาลของข้าราชการเมืองพัทลุง



เส้นทางเข้าสู่สถานที่สำคัญ
         
วัดวังอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดพัทลุงไปทางทิศตะวันออก  ตามถนนอภัยบริรักษ์  ประมาณ  ๖ กิโลเมตร
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: