Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 มิถุนายน, 2562, 20:57:21

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระยาพัทลุง (จุ้ย)  (อ่าน 3037 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 02 ตุลาคม, 2554, 08:52:33 »

พระยาพัทลุง (จุ้ย)

ประวัติ
         
พระยาพัทลุง  (จุ้ย  จันทโรจวงศ์) เป็นบุตรของเจ้าพระยาสุรินทราชา (จันทร์) ผู้สำเร็จราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก ผู้เป็นต้นสกุล "จันทโรจวงศ์" ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับชื่อ มารดา และวัน เดือน ปีเกิด แต่เข้าใจว่าคงเกิดราวสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์     

ได้เริ่มเข้ารับราชการโดยถวายตัวเป็นข้าหลวงเดิมของเจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔) สมัยเมื่อยังทรงพระเยาว์อยู่ ต่อมาเมื่อพระยาพัทลุง (ทองขาว ณ พัทลุง) ได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง   พ.ศ.๒๓๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้ นายจุ้ย เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองพัทลุง
         
ต่อมา พ.ศ.๒๓๖๐ โปรดเกล้าฯ ให้นายพลพ่าย(เผือก  ณ  พัทลุง)นายเวรมหาดเล็กน้องชายพระยาพัทลุง(ขุน ณ พัทลุง)เป็นผู้ว่าราชการเมืองพัทลุงและโปรดเกล้า ฯ  ให้หลวงยกกระบัตร (จุ้ย จันทโรจวงศ์) เป็นพระทิพกำแหงสงคราม ปลัดเมืองพัทลุง
         
พ.ศ.  ๒๓๘๒ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้า ฯ ให้เรียกตัวพระยาพัทลุง (น้อยใหญ่   ณ   นคร) บุตรชายของเจ้าพระยานคร  (น้อย)ผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง   เข้าไปรับราชการในกรุงเทพมหานคร  แล้วโปรดเกล้าฯ  ให้พระทิพกำแหงสงคราม  (จุ้ย  จันทโรจวงศ์) ปลัดเมืองพัทลุง  เป็นผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง
         
พระยาพัทลุง  (จุ้ย  จันทโรจวงศ์) เป็นผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๓๙๓ ก็ถึงแก่กรรม รวมเวลาว่าราชการเมืองพัทลุง ๑๒ ปี  ไม่ทันโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง คนใหม่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน

ผลงานและเกียรติประวัติที่ได้รับ
         
พระยาพัทลุง  (จุ้ย จันทโรจวงศ์) ได้สร้างผลงานและวีรกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ และสร้างความเจริญแก่เมืองพัทลุงไว้หลายประการ ดังนี้
         
ด้านการสงคราม  ในสมัยที่พระยาพัทลุง (จุ้ย จันทโรจวงศ์) เป็นพระทิพกำแหง ปลัดเมืองพัทลุง พ.ศ. ๒๓๖๓ พม่ายกกองทัพมาชุมนุมทัพที่เมืองทวายจะยกกองทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ชายทะเลฝั่งตะวันตก ส่วนหัวเมืองไทรบุรีก็หันไปสนับสนุนพม่าให้ยกกำลังมาตีไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒  จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ข้าหลวงออกมาเกณฑ์กองทัพเมืองพัทลุง เมืองนครศรีธรรมราช ให้ไปตั้งกองกำลังต่อเรือรบอยู่ที่หน้าเมืองสตูล และให้เมืองสงขลายกกำลังไปคุมเชิงเมืองไทรบุรีไว้  ทางฝ่ายเมืองพัทลุง พระยาพัทลุง (เผือก ณ พัทลุง) สั่งให้พระทิพกำแหงสงคราม (จุ้ย จันทโรจวงศ์) ปลัดเมืองพัทลุงคุมกองทัพเมืองพัทลุงไปตั้งอยู่ที่เมืองสตูลปีเศษ แต่ไม่มีข้าศึกยกมารุกรานแต่อย่างใด จึงเลิกทัพกลับมา
         
ต่อมา   พ.ศ.๒๓๗๓ เจ้าพระยาไทรบุรี(ปะแงรัน)ซึ่งหนีไปอยู่เกาะหมาก  (ปีนัง)  ได้สนับสนุนให้ตนกูเดนหลานชายเป็นกบฎต่อไทย ยกกำลังเข้าโจมตีเมืองไทรบุรีสำเร็จ เจ้าพระยานคร  (น้อย ณ นคร) ทราบข่าวการกบฎ ได้เกณฑ์กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง ยกไปตีเมืองไทรบุรีคืนจากกบฎ พระยาพัทลุง (น้อยใหญ่ ณ นคร) จึงให้พระทิพกำแหงสงคราม (จุ้ย จันทโรจวงศ์)  ปลัดเมืองพัทลุงคุมกองทัพไปแทนตน  ยกกำลังไปล้อมเมืองไทรบุรีไว้  ตนกูเดนสู้ไม่ได้จึง
ฆ่าตัวตาย ทำให้กองทัพไทยสามารถยึดเมืองไทรบุรีคืนจากพวกกบฎได้
         
ในปี    พ.ศ.๒๓๘๑    ผู้ว่าราชการเมืองต่างๆ ในปักษ์ใต้ได้เข้าไปในงานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระศรีสุลาลัยพันปีหลวง ทำให้หัวเมืองต่างๆ ว่างผู้ว่าราชการเมือง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ตนกูหมัดสะวะ (ตนกูหมัดสะอัด)หลานเจ้าพระยาไทรบุรี  (ปะแงรัน) ถือโอกาสร่วมมือกับหวันมาลีโจรสลัดจากเกาะยาว   หน้าเมืองภูเก็ต เป็นกบฎต่อไทยยกกำลังเข้าโจมตีเมืองไทรบุรีไว้ได้   จากนั้นตนกูหมัดสะวะ ยกกำลังเข้าตีเมืองสงขลา ทางฝ่ายเมืองพัทลุง พระยาอภัยธิเบศร์ (แสง ณ นคร) ได้เกณฑ์กำลังไพร่พลเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองพัทลุง ให้ปลัดเมืองไทรบุรีคุมกองทัพออกไปเป็นจำนวน ๑,๑๙๔ คน ยกเข้าตีเมืองไทรบุรี  อีกกองหนึ่งยกไปช่วยเมืองสงขลา   และให้หลวงจ่าไปตั้งค่ายรับแขกอยู่ที่ทุ่งใหญ่  (ค่ายจ่ายัง)  ทางทิศใต้  ตำบลท่ามะเดื่อ   กิ่งอำเภอบางแก้ว  จังหวัดพัทลุง  ให้พระทิพกำแหงสงคราม  (จุ้ย  จันท-โรจวงศ์) ยกกำลังไปตั้งรักษาเมืองสตูลไว้
         
หวันมาลีสามารถยึดเมืองตรังและเมืองปะเหลียนไว้ได้  แล้วเคลื่อนทัพเรือเข้าโจมตีเมืองสตูล ได้รบกับกองทัพของพระทิพกำแหงสงคราม (จุ้ย จันทโรจวงศ์) ซึ่งรักษาเมืองสตูลอยู่ถึงขั้นตะลุมบอน ทัพไทยมีกำลังน้อยกว่า  สู้ไม่ได้ ถูกทัพหวันมาลีตีแตกยับเยิน พระทิพกำแหงสงคราม  (จุ้ย  จันทโรจวงศ์)  หนีไม่ทันต้องปลอมตัวลงเกลือกกลั้วกับซากศพเอาโลหิตทาตัว  ทำเป็นทำนองนอนตายกับซากศพ   พวกกบฎคิดว่าตายก็ไม่สนใจ พระทิพกำแหงสงครามจึงหนีเซซังมาพบกับนายทองโอ่คนใช้  ได้เป็นเพื่อนเดินทางมาด้วยกันจนถึงเมืองพัทลุง       

ในระหว่างที่หนีพวงกบฎมานั้น ต้องนอนแรมมากลางป่ากลางดงไม่พบหมู่บ้านคนเลย อดข้าวปลาถึง ๗  วัน กินแต่รากไม้เผือกมัน จนวันที่แปดร่างกายหิวโหยอ่อนเพลียลงมาก ถึงเวลาเที่ยงก็หยุดพักนอนอยู่ใต้ร่มไม้จนตะวันบ่าย   ได้ยินเสียงอีการ้องอยู่บนต้นไม้ก็ทราบว่าอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน    แล้วอีกาตัวนั้นก็บินร้องไปข้างหน้า พระทิพกำแหงสงครามได้เดินตามเสียงอีกาไปจนพบบ้านชาวชนบทหลังหนึ่ง ก็ได้อาศัยขอข้าวปลาอาหารบริโภค พักอยู่  ๒  วัน  พอมีกำลังจึงเดินทางต่อไป ครั้นถึงเมืองพัทลุงแล้วได้รวบรวมกำลังยกกลับไปตั้งค่ายรับทัพพวกกบฎอยู่ที่ด่านทางร่วมเป็นทางสามแยกไปเมืองสงขลาทางหนึ่ง  เมืองสตูลทางหนึ่ง มาเมืองพัทลุงอีกทางหนึ่ง   คราวนี้กองทัพเมืองพัทลุงได้สร้างค่ายด้วยหยวกกล้วยป่า   พวกกบฎตั้งค่ายประชิดอยู่ที่ดงเชือกช้างแขวงเมืองสตูล กบฎได้ส่งกองกำลังเข้ามาสอดแนม  ทางด้านเขาฉอยดาวถึงบ้านตะโหมด  (ตำบลตะโหมด  อำเภอตะโหมด  จังหวัดพัทลุง)  บ้านท่าชะมวง  (ตำบลคูหา  อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา)    บ้านป่าบอน (ตำบลป่าบอน อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง)     

ฝ่ายกองทัพของพระทิพกำแหงสงคราม ปลัดเมืองพัทลุง ยกกำลังเข้าตีพวกกบฎแตกหนีไปทุกแห่ง พอดีกับกำลังฝ่ายไทยจากเมืองสงขลา ยกมาถึงค่ายพระทิพกำแหงสงคราม  จึงได้รวมกำลังยกเข้าตีค่ายกบฎที่ดงเชือกช้างแตกหนีไป สามารถยึดเมืองสตูลจากหวันมาลีได้
         
ด้านการศาสนา หลังจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้พระทิพกำแหงสงคราม (จุ้ย  จันทโรจวงศ์)  ปลัดเมืองพัทลุง  เป็นผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง  พ.ศ.  ๒๓๘๒ ในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองทางภาคใต้สงบศึกสงคราม พระยาพัทลุง (จุ้ย จันทโรจวงศ์) จึงมีเวลาที่จะทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง  ที่สำคัญได้แก่  การช่วยเหลือพระอุดมปิฎก  (สอน)  เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม กรุงเทพ  ฯ บูรณะวัดสุนทราวาส ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ มีการสร้างอุโบสถ  ศาลาการเปรียญ   และกุฏิสงฆ์   งานบูรณะแล้วเสร็จก็มีการจัดงานฉลอง   พ.ศ.  ๒๓๙๖ หลังจากพระยาพัทลุง (จุ้ย จันทโรจวงศ์) ถึงแก่กรรมแล้ว ๓ ปี
         
ด้านการเมืองการปกครอง  ในช่วงที่พระยาพัทลุง  (น้อยใหญ่  ณ  นคร) เป็นผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง ระหว่าง พ.ศ.  ๒๓๖๙-๒๓๘๒ สภาพเมืองพัทลุงเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างเมืองสงขลากับเมืองนครศรีธรรมราชที่เป็นอริกันอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบถึงเมืองพัทลุงด้วยในฐานะที่พระยาพัทลุงเป็นบุตรของเจ้าพระยานคร (น้อย  ณ นคร) จึงทำให้เมืองสงขลาขัดแย้งกับเมืองพัทลุงไปด้วย ประชาชนทั้งสองเมืองไม่สามารถทำการติดต่อค้าขายกันได้ ฝ่ายเมืองสงขลาปิดกั้นปากน้ำไว้ไม่ยอมให้เรือค้าขายของเมืองพัทลุงทำการค้าที่ปากน้ำเมืองสงขลาได้ ต้องเดินเรือไปออกอ่าวไทยทางด้านคลองพังยางในเขตอำเภอระโนด

ฝ่ายเมืองพัทลุงก็ไม่ยอมส่งผลผลิตทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าวให้เมืองสงขลา พงศาวดารเมืองสงขลาได้บันทึกไว้ว่า ประชาชนสงขลาถึงกับอดตายไปก็มี  ทางราชการต้องส่งข้าวจากกรุงเทพมหานครไปช่วยเมืองสงขลา แต่หลังจากเจ้าพระยานคร (น้อย ณ นคร) ถึงแก่กรรม พ.ศ. ๒๓๘๒ และพระยาพัทลุง (น้อยใหญ่ ณ นคร) พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง พระยาพัทลุง (จุ้ย จันทโรจวงศ์)ได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองพัทลุงแล้ว ก็สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างเมืองสงขลากับเมืองพัทลุงได้สำเร็จ ประชาชนทั้งสองเมืองได้เดินทางติดต่อค้าขายได้เช่นเดิม จึงถือเป็นความสำเร็จในการบริหารราชการบ้านเมือง สมควรที่อนุชนรุ่นหลังได้ยึดถือเป็นแบบอย่างสืบต่อไป

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: