Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 กันยายน, 2560, 21:35:14

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ต้นแบบ 'ปลูก-เพาะ-บ่ม' แนวคิดประหยัดพลังงาน  (อ่าน 1062 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,703
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« เมื่อ: 30 กันยายน, 2554, 21:14:25 »




ต้นแบบ 'ปลูก-เพาะ-บ่ม' แนวคิดประหยัดพลังงาน








เพราะปัญหาโลกร้อนไม่ใช่แค่อากาศที่ร้อนอบอ้าว แต่ยังมีเรื่องของน้ำท่วม ดินถล่ม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และอีกมากมาย ที่ในปัจจุบันได้กลายเป็นโศกนาฏกรรมสร้างความทุกข์ร้อนใจให้กับมนุษยชาติ และยิ่งการเคลื่อนไหวไม่ว่าจะมาจากธรรมชาติหรือน้ำมือมนุษย์ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกมากเท่าใด ก็ดูเหมือนว่าปัญหาโลกร้อนจะยิ่งรุนแรงเป็นทวีคูณ


แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ไม่เพียงจะใช้ในการแก้ปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ของพสกนิกรอย่างได้ผลแล้วนั้น ยังสามารถนำมาใช้ในการช่วยลดปัญหาโลกร้อนให้กับโลกได้ ซึ่งผลสัมฤทธิ์มีให้เห็นในโรงเรียนแกนนำ 21 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งเข้าร่วมโครงการ “ลดโลกร้อน ด้วยวิถีพอเพียง” เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในเรื่อง ’ความพอประมาณ“ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการอุปโภค บริโภคแต่พอดี ให้ความสำคัญผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น ลดการใช้สารเคมี และเน้นการผลิตที่เรียบง่ายไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก รวมถึงขยะที่เกิดขึ้นต้องนำมาใช้ประโยชน์ได้

ขณะที่ ’ความมีเหตุผล“ ซึ่งจะทำให้สมองรู้จักคิดที่จะควบคุมให้เกิดพฤติกรรมที่ถูกต้อง พร้อมกับการปรับเปลี่ยนวิธีคิดโดยเพิ่มมิติเรื่องสิ่งแวดล้อม และปฏิเสธสิ่งที่เกินจำเป็น รวมทั้งเห็นคุณค่าในของทุกสิ่งเนื่องจากทุกอย่างล้วนมีที่มาจากการใช้พลังงานทั้งสิ้น

และสุดท้ายคือ ’ความมีภูมิคุ้มกัน“ ช่วยสร้างให้เกิดการเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองในทุกสถานการณ์


นอกจากหลักการสำคัญแล้ว ส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องของการนำแนวคิดไปปรับใช้ตามแต่สภาพของโรงเรียน ซึ่ง นายบุญส่ง สมุทรเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนนิคมวิทยา อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการฯ เล่าว่า ทางโรงเรียนเลือกที่จะพลิกฟื้นพื้นที่ว่างเปล่าเกือบ 70 ไร่ที่มีอยู่มาทำประโยชน์ โดยเฉพาะการสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้สีเขียวหลากหลายรูปแบบ อาทิ “สวนไม้พุทธประวัติ” ด้วยการปลูกไม้ยืนต้นในพุทธประวัติ ซึ่งนอกจากให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้ว  ยังได้ร่มเงาและอากาศบริสุทธิ์ การปลูกต้นไทร ต้นหว้า ต้นตะขบ ทำเป็น “สวนอาหารนก” เพื่อให้เป็นที่อยู่ที่กินสำหรับนก สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศในโรงเรียนแล้วยังสอนเด็กให้รู้จักใกล้ชิดธรรมชาติของนก ทุกอย่างนับประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งข้อครูมิตร โทบุรี ครูชำนาญการพิเศษ ในฐานะหัวหน้าโครงการลดโลกร้อนด้วยวิถีพอเพียง บอกว่า ปัจจุบันกระแสการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานผ่านสื่อช่องทางต่าง ๆ ช่วยให้เด็กเข้าใจปัญหาโลกร้อนได้มากขึ้น รวมถึงทำให้เด็กพร้อมที่จะเปิดรับและเต็มใจที่จะช่วยเหลือโลกใบนี้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ส่วนที่โรงเรียนมีหน้าที่สอนให้เด็กมีแนวคิดริเริ่มพร้อมกับเปิดโอกาสให้เขาได้มีโอกาสลงมือทำ

’ส่วนใหญ่จะใช้วิธีบอกเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ จำพวกความผิดแปลกของธรรมชาติที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องค่อย ๆ สอดแทรกเข้าไป ไม่รีบร้อน และต้องให้เขาได้ลงมือทำจริง ๆ อย่างโครงการของโรงเรียนมีเยอะ ทุกโครงการเด็ก ๆ จะมีส่วนร่วมทั้งหมด เพราะหวังว่าเด็กจะได้เกิดแนวคิดเอง ต่อไปจะได้ช่วยกัน เพราะพื้นที่จังหวัดระยอง ส่วนหนึ่งมีปัญหาเรื่องมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมอยู่แล้วด้วย ดังนั้นคิดว่าถ้าสอนเด็กคนหนึ่งแล้วให้เป็นต้นแบบได้ ค่อย ๆ ขยายผลไปเรื่อย ๆ ตอนนี้อาจช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ต่อไปก็อาจช่วยได้เยอะ“

“น้องทิพย์” น.ส.เกวลิน บุญดิเรกภินันท์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่าถึงหลายกิจกรรมที่เธอมีส่วนร่วมกับโรงเรียนระหว่างพาเดินชมสถานที่ ซึ่งดูเหมือนว่า เธอจะภาคภูมิใจไปกับทุกอย่างที่จะทำให้โลกร้อนน้อยลงได้ เช่น การทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้ไว้ใช้กับพืชที่ปลูกกินเองหลังโรงเรียน การนำแท็งก์น้ำขนาดสูงใหญ่ที่เลิกใช้แล้ว ปรับมาเป็นห้องเก็บขยะดูสวยเก๋แปลกตา พ่วงด้วยกิจกรรมที่ให้นักเรียนร่วมเก็บขวดน้ำพลาสติกไว้ขาย 5 ขวดเปล่าเท่ากับ 1 บาท และเงินที่ได้จะเป็นเงินส่วนรวมประจำห้องเรียน หรือแม้แต่การนำ ’ว่านกาบหอย“ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว สูงไม่เกิน 50 เซนติเมตร ที่ปลูกอยู่ทั่วโรงเรียน มาทำเป็นเครื่องดื่มแสนอร่อยใช้ต้อนรับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ

’ทุกคนสามารถทำอะไรก็ได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ช่วยโลกได้เหมือนกัน หรืออย่างน้อยก็เป็นการช่วยชุมชนตัวเอง อย่างตัวหนูเกิดที่นี่ โตที่นี่ ก็เข้าใจสภาพแวดล้อมเรื่องมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม แต่เราจะหนีไปไม่ได้ แล้วก็ไม่คิดหนีเพราะเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้ต่างก็ต้องพึ่งพากัน เพราะฉะนั้นถ้ามันยิ่งแย่ เราก็แย่ลงไปด้วยกันหมด หนูก็เลยภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมช่วยลดปัญหาและช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมได้“

...การปลูกฝังที่ดี ย่อมให้ผลลัพธ์ดี...ดังเช่นแนวคิดของเด็กนักเรียนหญิงคนนี้ที่เกิดมาจากการเพาะบ่มผ่านโครงการดี ๆ ซึ่งนอกจากที่ รร.นิคมวิทยา จ.ระยอง แล้ว ยังมีอีก 20 โรงเรียนในโครงการฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทั้ง 5 ภูมิภาค และพร้อมจะเป็นต้นแบบเผยแพร่แนวคิดดี ๆ ยกตัวอย่าง ภาคเหนือ ที่ รร.บ้านป่าสัก จ.เชียงใหม่ กับแนวคิดเริ่มต้นลดขยะที่ตนเอง ด้วยกิจกรรม ’ยืดอกพกแก้วน้ำ-ถุงผ้า“ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่าง รร.กัลยาณวัตร จ.ขอนแก่น มีกิจกรรม ’ห้องน้ำ จุดเริ่มต้น ลดโลกร้อน“ เป็นการช่วยกันปลูกเตยหอมและต้นมะกรูด เพื่อแก้ปัญหากลิ่นเหม็นในห้องน้ำโรงเรียน

ส่วนภาคใต้ ที่ รร.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช มีกิจกรรม ’จักรยานถุงดำ ลดขยะลดพลังงาน“ โดยร่วมมือกับโรงเรียนใกล้เคียง ชวนนักเรียนปั่นจักรยานเก็บขยะตามชุมชน นอกจากลดขยะยังปลูกฝังจิตสำนึกการใช้พาหนะประหยัดพลังงาน และสุดท้ายที่ ภาคกลาง ได้แก่ รร.ดอนพุดวิทยา จ.สระบุรี กับกิจกรรมออกค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ และชวนกันปลูกต้นไม้ น่ายินดีที่ทั้งหมดนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีโครงการขยายผลต่อยอดไปสู่โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศแล้ว.

จินดาวัฒน์ ลาภเลี้ยงตระกูล




ที่มาบทความ   [url=http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=42&contentID=166564][/url] 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: