Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 กันยายน, 2560, 00:37:01

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชวิสุทธิมุนี (ริ่น โสภโณ)  (อ่าน 1685 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 27 กันยายน, 2554, 16:55:36 »

พระราชวิสุทธิมุนี (ริ่น โสภโณ)



ประวัติ
         
พระราชวิสุทธิมุนี  มีนามเดิมว่า ริ่น พรหมรัตน์ เป็นบุตรของนายกล่อม - นางจิร์ พรหมรัตน์ เกิดที่ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง  ภูเก็ต  เมื่อวันที่  ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๒ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๕ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๒
         
การศึกษาในเบื้องต้นเรียนที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย    อำเภอเมืองภูเก็ต    สอบไล่ได้ชั้นประถมปีที่   ๓ บริบูรณ์ของโรงเรียนในปี พ.ศ.  ๒๔๕๗  ต่อมาเมื่ออายุ  ๑๘  ปี  ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.  ๒๔๖๐   ณ   วัดมงคลนิมิตร   ตำบลตลาดใหญ่   อำเภอเมืองภูเก็ต  มีพระครูวิสุทธิวงศาจารย์  (ไข่) วัดมงคลนิมิตรเป็นพระอุปัชฌาย์   เมื่ออายุครบ   ๒๐   ปีครบอุปสมบทจึงได้อุปสมทบที่วัดเดิมเมื่อวันที่   ๘ กรกฎาคม พ.ศ.  ๒๔๖๒ โดยมีพระธรรมปาลาจารย์ วัดโฆษิตวิหาร อำเภอเมืองภูเก็ต เป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่ออุปสมบทแล้วก็จำพรรษาที่วัดนั้นและตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมจนเป็นผู้มีความรู้ดีทั้งภาษาบาลีและภาษาขอม และสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี ณ สำนักเรียนคณะจังหวัดภูเก็ตในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ หลังอุปสมบทแล้วเพียง ๑  ปี  ต่อมาจึงได้ไปศึกษาต่อทั้งแผนกนักธรรมและแผนกบาลี  ณ  สำนักเรียนวัดอนงคารามฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ จนสามารถสอบได้ลำดับมาดังนี้  คือ  พ.ศ. ๒๔๖๕ สอบได้นักธรรมชั้นโท พ.ศ. ๒๔๖๖ สอบได้นักธรรมชั้นเอก พ.ศ. ๒๔๗๑ สอบได้เปรียญ ๓ ประโยค และ พ.ศ. ๒๔๗๓ สอบได้เปรียญ ๔ ประโยค
         
พระราชราชวิสุทธิมุนี (ริ่น) เป็นผู้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน   จึงเป็นผู้มีความรู้ดีผู้หนึ่ง   หลังจากสอบได้นักธรรมชั้นเอกแล้วและขณะกำลังศึกษาบาลีอยู่ ณ  สำนักเรียนวัดอนงคารามนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ท่านได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำสำนักเรียนวัดอนงคารามไปด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป


         
พระราชวิสุทธิมุนี  (ริ่น) ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระนักปกครองที่เด่นที่สุดรูปหนึ่ง และเป็นพระเถระที่มีคุณธรรมสูงดังเช่นเมื่อเป็นเจ้าอาวาสวัดมงคลนิมิตร  ได้กำหนดระเบียบปกครองวัดเช่น  พระภิกษุสามเณรที่จะมาอยู่วัดนี้จะต้องมีผู้ปกครองมาฝากเป็นกิจลักษณะ พร้อมทั้งรับรองความประพฤติและย้ายใบสุทธิประทับตราตำแหน่งของเจ้าสังกัดเดิมมาด้วย ถ้าเป็นศิษย์วัดผู้มาอยู่ใหม่ต้องย้ายสำมะโนครัวมาเข้าที่วัดด้วย พระภิกษุผู้สอบนักธรรมเอกได้แล้วจะต้องท่องพระปาติโมกข์ได้อย่างแม่นยำ  เป็นต้น   ด้วยความสามารถในทางการปกครองประกอบด้วยกับคุณความรู้ของท่าน     ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์ที่สำคัญหลายตำแหน่ง จนถึงขั้นเจ้าคณะจังหวัด

ต่อมาท่านได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดมงคลนิมิตร  จังหวัดภูเก็ต   ได้ใช้ความรู้ความสามารถสร้างคุณประโยชน์แก่วงการพระพุทธศาสนามากมายทั้งในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดอื่น ๆ เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป จนได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญหลายตำแหน่ง คือในปี  พ.ศ.๒๔๘๒ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต พ.ศ.๒๔๙๓ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดมงคลนิมิตร พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต และในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดมงคลนิมิตร การที่ท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงฯ และเจ้าคณะจังหวัดภูเก็ตแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นพระเถระที่คณะสงฆ์ยอมรับความรู้ความสามารถและคุณธรรมของท่านเป็นอย่างดี
         
พระราชวิสุทธิมุนี (ริ่น) ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๔



ผลงาน
         
๑.  พระราชวิสุทธิมุนี (ริ่น) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งด้านการศึกษาและเผยแพร่พุทธศาสนา ท่านเป็นผู้รักและเอาใจใส่ต่อการศึกษามากทั้งการศึกษาทางธรรมและทางโลก จะเห็นว่าขณะท่านกำลังศึกษาอยู่นั้นได้ตั้งใจศึกษาเป็นอย่างดีและเคยเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมด้วย  เมื่อมาอยู่ที่วัดมงคลนิมิตรจึงได้เปิดโรงเรียนปริยัติธรรมขึ้นที่วัดนี้ โดยที่ท่านเป็นผู้อำนวยการสอนทั้ง ๒ แผนกคือทั้งบาลีและนักธรรมมาแต่ปี   พ.ศ. ๒๔๗๗ มีพระภิกษุสามเณรเป็นจำนวนมากสนใจมาสมัครเรียนและสามารถสอบไล่ได้ในสนามหลวงเป็นจำนวนมากด้วย ทำให้การศึกษาของคณะสงฆ์ในจังหวัดภูเก็ตเจริญก้าวหน้าไปมาก ด้วยความรู้ความสามารถของท่านนี้เองในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ท่านจึงเป็นองค์การศึกษาจังหวัดภูเก็ต
         
๒.  ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นกรรมการควบคุมห้องสอบและกรรมการตรวจข้อสอบประโยคธรรมสนามหลวง ในขณะเดียวกันกับการดำเนินการจัดการศึกษาของสงฆ์ในจังหวัดภูเก็ตนั้น ท่านก็ได้ปฏิบัติภารกิจเผยแพร่ศาสนาไปด้วย  โดยการเที่ยวเทศนาและอบรมธรรมแก่ภิกษุสามเณร   ข้าราชการ  พ่อค้า  ประชาชน  ครูและนักเรียนโรงเรียนต่างๆ ทั้งในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดอื่นๆ อยู่เสมอ
         
๓.  ได้จัดตั้งโรงเรียนราษฎร์ของวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ชื่อว่า "โรงเรียนพุทธมงคลนิมิตร" เปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา เพื่อให้เป็นสถานที่เล่าเรียนของกุลบุตรกุลธิดาทั่วไป และท่านได้เอาใจใส่กิจการของโรงเรียนนี้ด้วยดี  ให้โรงเรียนเน้นหนักไปในทางจริยศึกษาและวิชาการควบคู่ไปด้วยโรงเรียนนี้ได้เจริญก้าวหน้าเป็นลำดับมา จนได้รับยกย่องว่าเป็นโรงเรียนราษฎร์ที่ดีเด่นในจังหวัดภูเก็ต โรงเรียนมีการส่งเสริมการศึกษาหลายลักษณะ เช่น มีการตั้งรางวัลให้นักเรียนที่มีมารยาทดีและเรียนดี เป็นต้น
         
๔. พ.ศ. ๒๕๐๖ - ๒๕๐๔ สร้างโรงครัวต่อจากโรงครัวเก่า         
๕. พ.ศ. ๒๕๑๐ ปฏิสังขรณ์ตึกอดีตเจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต         
๖. พ.ศ. ๒๕๑๒ ปฏิสังขรณ์ตึกใหญ่เจ้าคณะจังหวัดภูเก็ตอีก        
๗. พ.ศ. ๒๕๑๓ ปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญวัดมงคลนิมิตร         
๘. พ.ศ. ๒๕๑๔ สร้างกุฏิ ๑ หลัง กว้าง ๔ เมตร ยาว ๗ เมตร        
๙. พ.ศ. ๒๕๑๖ สร้างตึกมุนีรังสรรค์ ๑ หลัง
         
๑๐. พ.ศ. ๒๕๑๗  ตั้งกองงานเลขานุการจังหวัดและเลขานุการเจ้าคณะภาค ๑๗ เนื่องด้วยงานประชุมอบรมพระสังฆาธิการส่วนภูมิภาค (ภูเก็ต - พังงา - ระนอง) กว้าง ๑๐.๕๐ เมตร ยาว ๑๖.๕๐ เมตรได้สร้างกุฏิเจ้าอาวาสวัดมงคลนิมิตรแทนหลังเดิมที่ถูกไฟไหม้  ขนาดกว้าง ๗.๕๐ เมตร ยาว ๑๖.๕๐ เมตร
         
๑๑. พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้สร้างแนวเขตวัดมงคลนิมิตรเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมดยาว ๑๕๐ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๖๑,๔๖๑ บาท และสร้างกำแพงพร้อมซุ้มประตูวัดมงคลนิมิตร ด้านทิศตะวันออก เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดถาวร
         
๑๒. พ.ศ. ๒๕๑๘ ปฏิสังขรณ์เจดีย์องค์ใหญ่ ๑ องค์ และเจดีย์องค์เล็กรอบพระเจดีย์องค์ใหญ่ ๑๐ องค์
         
๑๓. พ.ศ.๒๕๒๔ รื้อโรงครัวเก่าสร้างโรงครัวใหม่กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๑ เมตร
         
๑๔.  พ.ศ.๒๕๒๔ สร้างศาลาตักบาตร ลักษณะถาวร เป็นตึกมีแท่นวางบาตร ผลงานดังกล่าวของท่านจึงยังผลให้วัดมงคลนิมิตรมีความเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับมาสมกับเป็นพระอารามหลวงของจังหวัดภูเก็ต

เกียรติคุณที่ได้รับ
         
ด้วยความรู้ความสามารถและคุณความดีงามที่ท่านได้ปฏิบัติและสร้างสมอยู่ตลอดเวลาท่านจึงมีเกียรติยศชื่อเสียงเป็นที่เคารพนับถือของสงฆ์และบุคคลทั่วไป และได้เลื่อนสมณศักดิ์สูงขึ้นเป็นลำดับมาดังนี้ คือ
         
๑. พ.ศ.๒๔๘๒ เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูสีขรรัฐสมณคุณ"         
๒. พ.ศ.๒๔๙๒ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ "พระวิศาลสมณคุณ"         
๓. พ.ศ.๒๔๙๔ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เจ้าคณะจังหวัดภูเก็ตที่ "พระวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนีสีขรรัฐคณิศรฆปาโมกข์"         
๔. พ.ศ.๒๕๐๒ เป็นชั้นราชาที่ "พระราชวิสุทธิมุนี"

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: