Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 พฤศจิกายน, 2560, 20:55:20

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระครูสุนทรสมณกิจ (เขม ชาโต)  (อ่าน 2999 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 27 กันยายน, 2554, 16:50:27 »

พระครูสุนทรสมณกิจ (เขม ชาโต)



ประวัติ
         
ท่านพระครูสุนทรสมณกิจ  (เขม  ชาโต) นามเดิมว่า ปอด ไตรรัตน์ เป็นบุตรคนที่ ๓ ของขุนพินิจเลขา (ฮ่อง)  และนางพัฒน์   ไตรรัตน์  มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ตำบลตะเคียน  ใกล้กับวัดพระนางสร้าง  อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต  เกิดเมื่อปีจอ  เดือน  ๗  วันจันทร์  พ.ศ.  ๒๓๙๒  เมื่ออายุ  ๑๐  ปี  ได้เริ่มศึกษาหนังสือไทยกับพระวินัยธร (อีด)  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดพระนางสร้างในสมัยนั้น  เมื่อเรียนหนังสือได้ประมาณ  ๒ ปีเศษ พระวินัยธร (อีด)  ได้ให้บรรพชาเป็นสามเณร  เนื่องจากเป็นเด็กที่ฉลาด  รักเรียน  มีความขยันขันแข็งจึงเล่าเรียนหนังสือได้รวดเร็ว
         
พ.ศ.  ๒๔๐๘ ได้ลาสิกขา เข้ารับราชการเป็นเสมียน ทำงานอยู่ประมาณ ๕ ปีเศษ ถึง พ.ศ. ๒๔๑๓ จึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุอีกครั้งหนึ่งในสำนักพระอุปัชฌาย์เมือง วัดดอน เมื่ออุปสมบทแล้วได้ไปอยู่สำนักวัดพระแก้วไม้เรียบ อำเภอกะทู้  จังหวัดภูเก็ต  ๒  พรรษา  ได้ศึกษาค้นคว้าพระธรรมพระวินัย  และวิปัสสนากรรมฐาน




         
เมื่อปี  พ.ศ. ๒๔๑๖ พระวินัยธร (อีด) มรณภาพลง ท่านได้ช่วยจัดการฌาปนกิจศพด้วย ประกอบกับในขณะนั้นภิกษุที่จะทำหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าอาวาสยังไม่มี   ชาวบ้านจึงได้อาราธนาท่านให้อยู่บริหารวัดต่อไป ในตอนแรกท่านบอกว่าควรจะหาภิกษุอื่นดีกว่า  เพราะปกติท่านชอบในทางศึกษาเล่าเรียนและวิปัสสนามากกว่า แต่เมื่อประชาชนส่วนมากอ้อนวอน ท่านจึงจำเป็นต้องรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระนางสร้าง และตั้งแต่นั้นมาท่านก็ตั้งใจและพยายามปฏิบัติกิจทางศาสนา บริหารหมู่คณะเป็นอย่างดี จนเป็นที่ไว้วางใจแก่ผู้ใหญ่ เนื่องจากท่านเป็นคนแก่เรียน ได้พยายามสร้างสมและรวบรวมตำราโบราณ  โดยเฉพาะตำรายาแผนโบราณ การดูโชคชะตา และตำราโบราณอื่นๆ ในบางครั้งท่านจัดให้หมอแผนโบราณมาประชุมกันแล้วให้เขียนบันทึกความรู้เรื่องสมุนไพรไว้ในใบลานหรือสมุดข่อย อาจจะเป็นด้วยความสนใจของท่านในเรื่องเหล่านี้และการวิปัสสนากรรมฐาน จึงทำให้ประชาชนยกย่องนับถือ จนมีเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านไว้มากมาย
         
พ.ศ.   ๒๔๗๓   ท่านเห็นว่าตนเองชราลงมากแล้ว  และเห็นว่าพระครูวิตถาวรสมณวัด  (ธน)  มีความสามารถพอจะรับตำแหน่งเจ้าคณะแขวงได้ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตลาออกจากตำแหน่ง แต่ก็ยังช่วยบริหารคณะสงฆ์ในแขวงอยู่เช่นเดิม    และยังคิดเสมอว่าก่อนที่ท่านจะมรณภาพจะพยายามสร้างหอพระไตรปิฎกและที่เก็บตำราโบราณก่อน  แต่สุขภาพของท่านไม่อำนวยให้   ครั้นวันที่   ๒๗   เมษายน  พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้เริ่มเป็นไข้หวัดและถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ เมื่อเวลา ๑๕.๒๐ น.


         
แม้พระครูสุนทรสมณกิจ   (เขม)  จะมรณภาพไปแล้ว  แต่ก็ยังมีอนุสาวรีย์ที่จะคอยเตือนใจคนรุ่นหลังหลายอย่าง  เช่น   เมื่อ  พ.ศ.  ๒๔๘๓  ท่านพระครูสุนทรสมณกิจ  (อีด  โชติธัมโม)  พร้อมด้วยศิษยานุศิษย์ พุทธบริษัท และญาติมิตร ได้พร้อมใจกันหล่อรูปของท่านด้วยทองเหลืองในท่านนั่งกรรมฐานขนาดเท่าตัวจริง ๑ องค์ และได้ทำรูปหล่อเล็ก ๆ แจกจ่ายประชาชนไว้สักการบูชาด้วย พ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านพระครูสมณกิจ (เซี้ยง ธัมกาโม) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันและคณะพุทธบริษัทได้จัดงานประจำปีหารายได้เพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้กับท่าน การก่อสร้างดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี  จนในปี  พ.ศ.  ๒๔๙๙ จึงสร้างอนุสาวรีย์เสร็จเรียบร้อย และได้สร้างรูปเหรียญของหลวงพ่อปอดแจกจ่ายแก่ประชาชนอีกด้วย



ผลงาน
         
พระครูสุนทรสมณกิจ  หรือ "หลวงพ่อปอด" อดีตเจ้าอาวาสวัดพระนางสร้าง อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นนักการศาสนาที่ได้ปฏิบัติศาสนกิจและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณชนอเนกประการ มีสมณศักดิ์เป็นพระวินัยธร เป็นพระปลัดฐานานุกรมในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด เป็นนักสร้างสมตำราโบราณ และจัดให้หมอแผนโบราณมาประชุมกันแล้วให้เขียนบันทึกความรู้เกี่ยวกับเครื่องสมุนไพรไว้เป็นตำรายาแผนโบราณ ทั้งเคร่งครัดการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
         
เนื่องจากท่านเป็นบุคคลที่มีความสามารถ  แต่พูดน้อย  ชาวบ้านจึงยำเกรงกันมาก  ถึงกับมีเรื่องเล่าว่าท่านมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ พระครูสุนทรสมณกิจได้สร้างถาวรวัตถุไว้หลายอย่าง เช่น
         
๑.  พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้สร้างโรงเรียนขึ้นในวัดตอนเริ่มต้นมีนักเรียน ๒๕ คน โรงเรียนนี้ได้โอนเป็นโรงเรียนประชาบาลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓
         
๒.  ต่อเติมอุโบสถ แต่ก่อนอุโบสถเป็นหลังคาจาก ท่านจึงให้เปลี่ยนเป็นสังกะสี พระประธานซึ่งแตกร้าวและทรุดโทรมก็ให้ซ่อมแซมและทาน้ำปูนเสียใหม่ ต่อเติมพัทธสีมาซึ่งเมื่อก่อนไม่มีใบ  นอกจากนั้นให้เปลี่ยนเสาเสียใหม่ ในการซ่อมแซมนี้  มีนายตุด  แจ่มใส  เป็นนายช่าง นายฤกษ์ หนูผึ้ง เป็นผู้ช่วย พร้อมทั้งศิษยานุศิษย์ได้ช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี เล่ากันว่าท่านพระยาถลางได้ถวายช้างเชือกหนึ่งแก่หลวงพ่อปอด ช้างเชือกนี้มีความสำคัญต่อการสร้างถาวรวัตถุมาก เพราะได้ลากไม้ซุงจากสถานที่ต่าง ๆ มายังวัดพระนางสร้าง


         
๓.  สร้างโรงธรรมศาลาไม้  ๑ หลัง เป็นที่เรียนหนังสือของพระภิกษุและสามเณร ต่อเติมกุฏิเก่าที่ยังไม่เรียบร้อยจนเสร็จ (ปัจจุบัน เป็นโรงธรรมและกุฏิ ๒ หลังนี้ได้รื้อและสร้างใหม่เรียบร้อยแล้ว)
         
๔.  สร้างหอระฆัง ขณะที่กำลังซ่อมแซมอุโบสถนั้นได้ให้นายช่างสร้างหอระฆังขึ้นด้วย ท่านได้ติดต่อสั่งทำระฆังมาจากเกาะหมาก ๑ ใบ และเล่าว่ามีชาวจีนเกาะหมากคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้นำระฆังใบนั้นมายังวัดพระนางสร้างนั่นเองเป็นผู้วางแปลนในการปลูกสร้างกุฏิตึก ๒  ชั้น ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน หอระฆังนี้สร้างมาประมาณ ๕๔ ปี (คงสร้างประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๘)
         
๔.  เจดีย์ เนื่องจากท่านเห็นว่าเจดีย์เล็กๆ ในวัดซึ่งมีประมาณ ๖-๗ องค์ สมควรที่จะนำมารวมกันเป็นองค์เดียว จึงให้นายช่างและพุทธศาสนิกชนขุดสิ่งของต่างๆ   จากเจดีย์เก่ามาใส่ในเจดีย์ที่สร้างใหม่  การก่อสร้างต้องใช้เวลาประมาณ ๒ ปี จึงเรียบร้อยในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ในตอนนั้นประชาชนได้อุทิศทองเป็นจำนวนมาก ท่านจึงนำมาหลอมเป็นรูปกรวยทรงกลม  ความกว้างของปากกรวยประมาณ  ๓ นิ้ว สูงประมาณ ๖ นิ้ว สวมไว้บนยอดเจดีย์เมื่อสร้างเสร็จประมาณ ๓ เดือน ทองที่ยอดเจดีย์ก็ถูกขโมย
         
๕.  ธรรมศาลา   สร้างโดยใช้อิฐและปูนขาว  สร้างอยู่ประมาณ  ๒  ปี  จึงเรียบร้อยใน  พ.ศ.  ๒๔๕๘ (ปัจจุบันได้รื้อและก่อสร้างใหม่แล้ว)
         
๖.  กุฏิตึก   ๑   หลัง   คนจีนที่นำระฆังมาจากเกาะหมากเป็นผู้ออกแบบและเป็นนายช่าง  สร้างเสร็จประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๐





เกียรติคุณที่ได้รับ

          ๑. ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระวินัยธร
          ๒. เป็นพระปลัดฐานานุกรมในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต
          ๓. เป็นพระครูเจ้าคณะแขวงเมืองถลาง
          ๔. เป็นพระอุปัชฌาย์
          ๕. ใน พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระครูสุนทรสมณกิจ"

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: