Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 กันยายน, 2560, 08:19:49

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระยาวิชิตสงคราม (ทัต รัตนดิลก ณ ภูเก็ต)  (อ่าน 5771 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 26 กันยายน, 2554, 09:12:18 »

พระยาวิชิตสงคราม (ทัต รัตนดิลก ณ ภูเก็ต)



ประวัติ
         
พระยาวิชิตสงคราม  (ทัต)  มีชื่อเดิมว่าทัต  เป็นบุตรพระภูเก็ต (แก้ว) และหลานปู่พระยาถลาง (เจิม) หรือพระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ประสิทธิสงคราม (เจิม)  เจ้าเมืองถลางระหว่างปี  พ.ศ. ๒๓๕๔-๒๓๘๐ เข้าใจว่าเกิดที่เมืองพังงาในระยะที่พระยาถลาง  (เจิม)  ผู้เป็นปู่กำลังรวบรวมผู้คนที่แตกหนีพม่าที่นั่นและเติบโตขึ้นที่พังงาและภูเก็ต ในระยะที่บิดาคือ พระภูเก็ต (แก้ว) รับราชการเป็นเจ้าเมืองภูเก็ต ลงทุนทำเหมืองแร่และสร้างร้านค้าให้จีนเช่า   จึงได้รับการฝึกอบรมและมีประสบการณ์ทางด้านนี้มาตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งหลวงพิทักษ์ทวีป (ทัต)  กรมการเมืองภูเก็ตฝ่ายมหาดไทยในสมัยรัชกาลที่  ๓  ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๙๒ พระภูเก็ต (แก้ว) บิดาถึงแก่กรรม จึงได้มีการเลื่อนยศขึ้นเป็นพระภูเก็ต (ทัต) เจ้าเมืองภูเก็ตคนต่อมา
         
พระยาวิชิตสงคราม  (ทัต) หรือพระยาภูเก็ตโลหะเกษตรารักษ์ (ทัต) เป็นต้นตระกูลรัตนดิลก ณ ภูเก็ต และเจ้าเมืองภูเก็ตระหว่าง ปี พ.ศ. ๒๓๙๒-๒๔๑๒ กับจางวางเมืองภูเก็ตระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๑๒-๒๔๒๑ เป็นผู้บริหารเมืองภูเก็ตที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาบ้านเมืองจากหัวเมืองเล็กๆ   ขึ้นตรงต่อเมืองถลางมาเป็นหัวเมืองที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และในที่สุดต้องโอนเมืองถลางไปขึ้นกับเมืองภูเก็ตใน ปี พ.ศ. ๒๔๑๒ จึงนับได้ว่าเป็นนักปกครองที่มีความสามารถสูงมาก
         
ในปี พ.ศ. ๒๔๒๑ พระยาวิชิตสงครามจางวาง (ทัต) ถึงแก่อสัญกรรม



ผลงาน
         
พระยาวิชิตสงคราม  (ทัต) เป็นเจ้าเมืองนักพัฒนาที่สามารถมากในระยะที่เป็นหลวงมหาดไทย และเจ้าเมืองภูเก็ตได้ตรวจหาแหล่งแร่และจัดดำเนินการเหมืองแร่ที่บิดาได้ลงทุนไว้ได้ผลดี กิจการเหมืองแร่และการค้าในเมืองภูเก็ตเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว  มีการส่งเสริมราษฎรให้ทำนา   ทำไร่   ปลูกข้าวด้วย  หลังจากเป็นเจ้าเมืองเพียง ๔ ปี เมืองภูเก็ตก็เจริญทัดเทียมเมืองถลางจึงโปรดเกล้าฯให้แยกเมืองภูเก็ตออกจากเมืองถลางไปขึ้นตรงต่อเมืองพังงาทั้ง ๒  เมือง  ดังปรากฏข้อความในพระบรมราชโองการยกฐานะเมืองภูเก็ตให้มีฐานะเทียบเท่า เมืองถลางในปี พ.ศ. ๒๓๙๖ ตอนหนึ่งว่า "..เมืองถลาง เมืองภูเก็ตอยู่ในเกาะถลางทั้ง ๒ เมือง เมืองถลางเจ้าเมืองเป็นพระยา เมืองภูเก็ตเจ้าเมืองยังเป็นพระภูเก็ต  (ทัต)  คนนี้รักษาราชการบ้านเมืองมาแต่ปีจอโทศก..มาจนปีฉลูเบญจศกได้ ๔  ปี บ้านเมืองเป็นปรกติเรียบร้อย..ทำภาษีอากรดีบุกของหลวงได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน  ถึงกำหนดงวดกำหนดปี   ก็ส่งอากรเศษดีบุก  พรรณผ้าจังกอบ  และส่วย  หางข้าวค่านา  ครบตามจำนวนทุกปีมิได้ขาดค้าง..  สมเป็นผู้ใหญ่  จึงได้โปรดเกล้าฯ  พระราชทานตั๋วพระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้พระภูเก็ต (ทัต)  เลื่อนขึ้นเป็นพระยาภูเก็ตเกษตรารักษ์  (ทัต)  เจ้าเมืองภูเก็ต  ให้มีเกียรติยศใหม่ขึ้นเสมอกับเมืองถลาง…"
         
เมืองภูเก็ตได้เปรียบเมืองถลางหลายด้าน   เป็นต้นว่ามีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์กว่า  และตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมแก่การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ  โดยเฉพาะหัวเมืองมลายูและเกาะปินังมีเรือสินค้าจากอาณาบริเวณดังกล่าวเข้ามาจอดแวะรับเรือสินค้าเป็นจำนวนมาก ตัวเจ้าเมืองเองคือ พระยาภูเก็ต (ทัต) สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงวิจารณ์ไว้ว่ามีความสามารถทางด้านการค้าขาย   ชักชวนให้พ่อค้าชาวจีนเข้ามาลงทุนค้าขายหรือทำเหมืองแร่ดีบุก ทำให้พ่อค้าชาวจีนเข้ามาลงทุนค้าขายหรือทำเหมืองแร่ดีบุก ทำให้ภาษีอากรได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเมืองถลาง และเมืองอื่น  ๆ  พระยาภูเก็ต (ทัต) มีความจงรักภักดีมาก เคยถวายของมีค่า เป็นต้นว่า เพรชพลอย
         
ในปีพ.ศ.  ๒๔๐๔  หลังจากพระยาบริรักษ์ภูธร  (แสง) ผู้สำเร็จราชการเมืองพังงาถึงแก่ อสัญกรรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองภูเก็ตขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร
         
ในระยะเดียวกันนั้นได้เลื่อนบรรดาศักดิ์  พระยาภูเก็ต (ทัต) ขึ้นเป็นพระยาวิชิตสงคราม (ทัต) จางวางเมืองภูเก็ตถือศักดินา ๑๐,๐๐๐ มีเครื่องยศเทียบเท่าเสนาบดี คือ กระบี่บั้งทองเล่มหนึ่ง ประคำทองสายหนึ่ง ดวงตราพระจุลจอมเกล้า ชั้น ๒ ดวงหนึ่ง พานทองคำใหญ่ใบหนึ่ง พานจอกหมากทองคำ ๒ จอก ตลับยาทองคำ ๒ ตลับ ตลับพลูทองคำใส่สีผึ้งตลับหนึ่ง ซองพลูทองคำซองหนึ่ง ซองบุหรี่ทองคำซองหนึ่ง มีดเจียนหมากด้ามหุ้มทองคำเล่มหนึ่ง คนโททองใบหนึ่ง กระโถนทองคำใบหนึ่ง หมวกประพาสใบหนึ่ง เสื้อประพาสตัวหนึ่ง แพรขลิบโพกผืนหนึ่ง สัปทนหนึ่ง แคร่หลังหนึ่งรวมทั้งหมด ๑๙ สิ่ง
         
ในโอกาสเดียวกันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งนายลำดวน บุตรชายคนโตของพระยาวิชิตสงคราม (ทัต) จางวางเมืองภูเก็ต ขึ้นเป็นพระยาภูเก็ตโลหเกษตรารักษ์ (ลำดวน) ผู้ว่าราชการเมืองภูเก็ตด้วย
         
การขยายตัวเป็นชุมชนขนาดใหญ่ของภูเก็ตครั้งนั้น เกิดจากชาวจีนอพยพเข้ามาทำเหมืองแร่และค้าขายเป็นจำนวนร่วมหมื่นคน ชาวจีนโพ้นทะเลเหล่านี้จะเข้ามาอาศัยรวมกันเป็นพวกๆ ตามภูมิลำเนาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกตน  เป็นต้นว่า   พวกยี่หินส่วนใหญ่เป็นจีนไหหลำ  พวกปูนเถ้าก๋งเป็นจีนมาเก๊าและกวางตุ้งและพวกโฮ่เซ่งเป็นจีนฮกเกี้ยน ในปี  พ.ศ.  ๒๔๑๐  พวกยี่หินจำนวนประมาณ  ๓,๐๐๐  คน ได้ปะทะกับพวกปูนเถ้าก๋ง ซึ่งมีกำลังประมาณ ๔,๐๐๐ คน เกี่ยวกับแย่งสายน้ำทำเหมืองแร่ พระยาภูเก็ต (ทัต)และกรมการเมืองไม่มีกำลังพอที่จะระงับเหตุได้ ติดต่อขอความช่วยเหลือจากหัวเมืองใกล้เคียงและกรุงเทพมหานคร เมื่อกำลังทหารจากกรุงเทพฯ  มาถึง ชาวจีนก็ยอมสงบศึก เหตุร้ายก็ระงับลงไปได้ครั้งหนึ่ง แต่บทเรียนครั้งนั้นทำให้รัฐบาลกลางสนใจที่จะแก้ปัญหาชาวจีนโพ้นทะเลในเมืองภูเก็ตให้ได้ผลดียิ่งขึ้นด้วยวิธีการ ๓  ประการ คือ ประการแรก ส่งกำลังทหารจากกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใกล้เคียงไปประจำอยู่ที่ภูเก็ต และให้พระยาภูเก็ต (ทัต) กับพระยาเสนานุชิต (นุช) ผู้สำเร็จราชการเมืองตะกั่วป่าออกเงินซื้อเรือกลไฟลาดตระเวนไว้ช่วยเหลือเรือรบหลวงที่ผลัดเปลี่ยนกันออกไปประจำอยู่ที่ภูเก็ต 

ประการที่   ๒  แต่งตั้งหัวหน้าชาวจีนขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดฝ่ายจีน ๒ นาย และนายอำเภอจีน ๔ นาย ปลัดฝ่ายจีน ได้แก่ หลวงอำนาจสิงขร และหลวงอร่ามสาครเขต นายอำเภอจีน ได้แก่ พระขจรจีนสกล หลวงพิทักษ์จีนประชาหลวงบำรุงจีนประเทศและหลวงนิเทศจีนารักษ์ เป็นต้น  และประการที่  ๓ โปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองถลางออกจากเมืองตะกั่วป่ารวมเข้ากับเมืองภูเก็ตเพื่อให้เมืองทั้ง ๒  อยู่ในความดูแลของพระยาภูเก็ต  (ทัต) เพียงคนเดียว หลังจากพระยาถลาง (คิน) ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. ๒๔๑๒ โปรดเกล้าฯ ให้พระภักดีศรีสงครามรามเดชะ (เกต) ปลัดเมืองภูเก็ตไปเป็นเจ้าเมืองถลางขึ้นกับพระยาภูเก็ต (ทัต)
         
พระยาวิชิตสงคราม  (ทัต) มีลักษณะเป็นเจ้าเมืองแบบใหม่ กล่าวคือ ริเริ่มทำธุรกิจแบบทุนนิยม มีการส่งเสริมออกทุนทดรองให้จีนไปค้าขายและทำเหมืองแร่ ซึ่งก็เป็นการผลิตแบบทุนนิยม



เกียรติคุณที่ได้รับ
         
พระยาวิชิตสงคราม  (ทัต) เป็นเจ้าเมืองภูเก็ต เป็นผู้บริหารบ้านเมืองที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาบ้านเมืองจากหัวเมืองเล็กขึ้นตรงต่อเมืองถลาง    จึงนับได้ว่าเป็นนักปกครองที่มีความสามารถสูงในขณะนั้น

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 26 กันยายน, 2554, 09:15:44 »

โบราณสถานบ้านพระยาวิชิตสงคราม



โบราณสถานบ้านพระยาวิชิตสงคราม  ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

ประวัติความเป็นมา
         
มูลเหตุของการสร้างบ้านของพระยาวิชิตสงคราม   อันเนื่องมาจาก   ในปี   พ.ศ.  ๒๔๑๙  พวกกุลีจีนทำเหมืองแร่ก่อความวุ่นวายขึ้นที่บ้านกระทู้ เกิดการปะทะกับพวกกุลีจีนต่างก๊ก  ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์จากเหมืองแร่  มีการยกพักพวกเข้าตีกันจนเกิดความวุ่นวายขึ้น   พระยาวิชิตสงคราม   (ทัต)  เห็นว่าน่าจะไม่ปลอดภัย จึงได้สร้างบ้านขึ้นใหม่  ที่บริเวณบ้านท่าเรือ  ตำบลศรีสุนทร ซึ่งสถานที่เดิมเคยเป็นบ้านของปู่ คือ พระยาถลาง (เจ๊ะมะเจิม) และเมื่อสร้างเสร็จแล้วในปี พ.ศ. ๒๔๒๐ พระยาวิชิตสงคราม (ทัต) ก็ได้ย้ายเข้าอยู่ ทั้งยังใช้สถานที่เป็นที่ทำการของเมืองภูเก็ตอีกด้วย

ลักษณะทั่วไป
         
บริเวณขอบเขตภายนอกสร้างเป็นแนวกำแพงอิฐล้อมรอบ  มีขนาดกว้าง  ๑๒๔ เมตร ความยาว ๑๕๗ เมตร สูง ๓.๕๐ เมตร ความหนาของกำแพง ๖๐ เซนติเมตร ด้านบนสุดของกำแพงทำเป็นรูปใบเสมาเว้นช่องต่อช่วงห่างกันประมาณ  ๓๐   เซนติเมตร  ส่วนสูงของใบเสมา  ๕๐  เซนติเมตร  ตลอดแนวกำแพงภายนอกระหว่างกึ่งกลางของแต่ละด้านมีป้อมยามรักษาการโดยมีประตูทางเข้าป้อมอยู่ภายใน ส่วนด้านในกำแพงแต่ละมุมสร้างเป็นที่พักของทหารยาม คนรับใช้และเป็นที่เก็บของ ส่วนอาคารที่ทำการสร้างตรงกับแนวประตูทางเข้าอยู่ลึกเข้าไปประมาณ ๖๕  เมตร สร้างเป็นอาคารสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๒๑ เมตร ฐานอาคารสูงจากพื้นดินประมาณ ๑.๕๐  เมตร  ปัจจุบันคงเหลือแต่ฐานของตัวอาคารให้เห็น  ตรงด้านหลังของอาคารห่างออกไปประมาณ ๓๓  เมตร  มีสระน้ำขนาดกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ด้านข้างของสระน้ำทั้งสองด้านทำทางระบายน้ำล้นไหลผ่านเข้า-ออก โดยทำประตูระบายน้ำไว้ที่แนวกำแพง ส่วนตัวบ้านนั้นสร้างไว้ใกล้กับบริเวณสระน้ำ  โดยตัวบ้านสร้างเป็นเรือนไม้  ส่วนรูปทรงของบ้าน  สันนิษฐานว่าคงเป็นแบบบ้านไทยมุสลิม เนื่องจากต้นตระกูลของพระยาวิชิตสงคราม  เป็นแขกอินเดีย ปัจจุบันไม่เห็นซากของตัวบ้านแล้ว กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานของชาติ บ้านพระยาวิชิตสงคราม ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๒ ตอนที่  ๑๒๘  วันที่  ๑๗  กันยายน  ๒๕๒๘  หน้า ๔๔๙๒ พื้นที่ประมาณ ๒๓ ไร่ ๑ งาน ๑๔ ตารางวา



หลักฐานที่พบ
         
โบราณสถานบ้านพระยาวิชิตสงคราม  ยังปรากฏหลักฐานที่สำคัญอยู่ เช่น กำแพงอิฐ รูปใบเสมา ฐานของตัวอาคารบริเวณกำแพง สระน้ำ  ทางระบายน้ำ  และซากอิฐมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของบ้านพระยาวิชิตสงคราม เจ้าเมืองภูเก็ตในอดีต

เส้นทางที่เข้าสู่สถานที่สำคัญ
         
การเดินทางเข้าสู่โบราณสถานบ้านเจ้าพระยาวิชิตสงครามนั้นสามารถใช้ถนนสายถลาง-ภูเก็ต   อยู่ในหมู่ที่ ๓ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: