Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 กรกฎาคม, 2561, 01:31:52

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติความเป็นมาของหนังตะลุง  (อ่าน 21511 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 [2]  ทั้งหมด
NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน, 2554, 15:14:31 »




หนังตะลุง มรดกทางวัฒนธรรมภาคใต้


หนังตะลุงเป็นการเล่นพื้นบ้านที่พัฒนามาจากละครเงา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษย์ เดิมหนังตะลุงเป็นเรื่องของพราหมณ์ ดังจะเห็นได้จากการที่หนังตะลุงออกพระอิศวร ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องชี้ถึงกลุ่มลัทธิที่นำหนังตะลุงเข้ามา น่าจะเป็นพวกที่นับถือฮินดูลัทธิไศวนิกาย คือบูชาพระอิศวรเป็นใหญ่ ลัทธินี้ถ้าดูจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และสุราษฎร์ธานี แล้วน่าจะตกอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ แต่มิได้หมายความว่า หนังตะลุงจะเข้ามาพร้อมลัทธินี้ อาจจะเป็นช่วงหลังก็เป็นได้ คาดว่าไม่เลยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เพราะตามตำนานบอกเล่าที่นายหนังตะลุงรุ่นเก่าได้ถ่ายทอดไว้เป็นบทไหว้ครูหนัง (ตอนออกรูปกาด) ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ามีมาตั้งแต่ครั้งศรีวิชัย



รูปแบบการเล่นหนังตะลุง


- ในชั้นแรกจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ เล่าต่อ ๆ กันมาว่า เดิมหนังเล่นบนพื้นดินในลานเตียน โล่งแจ้ง ไม่ยกโรงไม้ ขึงจอ อย่างทุกวันนี้ เล่นทั้งกลางวันและกลางคืน หนังที่เล่นเวลากลางคืนจะใช้วิธีสุมไฟหรือไต้ขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า “ไต้ต้นช้าง” สำหรับให้แสงสว่าง รูปหนังแกะด้วยหนังวัว หนังควาย ขนาดใหญ่สูงแค่อก

- ไม่ใช่ไม้ตีบหนังสำหรับจับเชิด แต่จะใช้เชือกร้อยต่างส่วนหัวของตัวหนังสำหรับจับถือรูปตัวหนึ่ง

- เวลาออกเชิดใช้ถือออกเชิด เต้นคนหนึ่ง การเล่นแบบนี้เรียกว่า “รำหนัง” ปัจจุบันบางถิ่นยังเรียกเช่นนั้น ทั้งที่หนังเลิกเต้นเชิดแล้วการเล่นลักษณะดังกล่าวออกจะยุ่งยากไม่น้อย เพราะต้องใช้คนมาก ตัวหนังก็มากและหนัก จนถึงขนาดเวลาเล่นต้องใส่เกวียนชักลาก ต่อมาหนังแขก (หนังชวา) เข้ามาเล่นในภาคใต้ และเลยขึ้นไปถึงกรุงเทพ หนังแขกนั้นเป็นหนังตัวเล็ก เล่นบนโรงไม่ยุ่งยากลำบากอย่างที่เคยเล่นกัน จึงมีผู้คิดประยุกต์ประสมประสานเข้ากับหนังเดิม โดยปลูกโรงยกพื้นสูงใช้เสา ๔ เสา

- หลังคาเป็นเพิงหมาแหงน ใช้ผ้าขาวเป็นจอสำหรับเชิดรูป

- คนเชิดก็ลดลงเหลือแค่ ๒ คน นั่งคนละซีกจอ เรียกว่า “หัวหยวก – ปลายหยวก” ทำหน้าที่ขับร้องกลอนมุขตลกอีกคนหนึ่ง ซึ่งถ้ามากกว่านี้ก็อาจมีคน “ชักรูป” อีกคนหนึ่ง ตำนานระบุว่าผู้เป็นต้นคิดหนังแบบนี้คือ นายนุ้ย หรือ หนุ้ย บุคคลผู้นี้ บ้างว่าเป็นชาวบ้านควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง บ้างก็ว่าเป็นชาวบ้านดอนควน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง หนังที่คิดขึ้นจึงใช้ชื่อว่า “หนังควน” ตามถิ่นกำเนิด แต่บางท่านที่เรียกหนังควนเพราะสถานที่เล่นต้องเลือกที่เนิน ซึ่งทางใต้เรียก ควน ส่วนคำว่า “หนังตะลุง” เกิดขึ้นราวสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาพัทลุง (เผือก) นำไปเล่นแถวนางเลิ้ง หนังที่เข้าไปครั้งนั้นนำไปจากจังหวัดพัทลุง คนกรุงเทพจึงเรียกว่า “หนังพัทลุง” แล้วเพี้ยนเป็น “หนังตะลุง” ต่อมา

- ตามตำนานหนังตะลุงอีกสำนวนหนึ่งระบุว่า ครูต้นของหนังตะลุงคือ ครูหนักทอง และ ครูก้อนทอง เป็นทหารประจำกองช้างศึก (บางตำนานว่าเป็นคนเลี้ยงช้างประจำกองช้างศึก) ของเมืองนครศรีธรรมราช เป็นผู้นำแบบอย่างการเล่น “วายัง” จากชาวชวามาเล่นที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นครั้งแรก ต่อมาการละเล่นแบบอย่างดังกล่าว ได้กลายมาเป็นหนังตะลุงแบบภาคใต้ บรรดาหนังตะลุงยุคหลังถือว่าหนักทองและก้อนทอง เป็นครูหนังตะลุงคนแรก ซึ่งปรากฏอยู่ในบทไหว้ครูหนังตะลุงหลายคณะ เช่นหนังเอียด ปากพน หนังเขียวเฒ่า หนังอิ่ม ห้วยลึก หนังกั้น ทองหล่อ เป็นต้น




โอกาสและกำหนดเวลาเล่น


- เดิมหนังตะลุงนิยมเล่นในงานสมโภชหรืองานเฉลิมฉลองต่าง ๆ แต่งานมงคล เช่นงานแต่งงาน ไม่นิยมเล่น ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้คลี่คลายลง หนังตะลุงนิยมเล่นในงานรื่นเริงต่าง ๆ มีการประชันขันแข่งกัน ถ้าเป็นงานศพไม่นิยมเล่น เพราะทุกคนกำลังโศกเศร้า แต่ถ้าเป็นงานศพแห้งหรือทำบุญกระดูกก็สามารถเล่นได้




องค์ประกอบในการเล่น

๑. คณะหนัง ประกอบด้วยบุคคล ๘-๙ คน แต่เดิมใช้คนพากษ์ ซึ่งเรียกว่า “นายหนัง” ๒ คน ทำหน้าที่ในการร้องกลอน บรรยายเจรจาและเชิดรูปเบ็ดเสร็จ แต่บางคณะคนเชิดรูปจัดไว้ต่างหากคนหนึ่งเรียกว่า “คนชักรูป” นอกจากนั้นยังมี “หมอกบโรง” ๑ คน เป็นหมอไสยศาสตร์ประจำคณะ ที่เหลืออีก ๕ คน เป็นลูกคู่ถ้าเป็นพิเศษอาจมีคนแบกแผงรูปอีก ๑ คน ปัจจุบันนายหนังมีเพียงคนเดียว ทำหน้าที่ทั้งเชิดรูปและพากษ์เองเบ็ดเสร็จหมอกบโรง (หมอ-กบ-โรง) ก็ตัดไป เพราะความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์คลี่คลายไปมาก ส่วนคนแบกแผงไม่ต้องมี เนื่องจากมียานพาหนะสะดวกในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม จำนวนคนในคณะยังเท่าเดิม เพราะเพิ่งเครื่องคนตรีและของใช้ต่าง ๆ มากขึ้น


๒. เครื่องดนตรี เดิมใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น ที่สำคัญมีทับ ๑ คู่ เป็นตัวคุมจังหหวะและทำนอง โหม่ง ๑ คู่ สำหรับประกอบเสียง ร้องกลอน กลองตุ๊ก ๑ ใบ สำหรับขัดจังหวะ ทับ ฉิ่ง ๑ คู่ สำหรับขัดจังหวะโหม่ง และปี่ ๑ เลา สำหรับเดินทำนอง แต่ระยะหลังมีเครื่องดนตรีอื่น ๆ เข้าไปประสมประสานหรือใช้แทนเครื่องดนตรีดั้งเดิม เช่น ใช้กลองชุดและกลองทอมบ้าแทนกลองตุ๊ก ใช้ไวโอลิน ออร์แกน กีต้าร์ ซอ หรือจะเข้ เข้าไปผสมกับปี่ บางคณะเลิกใช้ปี่ไปเลย


๓. โรงหนังและอุปกรณ์ในโรงหนัง โรงหนังตะลุงเป็นเรือนชั่วคราว ยกเสา ๔ เสา ยกพื้นเลยศีรษะเล็กน้อย หลังคาเป็นแบบเพิงหมาแหงน ขนาดโรงประมาณ ๒.๓๐ x ๓ เมตร ด้านหน้าขึงจอผ้าขาว ด้านข้างกั้นอย่างหยาบ ๆ ด้วยทางมะพร้าวหรือจาก ภายใจโรงมีหยวก วางชิดจอสำหรับปักรูป ๑ ต้น มีเครื่องให้แสงสว่าง สมัยก่อนใช้ไต้แล้วพัฒนามาเป็นตะเกียงไขวัว ตะเกียงเจ้าพายุ และ ไฟฟ้าตามลำดับ โดยแขวนไว้ตรงช่วงกลางจอ ห่างจากจอราว ๑ ศอก สูงจากพื้นโรงพอ ๆ กัน

๔. รูปหนัง มีโดยเฉลี่ยคณะละประมาณ ๑๕๐ – ๒๐๐ ตัว รูปหนังที่ต้องมีได้แก่ ฤาษี พระอิศวร ปรายหน้าบท เจ้าเมือง พระ นาง ยักษ์ ตัวตลก รูปหนังจะเก็บไว้ในแผงอย่างเป็นระเบียบ คือ จัดรูปประกอบที่ไม่สำคัญ ซึ่งเรียกว่า “รูปกา ไว้ล่าง ส่วนรูปสำคัญและรูปศักดิ์สิทธิ์ไว้บน และจัดเป็นพวก ๆ ไม่ปนกันเช่น พระพวกหนึ่ง นางพวกหนึ่ง และยักษ์พวกหนี่ง ทั้งนี้ฤาษีและรูปศักดิ์สิทธิ์ต้องไว้บนสุดของแผง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

หน้า: 1 [2]  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: