Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 พฤศจิกายน, 2561, 22:29:11

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติความเป็นมาของหนังตะลุง  (อ่าน 22630 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: 1 2 [ทั้งหมด]
BAY
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 252
สมาชิกลำดับที่ 14700
ดี ไม่ดี อยู่ที่การกระทำ



| |

« เมื่อ: 03 กันยายน, 2554, 11:27:42 »

ที่มาจาก http://www.panyathai.or.th

ประวัติความเป็นมาของหนังตะลุง



 นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่า มหรสพการแสดงเงาจำพวกหนังตะลุงนี้ เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษยชาติ เคยปรากฏแพร่หลายมาทั้งในแถบประเทศยุโรป และเอเชีย โดยอ้างว่า มีหลักฐานปรากฏอยู่ว่า เมื่อครั้งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชมีชัยชนะเหนืออียิปต์ ได้จัดให้มีการแสดงหนัง(หรือการละเล่นที่คล้ายกัน)เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะและประกาศเกียรติคุณของพระองค์ และเชื่อว่า มหรสพการแสดงเงานี้มีแพร่หลายในประเทศอียิปต์มาแต่ก่อนพุทธกาล ในประเทศอินเดีย พวกพราหมณ์แสดงหนังที่เรียกกันว่า ฉายานาฏกะ เรื่องมหากาพย์รามายณะ เพื่อบูชาเทพเจ้าและสดุดีวีรบุรุษ ส่วนในประเทศจีน มีการแสดงหนังสดุดีคุณธรรมความดีของสนมเอกแห่งจักรพรรดิ์ยวนตี่ (พ.ศ. 411 - 495) เมื่อพระนางวายชนม์

         ในสมัยต่อมา การแสดงหนังได้แพร่หลายเข้าสู่ในเอเชียอาคเนย์ เขมร พม่า ชวา มาเลเซีย และประเทศไทย คาดกันว่า หนังใหญ่คงเกิดขึ้นก่อนหนังตะลุง และประเทศแถบนี้คงจะได้แบบมาจากอินเดีย เพราะยังมีอิทธิพลของพราหมณ์หลงเหลืออยู่มาก เรายังเคารพนับถือฤาษี พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ยิ่งเรื่องรามเกียรติ์ ยิ่งถือว่าเป็นเรื่องขลังและศักดิ์สิทธิ์ หนังใหญ่จึงแสดงเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ เริ่มแรกคงไม่มีจอ คนเชิดหนังใหญ่จึงแสดงท่าทางประกอบการเชิดไปด้วย

         เชื่อกันว่าหนังใหญ่มีอยู่ก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะมีหลักฐานอ้างอิงว่า มีนักปราชญ์ผู้หนึ่งเป็นชาวเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้เชี่ยวชาญทางโหราศาสตร์และทางกวี สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงเรียกตัวเข้ากรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระมหาราชครูหรือพระโหราธิบดี และมีรับสั่งให้พระมหาราชครูฟื้นฟูการเล่นหนัง(หนังใหญ่)อันเป็นของเก่าแก่ขึ้นใหม่ ดังปรากฏในสมุทรโฆษคำฉันท์ว่า..

         ไหว้เทพยดาอา- รักษ์ทั่วทิศาดร

         ขอสวัสดิขอพร ลุแก่ใจดั่งใจหวัง

         ทนายผู้คอยความ เร่งตามไต้ส่องเบื้องหลัง

         จงเรืองจำรัสทั้ง ทิศาภาคทุกพาย

         จงแจ้งจำหลักภาพ อันยงยิ่งด้วยลวดลาย

         ให้เห็นแก่ทั้งหลาย ทวยจะดูจงดูดี

         หนังใหญ่ แต่เดิมเรียกว่า "หนัง" นิยมเล่นกันแพร่หลายในแถบภาคกลาง ส่วนหนังตะลุง แต่เดิมคนในท้องถิ่นภาคใต้ก็เรียกสั้นๆว่า "หนัง" เช่นกัน ดังคำกล่าวที่ได้ยินกันบ่อยว่า "ไปแลหนังโนรา" จึงสันนิษฐานว่า คำว่า "หนังตะลุง" คงจะเริ่มใช้เมื่อมีการนำหนังจากภาคใต้ไปแสดงให้เป็นที่รู้จักในภาคกลาง จึงได้เกิดคำ "หนังตะลุง" และ "หนังใหญ่" ขึ้นมาเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน หนังจากภาคใต้เข้าไปเล่นในกรุงเทพฯ ครั้งแรกสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาพัทลุง (เผือก) นำไปเล่นที่แถวนางเลิ้ง หนังที่เข้าไปครั้งนั้นเป็นนายหนังจากจังหวัดพัทลุง คนกรุงเทพฯจึงเรียก "หนังพัทลุง" ต่อมาเสียงเพี้ยนเป็น "หนังตะลุง"

         เชื่อกันว่า หนังตะลุงเลียนแบบมาจากหนังใหญ่ โดยย่อรูปหนังให้เล็กลง ในยุคแรกๆคงแสดงเรื่องรามเกียรติ์เหมือนกัน แต่เปลี่ยนบทพากย์มาเป็นภาษาท้องถิ่น เปลี่ยนเครื่องดนตรีจาก พิณพาทย์ ตะโพน มาเป็น ทับ กลอง ฉิ่ง โหม่ง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่มีอยู่เดิมในภาคใต้ หลักฐานที่บอกว่าหนังตะลุงคงเลียนแบบมาจากหนังใหญ่ คือ แม้หนังตะลุงจะไม่ได้ใช้ พิณพาทย์ ตะโพน แต่ในโองการร่ายมนต์พระอิศวร(บทบูชาพระอิศวร) ก็ยังมีบทที่ว่า..

         อดุลโหชันชโนทั้งผอง พิณพาทย์ ตะโพน กลอง

         ข้าจะเล่นให้ท่านทั้งหลายดู

         ต่อมา หนังภาคใต้หรือหนังตะลุง รับอิทธิพลของหนังชวาเข้ามาผสมผสาน จึงทำให้เกิดวิวัฒนาการใน "รูปหนัง" ขึ้นมา รูปหนังใหญ่จะเป็นแผ่นเดียวกันทั้งตัว เคลื่อนไหวอวัยวะไม่ได้ แต่รูปหนังชวาเคลื่อนไหวมือและปากได้ ส่วนใหญ่รูปหนังจะเคลื่อนไหวมือได้เพียงข้างเดียว ยกเว้นรูปกาก หรือตัวตลก และรูปนางบางตัว ที่สามารถขยับมือได้ทั้งสองข้าง รูปหนังชวามีใบหน้าที่ผิดไปจากคนจริง และหนังตะลุงก็รับแนวคิดนี้มาปรับใช้กับรูปตัวตลก เช่น แกะรูปหนูนุ้ยให้หน้าคล้ายวัว เท่งหน้าคล้ายนกกระฮัง เป็นต้น

         หนังตะลุงเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด นักวิชาการสันนิษฐานว่าคงเป็นช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะกลอนหนังตะลุงนิยมแต่งเป็นกลอนแปด ซึ่งในสมัยอยุธยากลอนแปดไม่ได้เป็นที่นิยมแพร่หลาย ยิ่งในภาคใต้ วรรณกรรมพื้นบ้านรุ่นเก่าแก่ล้วนแต่งเป็นกาพย์ทั้งสิ้น กลอนแปดเพิ่งมาเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางก็เมื่อหลังสุนทรภู่แต่งเรื่องพระอภัยมณีออกเผยแพร่แล้วนี่เอง

         หนังตะลุงเกิดขึ้นในภาคใต้ครั้งแรกที่จังหวัดใด ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




บ้านหลังเล็กๆที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

BAY
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 252
สมาชิกลำดับที่ 14700
ดี ไม่ดี อยู่ที่การกระทำ



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 03 กันยายน, 2554, 11:32:00 »

ที่มาจาก http://www.panyathai.or.th

ตัวตลกหนังตะลุง



  ตัวตลกหนังตะลุง เป็นตัวละครที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นตัวละครที่ "ขาดไม่ได้" สำหรับการแสดงหนังตะลุง บทตลกคือเสน่ห์ หรือสีสัน ที่นายหนังจะสร้างความประทับใจให้กับคนดู เมื่อการแสดงจบลง สิ่งที่ผู้ชมจำได้ และยังเก็บไปเล่าต่อก็คือบทตลก นายหนังตะลุงคนใดที่สามารถสร้างตัวตลกได้มีชีวิตชีวาและน่าประทับใจ สามารถทำให้ผู้ชมนำบทตลกนั้นไปเล่าขานต่อได้ไม่รู้จบ ก็ถือว่าเป็นนายหนังที่ประสบความสำเร็จในอาชีพโดยแท้จริง


เด่นกว่าพระเอก นางเอก
         ในการแสดงประเภทอื่นๆ ตัวละครที่โดดเด่นและติดตาตรึงใจผู้ชมที่สุด มักจะเป็นพระเอก นางเอก แต่สำหรับหนังตะลุง ตัวละครที่จะอยู่ในความทรงจำของคนดูได้นานที่สุดก็คือตัวตลก มีเหตุผลหลายประการ ที่ทำให้บทตลกของหนังตะลุงติดตรึงใจผู้ชมได้มากกว่าบทพระเอกหรือนางเอก ดังต่อไปนี้..

         ตัวตลกมีความผูกพันใกล้ชิดกับผู้ชม(ชาวใต้)มากกว่าตัวละครอื่นๆ เพราะตัวตลกทุกตัวเป็นคนท้องถิ่นภาคใต้ พูดภาษาปักษ์ใต้ เชื่อกันว่าตัวตลกเหล่านี้สร้างเลียนแบบมาจากบุคลิกของบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริง

         นายหนังสามารถอวดฝีปากการพากย์ของตนได้เต็มที่ ตัวตลกทุกตัวมีบุคลิกเฉพาะ และตัวตลกหลายตัวมีถิ่นกำเนิดที่ชัดเจน ซึ่งมักจะเป็นท้องถิ่นที่มีสำเนียงพูดที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากตำบลหรืออำเภอข้างเคียง นายหนังที่พากย์ได้ตรงกับบุคลิก และสำเนียงเหมือนคนท้องถิ่นนั้นที่สุด ก็จะสร้างความประทับใจให้แก่คนดูได้มาก

         บทตลกคือบทที่สามารถยกประเด็นอะไรขึ้นมาพูดก็ไม่ทำให้เสียเรื่อง จึงมักเป็นบทที่นายหนังนำเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง ปัญหาสังคม ธรรมะ ข้อคิดเตือนใจ เข้ามาสอดแทรกเอาไว้ หรือแม้แต่พูดล้อเลียนผู้ชมหน้าโรง

         เสน่ห์ของมุกตลก ซึ่งแสดงไหวพริบปฏิภาณของนายหนังด้วย นายหนังที่เก่ง สามารถคิดมุกตลกได้เอง เพราะหากเก็บมุกตลกเก่ามาเล่น คนดูจะไม่ประทับใจ และไม่มีการ "เล่าต่อ"

         เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้คนดูหนังตะลุงรู้สึกผูกพันกับตัวตลกมากกว่าตัวละครอื่นๆในเรื่อง คือ ตัวตลกหนังตะลุงเหล่านี้เป็นตัวละคร "ยืน" หมายถึง ตัวตลกตัวหนึ่งเล่นได้หลายเรื่อง โดยใช้ชื่อเดิม บุคลิกเดิม นอกจากนั้น ตัวตลกหนังตะลุงยังเป็นพับลิกโดเมนอีกด้วย นายหนังทุกคณะสามารถหยิบตัวตลกตัวใดไปเล่นก็ได้ เราจึงเห็น อ้ายเท่ง อ้ายหนูนุ้ย มีอยู่ในเกือบทุกเรื่อง ของหนังตะลุงเกือบทุกคณะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

บ้านหลังเล็กๆที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

BAY
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 252
สมาชิกลำดับที่ 14700
ดี ไม่ดี อยู่ที่การกระทำ



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 03 กันยายน, 2554, 11:43:49 »

ที่มาจาก http://www.panyathai.or.th

  รูปตัวตลกหนังตะลุง หรือที่เรียกว่า รูปกาก ส่วนใหญ่จะไม่ใส่เสื้อ บางตัวนุ่งโสร่งสั้นแค่เข่า บางตัวนุ่งกางเกง และส่วนใหญ่จะมีอาวุธประจำตัว ตัวตลกทุกตัวสามารถขยับมือขยับปากได้ หนังแต่ละคณะจะมีรูปตัวตลกไม่น้อยกว่าสิบตัว แต่โดยปกติจะใช้แสดงในแต่ละเรื่องแค่ไม่เกินหกตัวเท่านั้น
ตัวตลกเอก
         ตัวตลกเอก หมายถึง ตัวตลกที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป นายหนังคณะต่างๆหลายคณะนิยมนำไปแสดง มีดังต่อไปนี้...


1. อ้ายเท่ง
         หนังจวนบ้านคูขุดเป็นคนสร้าง โดยเลียนแบบบุคลิกมาจากนายเท่ง ซึ่งเป็นชาวบ้านอยู่บ้านคูขุด อำเภอสะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา เป็นคนรูปร่างผอมสูง ลำตัวท่อนบนยาวกว่าท่อนล่าง ผิวดำ ปากกว้าง หัวเถิก ผมหยิกงอ ใบหน้าคล้ายนกกระฮัง ลักษณะเด่นคือ นิ้วมือขวายาวโตคล้ายอวัยวะเพศผู้ชาย ส่วนนิ้วชี้กับหัวแม่มือซ้ายงอหยิกเป็นวงเข้าหากัน รูปอ้ายเท่งไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าโสร่งตาหมากรุก มีผ้าขาวม้าคาดพุง มีมีดอ้ายครก(มีดปลายแหลม ด้ามงอโค้ง มีฝัก)เหน็บที่สะเอว เป็นคนพูดจาโผงผาง ไม่เกรงใจใคร ชอบข่มขู่และล้อเลียนผู้อื่น เป็นคู่หูกับอ้ายหนูนุ้ย เป็นตัวตลกที่นายหนังเกือบทุกคณะนิยมนำไปแสดง


2. อ้ายหนูนุ้ย
         ไม่มีบันทึกว่าใครเป็นคนสร้าง หนูนุ้ยมีบุคลิกซื่อแกมโง่ ผิวดำ รูปร่างค่อนข้างเตี้ย พุงโย้ คอตก ทรงผมคล้ายแส้ม้า จมูกปากยื่นคล้ายปากวัว ไว้เคราหนวดแพะ รูปอ้ายหนูนุ้ยไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าโสร่งไม่มีลวดลาย ถือมีดตะไกรหนีบหมากเป็นอาวุธ พูดเสียงต่ำสั่นเครือขึ้นนาสิก เป็นคนหูเบาคล้อยตามคำยุยงได้ง่าย แสดงความซื่อออกมาเสมอ ไม่ชอบให้ใครพูดเรื่องวัว เป็นคู่หูกับอ้ายเท่ง และเป็นตัวตลกที่นายหนังทุกคณะนิยมนำไปแสดงเช่นกัน


3. นายยอดทอง
         ไม่มีบันทึกว่าใครเป็นคนสร้าง แต่เชื่อกันว่าเป็นชื่อคนที่เคยมีชีวิตอยู่จริง เป็นชาวจังหวัดพัทลุง รูปร่างอ้วน ผิวดำ พุงย้อย ก้นงอน ผมหยิกเป็นลอน จมูกยื่น ปากบุ๋ม เหมือนปากคนแก่ไม่มีฟัน หน้าเป็นแผลจนลายคล้ายหน้าจระเข้ ใครพูดถึงเรื่องจระเข้จึงไม่พอใจ รูปยอดทองไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าลายโจงกระเบน เหน็บกริชเป็นอาวุธประจำกาย เป็นคนเจ้าชู้ ใจเสาะ ขี้ขลาด ชอบปากพูดจาโอ้อวดยกตน ชอบขู่หลอก พูดจาเหลวไหล บ้ายอ ชอบอยู่กับนายสาว จนมีสำนวนชาวบ้านว่า "ยอดทองบ้านาย" เป็นคู่หูกับนายสีแก้ว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

บ้านหลังเล็กๆที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

BAY
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 252
สมาชิกลำดับที่ 14700
ดี ไม่ดี อยู่ที่การกระทำ



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 03 กันยายน, 2554, 11:49:29 »

ที่มาจาก http://www.panyathai.or.th


4.นายสีแก้ว
         ไม่มีบันทึกว่าใครเป็นคนสร้าง แต่เชื่อกันว่าเอาบุคลิกมาจากคนชื่อสีแก้วจริงๆ เป็นคนมีตะบะ มือหนัก เวลาโกรธใครจะตบด้วยมือหรือชนด้วยศรีษะ เป็นคนกล้าหาญ พูดจริงทำจริง ชอบอาสาเจ้านายด้วยจริงใจ ตักเตือนผู้อื่นให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามทำนองคลองธรรม เป็นคนรูปร่างอ้วนเตี้ย ผิวคล้ำ มีโหนกคอ ศรีษะล้าน นุ่งผ้าโจงกระเบนลายตาหมากรุก ไม่สวมเสื้อ ไม่ถืออาวุธใดๆ ใครพูดล้อเลียนเกี่ยวกับเรื่องพระ เรื่องร้อน เรื่องจำนวนเงินมากๆ จะโกรธทันที พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ เพื่อนคู่หูคือนายยอดทอง


5. อ้ายสะหม้อ
         หนังกั้น ทองหล่อเป็นคนสร้าง เลียนแบบบุคลิกมาจากมุสลิมชื่อสะหม้อ เป็นคนบ้านสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งนายสะหม้อเองก็รับรู้และอนุญาตให้หนังกั้นนำบุคลิกและเรื่องราวของตนไปสร้างเป็นตัวละครได้ รูปอ้ายสะหม้อหลังโกง มีโหนกคอ คางย้อย ลงพุง รูปร่างเตี้ย สวมหมวกแบบมุสลิม นุ่งผ้าโสร่ง ไม่สวมเสื้อ เป็นคนอวดดี ชอบล้อเลียนคนอื่น เป็นมุสลิมที่ชอบกินหมู ชอบดื่มเหล้า พูดสำเนียงเนิบนาบ รัวปลายลิ้น ซึ่งสำเนียงของคนบ้านสะกอม มีนายหนังหลายคนนำอ้ายสะหม้อไปเล่น แต่ไม่มีใครพากย์สำเนียงสะหม้อได้เก่งเท่าหนังกั้น ปกติสะหม้อจะเป็นคู่หูกับขวัญเมือง

6. อ้ายขวัญเมือง
         เป็นตัวตลกเอกของหนังจันทร์แก้ว จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่มีประวัติความเป็นมา คนในจังหวัดนครศรีธรรมราชจะไม่เรียกว่า "อ้ายเมือง" เหมือนนายหนังจังหวัดอื่นๆ แต่เรียกว่า "ลุงขวัญเมือง" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากตัวตลกตัวนี้นำบุคลิกมาจากคนจริง ก็คงเป็นคนที่ได้รับการยกย่องจากคนในท้องถิ่นอย่างสูงทีเดียว อ้ายขวัญเมืองหน้าคล้ายแพะ ผมบางหยิกเล็กน้อย ผิวดำ หัวเถิก จมูกโด่งโตยาว ปากกว้าง พุงยานโย้ ก้นเชิด ปลายนิ้วชี้บวมโตคล้ายนิ้วอ้ายเท่ง นุ่งผ้าสีดำ คาดเข็มขัด ไม่สวมเสื้อ เป็นคนซื่อ แต่บางครั้งก็ฉลาด ขี้สงสัยใคร่รู้เรื่องคนอื่น พูดเสียงหวาน

         นายหนังในจังหวัดสงขลามักนำขวัญเมืองมาเป็นคู่หูกับสะหม้อ นายหนังในจังหวัดนครศรีธรรมราชแถวอำเภอเชียรใหญ่ อ.หัวไทร อ.ปากพนัง อ.ท่าศาลา มักให้ขวัญเมืองแสดงคู่กับนายยอดทอง หนังพัทลุง ตรัง นิยมให้เป็นตัวบอกเรื่อง เฝ้าประตูเมือง หรือเป็นพนักงานตีฆ้องร้องป่าว

7. อ้ายโถ
         ไม่มีบันทึกว่าใครเป็นคนสร้าง เลียนแบบบุคลิกมาจากจีนบ๋าบา ชาวพังบัว อำเภอสะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา เป็นคนที่มีศรีษะเล็ก ตาโตถลน ปากกว้าง ริมฝีปากล่างเม้มเข้าไป ลำตัวป่องกลม สวมหมวกมีกระจุกข้างบน นุ่งกางเกงจีนถลกขา ถือมีดบังตอเป็นอาวุธ เป็นคนชอบร้องรำทำเพลง ขี้ขลาดตาขาว โกรธใครไม่เป็น อ้ายโถมีคติประจำใจว่า "เรื่องกินเรื่องใหญ่" ไม่ว่าใครจะพูดเรื่องอะไรก็ตาม โถสามารถดึงไปโยงกับของกินได้เสมอ ซึ่งเป็นมุกตลกที่นับว่ามีเสน่ห์ไม่น้อย เพราะไม่ลามกหยาบคาย จึงเป็นตัวตลกที่ดึงความสนใจจากเด็กๆได้มาก อ้ายโถเป็นเพียงตัวตลกประกอบ มักเล่นคู่กับอ้ายสะหม้อ

8. ผู้ใหญ่พูน
         ไม่มีบันทึกว่าใครเป็นคนสร้าง คาดว่าคงจะเลียนแบบบุคลิกมาจากผู้ใหญ่บ้านคนใดคนหนึ่ง เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ จมูกยาวคล้ายตะขอเกี่ยวมะพร้าว ศรีษะล้าน แต่มีกระจุกผมเป็นเกลียวดูคล้ายหูหิ้วถังน้ำ พุงโย้ยาน ก้นเชิดสูงจนหลังแอ่น เพื่อนมักจะล้อเลียนว่า บนหัวติดหูถังตักน้ำ สันหลังเหมือนเขาพับผ้า (เส้นทางระหว่างพัทลุง-ตรัง มีโค้งหักศอกหลายแห่ง) ผู้ใหญ่พูนนุ่งโจงกระเบนไม่มีลวดลาย เป็นคนชอบยุยง ขี้โม้โอ้อวด เห่อยศ ชอบขู่ตะคอกผู้อื่นให้เกรงกลัว แต่ธาตุแท้เป็นคนขี้ขลาดตาขาว ชอบแสแสร้งปั้นเรื่องฟ้องเจ้านาย ส่วนมากเป็นคนรับใช้อยู่เมืองยักษ์ หรืออยู่กับฝ่ายโกง พูดช้าๆ หนีบจมูก เป็นตัวตลกประกอบ

         โดยปกติตัวตลกหนังตะลุงจะต้องมีคู่หู เพื่อเอาไว้รับส่งมุกตลกโต้ตอบกัน ในแต่ละเรื่องจะมีตัวตลกเอกอย่างน้อยสองคู่ คือ เป็นพี่เลี้ยงพระเอกคู่หนึ่ง และเป็นพี่เลี้ยงนางเอกคู่หนึ่ง นอกจากที่ยกตัวอย่างมา ยังมีตัวตลกประกอบอีกจำนวนมาก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

บ้านหลังเล็กๆที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

BAY
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 252
สมาชิกลำดับที่ 14700
ดี ไม่ดี อยู่ที่การกระทำ



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 03 กันยายน, 2554, 11:54:32 »

ดูคลิป หนังตะลุง คลิกที่ลิ้งค์

<a href="http://www.youtube.com/v/m4dvGfGEdz8?version=3&amp;amp;hl=en_GB&amp;amp;rel=0" target="_blank">http://www.youtube.com/v/m4dvGfGEdz8?version=3&amp;amp;hl=en_GB&amp;amp;rel=0</a>

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

บ้านหลังเล็กๆที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 05 ตุลาคม, 2554, 22:31:50 »




ความเชื่อเกี่ยวกับหนังตะลุง



ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ "หนังตะลุง" โดย นายหนังสุชาติ ทรัพย์สิน









รูปครู

ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ความเชื่อเกี่ยวกับตัวหนังยังไม่เปลี่ยนแปลง หนังตะลุงทุกคณะยังคงเคารพบูชาครู รูปครู คือ พระฤาษี พระอิศวร พระอินทร์ ในสมัยโบราณรูปพระอิศวร รูปพระอินทร์ ต้องปักไว้บนหลังคาโรงหนังแบบขึงผ้าเพดาน หนังตะลุงทุกคณะจะไม่นำรูปพระอิศวร หรือพระอินทร์ปักไว้ที่ต่ำ ส่วนรูปพระฤาษี ปักไว้ที่โคนกล้วยทางด้านขวาของโรงหนัง




ตัวตลก

หหนังตะลุงทุกคณะ นอกจากจะเคารพรูปครูแล้ว ตัวตลกประจำคณะก็มีความเคารพด้วย เช่น คณะใดใช้ไอ้เมืองเป็นตัวตลกเอกก็บูชาไอ้เมือง ใช้ไอ้แก้วเป็นตลกเอกก็บูชาไอ้แก้ว และมีการเซ่นไหว้กันเป็นประจำ จนมีความศักดิ์สิทธิ์ บางตัวเฝ้าบ้านได้เหมือนคน พอจะนำมากล่าวเป็นตัวอย่างได้คือ ไอ้เปลือย หนังจีน อ.ท่าศาลา ไอ้เมือง หนังจันทร์แก้ว ฮงเชียรใหญ่ ไอ้แก้ว หนังกลายเฒ่า จังหวัดกระบี่ อี้ทองคำ หนังเอี่ยมทองคำ



หนัง

หนังที่ใช้ทำตัวเอก จะไม่ใช้หนังวัว หนังควาย ธรรมดาทำ แต่จะใช้หนังพิเศษทำ เช่นหนังหน้าวัว (หนังส่วนหน้าของสัตว์) หนังควายขาวฟ้าผ่า หนังหมี  หนังหน้าโพนวัด หนังผ่าตีนคน









การแกะสลักหนังตะลุง


การแสดงหนังตะลุง นอกจากเนื้อเรื่องบทกลอนที่บันทึกเหตุการณ์ ประเพณี วัฒนธรรม ของชาติแต่ละยุคไว้ ภาพหนังก็มีส่วนบันทึกในการเปลี่ยนแปลงของสังคมด้วย เช่น การแต่งกาย ไว้ทรงผม อาวุธพวกโจรแต่ละยุค

หนังที่ใช้ทำ ตัวหนังได้คือ หนังวัว หนังควาย หนังกวาง หนังเก้ง หนังจง หนังท้องปลากระเบน




การฟอกหนัง



ในสมัยโบราณ ใช้หนังหมักแช่ในตมโคลน 15 วัน เพื่อให้ผังผืดด้านใน และผิวหนังด้านขนเปื่อย ใช้ไม้ไผ่ผ่าซีก ขูดแต่งให้เรียบทั้งสองข้าง ใช้งวงตาลเผาไฟเอาขี้ท่าวผสมน้ำ แช่หนังจนหมดกลิ่นเหม็น ล้างด้วยน้ำจนสะอาด ผึ่งตากลมจนแห้งหมาด ๆ แล้วนำหนังไปขึงดึงกับกรอบไม้ให้เรียบ ตากลมจนแห้ง นำมาตัดรูปได้ตามต้องการ

ฟอกหนังด้วยส้มมะเฟือง ใช้ส้มมะเฟือง หัวข่า ใบสอม ตำให้แตกพอสมควร ผสมน้ำ หมักแช่หนังไว้ 3-5 วัน แล้วทำเหมือนวิธีแรก

ฟอกหนังด้วยสับปะรด  ใช้สับปะรดแก่ก็ได้ สุกก็ได้ ถ้าได้สับปะรดเขียวยิ่งดี นำสับปะรดผ่าสับทั้งเนื้อ ทั้งเปลือก ผสมน้ำ หมักแช่หนังไว้ 1-3 วัน น้ำหนักหนัง 10 กิโลกรัม ใช้สับปะรด 7 กิโลกรัม แล้วทำเหมือนวิธีแรก

ในปัจจุบัน ฟอกหนังด้วยน้ำส้มสายชู








สีที่ใช้ระบายภาพหนังตะลุง




ในสมัยโบราณใช้สมุนไพรทำสี สีแดง ใช้หมากต้มเอาน้ำหมากทำสี สีเหมือง ใช้ขมิ้นอ้อย สีเขียว ใช้ใบพริก  สีดำ ใช้ เขม่าไฟ ผสมน้ำหม้อ (น้าข้าว)

ใช้สีจากประเทศจีน สีแดงใช้ชาดก้อน สีเหลืองใช้รงค์ สีเขียวใช้รงค์กา สีดำใช้หมึกจีน

ในปัจจุบันใช้สีซองผสมอาหาร โดยนำสีมาผสมด้วยสุรา (เหล้าขาว) เพื่อให้ซึมเข้าเนื้อหนัง สีจะไม่ลอก ติดอยู่ทน สีน้ำ สีน้ำมัน สีเมจิก ทาตัวหนังไม่ได้ ลอกออกง่าย สีน้ำมันไม่โปร่งแสง








อุปกรณ์เครื่องมือการทำภาพหนังตะลุง


- ไม้กระดานเฉียง สองแผ่น แผ่นหนึ่งเนื้อแข็ง แผ่นหนึ่งเนื้ออ่อน แผ่นเนื้อแข็ง สำหรับตอกลายด้วยตุ๊ดตู่ พวกช่างนิยมใช้ไม้หยี ส่วนแผ่นเนื้อออ่นใช้รองมีด ตัดหนังส่วนที่ไม่ใช้ออกจากตัวหนัง ไม้ที่ใช้คือ ไม้ทัง เพราะมีความนิ่มดี ไม่หักปลาย

- มีดแกะสลัก สองเล่ม ปลายใหญ่หนึ่งเล่ม ปลายเล็กหนึ่งเล่ม

- ตุ๊ดตู่ เบอร์  10 - 17 หนึ่งชุด

- ฆ้อน หนึ่งอัน

- แหล็กปลายแหลมสำหรับเขียนลายหนึ่งอัน

- สีผึ้งหนึ่งตลับ ไว้เพื่อทามีกแกะ และ ตุ๊ดตู่ ให้มีความลื่น



ในสมัยโบราณ นายช่างทำภาพหนังตะลุง เพื่อให้พวกหนังตะลุงนำไปแสดง ในสมัยปัจจุบัน ภาพหนังตะลุงนอกจากทำเพื่อให้พวกหนังตะลุงนำไปแสดงแล้ว ภาพหนังตะลุงยังเป็นสินค้าที่ระลึก มีความสำคัญในจังหวัดนครศรีธรรมราช นักท่องเที่ยวต่างจังหวัด ในประเทศ และชาวต่างประเทศ ที่มาเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนมากจะซื้อภาพหนังตะลุงนำกลับไปเป็นที่ระลึกตกแต่งบ้าน















แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 07 ตุลาคม, 2554, 23:47:11 »












ธรรมเนียมประเพณี การแสดงหนังตะลุง


ขอบคุณข้อมูลจาก :: หนังสือ "หนังตะลุง" โดย หนังสุชาติ ทรัพย์สิน


ธรรมเนียมประเพณีการแสดงหนังตะลุง การแสดงหนังตะลุงในสมัยโบราณ ไม่ใช่มโหรสพแบบในปัจจุบัน แสดงเพื่อเทิดทูนบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนสมัยนั้นเคารพ และไม่ใช่มีแต่ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ตามที่หลายคนเข้าใจกัน การแสดงหนังตะลุงคือ ศิลปะการเล่นเงามีหลายประเทศที่มีการแสดงมานานนับพันปี  แต่ประเพณีในการแสดงไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ตัวหุ่น (รูปหนัง) วัสดุที่ใช้ทำตัวหุ่น, ลีลาการเชิด, เครื่องดนตรี แต่มีจุดประสค์เหมือนกัน คือเป็นเครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ตนนับถือเหมือนกัน



1. หนังตะลุงต่างชาติ


1.1 จีน มีการเล่นเงาในสมัยราชวงฮั่น การเล่นเงาในประเทศจีนบังเกิดขึ้นครั้งแรกในราชสำนัก มีฮ่องเต้พระองค์หนึ่ง มีฮองเฮาสวยมาก เป็นที่โปรดปรานของฮ่อเต้ เมื่อฮองเฮาองค์นั้นสิ้นพระชนษ์เสียก่อนจะมีโอรส ธิดา ทำให้ฮ่องเต้เสียพระทัยมาก เสวยพระกระยาหารไม่ได้ บรรทมไม่หลับ เป็นเวลาหลายเดือน เดือดร้อนไปทั่วราชสำนัก ข้าราชการทั้งหลายต่างหาวิธีแก้ไข แต่ไม่ประสบความสำเร็จ มีขุนนางผู้หนึ่งมีวิธีแก้ไข แตกต่างจากคนอื่น ได้นำหนังวัวมาแกะสลักเป็นรูปฮองเฮาระบายสีเรียบร้อย เวลาฮ่องเต้เข้าสู่บรรทม ก็ใช้แสงเทีนยส่องให้เงาภาพฮองเฮาไปทาบที่ม่านบรรทม ทำให้ฮ่องเต้พอพระทัย ให้รางวัลแก่ขุนนางนั้นมากมาย ต่อมาภายหลังฮ่องเต้โปรดให้มีการเล่นเงา ฉลองงานพิธีสำคัญในพระราชสำนักเป็นประจำ จนแพร่หลายไปสู่มลฑลต่าง ๆ  ในประเทศจีนกลายเป็นมหรสพเหมือนเมืองไทย ปัจจุบันก็มีการแสดงอยู่ทีทเมืองซีอาน วัสดุที่ใช้ทำตัวภาพ ใช้หนังวัว หนังควายทำ ใช้ไม้ไผ่คีบ (ไม้ตับ) บังคับตัวหนังเหมือนเมืองไทย เครื่องคนตรีเหมือนงิ้ว เรื่องที่นิยมแสดงกันมากคือ เรื่องสามก๊ก



1.2 อียิปต์
  มีการเล่นเงากันมานานนับเวลาเป็นพันปี การเล่นเงาในอียิปต์เล่นเพื่อฉลองชัยชนะในการทำสงคราม ครั้งแรกเมื่อฟาโรห์ยกทัพไปทำศึกกับเมือง อื่น ๆ เมื่อได้ชัยชนะกลับมา ฟาโรห์ก็โปรดให้ทรงมีการฉลองชัยชนะ ครั้งแรกในการเล่นเงา ใช้คนเชิดภาพเต้นไปรอบกองไฟ ภายหลังใช้จอผ้าขาวเหมือนนประเทศอื่น ๆ การเล่นเงาในประเทศอียิปต์ ไม่ใช้ไม้ไผ่คีบภาพเหมือนเมืองไทย แต่ใช้ไม้เสียบที่หัว หรือ ลำตัวของภาพ แกว่งโชว์การเคลื่อนไหวของหัว เอว ขา แขน เชิดภาพกลับซ้ายขวาไม่ได้ ตัวหนังโตใกล้เคียงกับเมืองไทย ตัวภาพหนึ่งภาพใช้คนเชิดหนึ่งคน ห้าภาพก็ใช้ห้าคน ไม่มีต้นกล้วยง ไม่มีการระบายสี ชาวอียิปต์มีความเชื่อกันว่า การนำหนังสัตว์มาทำภาพมีปาป เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง ในสมัยโบราณใช้มือและไม้เคาะให้จังหวะ ในสมัยปัจจุบันใช้เครื่องดนตรีสากล เรื่องที่ใช้แสดงเกี่ยวกับการปกครองและชนชั้น


1.3 ตุระกี
ครั้งแรกในตุระกีมีการเล่นเงาเพื่อบูชาเทิดทูลอาณาจักรอ๊อตโตมัน ภายหลังก็กลายเป็นมหรสพ วิธีการแสดงคล้ายกับของอียิปต์ ผิดกันเพียงวัสดุที่ทำภาพ ตุระกีใช้หนังอูฐทำภาพ โดยมีความเชื่อว่า อูฐเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญกับมนุษย์ การที่นำหนังอูฐด้วยตุรกีจะไม่ใช้หนังสัตว์ชนิดอื่นทำ เรื่องที่ใช้แสดงเกี่ยวกับโจรสลัด มีภาพเรือใบบรรทุกผู้คนมากมาย เรือก็มีเล็กใหญ่หลายขนาด ถึงตอนนี้ก็ยังมีการแสดง


1.4 อินเดีย อินเดียเล่นเงาครั้งแรก โดยพราหมณ์ฮินดูเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม ตามลัทธิ ฮินดู หนังที่ใช้ทำรูปหนังคือหนังแพะเพียงชนิเดียว ขนาดโตเท่าคนจริงก็ใช้หนังแพะ ภาพแต่ละภาพของอินเดีย แขน ขา ต่อเคลื่อนไหวได้เหมือนคนจริง ความเชื่อของพราหมณ์ฮินดูที่ไม่นำหนังวัว หนังควายมาทำภาพ เชื่อว่า วัว ควาย คือ พาหนะของพระเจ้าอถ้านำมาทำภาพจะมีบาป พวกพราหมณ์จะไม่กินเนื้อวัว ภาพหนังของอินเดียสูงหนึ่งฟุต หรือสูงสองเมตรก็ทำภาพเหมือนกัน ไม่แยกลักษณะเหมือนของไทย ภาพหนังแต่ละตัวใช้ไม้ไผ่คีบตัวหนังเหมือนของไทย แต่การแสดงเหมือนของอิยิปต์และตุรกี คือภาพหนึ่งใช้คนเชิดหนึ่งคน การแสดงบางฉากใช้คนเชิดถึง 7-8 คน และมักใช้บทร้องและเจรจาชายจริงหญิงแท้ เครื่องดนตรีก็ใช้เครื่องแบบภาพยนต์อินเดีย เรื่องที่ใช้แสดงก็ใช่เรื่องรามเกียรติ์เ
ป็นหลักในการแสดง จนถึงทุกวันนี้


1.5 ไทย
การเล่นเงาของไทยที่เราเรียกชื่อว่าหนังตะลุง น่าจะเริ่มมีการแสดงกันตั้งแต่สมัยศรีวิชัย เพราะตอนนั้น ศรีวิชัยมีความเจริญมากต่างชาติหลายประเทศเข้ามาทำการค้า และได้นำลัทธิต่าง ๆ ของตนมาเผยแพร่ในศรีวิชัยด้วย เช่น กลุ่มอาหรับนำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ในศรีวิชัย จีนนำเสื้อผ้าไหมแพร เคื่องปั้นดินเผาเข้ามา และยังสอนให้คนไทยรู้จักการทำไถ ไถนาด้วย วัว ควาย เดิมก่อนคนไทยปลูกข้าวด้วยการทำไร่ ส่วนอินเดียได้นำพุทธศาสนา เครื่องบูชาเทพเจ้าตามลัทธิพราหมณ์ ฮินดู เข้ามาเผยแพร่ หนังตะลุงก็เข้าในตอนนี้  แสดงเพื่อบูชาเทพเจ้า พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม ตามลัทธิพรหมณ์ฮินดู ด้วยหลักฐานต่อไปนี้

- ในสมัยโบราณ หนังตะลุงแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ในสมัยนี้เมื่อมีพิธีแก้บนก็ยังแสดงเรื่องรามเกียรติ์อยู่

- การแสดงยังใช้พระฤาษี พระอิศวร  พระอินทร์ ตามลัทธิพราหมณ์ฮินดู

- หลักฐานความเจริญของพราหมณ์มีมากในจังหวัดนครศรีธรรมราช

- การแสดงหนังตะลุงในสมัยโบราณ คณะหนังแสดงกันหลายคนเหมือนอินเดีย

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 25 ตุลาคม, 2554, 14:52:54 »



การสืบทอดการแสดงหนังตะลุงและพิธีกรรม


ในสมัยโบราณ ผู้ใดจะแสดงหนังตะลุงก็จะไปฝากตัวเป็นศิษย์กับคณะหนังตะ้เพื่อลุงที่ตัวเองชอบในแนวทางการแสดง พร้อมกับนำ ดอกไม้ ธูป เทียน หมากพลู ไปมอบให้เพื่อเป็นการบูชา ฝ่ายครูก็มีการทดสอบโดยให้ร้องบทให้ฟังก่อน และจะต้องจำบทหนังตะลุงได้บ้าง ถึงไม่มากก็น้อย

อันดับแรกครูจะฟังน้ำเสียง และเชาว์ปัญญา ถ้าไม่มีเชาว์ น้ำเสียงไม่ดีก็ไม่รับเป็นศิษย์ ไม่ใช่เพียงหนังตะลุง ศิลปะพื้นบ้านทุกประเภทในสมัยโบราณ ถ้าน้ำเสียงไม่ดี ไม่สามารถยึดเป็นอาชีพได้ เพราะไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหมือนสมัยนี้ ต้องใช้เสียงตัวเองเฉพาะ หนังตะลุงแสดงตั้งแต่หัวค่ำจนสว่าง ใช้เวลาในการแสดงไม่ต่ำกว่าแปดชั่วโมง นับเป็นงานที่หนักพอดู



การครอบมือ

เมื่ออาจายร์รับผู้สมัครไว้เป็นศิษย์ ถ้าบ้านลูกศิษย์อยู่ไกล เช่นต่างอำเภอหรือต่างจังหวัด อาจารย์ก็จะรับไว้ให้อยู่ที่บ้าน กินอยู่ที่บ้านอาจารย์ สอนวิชาให้ อาจารย์ไปแสดงที่ไหนก็จะพาไปด้วย สอนให้ออกพระฤาษี และปรายหน้าบทก่อน เพื่อต้องการให้ชินกับคนดูมาก ๆ การฝึกแสดงหนังตะลุง ไม่ใช่ฝึกกันได้ง่าย ๆ ต้องใช้เวลามาก อย่างน้อยต้องฝึกสี่หลักด้วยกันคือ

- ฝึกการใช้เสียง เพื่อให้เข้ากับบทบาทของตัวละคร เสียงพระ เสียงนาง เสียงยักษ์ ตัวตลก ภาษาสัตว์ต่าง ๆ

- บทร้อง ต้องฝึกฉันทลักษณ์ของกลอน กลอนแบบไหนใช้กับตัวหนังตัวใด เช่น บทรัก บทโศก บทสมห้อง บทเทวดา บทยักษ์

- การเชิดรูป ตัวหนังแต่ละตัว เชิดไม่เหมือนกัน เช่น พระราชา ต้องเชิดแบบผู้ใหญ่ที่ทีอำนาจ ราชินี  กริยาท่าทางแบบผู้ดี พระเอกเชิดแบบเจ้าชู้นิด ๆ นางเอก กริยาเรียบร้อย ยักษ์ หยาบกระด้าง

- ตัวตลก
ตัวตลกหนังตะลุงมีบทบาทสำคัญต่อผู้แสดงหนังตะลุงมาก คนดูหนังตะลุงได้จนสว่างเพราะตัวตลกนี่เอง ตัวตลกหนังตะลุง สามารถนำศีลธรรม สังคม การบ้าน การเมือง มาแทรกในบทหนังตะลุงได้อย่างกลมกลืน และยังสามารถนำผู้ชมเข้าร่วมในการแสดงได้อีกด้วย

ในสมัยโบราณการฝึกแสดงหนังตะลุง อย่างน้อยอยู่กับอาจารย์ 3 ปี บางคนอยู่กับอาจารย์ 5-6 ปี ก็มี เมื่ออาจารย์เห็ฯว่าลูกศิษย์แสดงได้ดีแล้ว ก็จะทำพิธีครอบมือให้ เมื่อผ่านการตรอบมือแล้ว ก็เป็นหนังตะลุงสมบูรณ์แบบ แก้บนได้ (แก้เหรย) หนังตะลุงโรงใดที่ยังไม่ได้รับการครอบมือ เชื่อกันว่าแก้บนไม่ขาด พิธีการครอบมือเหมือนกับการไหว้ครูทุกประการ




พิธีการไหว้ครู


การไหว้ครูเป็นประเพณีสำคัญของหนังตะลุง มีความเชื่อกันว่าหนังตะลุงคณะใดมีการไหว้ครูเป็นประจำทุกปี เป็นมงคลแก่ตัวเอง ทำมาหากินคล่อง เป็นที่นิยมของคนดู หนังตะลุงบางคนทีแสดงหนังตะลุงไม่ได้แล้ว เช่น แก่ หรือ พิการ ก็ยังมีการไหว้ครูกัน แต่ไม่ประจำทุกปี การไหว้ครูเป็นการบูชาครูอาจารย์ ที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ล่วงลับไปแล้ว

- วันที่ใช้ในการทำพิธีไหว้ครู คือวันพฤหัสบดี โดยมีความเชื่อกันว่า วันพฤหัสคือวันครู ส่วนเดือนที่ใช้ในการไหว้ครูคือ เดือน 6-9-11 แต่มักใช้เดือน 6 เป็นหลัก โดยมีความเชื่อกันว่า เดือน 9-11 ครูถือศีลเข้าพรรษา

- ของสำคัญที่ขาดไม่ได้ในพิธีไหว้ครู

 1. ผ้าขาวทำเพดาน หนึ่งผืน ใช้กราบครูหนึ่งผืน
 2. หมอนหนึ่งใบสำหรับกราบครู
 3. หินลับมีด
 4. เสื่อหนึ่งผืน
 5. ด้ายและเข็ม
 6. มีดโกน
 7. ด้ายสาญสิณฑ์
 8. ข้าวตอก ดอกไม้
 9. ธูป เทียน
10. หมาก พลู
11. มะพร้าวอ่อน 2 ลูก
12. อ้อย
13. กล้วย
14. ปลามีหัวมีหาง
15. ไก่ตัวผู้ใช้ทองปิดปาก
16. หัวหมูใช้ทองปิดปาก เป็ดและห่าน ใช้ด้วยก็ได้ แต่ต้องเป็นตัวผู้
17. เหล้าทุกยี่ห้อ กี่ขวดก็ได้



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน, 2554, 12:25:11 »



ความเชื่อในการสร้างโรงหนังตะลุง


1. ห้ามสร้างโรงแสดงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
ว่ากันว่าหนังคณะใดแสดงหันหน้าโรงไปทางทิศตะวันตก จะไม่มีความเจริญ ชื่อเสียงจะตกต่ำ เหมือนดวงอาทิตย์ลับฟ้ามีแต่ความมืด


2. ห้ามสร้างโรงแสดงใต้ต้นไม้ใหญ่ทุกต้น
ตามลัทธิของพราหมณ์มีความเชื่อกันว่า เทวดาและเทพารักษ์อยู่อาศัย สร้างโรงหนังตะลุงแสดงใต้ต้นไม้ใหญ่เป็นการรบกวนเทพ


3. ห้ามสร้างโรงหนังตะลุงคร่อมทางเดิน และทางน้ำไหล
มีความเชื่อกันว่า ทางเดินก็ดี ทางสายน้ำไหลก็ดี เวลากลางคืนมีพวกผีเดิน จะเป็นการขัดขวางทางเดินของพวกผี

4. งานพิธีมงคลสมรส จะแสดงกี่คนก็ได้ แต่คืนทำพิธีมอบสาดเรียงหมอนห้าแสดง (เรียกว่าหลวงบ่อ) หนังตะลุงคณะใดแสดงคืนนี้มีความเชื่อกันว่าอุบาทว์แก้ไม่หาย


5. งานศพก็แสดงได้ วันที่ห้ามแสดงคือวันเผาศพ กล่าวคือ วันเผาศพวันไหน ค่ำคืนนั้นจะห้ามแสดงหนังตะลุง การเผาศพของชาาวใต้ สมมุติวันนี้เป็นวันเผา วันรุ่งขึ้นก็มีการพิธีดับธาตุ หนังตะลุงที่แสดงวันเผาศพก็จะถูกดับธาตุไปด้วยในวันรุ่งขึ้น หนังตะลุงคณะใดแสดงวันเผาศพจะไม่มีความเจริญหรืออาจจะต้องเลิกแสดงหนังตะลุงไปตลอดชีวิต

6.ห้ามหนังตะลุงแสดงแก้บน วันขึ้นแรม 8 ค่ำ 14-15 ค่ำ (วันพระ) หนังตะลุงคณะใดแสดงแก้บนวันที่กล่าวมานี้ มีความเชื่อกันว่าแก้บนไม่ขาด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถือศีล ไม่มารับเครืองสังเวย

7.โรงหนังตะลุงที่ดีเหมาะสมกับการแสดง ต้องหันหน้าโรงไปทางทิศตะวันออกและทิศใต้ ก็ที่มีความเชื่อดังนี้ คงจะเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศด้วย กล่าวคือ ฤดูการแสดงหนังตะลุงก็คือเวลาว่างจากการประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ไม่มีฝนตกทางภาคใต้ เมื่อไม่มีฝน ลมจะพัดมาทางทิศเหนือ และทิศตะวันตก เสียงที่ดังออกจากโรงหนังจะดังตามกระแสลมไปไกล ทำให้ผู้ฟังหน้าโรงฟังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เวลาประชันกัน 2 หรือ 3 คณะ ถ้าโรงหนังตะลุงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โรงที่ดีคือโรงทางทิศเหนือ จะได้เปรียบทางทิศใต้ เสียงทางโรงทิศเหนือลมจะช่วยพาไปรบกวนโรงทางทิศใต้ โดยที่เสียงโรงทางทิศใต้จะไม่ทวนกระแสลมไปรบกวนโรงทางทิศเหนือ

ถ้าโรงหนังหันหน้าไปทางทิศเหนือหรือทิศใต้เวลาประชันกัน โรงที่อยู่ทางทิศตะวันตกจะดีกว่าโรงที่อยู่ทางทิศตะวันออก เพราะลมจะช่วยพาเสียงจากโรงที่อยู่ทางทิศตะวันตก รบกวนโรงที่อยู่ทางทิศตะวันออก เหมือนกับเสียงทางทิศเหนือรบกวนโรงทางทิศใต้

นอกจากความเชื่อที่กล่าวมาแล้ว คณะหนังตะลุงในสมัยโบราณ ยังมีความเชื่อปลีกย่อยเกี่ยวกับศาสนา และทางโหรศาสตร์อีกมากมาย ความเชื่อและประเพณีการแสดงหนังตะลุง ถ้าเรามองให้ลึก ศึกษาให้ดี จะเห็นว่าเกี่ยวกับศีลธรรม สังคม ขีวิตประจำวัน ของมนุษย์เราทั้งสิ้น





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน, 2554, 12:56:29 »




ดนตรีหนังตะลุง


ขอบคุณข้อมูลจาก ::  หนังสือ "ความรู้เรื่องหนังตะลุง" โดย อาจารย์พ่วง บุษรารัตน์


ดนตรีหนังตะลุงในอดีต มีความเรียบง่าย ชาวพื้นบ้านในท้องถิ่นประดิษฐ์ขึ้นได้เอง โดยใช้วัสดุในพื้นบ้าน มีทับ กลอง โหม่ง ฉิ่ง เป็นสำคัญ ปี่ ซอ เกิดขึ้นภายหลังก็คงใช้วัสดุพื้นบ้านอยู่ดี ต่อมาวัฒนธรรมภายนอกโดยเฉพาะดนตรีไทยสากล หนังตะลุงจึงเพิ่มดนตรีใหม่ๆ เข้ามาเสริม เช่น กลองชุด กีตาร์ ไวโอลีน ออร์แกน จำนวนลูกคู่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ค่าราดเพิ่มขึ้น ยิ่งในปัจจุบันคนยากจนไม่มีทุนรอนพอที่จะรับหนังตะลุงไปแสดงได้เลยดนตรีหนังตะลุง คณะหนึ่งๆ มีดังนี้



1. ทับ เป็นเครื่องกำกับจังหวะและท่วงทำนอง ที่สำคัญที่สุด ผู้บรรเลงดนตรีชิ้นอื่นๆ ต้องคอยฟังจังหวะยักย้ายตามเพลงทับ ที่นิยมใช้มีถึง 12 เพลง คือ เพลงเดิน เพลงถอยหลังเข้าคลอง เพลิงเดินยักษ์ เพลงสามหมู่ เพลงนาดกลายออกจากวัง เพลงนางเดินป่า เพลงสรงน้ำ เพลงเจ้าเมืองออกสั่งการ เพลงชุมพล เพลงยกพล เพลงยักษ์ และเพลงกลับวัง ผู้ชำนาญที่เรียกว่ามือทับเท่านั้นจึงสามารถตีทับครบ 12 เพลงได้

ทับหนังตะลุงมี 2 ใบ ใบหนึ่งเสียงเล็กแหลม เรียกว่า "หน่วยฉับ" อีกใบหนึ่งเสียงทุ้ม เรียกว่า "หน่วยเทิง" ทับหน่วยฉับเป็นตัวยืน ทับหน่วยเทิงเป็นตัวเสริม หนังตะลุงในอดีตมีมือทับ 2 คน ไม่น้อยกว่า 60 ปีมาแล้วใช้มือทับเพียงคนเดียว ใช้ผ้าผูกไขว้กัน บางคนวางบนขา บางคนวางขาข้างหนึ่งบนทับ กดไว้ไม่ให้ทับเคลื่อนที่

โดยทั่วไป ทับนิยมทำด้วยแก่นไม้ขนุน ตบแต่งและกลึงได้ง่าย ตัดไม้ขนุนออกเป็นท่อนๆ ยาวท่อนละประมาณ 60 เซนติเมตร ฟันโกลนด้วยขวานให้เป็นรูปคล้ายกลองยาว นำมาเจาะภายในและกลึงให้ได้รูปทรงตามต้องการลงน้ำมันชักเงาด้านนอก หุ้มด้วยหนังค่าง ตรงแก้มทับร้อยไขว้ด้วยเชือกด้วยหรือไนลอน ร้อยด้วยหวาย ลอดเข้าในปลอกหวายส่วนหลัง ดึงหวายให้ตึงเสมอกัน ก่อนใช้ทุกครั้ง ต้องชุบน้ำที่หนังหุ้ม ใช้ผ้าขนาดนิ้วก้อยอัดที่แก้มทับด้านใน ทำให้หนังตึงมีเสียงไพเราะกังวาน


2.โหม่ง เป็นเครื่องกำกับการขับบทของนายหนัง โหม่งมี 2 ใบ ร้อยเชือกแขวนไว้ในรางไม้ ห่างกันประมาณ 2 นิ้ว เรียกว่า "รางโหม่ง" ใบที่ใช้ตีเป็นเหล็กมีเสียงแหลมเรียกว่า "หน่วยจี้" อีกใบหนึ่งเสียงทุ้ม เรียกว่า "หน่วยทุ้ม"

ในอดีตใช้โหม่งราง โหม่งลูกฟากก็เรียก ทำด้วยเหล็กหนาประมาณ 0.4 เซนติเมตร ยาว 10 นิ้ว กว้าง 4 นิ้ว อัดส่วนกลางให้เป็นปุ่มสำหรับตี ส่วนโหม่งหล่อใช้กันมาประมาณ 60 ปี หล่อด้วยทองสำริดรูปลักษณะเหมือนฆ้องวง การซื้อโหม่งต้องเลือกซื้อที่เข้ากับเสียงของนายหนัง อาจขูดใต้ปุ่มหรือพอกชันอุงด้านใน ให้มีใยเสียงกลมกลืนกับเสียงของนายหนัง ไม้ตีโหม่งใช้อันเดียว ปลายข้างหนึ่งพันด้วยผ้าหรือสวมยาง ทำให้โหม่งมีเสียงนุ่มนวล และสึกหรอน้อยใช้ได้นาน


3. ฉิ่ง
ใช้ตีเข้าจังหวะกับโหม่ง คนตีโหม่งทำหน้าที่ตีฉิ่งไปด้วย กรับเดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้ นำฝาฉิ่งกระแทรกกับรางโหม่งแทนเสียงกรับได้


4. กลองตุก มีขนาดเล็กกว่ากลองมโนห์รา รูปแบบเหมือนกัน ใช้ไม้ 2 อัน โทนใช้ตีแทนกลองตุกได้


5. ปี่ หนังตะลุงใช้ปี่นอกบรรเลงเพลงต่าง ๆ ถือเอาเพลงพัดชาเป็นเพลงครู ประกอบด้วยเพลงไทยเดิมอื่น ๆ ได้แก่ เพลงสาวสมเด็จ เขมรปี่แก้ว เขมรปากท่อ ชะนีกันแสง พม่ารำขวาน พม่าแทงกบ สุดสงวน เขมรพวง ลาวดวงเดือน

เพลงลูกทุ่งหลายเพลงอาศัยทำนองเพลงไทยเดิม คนเป่าปี่ก็เล่นได้ดี แม้เพลงไทยสากลที่กำลังฮิต ปี่ ซอ ก็เล่นได้ โดยไม่รู้ตัวโน๊ตเลย ซออู้ ซอด้วง ประกอบปี่ ทำให้เสียงปี่มิเล็กแหลมเกินไป ชวนฟังยิ่งขึ้น ปี่ ซอ สามารถยักย้ายจังหวะให้ช้าลงหรือเร็วขึ้นตามจังหวะทับได้อย่างกลมกลืนและลงตัว



การบรรเลงดนตรีหนังตะลุง แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ


1. บรรเลงดนตรีล้วน
เช่น ยกเครื่อง ตั้งเครื่อง ลงโรง


2. บรรเลงเพลงประกอบการรับบท ขึ้นบท ถอนบท เลยบท เชิด บรรเลงประกอบการขับกลอนแปด กลอนคำกลอน กลอนลอดโหม่ง ประกอบการบรรยาย อิริยาบทของตัวละครและบรรเลงประกอบบทบาทเฉพาะอย่าง เช่น บทโศก ลักพา ร่ายมนต์



ปัจจุบันนี้ ดนตรีหนังตะลุงเปลี่ยนแปลงไปมาก มีเครื่องดนตรีมากขึ้น บางท่านว่าเป็นการพัฒนาให้เข้ากับสมัยนิยม แต่เป็นการทำลายเอกลักษณ์ของดนตรีหนังตะลุงไปอย่างน่าเป็นห่วง

เคยมี นายหนังระดับปริญญาโท 2 ท่าน คือ หนังนครินทร์ชาทอง จังหวัดสงขลา หนังบุญธรรม เทอดเกียรติชาติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ให้สัมภาษณ์ออกทีวีช่อง 9 ยอมรับในความลืมตัวของนายหนังรุ่นใหม่ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง โอกาสการแสดงน้อยลง ลูกคู่ยิ่งหายาก เพราะไม่มีคนสืบสานต่อ นี่เป็นลางบอกให้ทราบล่วงหน้า หนังตะลุงสัญลักษณ์ของภาคใต้ จะลงเอยในรูปใด






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน, 2554, 15:14:31 »




หนังตะลุง มรดกทางวัฒนธรรมภาคใต้


หนังตะลุงเป็นการเล่นพื้นบ้านที่พัฒนามาจากละครเงา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษย์ เดิมหนังตะลุงเป็นเรื่องของพราหมณ์ ดังจะเห็นได้จากการที่หนังตะลุงออกพระอิศวร ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องชี้ถึงกลุ่มลัทธิที่นำหนังตะลุงเข้ามา น่าจะเป็นพวกที่นับถือฮินดูลัทธิไศวนิกาย คือบูชาพระอิศวรเป็นใหญ่ ลัทธินี้ถ้าดูจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และสุราษฎร์ธานี แล้วน่าจะตกอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ แต่มิได้หมายความว่า หนังตะลุงจะเข้ามาพร้อมลัทธินี้ อาจจะเป็นช่วงหลังก็เป็นได้ คาดว่าไม่เลยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เพราะตามตำนานบอกเล่าที่นายหนังตะลุงรุ่นเก่าได้ถ่ายทอดไว้เป็นบทไหว้ครูหนัง (ตอนออกรูปกาด) ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ามีมาตั้งแต่ครั้งศรีวิชัย



รูปแบบการเล่นหนังตะลุง


- ในชั้นแรกจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ เล่าต่อ ๆ กันมาว่า เดิมหนังเล่นบนพื้นดินในลานเตียน โล่งแจ้ง ไม่ยกโรงไม้ ขึงจอ อย่างทุกวันนี้ เล่นทั้งกลางวันและกลางคืน หนังที่เล่นเวลากลางคืนจะใช้วิธีสุมไฟหรือไต้ขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า “ไต้ต้นช้าง” สำหรับให้แสงสว่าง รูปหนังแกะด้วยหนังวัว หนังควาย ขนาดใหญ่สูงแค่อก

- ไม่ใช่ไม้ตีบหนังสำหรับจับเชิด แต่จะใช้เชือกร้อยต่างส่วนหัวของตัวหนังสำหรับจับถือรูปตัวหนึ่ง

- เวลาออกเชิดใช้ถือออกเชิด เต้นคนหนึ่ง การเล่นแบบนี้เรียกว่า “รำหนัง” ปัจจุบันบางถิ่นยังเรียกเช่นนั้น ทั้งที่หนังเลิกเต้นเชิดแล้วการเล่นลักษณะดังกล่าวออกจะยุ่งยากไม่น้อย เพราะต้องใช้คนมาก ตัวหนังก็มากและหนัก จนถึงขนาดเวลาเล่นต้องใส่เกวียนชักลาก ต่อมาหนังแขก (หนังชวา) เข้ามาเล่นในภาคใต้ และเลยขึ้นไปถึงกรุงเทพ หนังแขกนั้นเป็นหนังตัวเล็ก เล่นบนโรงไม่ยุ่งยากลำบากอย่างที่เคยเล่นกัน จึงมีผู้คิดประยุกต์ประสมประสานเข้ากับหนังเดิม โดยปลูกโรงยกพื้นสูงใช้เสา ๔ เสา

- หลังคาเป็นเพิงหมาแหงน ใช้ผ้าขาวเป็นจอสำหรับเชิดรูป

- คนเชิดก็ลดลงเหลือแค่ ๒ คน นั่งคนละซีกจอ เรียกว่า “หัวหยวก – ปลายหยวก” ทำหน้าที่ขับร้องกลอนมุขตลกอีกคนหนึ่ง ซึ่งถ้ามากกว่านี้ก็อาจมีคน “ชักรูป” อีกคนหนึ่ง ตำนานระบุว่าผู้เป็นต้นคิดหนังแบบนี้คือ นายนุ้ย หรือ หนุ้ย บุคคลผู้นี้ บ้างว่าเป็นชาวบ้านควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง บ้างก็ว่าเป็นชาวบ้านดอนควน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง หนังที่คิดขึ้นจึงใช้ชื่อว่า “หนังควน” ตามถิ่นกำเนิด แต่บางท่านที่เรียกหนังควนเพราะสถานที่เล่นต้องเลือกที่เนิน ซึ่งทางใต้เรียก ควน ส่วนคำว่า “หนังตะลุง” เกิดขึ้นราวสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาพัทลุง (เผือก) นำไปเล่นแถวนางเลิ้ง หนังที่เข้าไปครั้งนั้นนำไปจากจังหวัดพัทลุง คนกรุงเทพจึงเรียกว่า “หนังพัทลุง” แล้วเพี้ยนเป็น “หนังตะลุง” ต่อมา

- ตามตำนานหนังตะลุงอีกสำนวนหนึ่งระบุว่า ครูต้นของหนังตะลุงคือ ครูหนักทอง และ ครูก้อนทอง เป็นทหารประจำกองช้างศึก (บางตำนานว่าเป็นคนเลี้ยงช้างประจำกองช้างศึก) ของเมืองนครศรีธรรมราช เป็นผู้นำแบบอย่างการเล่น “วายัง” จากชาวชวามาเล่นที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นครั้งแรก ต่อมาการละเล่นแบบอย่างดังกล่าว ได้กลายมาเป็นหนังตะลุงแบบภาคใต้ บรรดาหนังตะลุงยุคหลังถือว่าหนักทองและก้อนทอง เป็นครูหนังตะลุงคนแรก ซึ่งปรากฏอยู่ในบทไหว้ครูหนังตะลุงหลายคณะ เช่นหนังเอียด ปากพน หนังเขียวเฒ่า หนังอิ่ม ห้วยลึก หนังกั้น ทองหล่อ เป็นต้น




โอกาสและกำหนดเวลาเล่น


- เดิมหนังตะลุงนิยมเล่นในงานสมโภชหรืองานเฉลิมฉลองต่าง ๆ แต่งานมงคล เช่นงานแต่งงาน ไม่นิยมเล่น ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้คลี่คลายลง หนังตะลุงนิยมเล่นในงานรื่นเริงต่าง ๆ มีการประชันขันแข่งกัน ถ้าเป็นงานศพไม่นิยมเล่น เพราะทุกคนกำลังโศกเศร้า แต่ถ้าเป็นงานศพแห้งหรือทำบุญกระดูกก็สามารถเล่นได้




องค์ประกอบในการเล่น

๑. คณะหนัง ประกอบด้วยบุคคล ๘-๙ คน แต่เดิมใช้คนพากษ์ ซึ่งเรียกว่า “นายหนัง” ๒ คน ทำหน้าที่ในการร้องกลอน บรรยายเจรจาและเชิดรูปเบ็ดเสร็จ แต่บางคณะคนเชิดรูปจัดไว้ต่างหากคนหนึ่งเรียกว่า “คนชักรูป” นอกจากนั้นยังมี “หมอกบโรง” ๑ คน เป็นหมอไสยศาสตร์ประจำคณะ ที่เหลืออีก ๕ คน เป็นลูกคู่ถ้าเป็นพิเศษอาจมีคนแบกแผงรูปอีก ๑ คน ปัจจุบันนายหนังมีเพียงคนเดียว ทำหน้าที่ทั้งเชิดรูปและพากษ์เองเบ็ดเสร็จหมอกบโรง (หมอ-กบ-โรง) ก็ตัดไป เพราะความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์คลี่คลายไปมาก ส่วนคนแบกแผงไม่ต้องมี เนื่องจากมียานพาหนะสะดวกในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม จำนวนคนในคณะยังเท่าเดิม เพราะเพิ่งเครื่องคนตรีและของใช้ต่าง ๆ มากขึ้น


๒. เครื่องดนตรี เดิมใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น ที่สำคัญมีทับ ๑ คู่ เป็นตัวคุมจังหหวะและทำนอง โหม่ง ๑ คู่ สำหรับประกอบเสียง ร้องกลอน กลองตุ๊ก ๑ ใบ สำหรับขัดจังหวะ ทับ ฉิ่ง ๑ คู่ สำหรับขัดจังหวะโหม่ง และปี่ ๑ เลา สำหรับเดินทำนอง แต่ระยะหลังมีเครื่องดนตรีอื่น ๆ เข้าไปประสมประสานหรือใช้แทนเครื่องดนตรีดั้งเดิม เช่น ใช้กลองชุดและกลองทอมบ้าแทนกลองตุ๊ก ใช้ไวโอลิน ออร์แกน กีต้าร์ ซอ หรือจะเข้ เข้าไปผสมกับปี่ บางคณะเลิกใช้ปี่ไปเลย


๓. โรงหนังและอุปกรณ์ในโรงหนัง โรงหนังตะลุงเป็นเรือนชั่วคราว ยกเสา ๔ เสา ยกพื้นเลยศีรษะเล็กน้อย หลังคาเป็นแบบเพิงหมาแหงน ขนาดโรงประมาณ ๒.๓๐ x ๓ เมตร ด้านหน้าขึงจอผ้าขาว ด้านข้างกั้นอย่างหยาบ ๆ ด้วยทางมะพร้าวหรือจาก ภายใจโรงมีหยวก วางชิดจอสำหรับปักรูป ๑ ต้น มีเครื่องให้แสงสว่าง สมัยก่อนใช้ไต้แล้วพัฒนามาเป็นตะเกียงไขวัว ตะเกียงเจ้าพายุ และ ไฟฟ้าตามลำดับ โดยแขวนไว้ตรงช่วงกลางจอ ห่างจากจอราว ๑ ศอก สูงจากพื้นโรงพอ ๆ กัน

๔. รูปหนัง มีโดยเฉลี่ยคณะละประมาณ ๑๕๐ – ๒๐๐ ตัว รูปหนังที่ต้องมีได้แก่ ฤาษี พระอิศวร ปรายหน้าบท เจ้าเมือง พระ นาง ยักษ์ ตัวตลก รูปหนังจะเก็บไว้ในแผงอย่างเป็นระเบียบ คือ จัดรูปประกอบที่ไม่สำคัญ ซึ่งเรียกว่า “รูปกา ไว้ล่าง ส่วนรูปสำคัญและรูปศักดิ์สิทธิ์ไว้บน และจัดเป็นพวก ๆ ไม่ปนกันเช่น พระพวกหนึ่ง นางพวกหนึ่ง และยักษ์พวกหนี่ง ทั้งนี้ฤาษีและรูปศักดิ์สิทธิ์ต้องไว้บนสุดของแผง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

หน้า: 1 2 [ทั้งหมด]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: