Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 กันยายน, 2560, 16:46:56

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การทำสวนยางพาราในจังหวัดพังงา  (อ่าน 11719 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 29 สิงหาคม, 2554, 06:42:24 »

การทำสวนยางพาราในจังหวัดพังงา      



ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารากันจำนวนมากครอบคลุมพี้นที่ทั่วทุกอำเภอ

ความสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม         

ยางพารา(Hevea  Braelilensis)  พืชสกุล  EUPHORBIACEAE ย้ายจากถิ่นกำเนิดเดิม บริเวณลุ่มน้ำอเมซอนประเทศบราซิล     ทวีปอเมริกาใต้เจริญงอกงามในทวีปเอเซียได้ก็เนื่องมาจากความคิดของ เซอร์ คลีเมนส์ มาร์ดแฮม ชาวอังกฤษที่คิดนำยางมาปลูกที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ จำนวน
๖ ต้น แม้ไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม
         
๔    ปีต่อมา คือ พ.ศ.๒๔๒๐ ความสำเร็จก็บังเกิดขึ้นเมื่อชาวอังกฤษนำยางพารามาปลูกในสวนพฤกษชาติสิงคโปร์  และปลูกในกัวลากังซาร์   รัฐเปรัค   ประเทศมาเลเซีย  ยางพาราชุดนี้จึงเป็นต้นกำเนิดสู่รากฐานของสวนยางพารา นำมาซึ่งอาชีพของเกษตรกรในภูมิภาคนี้ตั้งแต่นั้นมาจนเป็นแหล่งผลิตที่มีพื้นที่ยาวที่สุดและเนื้อที่ใหญ่สุดของโลกในปัจจุบัน
         
การปลูกยางในประเทศไทยไม่มีการบันทึกประวัติที่แน่นอน  แต่เป็นที่เข้าใจว่าในราวปี  พ.ศ.๒๔๔๒-๒๔๔๔ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ( คอซิมบี้ ณ ระนอง) ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตรัง เดินทางไปดูงานที่ประเทศมาเลเซีย และเห็นว่าอาชีพการทำสวนยางพาราเป็นอาชีพที่ให้ผลดี จึงสนใจอยากนำยางพาราเข้ามาปลูกในประเทศไทยบ้างแต่ยังหาโอกาสไม่ได้ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๔ พระสกลสถานพิทักษ์ จึงนำกล้ายางพาราจากอินโดนีเซียกลับมาเมืองไทยได้      ด้วยการเอาสำลีชุบน้ำหุ้มรากแล้วห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์บรรจุลงลังไม้นำมาปลูกไว้บริเวณหน้าบ้านพักอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง จากนั้นพระยารัฎฎานุประดิษฐ์ฯ ได้นำพันธุ์ยางพาราดังกล่าวไปแจกจ่าย และส่งเสริมให้ราษฎรปลูกโดยทั่วไป จนได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาให้เป็นบิดาแห่งยางพาราไทย
       
 ต่อมาในปี  พ.ศ.๒๔๕๔  หลวงราชไมตรี  (ปูม  ปุณศรี) ได้นำพันธุ์ยางพาราไปปลูกที่จังหวัดจันทบุรี ช่วยให้อาชีพการทำสวนยาง แพร่หลายและขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนมีผู้นำพันธุ์ยางไปปลูกทั้งในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคเหนือซึ่งจะพบหลักฐานได้จากต้นยางเก่าๆ ขึ้นอยู่ในหลายท้องที่ทั่วประเทศไทย
         
จังหวัดพังงาเป็นจังหวัดหนึ่งประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษประชาชนในจังหวัดพังงา เมื่อทำการเปิดกรีดยางพารา  ชีวิตในแต่ละวันจะต้องดำเนินไปเหมือนๆ  กันตั้งแต่เวลาตื่นจนกระทั่งถึงเวลานอน เริ่มตั้งแต่กรีดยาง เก็บน้ำยาง แล้วนำยางมาเข้าแผ่นเป็นประจำทุกวันจนกลายเป็นความเคยชินในการทำสวนยางพารานอกจากจะได้รายได้สูงแล้วยังสามารถประกอบอาชีพอื่นควบคู่กันไปได้อีก เช่น ค้าขาย เลี้ยงสัตว์ ประมง เป็นต้น สวนยางพาราของประชาชนในจังหวัดพังงานี้ถือได้ว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะประชาชน ส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อย ดังจะเห็นได้ว่าปัจจุบันในจังหวัดพังงาจะมีการเพิ่มปริมาณการปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าในอดีตเป็นจำนวนมาก   

ซึ่งสามารถดูได้จากการมีโรงงานต่างๆ เกิดขึ้นที่เป็นโรงงานเกี่ยวกับยางพาราไม่ว่าจะเป็นโรงงานยางพาราแปรรูป โรงรมที่ใช้เป็นสถานที่รับซื้อน้ำยางและผลิตยางรมควันที่เข้ามารับอาชีพการทำสวนยางพาราได้เป็นอย่างดี
         
ซึ่งได้มีการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา  อุตสาหกรรมไม้ยางพาราผลิตภัณฑ์จากน้ำยางพารา ซึ่งผลิตภัณฑ์จากยางพารา มีมากมายหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเฟอร์นิเจอร์  ของเล่นของใช้ ยางรถยนต์ เป็นต้น  ส่วนมากแล้วก็มาจากยางพาราทั้งสิ้น ดังนั้นด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประชาชนมีงานและช่วยเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวช่วยลดปัญหาการว่างงาน    นอกจากนี้การที่เกษตรกรขายน้ำยางสดให้กับโรงงานของกลุ่มนั้น  จะได้ราคาที่ยุติธรรมและยังได้รับประโยชน์ในรูปของเงินปันผลอีกด้วย   นับว่าเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานของยางแผ่นดิบไปสู่อุตสาหกรรมขนาดย่อมอย่างแท้จริง   อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาเข้าสู่ระบบธุรกิจการผลิต และการตลาดอย่างสมบูรณ์ ถือเป็นมาตรการแก้ปัญหายางราคาตกต่ำทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่มีกลไกตลาดประมูลยางพาราระดับท้องถิ่นรับรอง


         
ขั้นตอนและวิธีการประกอบอาชีพสวนยางพารา
         
แนวคิดเบื้องต้นในการสร้างสวนยางพาราพันธุ์ดีนั้น เริ่มตั้งแต่การเตรียมพื้นที่โดยเฉพาะการกำจัดวัชพืช ศัตรูพืชที่สำคัญของต้นยางพารา  คือ  วิธีการกำจัดอาจใช้วิธีการขุดรากออกหรือใส่ยาทำลายหลังการเตรียมพื้นที่แล้วขั้นตอนต่อไปก็คือ
         
๑. การกำหนดระยะปลูกต้นยาง
         
ระยะที่ใช้ปลูกต้นยางที่ให้เลือกหลายระยะถ้าพื้นที่เป็นที่ราบควรปลูกแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยใช้ระยะใกล้ของสี่เหลี่ยมจตุรัส เช่น ๔ x๕ เมตร ๔.๕x๕ เมตร หรือ ๕x๘ เมตร ถ้าเป็นที่ราบเชิงเขาควรใช้ระยะห่าง ๓x๘ เมตร ๒.๑๕x๙ เมตร หรือ ๒.๕x๑๐ เมตร
         
๒. การวางแนวปักหลุม
         
เมื่อตัดสินใจว่าจะปลูกแบบใดและใช้ระยะปลูกเท่าใดแล้วขั้นตอนต่อไป คือ การปักหลุมและการขุดหลุม ในการปักหมุดจากนั้นต้องพิจารณาถึงทิศทางว่าตังต้นปลูกจากตรงไหน เมื่อตกลงใจแล้วให้ลากเชือกไปตามที่ต้องการแล้วปักหมุดไว้ตามระยะที่กำหนดไว้
         
๓. การขุดหลุมและเตรียมดินในที่กำหนดไว้
         
ในการขุดหลุมหลุมควรจะเป็นสี่เหลี่ยมหรือกลมให้ได้ขนาดกว้าง  ๕๐ เซนติเมตรขนาดกับหลุมให้แคบกว่าปากหลุม ดินที่ขุดขึ้นควรแยกดินบนไว้ต่างหากจากดินชั้นล่างตากแดดไว้ประมาณ  ๑๐-๑๕  วัน เมื่อดินแห้งแล้วให้ย่อยดินให้ร่วนแล้วกวาดลงหลุม  ย้ำดินให้แน่นพอสมควร  ให้สูงกว่ากันหลุมประมาณ  ๒๐-๓๐ เซนติเมตร แล้วจึงเอาดินชั้นล่างที่ย่อยดีแล้วผสมกับปุ๋ยฟอสเฟต เติมลงไปจนเต็มหลุมแล้วปักหลุมปักหมุดไว้ตรงกลาง จากนั้นเตรียมปลูกพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันวัชพืช
         
๔. การคัดเลือกต้นยางที่ปลูก
         
ในการเลือกต้นยางที่จะปลูกควรเลือกพันธุ์ที่ดีมีลักษณะ ดังนี้

          ๑. ลำต้นตรง อวบ ไม่แคระเกร็น
          ๒. ถ้าเป็นต้นตอตา ต้องตรวจแผ่นตาและตาให้แน่ใจว่ายังสดอยู่
          ๓. รากแก้วของต้นกล้าต้องดี
          ๔. ที่โคนต้นและรากจะต้องไม่มีโรคราอยู่ด้วย
          ๕. ขนาดของต้นกล้าวัดโคนต้นเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑.๕-๒ เซนติเมตร ๓.๕ เซนติเมตรขึ้นไป
          ๕. วิธีการปลูกต้นยาง
         
ก่อนที่จะปลูกต้นกล้ายาง  ต้องดูว่ามีฝนตกชุกและดินชุ่มชื่นมากพอสมควร หลุมที่จะใช้ปลูกเรียบร้อยดีพอที่จะปลูกให้เสร็จ ภายใน ๑ วัน หลังจากนั้นต้องคอยดูแลปราบวัชพืชและใส่ปุ๋ยพร้อมทั้งตัดแต่งต้นจนกว่ามีอายุครบ ๗ ปี ต้นสมบูรณ์ดีจึงจะเริ่มเปิดกรีด



ขั้นตอนในการกรีดยาง
       
๑. เตรียมไม้แบบและอุปกรณ์สำหรับเปิดกรีดให้พร้อมซึ่งประกอบด้วย

          ๑)  แผ่นสังกะสียาว ๔๐-๕๐ เซนติเมตร
          ๒) เชือก ๕๐ เมตร
          ๓) ลวดพยุงถ้วย
          ๔) มีดกรีดยาง
          ๕) น้ำกรด
          ๖) รางหรือลิ้นยาง
          ๗) ไม้สำหรับรีด
          ๘) ถ้วยรองน้ำยาง
          ๙) ตะปู
          ๑๐) พิมพ์
          ๑๑) ถังเก็บน้ำยาง
          ๑๒) จักรรีดยาง
         
๒. วัดขนาดต้นยางในสวนพร้อมทั้งทำเครื่องหมายรอยกรีดไว้ทุกต้น         
๓. หากต้นยางในสวนได้ขนาดเปิดกรีดเกินกว่าครึ่งของต้นยางทั้งหมดก็ทำการเปิด กรีดได้โดยเปิดกรีดทุกต้นพร้อมกันทีเดียว         
๔.  รอยเปิดกรีดที่ดี   คือ  รอยกรีดครึ่งต้นเองทำมุม  ๓๐-๕๐  กับแนวระดับพร้อมการกรีดและวางถ้วยอย่างเหมาะ โดยติดลิ้นให้ห่างจากจุดต่ำสุดของรอยกรีด ประมาณ ๒๕ เซนติเมตร วางถ้วยให้ห่างจากลิ้นประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ต้นยางที่ทำการเปิดในช่วงฤดูหนาว หน้ายางจะไม่เป็นโรค         
๕. ระบบกรีดยางควรใช้ระบบครึ่งต้นวันเว้นวัน อนุโลมใช้กรีด ๒ วัน เว้นวันหรือ ๓ วันเว้นวัน ได้แต่ต้องไม่เกิน ๒๐ วัน ใน ๑ เดือน หรือปีหนึ่งไม่เกิน ๑๕๐ วัน         
๖. การเปิดกรีดแต่ละครั้งควรกรีดให้ลึก  เพื่อให้ตัดท่อน้ำยางมากที่สุดแต่ต้องไม่ถึงเยื่อเจริญ         
๗. อย่ากรีดหนาเกินไปเดือนหนึ่งไม่ควรสับเปลี่ยนเปลือกต้นยางเกิน ๒.๕ เซนติเมตร         
๘ ควรกรีดตอนเช้าเมื่อมีแสงสว่างแล้ว         
๙ อย่ากรีดยางในขณะที่ต้นยางเปียก         
๑๐ ในฤดูฝนหรือในช่วงที่มีโรคระบาด ควรทายาป้องกันโรคหน้ายางด้วย         
๑๑ หยุดกรีดยางเมื่อยางผลัดใบ         
๑๒ เมื่อกรีดหน้าแรกหมดแล้วควรเปิดหน้าต่อไปให้เปิดกรีดที่มีความสูงจากพื้นดินเท่าเดิม         
๑๓ สิ่งที่ไม่ควรลืม

          - มีดกรีดยางควรคมอยู่เสมอ
          - อย่ากรีดลึกถึงเนื้อเยื่อเจริญ
         - เดือน ๆ หนึ่งอย่าใช้เปลือกต้นยางเกิน ๒.๕ เซนติเมตร
          - หยุดกรีดเมื่อยางผลัดใบ
          - อย่าเปิดกรีดเมื่อยางยังเล็ก
          - ใส่ปุ๋ยยางทุก ๆ ปี ปีละ ๑-๑.๒ กิโลกรัม/ต้น


         
การทำยางแผ่นชั้นดี
         
๑. เตรียมอุปกรณ์ในการทำยางแผ่นให้พร้อม และล้างให้สะอาด         
๒. กรองน้ำยางให้สะอาดด้วยตะแกรงน้ำยาง         
๓. เติมน้ำสะอาดลงในน้ำยาง  ๑  เท่าตัว คนให้เข้ากัน ในกรณีที่เป็นน้ำยางจากต้นยางที่เพิ่งเบิกกรีดใหม่ควรผสมน้ำยาง ๓ ส่วนต่อน้ำสะอาด ๒ ส่วน         
๔. เทส่วนผสมของน้ำยางและน้ำลงในพิมพ์อะลูมิเนียมพิมพ์ละ ๕ ลิตร         
๕. ผสมกรดให้เจือจางโดยเทน้ำลงในน้ำดังนี้

                   ๑).  กรดฟอร์มิก ใช้ ๑ ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ ๑ กระป๋องนมหรือจะใช้ ๒ ช้อนโต๊ะผสมน้ำ ๔ กระป๋องก็ได้                   
                   ๒) กรดซัลฟูริกใช้ ๑ ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ ๑ กระป๋องนม
         
๖. นำน้ำกรดที่เจือจาง ๑ กระป๋องนมเทผสมในน้ำยาง ๑ พิมพ์         
๗. กวนน้ำยางในพิมพ์ให้น้ำกรดและน้ำยางเข้ากันอย่างทั่วถึง         
๘. ตักฟองอากาศที่จะเกิดขึ้นจากการกวนน้ำยางออกให้หมด         
๙. ตั้งทิ้งไว้ให้ยางแข็งตัวประมาณ ๓๐-๔๐นาที ระหว่างทิ้งไว้ควรหาวัสดุปิดกันฝุ่นลงที่จะตกลงไปและทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ ทุกครั้งหลังจากใช้งานเสร็จ         
๑๐. เมื่อยางแข็งตัวแล้ว  ก่อนนำไปนวดควรหล่อน้ำทุกพิมพ์เพื่อความสะดวกในการยกยางออกจากพิมพ์         
๑๑. นวดยางบนแท่นนวดยางที่สะอาดให้ยางมีความหนาประมาณ ๑ ชั่วโมง         
๑๒. รีดยางด้วยจักรรีดเรียบประมาณ ๒-๓ ครั้ง จนได้ยางแผ่นหนา ๔-๓ เซนติเมตร แล้วนำไปรีดดอก ๑ ครั้ง จะได้ยางหนาประมาณ ๒-๓ มิลลิเมตร         
๑๓. นำแผ่นยางที่รีดเรียบร้อยแล้วล้างน้ำสะอาดแล้วไปผึ่งบนราวสะอาดในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก



ปัญหาที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
         
จากการทำยางแผ่นหรือรีดยางทำให้มีน้ำเสียออกมา เมื่อปล่อยไปในแม่น้ำหรือลำคลองก็จะทำให้น้ำเสื่อมคุณภาพ หรือ เสียสมดุลธรรมชาติไปในที่สุด

เส้นทางสู่สวนยางพารา
         
จะพบโดยทั่วไปในจังหวัดพังงา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 29 สิงหาคม, 2554, 06:44:19 »

ยางพารา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hevecabrasiliensis Muell.Arg

ลักษณะ
         
เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่  วัดรอบลำต้นได้กว่า  ๓ เมตร สูงประมาณ ๔๐ เมตร เปลือกแบ่งออกเป็น ๓ ชั้น ชั้นในสุดเรียกว่าเปลือกอ่อน ถัดจากเปลือกอ่อนเป็นเปลือกแข็งมีสีเข้ม ชั้นนอกสุดเป็นเปลือกที่ตายแล้วมีลักษณะขรุขระ ท่อน้ำยางจะอยู่ที่เปลือกชั้นในสุด  ดอกเป็นช่อ  ดอกตัวผู้และตัวเมียแยกกัน แต่รวมกันอยู่ในช่อเดียวกัน ผลยางหรือเรียกว่าลูกยางจะมีสามพู มีเปลือกนอกสีเขียวเปลือกในแข็งเหมือนกะลามะพร้าว เมื่อผลสุกเปลือกด้านในจะเป็นสีน้ำตาล แต่ละพูจะมีสองฝา ผลหนึ่งจะมี ๖ ฝา แต่ละผลมี ๓ เมล็ด เมล็ดจะมีสีน้ำตาล มีลายสีขาวออกเหลือง ลักษณะเมล็ดด้านหนึ่งโค้งมนครึ่งวงกลม อีกด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นเหลี่ยมยกพูนิดหน่อย ส่วนหัวจะมน ส่วนท้ายจะหยักเป็นเป็นร่องโค้งเล็กน้อย ภายในเมล็ดมีเนื้อเยื่อ (เอ็นโดสเปร์ม) ซึ่งเป็นอาหารต้นอ่อน  เมื่อกรีดยางน้ำยางจะมีลักษณะเป็นสีขาว   ยางพาราจะเจริญงอกงามในที่ซึ่งมีความชื้นสูง ฝนตกปานกลางขนาด ๒,๐๐๐-๒,๕๐๐ มิลลิเมตรต่อปี ในดินที่มีสภาพเป็นกรด ชอบดินร่วนแต่ไม่ใช่ที่ทรายจัด และไม่ชอบที่มีน้ำขังแฉะ

แหล่งที่พบ
         
พบทั่วไปในจังหวัดพังงา  ภาคใต้  ภาคตะวันออก  และบางจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ความสัมพันธ์กับชุมชน
         
ยางพาราเป็นเป็นไม้ที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวพังงาเป็นอย่างมาก เพราะคนส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๐ มีอาชีพกรีดยางพารา

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
         
ผลผลิตที่สำคัญที่สุดของจังหวัดพังงาในปัจจุบัน  คือยางพารา นอกจากจะได้ผลผลิตจากน้ำยางพาราแล้ว ปัจจุบันยังมีอุตสาหกรรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยางพาราเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งด้วย  เช่น มีโรงงานแปรรูปน้ำยางดิบ การผลิตถุงมือยาง การแปรรูปไม้จากยางพารา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: