Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 กันยายน, 2560, 08:24:41

   

ผู้เขียน หัวข้อ: กินเจภูเก็ต  (อ่าน 7485 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 [2]  ทั้งหมด
BAY
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 252
สมาชิกลำดับที่ 14700
ดี ไม่ดี อยู่ที่การกระทำ



| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2554, 12:12:15 »

10 ข้อห้ามในเทศกาลกินเจ


ประเพณีกินเจก็คือประเพณีกินผัก หรือที่เรียกว่า มังสวิรัติ
ซึ่งเป็นประเพณีเก่าของ ชาวจีน
ที่ถึงจะย้ายถิ่น ฐานไปอยู่ในประเทศใด ก็ยังคงยึดถือปฏิบัติตามประเพณีนี้อยู่



สำหรับ ประเทศไทยที่มีชาวจีนมาตั้งรกรากอยู่จำนวนไม่น้อย
ปัจจุบันกลายเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ก็ยังยึดถือประเพณีกินเจเช่นกัน
ประเพณีกินเจในประเทศไทยที่ผู้คนรู้จักกันดีก็คือ ที่จังหวัดภูเก็ต
ที่เกิดขึ้นมากกว่าร้อยปีแล้ว



โดยแพร่หลาย มาจากคณะงิ้วประเทศจีนที่มาแสดงให้ชาวจีนในภูเก็ตดู
การกินเจในปัจจุบันมิได้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อจะป้องกัน ภัยพิบัติเท่านั้น
แต่ยังเป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์และเป็นการเคารพถึงดวงวิญญาณ
ของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไป



แล้ว .........
ในช่วงเทศกาลกินเจมีข้อห้ามที่ยึดถือปฏิบัติกันมานานอยู่หลายข้อ
เชื่อกันว่าถ้าปฏิบัติได้ครบทุกข้อจึงจะเข้า ถึงการกินเจที่ถูกต้องและ
ได้บุญอย่างแท้จริง จึงขอยกข้อห้ามทั้ง 10 ข้อในเทศกาลกินเจ
มาเล่าให้ฟังกัน จะว่าเป็น การไขข้อข้องใจกันก็ได้
เพราะเชื่อว่าบางข้อยัง เป็นที่สงสัยกันอยู่ เริ่มที่



ข้อแรก การงดกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรง
ซึ่งประกอบไปด้วยพืชผัก 5 ชนิด
ได้แก่ กระเทียม (หัวกระเทียม, ต้นกระเทียม)
หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง,หอมขาว,หอมหัวใหญ่)
หลักเกียว (ลักษณะคล้าย หัวกระเทียม แต่เล็กกว่า)
กุ้ยช่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า)
ใบยาสูบ (บุหรี่,ยาเส้น,ของเสพติดมึนเมา)
ผักเหล่านี้เป็นผักที่มีรสหนัก กลิ่นรุนแรง
นอกจากนี้ยัง ให้โทษทำลายพลังธาตุในร่างกาย
เป็นเหตุให้อวัยวะหลัก สำคัญภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ
สำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไม่ควรรับประทาน
เพราะผักดังกล่าวมีฤทธิ์ กระตุ้นจิตใจและอารมณ์ให้เร่าร้อน
ใจคอหงุดหงิด โกรธง่าย และยังมีผลทำให้พลังธาตุในร่างกายรวมตัวไม่ติด
จิตใจจะไม่บริสุทธิ์ ซึ่งในข้อห้ามนี้มีบางคนยังข้องใจกันมาก
คือ กระเทียมซึ่งทางการแพทย์และเภสัชกรพบว่า
สามารถรับประทานเป็นยาได้ ทั้งนี้เพราะเป็นสารที่มีประโยชน์สามารถละลายไขมันในเส้นเลือดได้
เช่น ผู้ป่วยที่ เป็นโรคเส้นโลหิตเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุดตัน เป็นต้น
แม้ทางการแพทย์แผนโบราณก็ยืนยันตรงกันว่า
กระเทียมเป็น สมุนไพรรักษาโรคได้
แต่คนจีนที่ปฏิบัติในการกินเจถือว่าให้โทณกับหัวใจ ซึ่งในข้อนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเชื่อของ แต่ละคน




ข้อที่สอง การงดกินเนื้อสัตว์
ซึ่งประกอบไปด้วย เนื้อวัว หมู ปลา หรือสัตว์มีชีวิตที่ใช้เป็น
อาหารได้ เพราะ คนจีนเชื่อว่าก่อนตายมันจะตกอยู่ในอาหารตกใจกลัว
เมื่อเรากินมันเข้าไป อาจจะทำให้เรามีบาปติดตัวไปด้วย
เพราะมันคือสิ่งที่มีชีวิตเหมือนกับคน
ข้อนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คนจีนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
แต่มาถึงปัจจุบัน ..........บางคนเริ่มหาข้อคัดค้านว่าสัตว์บางชนิดอย่าง
หอยหรือปลาเล็กๆ ก็น่าจะรับประทานได้เพราะมันเป็นสัตว์ไม่มีเลือด
ตามความเชื่อแล้วมันขึ้นอยู่กับแต่ละคน
แต่ถ้าในความเป็นจริงแล้ว คนจีนเขาเชื่อว่าประเพณีนี้ศักดิ์สิทธิ์
ถ้าปฏิบัติ ให่เคร่งครัด ถึงจะมีคนคัดค้านแต่กับข้อนี้คงไม่ได้ผล




ข้อที่สาม ไม่ควรกินอาหารรสจัด
ซึ่งไม่ใช่แค่รสเผ็ดอย่างเดียว รวมไปถึงรสเค็มมาก
หวานมากหรือเปรี้ยวมาก ด้วย ซึ่งปกติคนจีนจะไม่กินรสจัดอยู่แล้ว
เพราะถือว่าจะเข้าไปทำลายสุขภาพ อย่างกินเผ็ดจัดก็จะไปทำลาย กระเพาะ
กินเค็มมากจะไปทำลายไตได้ และอีกอย่างน้ำปลาก็ทำมาจากสัตว์เหมือนกัน
ข้อห้ามนี้ถือว่าถูกหลักของ การแพทย์
แต่บางคนที่ปฏิบัติไม่เคร่งครัดนัก เช่น ชอบรสเค็มจัดก็ใช้เกลือแทนน้ำปลา อันนี้ถือว่าไม่ผิด




ข้อที่สี่ ต้องกินอาหารที่คนกินเจด้วยกันปรุง
ซึ่งข้อนี้ถ้าปฏิบัติได้จะถือว่าบริสุทธิ์จริงๆ
แต่ถ้าทำให้เกิดความยาก ลำบากก็ไม่จำเป็น
จะได้ไม่ต้องเลือกร้านกันจ้าละหวั่น
ฉะนั้นคนที่ปรุงอาจจะไม่ได้กินเจก็ได้แต่ขอให้อาหารที่กินเข้า ไปเป็นอาหารเจก็พอ




ข้อที่ห้า ถ้วยชามจะต้องไม่ปนกัน
เพราะเขาถือเคร่งครัดว่าอาหารคาวซึ่งชาวจีนเรียกว่า " ชอ "
นั้น ถ้วยชาม จะใช้ปนกันไม่ได้
จะถือว่าล้างสะอาดหมดจดแล้วจึงเอามาใช้ก็ผิดอีก
บางคนคิดว่าล้างให้สะอาดมากๆ ก็ไม่จำเป็น ต้องแยก
แต่ข้อนี้ถือว่าเป็นธรรมเนียมเหมือนอย่างอิสลามที่ไม่ยอม
ใช้ถ้วยชามปนกัน เหมือนของจีนนั่นแหละ




ข้อที่หก ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ข้อนี้ตรงกับการรักษาศีลของชาวพุทธ
การฆ่าสัตว์ของชาวจีนตั้งแต่สัตว์เล็กๆ ไป จนถึงสัตว์ใหญ่
เป็นข้อเคร่งครัดเช่นกัน
บางคนสงสัยอีกว่าอย่างถ้าเป็นยุงหรือมดฆ่าได้ไหม
ตามความเชื่อแล้วห้าม เด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะถือว่า ปฏิบัติไม่ครบ



ข้อที่เจ็ด แต่งกายด้วยชุดขาว
ข้อนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนก็ใส่ชุดสีขาวตลอดจนถึงออกเจ
เพราะเชื่อกัน ว่านอกจากงดอาหาร ต่างๆ
ในร่างกายสะอาดแล้วภายนอกแม่จะเป็นเครื่องแต่งกายก็ต้องสะอาด
ด้วย ข้อนี้ไม่ใคร่ เข้มงวดสำหรับบุคคลที่ปฏิบัติอยู่กับบ้าน
ไม่ได้ไปที่แจตั๊วหรือสถานที่ทำพิธีกินเจ




ข้อที่แปด พูดจาไพเราะ
คนที่ถือศีลกินเจไม่ใช่เพียงแต่กินของสะอาดเท่านั้น
แต่คำพูดที่พูดออก จากปากก็ต้อง สะอาดด้วย
สิ่งไม่ดีทั้งหลายไมควรพูดหรือที่เรียกว่า " ปากเจ "
ซึ่งประกอบไปด้วย ไม่พูดเท็จ ไม่พูดยุแหย่ ไม่พูด เพ้อเจ้อ
ถ้าปฏิบัติได้ก็ถือว่าสะอาดทั้งหมด




ข้อที่เก้า งดดื่มสุราและของมึนเมา
ตลอดช่วงเวลา 9 วัน ..........
ข้อนี้สำคัญเพราะการงดอาหารที่เป็นของคาวแล้วสิ่ง
ที่สร้างความมึนเมาหรือสิ่งแปลกปลอมในร่างกายก็ห้ามเข้าสู่ร่างกายด้วย



ข้อที่สิบ ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง
คนที่จะไปกินเจมักจะไปชุมนุมกันที่แจตั๊วหรือสถานที่กินเจ
ณ ที่นั้น เขาจะประดับดอกไม้ตั้งโต๊ะบูชา
วางกระถางธูปและตั้งเครื่องเจ ต่างๆ นอกจากนี้
ก็จุดโคม 9 ดวงเพื่อสมมติเป็น " เก๊าฮ้วงฮุดโจ้ว " นั่นเอง
ซึ่งจะต้องจุดไว้ทั้งกลางวันและ กลางคืนจนตลอดงานทีเดียว
ถ้าดับโคมไฟดวงใดดวงหนึ่ง ก็จะถือว่าไม่เป็นสิริมงคล
และไม่ครบถ้วนพิธีการกินเจ…


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อห้ามในการกินเจใครจะ
ปฏิบัติตามหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของตัวเอง ประเพณีกินเจ
โดยทั่วไปแล้วมิได้ทำกันตลอดทั้งปี แต่จะเริ่มกินในช่วงวันขึ้น 1 ค่ำ
จนถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งตก ในเดือน 11 ข้างไทยเป็นวันกินเจ
ซึ่งจะสับเปลี่ยนเวียนไปตามปีนั้นๆ
ใครที่ไม่ได้เป็นลูกหลานชาวจีนถ้าต้องการจะ
มีร่างกายและจิตใจ ที่บริสุทธิ์และได้ทำบุญกุศลอาจจะอยากเข้าร่วมพิธีนี้ด้วยก็ได้
เป็นการดีเสียอีกที่ปีหนึ่งคนเรา หันมาทำบุญร่วมกัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




บ้านหลังเล็กๆที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

BAY
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 252
สมาชิกลำดับที่ 14700
ดี ไม่ดี อยู่ที่การกระทำ



| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 03 กันยายน, 2554, 19:37:18 »

การกินเจที่ภูเก็ต

          มีคณะงิ้วจากเมืองจีน มาเปิดการแสดงที่อำเภอกระทู้นานเป็นแรมปี บังเอิญช่วงนั้นเกิดโรคระบาดขึ้น คณะงิ้วจึงจัดให้มีพิธีกินเจ และสร้างศาลเจ้าขึ้นเพื่อสะเดาะเคราะห์ หลังจากนั้นโรคระบาดก็หาย ชาวกะทู้เกิดความศรัทธาจึงปฏิบัติตาม หลังจากประกอบพิธีอยู่ประมาณ 2-3 ปี ก็มีผู้คนเลื่อมใสมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับอยากได้พิธีกินเจที่สมบูรณ์แบบตามประเพณีมณฑลกังไส ประเทศจีน จึงได้ส่งตัวแทนไปนำควันธูป (เหี่ยวเอี้ยน) จากกังไสให้ลอยมาถึงภูเก็ต โดยในการเดินทางกลับจะต้องคอยจุดธูปต่อกันมิให้ดับมอด ศาลเจ้ากะทู้จึงได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของพิธีกินเจในปัจจุบัน

          สำหรับเมืองไทยความเชื่อเรื่องการกินเจ เป็นไปในแนวทางของการละเว้นการเอาชีวิตของสัตว์ เพื่อเป็นสักการะบูชาแก่พระพุทธเจ้า และมหาโพธิสัตว์กวนอิม อาจเนื่องจากการแพร่หลายของการละเว้นการกินเนื้อวัว ในกลุ่มคนที่นับถือ "เจ้าแม่กวนอิม" การกินเจจึงเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมเพื่อสักการะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

บ้านหลังเล็กๆที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

BAY
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 252
สมาชิกลำดับที่ 14700
ดี ไม่ดี อยู่ที่การกระทำ



| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 05 กันยายน, 2554, 11:57:32 »


วันนี้มีโอกาศไปอ๊ามที่แหลมสะพานหินมาครับ ช่วงนี้เข้าเดือนกินเจจึงมีการติดธงของถนนทั้งสองข้างทางในเมืองภูเก็ตครับ
ประวัตของธง  จากการสอบถามของคนเฒ่าคนแก่และม้าทรงก็ได้ความว่าธงก็เหมือนดวงวิญาณของทหารที่มาคุ้มครองพระจีนในช่วงเทศการกินเจครับ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

บ้านหลังเล็กๆที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

หน้า: 1 [2]  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: