Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
16 กรกฎาคม, 2561, 03:46:12

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การสวดมาลัย (ยักมาลัย) ชุมพร  (อ่าน 1736 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 15 สิงหาคม, 2554, 10:12:24 »

การสวดมาลัย (ยักมาลัย)



ช่วงเวลา          ใช้ประกอบในพิธีจัดงานศพช่วงกลางคืน

ความสำคัญ
         
การสวดมาลัยเป็นการสวดเพื่อสรรเสริญพระรัตนตรัย  อันเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทาง  พุทธศาสนา

พิธีกรรม
         
การสวดมาลัยเป็นประเพณีประจำงานศพ แต่เดิมพระสงฆ์เป็นผู้สวดโดยจะสวดหลังจากที่สวดพระธรรมเสร็จแล้ว พระที่สวดมีจำนวน   ๔ รูป หรือ  ๑ เตียง    ใช้ตาลปัตรบังหน้า ใช้บทสวดจากหนังสือพระมาลัยหรือที่เรียกว่าพระมาลัยคำสวด  (คำสอน) เนื้อหาเป็นธรรมะสั่งสอนให้ผู้ฟังเกรงกลัวต่อบาป กลัวอกุศลกรรม การสวดมาลัยนอกจากเพื่อสั่งสอนสาธุชนแล้วยังเป็นวิธีการแก้ความเงียบเหงาในขณะเฝ้าศพ และเพื่อให้เจ้าภาพหรือญาติผู้ตายทุเลาความเศร้าโศกด้วย
         
สำหรับผู้สวดมาลัยที่เป็นคฤหัสถ์  คณะหนึ่งเรียกว่า "วงมาลัย" วงมาลัยวงหนึ่ง ๆ ควรจะมีประมาณ ๔-๖ คน เป็นแม่เพลง ๒ คน เรียกว่า "แม่คู่" หรือ "ต้นเพลง" ส่วนที่เหลือเป็นลูกคู่ หรือ "คู่หู" ลูกคู่มีหน้าที่ร้องรับการสวดของแม่เพลงและจะมีการแสดงท่าทางประกอบด้วย  โดยทุกคนในวงจะร่วมกันแสดงท่าทางและเสียงประกอบให้เข้ากันกับบทที่สวด อาจมีขลุ่ยและรำมะนาเป็นเครื่องดนตรีประกอบการแต่งกายส่วนใหญ่จะแต่งกายตามปกติ แต่บางวงจะแต่งกายตามเนื้อเรื่อง
         
การสวดมาลัยจะเริ่มขึ้นหลังจากที่พระสวดพระอภิธรรมเสร็จแล้ว   โดยเริ่ม   "ตั้งนะโม"  เพื่อเป็นการสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย  และ  "ไหว้คุณ"  คือไหว้ครูอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือต่อจากนั้นจึงสวดบท  "ในกาล" อันเป็นบทเริ่มเนื้อเรื่องในหนังสือพระมาลัย  ที่เรียกว่าบทในกาลนั้นเพราะคำขึ้นต้นของบทสวดในตอนนี้ขึ้นต้นว่า "ในกาลอันลับล้น"เป็นการเล่าประวัติของพระมาลัยในการที่ได้โปรดสัตว์ทั้งหลายในสวรรค์และนรก  ผู้ร้องบทนี้จะเป็นผู้ชาย  เมื่อจบบทในกาลแล้วก็จะขึ้นบท "ลำนอก" หรือเรียกว่า "เรื่องเบ็ดเตล็ด" คือจะเป็นเรื่องจากวรรณคดีต่างๆ  เช่น  ขุนช้างขุนแผน  สังข์ทอง  พระอภัยมณี อิเหนา จันทโครพ เป็นต้น การแทรก "ลำนอก" เข้ามาก็เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้เกิดความสนุกสนาน ในบทลำนอกนี้อาจร้องเป็นทำนองเพลงลำตัด  เพลงนา   หรือเพลงฉ่อย   ก็ได้  แต่ส่วนมากนิยมว่าเป็นเป็นเพลง  "ลำตัด" ชาวบ้านมักเรียกบทนี้ว่า "บทยักมาลัย"  คือถือเป็นการพลิกแพลงตามความถนัดของผู้เล่น  แต่เดิมไม่มีการเล่นลำนอก หรือเล่นเบ็ดเตล็ด เพิ่งจะมีขึ้นในภายหลัง เพื่อที่จะให้การสวดมาลัยมีความสนุกสนานเพิ่มขึ้น
         
ในสมัยก่อนการฝึกหัดหรือการซ้อมสวดมาลัยมีปัญหามาก เพราะการสวดมาลัยทำกันเฉพาะในงานศพ หากฝึกหัดหรือซ้อมสวดมาลัยในบ้านถือว่าไม่เป็นมงคล ผู้ฝึกหัดหรือวงมาลัยจึงต้องไปซ้อมหรือฝึกหัดกันที่ขนำกลางทุ่งนา ชายป่าช้า ในวัด หรือในโรงนาไม่เป็นที่สะดวกนัก จึงทำให้ประเพณีการสวดมาลัยค่อย ๆ เสื่อมหายไปในปัจจุบัน

สาระ

         ๑. เป็นการสั่งสอนหลักธรรมะเพื่อให้ตระหนักถึงบาปบุญคุณโทษตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา
         ๒. ใช้คลายความโศกเศร้าในงานศพ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: