Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 พฤศจิกายน, 2561, 10:39:40

   

ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)  (อ่าน 6555 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« เมื่อ: 28 กรกฎาคม, 2554, 23:00:40 »



หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)



ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี








หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) (6 สิงหาคม พ.ศ. 2424 - 8 มีนาคม พ.ศ. 2497) เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2424 เป็นบุตรของ นายสิน นางยิ้ม ศิลปบรรเลงเนื่องจากบิดาคือครูสินเป็นเจ้าของวงปี่พาทย์ และเป็นศิษย์ของพระประดิษฐไพเราะในปี พ.ศ. 2443 ขณะเมื่ออายุ 19 ปี ท่านได้แสดงฝีมือเดี่ยวระนาดเอกถวายสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช เป็นที่ต้องพระทัยมาก จึงทรงรับตัวเข้ามาไว้ที่วังบูรพาภิรมย์ ทำหน้าที่คนระนาดเอก ประจำวงวังบูรพาไปด้วย พร้อมกับสมเด็จท่านได้ เชิญครูมาสอนที่วัง คือ พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) เนื่องจากจางวางศร ได้รับพระกรุณาจากสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช เป็นอย่างมาก ทรงจัดหาครูที่มีฝีมือมาฝึกสอน ทำให้จางวางศรมีฝีมือกล้าแข็งขึ้นในสมัยนั้นไม่มีใครมีฝีมือเทียบเท่าได้เลย

จางวางศร
ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นหลวงประดิษฐไพเราะ ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่เคยรับราชการอยู่ในกรมกองใดมาก่อน ทั้งนี้ก็เพราะฝีมือและความสามารถของท่าน เป็นที่ต้องพระหฤทัยนั่นเอง

ครั้นถึงปี พ.ศ. 2469 ท่านได้เข้ารับราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง กระทรวงวัง ท่านได้มีส่วนถวายการสอนดนตรีให้กับ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี รวมทั้งมีส่วนช่วยงานพระราชนิพนธ์เพลงสามเพลง คือ เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงเขมรละออองค์เถา และ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง สามชั้น


เพลงได้แต่งไว้


หลวงประดิษฐไพเราะ ได้แต่งเพลงไว้มากกว่าร้อยเพลง ดังนี้:

- เพลงโหมโรง : โหมโรงกระแตไต่ไม้ โหมโรงปฐมดุสิต โหมโรงศรทอง โหมโรงประชุมเทวราช โหมโรงบางขุนนท์ โหมโรงนางเยื้อง โหมโรงม้าสยบัดกีบ และโหมโรงบูเซ็นซ๊อค เป้นต้น

- เพลงเถา : กระต่ายชมเดือนเถา ขอมทองเถา เขมรเถา เขมรปากท่อเถา เขมรราชบุรีเถา แขกขาวเถา แขกสาหร่ายเถา แขกโอดเถา จีนลั่นถันเถา ชมแสงจันทร์เถา ครวญหาเถา เต่าเห่เถา นกเขาขแมร์เถา พราหมณ์ดีดน้ำเต้าเถา มุล่งเถา แมลงภู่ทองเถา ยวนเคล้าเถา ช้างกินใบไผ่เถา ระหกระเหินเถา ระส่ำระสายเถา ไส้พระจันทร์เถา ลาวเสี่งเทียนเถา แสนคำนึงเถา สาวเวียงเหนือเถา สาริกาเขมรเถา โอ้ลาวเถา ครุ่นคิดเถา กำสรวลสุรางค์เถา แขกไทรเถา สุรินทราหูเถา เขมรภูมิประสาทเถา แขไขดวงเถา พระอาทิตย์ชิงดวงเถา กราวรำเถา ฯลฯ


หลวงประดิษฐไพเราะถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2497 รวมอายุ 73 ปี ชีวประวัติของท่านเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่องโหมโรง

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 28 กรกฎาคม, 2554, 23:06:13 »




หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง 2424-2497) เดิมมีชื่อว่า "ศร" เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2424 ในรัชสมัยขององค์พระบาทพระจุลจอมเกล้า ที่ตำบลดาวดึงส์ อ.อัมพวา สมุทรสงคราม เป็นบุตรชายคนเล็กของครูปี่พาทย์ชื่อสิน และนางยิ้ม เป็นคนมีพรสวรรค์ทางดนตรี สามารถตีฆ้องวงใหญ่ได้เองตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เริ่มเรียนปี่พาทย์เมื่ออายุ 11 ปี ตีระนาด "ไหวจัด" (ภาษาทางดนตรีโดยเฉพาะระนาดเอก หมายถึง การตีรัวได้เร็วมาก) มาตั้งแต่เด็ก โดยมีบิดาเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาปี่พาทย์ให้จนกระทั่งมีความสามารถในการประชันวงถึงขั้นมีชื่อเสียงไปทั่วลุ่มแม่น้ำแม่กลอง

จากการได้ออกแสดงฝีมือนี้เองทำให้ชื่อเสียงของนายศร เป็นที่เลื่องลือในหมู่นักดนตรีมากขึ้น โดยเฉพาะในงานใหญ่ครั้งแรก คือ งานโกนจุกเจ้าจอมเอิบ และเจ้าจอมอบ ธิดาเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ จังหวัดเพชรบุรีนั้น ฝีมือระนาดเอกของนายศรปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด คือ การได้ตี "ไหว" คำว่า "ไหว" นี้เป็นภาษาทางดนตรีโดยเฉพาะระนาดเอก หมายถึง การตีได้รัวเร็วอย่างยิ่ง ใครตีได้อย่างนี้จัดว่ามีฝีมืออยู่ในขั้นสูงทีเดียว

ครั้งนี้เองที่ทำชื่อให้นายศรบุตรครูสินไว้มาก อีกครั้งหนึ่งที่สำคัญ คือ การประชันวงในวันคล้ายวันเกิดของเจ้าคุณจอมมารดาสำลี พระมารดาพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี นายศรได้แสดงฝีมือการเดี่ยวระนาดเอกเพลงกราว ในเถาเพลงนี้เป็นเพลงที่ต้องใช้วิธีการบรรเลง ยากมาก และกินเวลาถึง 1 ชั่วโมง นายศรบรรเลงได้อย่างดียิ่ง เป็นที่พอพระทัยของเจ้านายที่เสด็จมาในงานนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ซึ่งเป็นนักดนตรีฝีพระหัตถ์เยี่ยมถึงกับประทานรางวัล

ในพ.ศ.2442
เมื่อ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช หรือ “สมเด็จวังบูรพา”เสด็จประพาสเมืองราชบุรีเพื่อเตรียมการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ศรได้มีโอกาสแสดงฝีมือระนาดเอกถวายจนเป็นที่พอพระทัย สมเด็จวังบูรพาจึงทรงขอตัวนายศรจากครูสิน ทรงประทานตำแหน่ง “จางวางมหาดเล็ก” และประทานนามสกุล “ศิลปบรรเลง” ซึ่งแปลว่า "ความรู้แห่งเสียงดนตรี" ให้อีกด้วย

เมื่อมาอยู่วังบูรพาภิรมย์แล้ว ได้เรียนวิชาดนตรีกับครูหลายท่าน อาทิ ครูช้อย สุนทรวาทิน, ครูแปลก (พระยาประสานดุริยศัพท์–แปลก ประสานศัพท์) ตลอดจนครูดนตรีอีกหลายท่าน นายศรเป็นผู้กอปรไปด้วยทั้งสติปัญญาและไหวพริบปฏิภาณสามารถประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ เสมอจนเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จวังบูรพา

เมื่ออายุครบบวช สมเด็จวังบูรพายังทรงจัดการอุปสมบทให้จางวางศร ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ครั้นสึกออกมาก็ทรงจัดให้แต่งงานกับนางสาวโชติ หุราพันธ์ มีบุตร4 คนคือ ชิ้น, บรรเลง, ประสิทธิ์ และชัชวาล ภรรยาคนที่สองชื่อนางสาวฟู หุราพันธ์ มีบุตร 4 คน คือภัลลิกา, ขวัญชัย, สมชาย และสนั่น ศิลปบรรเลง

ในปี พ.ศ.2451 จางวางศรได้ติดตามสมเด็จวังบูรพาไปเยือนประเทศอินโดนีเซีย ได้นำเพลงของชวามาปรับปรุงเป็นไทยหลายเพลง เช่น เพลงบูเซนซอก เพลงยะวา และนำเครื่องดนตรีเขย่ากระบอกไม้ไผ่ของชวามาปรับปรุงใช้ในเมืองไทย คือ อังกะลุง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

มีเรื่องเล่าถึงความสามารถของจางวางศรอีกเรื่องหนึ่งคือ ในงานหนึ่งจางวางศรตีระนาดเอกอยู่ในวง พอโหมโรงตั้งสาธุการไปจนถึงเชิด ปรากฏว่ามีเสียงกลองทัดดังผิดปรกติจางวางศรหันไปดูก็เห็นว่าเป็นคนกลองฝีมือดีจากนอกวังเข้ามาตี และเริ่มรุกจังหวะอย่างขนาดใหญ่ ท่านหันมายิ้มและพยักหน้าเป็นทีว่าสนุกละ แล้วท่านก็ตีเพลงเชิดอย่างสนุก เพลงเชิดนั้น เขาเรียกเป็นตัวๆ ท่านปล่อยตัวเชิดไม่รู้กี่ตัวต่อกี่ตัว เชิดไม่จบ ไม่ซ้ำกันเลย และยังไม่ยอมลงเร็วจนคนในวงเหงือหยด คนกลองยิ่งรุกยิ่งเร่ง ท่านก็ยิ่งหนี ยิ่งเร็วยิ่งไหว แต่ยังไม่ยอมลง

จนที่สุดท่านหันมาดู เห็นคนกลองผู้นั้นเหงือท่วมตัวพยักหน้าขอลงท่านจึงรัวลงพอลงไม้กลองสุดท้าย คนกลองก็ฟุบเป็นลมตรงหน้ากลองคู่นั้นเอง พอฟื้นขึ้นมา ก็คลานไปกราบจางวางศร ท่านเข้ากอดแล้วว่า "ตั้งแต่ทำโหมโรงมา เพิ่งสนุกจริง ๆ วันนี้ คราวหน้ามาใหม่นะ" แล้วทั้งคู่เลยได้สนิทสนมกันเพราะได้รู้มือกันนั้นเอง

พ.ศ.2458
จากวางศรได้ตามเสด็จสมเด็จฯเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ลงไปอยู่ที่นครศรีธรรมราช เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เสด็จเลียบมณฑลปักษ์ใต้ จางวางศรได้แต่งเพลงเขมรเลียบพระนคร เถา ประดิษฐ์ทางพิเศษเป็นทางกรอขึ้นถวาย เทคนิคการกรอระนาดที่ให้เสียงนุ่มนวลไพเราะนี้เป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน และสมัยรัชกาลที่ 6 นี้เอง ที่จางวางศรได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงประดิษฐไพเราะ” เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมพ.ศ.2468

ต่อมาหลวงประดิษฐไพเราะได้รับผิดชอบควมคุมวงดนตรีที่วังลดาวัลย์ หรือ วังบางคอแหลม ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ครั้งนี้ท่านประดิษฐ์ทางเพลงขึ้นใหม่เช่น เพลงแขกลพบุรีทางวังบางคอแหลม เพลงเชิดจีนทางวังบางคอแหลม เป็นต้น

สมัยรัชกาลที่ 7 ปีพ.ศ.2469 หลวงประดิษฐไพเราะได้เข้ารับราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง กระทรวงวัง มีโอกาสถวายการสอนดนตรีให้กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดจนช่วยงานพระราชนิพนธ์เพลงไทย ได้แก่ เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงเขมรลออองค์ และเพลงคลื่นกระทบฝั่ง

วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2472 ได้รับพระราชทานเหรียญตราดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา และได้รับพระราชทานตราเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย ในพ.ศ 2473 ตามลำดับ และรับตำแหน่งปลัดกรมปี่พาทย์และโขนหลวง เงินเดือน 150 บาท นอกจากนี้ ยังได้ตามเสด็จล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 ครั้งเสด็จประพาสอินโดจีนในปีพ.ศ.2472-2473 ทรงโปรดเกล้าให้พำนักอยู่ที่เขมรระยะหนึ่งเพื่อช่วยสอนและปรับวงให้กับวงดนตรีแห่งราชสำนักของพระเจ้ามณีวงศ์ที่กรุงพนมเปญ เมื่อกลับมาก็ได้ประดิษฐ์เพลงไทยสำเนียงเขมรหลายเพลง เช่น ขะแมกกอฮอม, ขะแมซอ, ขะแมซม

ในปี พ.ศ.2473-2475 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงจัดให้มีการบันทึกเพลงไทยเป็นโน้ตสากลโดยมีพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) รับผิดชอบงานบันทึกโน้ต หลวงประดิษฐไพเราะเป็นผู้บอกทางเพลง ตลอดจนร่วมทำงานดังกล่าวกับครูดนตรีอีกหลายท่าน

หลวงประดิษฐไพเราะได้ประพันธ์เพลงไทยเอาไว้เป็นจำนวนมาก เพลงเถาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเพลงหนึ่งคือ “แสนคำนึงเถา” ซึ่งเป็นเพลงที่แสดงอัฉริยภาพของท่านทั้งการอาศัยแนวคิดเรื่อง เสียงธรรมชาติ, ลูกนำ, อารมณ์แปรปรวนต่างๆ ไพเราะงดงาม และยังแสดงถึงร่องรอยประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เรียกว่ายุค “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” และ “มาลานำไทยไปสู่มหาอำนาจ” อีกด้วย

ข้อโดดเด่นในความเป็นดุริยกวีของท่านคือ คิดประดิษฐ์วิธีการบรรเลงที่แปลกใหม่ไม่เคยมีมาก่อน ท่านคิดเทคนิคในการเล่นระนาดขึ้นมาใหม่ เช่น พัฒนาวิธีการจับไม้ระนาดเพื่อตีให้ได้เสียงต่างกัน โดยแต่เดิมนั้นมีการจับไม้ระนาดแบบปากนกแก้วอย่างเดียว ท่านพลิกแพลงเป็นการจับไม้แบบปากกาบ้าง แบบปากไก่บ้าง นอกจากนี้ ท่านยังทำให้ระนาดมีบทบาทสำคัญในวงปี่พาทย์ ด้วยรสชาตของการกำหนดแนวทีท่า ขึ้นลง สวมส่ง สอดแทรก ทอดถอน ขัดต่อ หลอกล้อ ล้วงลัก เหลื่อมล้ำ โฉบเฉี่ยว และที่ท่านเน้นคือวิธีใช้เสียงและกลอนให้เกิดอารมณ์ต่างๆ

จากนั้นท่านได้ตั้งสำนักดนตรีของที่บ้านบาตร ท่านมีลูกศิษย์มากมาย นักดนตรีไทยรุ่นต่อๆ มาได้นำวิธีการของหลวงประดิษฐไพเราะมาเป็นแบบฉบับ นับว่าท่านเป็นผู้มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีไทยสูงสุดท่านหนึ่ง

หลวงประดิษฐไพเราะ ป่วยด้วยโรคลำไส้ และโรคหัวใจ ท่านถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบท่ามกลางบุตรภรรยา และนายแพทย์ เมื่อเวลา 19.45 น. วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2497 สิริรวมอายุได้ 72 ปี 7 เดือน 2 วัน




โหมโรง : ภาพยนตร์ที่ทำให้ไทยเป็นไทย


หลังเป็นที่รับรู้กันในเฉพาะแวดวงคนดนตรีไทย ปีพ.ศ.2547 เรื่องราวของหลวงประดิษฐไพเราะก็เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น หลังผู้กำกับชื่อดัง "อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์" ได้หยิบเอาอัฐชีวประวัติของหนึ่งในบรมครูเพลงที่ยิ่งใหญ่ของไทยท่านนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ทีมีชื่อว่า "โหมโรง" (The Overture) โดยผู้ที่มารับบทเป็น ศร ในวัยหนุ่มก็คือนักแสดงหนุ่ม "โอ อนุชิต สพันธุ์พงษ์" ขณะที่ช่วงวัยชรานั้นได้นักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง อดุลย์ ดุลยรัตน์ มารับบทดังกล่าว

ในระยะแรกๆ ของการเข้าฉายเสียงตอบรับที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องบอกว่าน้อยมาก อย่างไรก็ตามด้วยการ "บอกต่อ" ของคนที่มีโอกาสได้เข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเองที่ทำให้เกิดกระแสกลายเป็น "โหมโรงฟีเวอร์" ขึ้นมา

สำหรับฉากการดวลระนาดของ ศร กับ "ขุนอิน" ที่รับบทโดย ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า นั้น ในส่วนของเหตุการณ์จริงเรื่องนี้เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2443 เมื่อสมเด็จวังบูรพาทรงจัดให้จางวางศรซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 19 ปี ได้ตีระนาดประชันกับนายแช่ม (พระยาเสนาะดุริยางค์) คนระนาดเอกของกรมพิณพาทย์หลวงซึ่งมีอายุ 34 ปี ว่ากันว่าการดวลระนาดในครั้งนั้นถือเป็นการประชันระนาดเอกอย่างเป็นทางการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติการดนตรีไทยและผลการประชันเป็นที่กล่าวขวัญกันมาอีกช้านานนั่นเอง

นอกจากเรื่องของดนตรีไทยแล้ว โหมโรง ยังบอกเล่าถึงการไหลบ่าเข้ามาของอารยธรรมตะวันตก ซึ่งดูเหมือนว่าผู้ใหญ่บางคนจะหลงรับเข้าไปเต็มๆ กระทั่งทำให้การแสดงที่เป็นของดั้งเดิมต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยฉากหนึ่งที่บอกเล่าความคิดของครูศรที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือฉากที่ ประสิทธิ์ (สุเมธ องอาจ) นำเปียโนเข้ามาในบ้าน ซึ่งแรกเห็นนั้นเหมือนกับว่าครูศรเองจะไม่พอใจ ทว่าลงท้ายทั้ง "ของใหม่" อย่างเปียโนของผู้เป็นลูกชาย กับ "ของเก่า" อย่างระนาดของครูศรต่างก็บรรเลงควบคู่กันไปอย่างไพเราะอบอุ่น

รวมถึงฉากการโต้คารมของ พันโทวีระ (พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง) ที่พยายามจะบอกกล่าวให้ครูศรเข้าใจถึงการก้าวเข้าสู่ความเป็นอารยะของไทยว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้หากเรายังมัวแต่จมอยู่กับความเก่าคร่ำครึ(อย่างดนตรีไทย) ซึ่งครูศรเองก็ได้ย้อนถามกลับไปอย่างน่าคิดว่า...



"เป็นอารยะโดยการดูถูกรากเหง้าของตัวเองน่ะหรือ?...ไม้ใหญ่จะยืนทะนงต้านแรงช้างสารได้ ก็ด้วยรากที่หยั่งลึกและแข็งแรง ถ้าไม่ดูแลรักษาเอาไว้ให้ดี เราจะอยู่รอดกันได้แบบไหน…”


โหมโรงทำรายได้ไปทั้งหมด 50 กว่าล้านบาท และกวาดรางวัลในเวทีการประกาศผลรางวัลต่างๆ ของบ้านเรามากมาย รวมถึงได้รับการส่งชื่อเข้าประกวดในเวทีรางวัลออสการ์ครั้งที่ 77 ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

แม้หนังจะไม่ได้รับการเสนอชื่อแต่นั่นก็คงจะไม่สำคัญเท่ากับการที่หนังเรื่องนี้สามารถทำให้คนไทยหันมามองถึงความมีคุณค่าและให้ความสำคัญกับ "รากเหง้า" ของเรามากยิ่งขึ้น ถึงจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็ตามที



ที่มา
   http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9540000093521
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: