Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
16 พฤศจิกายน, 2561, 05:56:54

   

ผู้เขียน หัวข้อ: "เมืองลิกอร์" ณ นครศรีธรรมราช  (อ่าน 2360 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 25 กรกฎาคม, 2554, 13:42:00 »

"เมืองลิกอร์" ณ นครศรีธรรมราช


ยามค่ำคืนของพระบรมธาตุเมืองนคร
     
คนใจใฝ่ธรรมะอย่าง "ตะลอนเที่ยว" ลงเที่ยวเมืองใต้ ก็ได้โคจรมาเยือนดินแดนแห่งพุทธศาสน์เมืองใต้อย่างเมืองนครศรีธรรมราชแห่งนี้อีกครา แรกเริ่มเดิมทีตั้งใจไว้ว่า เข้าไปไหว้พระบรมธาตุเมืองนคร ภายใน "วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร" เป็นการเรียบร้อยแล้ว จะตระเวนทัวร์นอกตัวเมืองคอนทันที
     
แต่เพิ่งมาแจ้งแก่ใจตัวว่า เข้าเมืองคอนครั้งใด ก็ยังๆไม่เคยสัมผัสเสน่ห์ในเมืองอย่างเต็มๆ เป็นล่ำเป็นสัน ดังนั้นก่อนที่คิดจะผลีผลามไปเที่ยวนอกเมือง เลยเปลี่ยนแปรเป็นเที่ยวเบาๆ ภายในเมืองแทน


          มงกุฎเมืองลิกอร์
         
เริ่มต้นกับเป้าหมายหลักที่ตั้งใจไว้ มาเมืองคอนทีไร ต้องแวะไปกราบไหว้บูชาทุกครั้ง ที่ "วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร" วัดที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวเมืองนครศรีธรรมราช ที่ชาวบ้านนิยมเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น วัดพระธาตุ วัดพระมหาธาตุ ที่มีฐานะเป็นอารามหลวงชั้นเอกชนิด วรมหาวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างในปี พ.ศ.854 ด้วยศิลปะแบบศรีวิชัย
         
ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในเขตริมถนนราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง บนเนื้อที่จำนวน 25 ไร่ 2 งาน ทำให้ภายในวัดแห่งนี้มากด้วยสรรพสิ่งชวนมอง ความโดดเด่นอันดับแรกที่เราจะสัมผัสได้ตั้งแต่ยังไม่ทันย่างกรายเข้าภายในบริเวณวัดเสียด้วยซ้ำก็คือ ความยิ่งใหญ่ของ "พระบรมธาตุเจดีย์" ซึ่งเป็นพระเจดีย์บรรจุบรมสารีริกธาตุ สัญลักษณ์ของเมืองนคร อันเปรียบประดุจมงกุฏแห่งมือง



พระบรมธาตุเมืองนครโดดเด่นเหนือหมู่เจดีย์ราย

         
พระบรมธาตุเจดีย์ที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ เป็นทรงลังกาหรือระฆังคว่ำบ้างก็ว่าโอคว่ำ (โอ คือ ภาชนะเครื่องสานอย่างหนึ่งสำหรับใส่ของรูปร่างคล้ายขัน) หรือ ระฆังคว่ำ
         
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับองค์พระบรมธาตุเจดีย์ สูง 55.78 เมตร มีปล้องไฉน 52 ปล้อง ยอดของปล้องไฉนหุ้มทองคำเหลืองอร่าม สูง 6 วา 1 ศอก ส่วนรอบพระบรมมหาธาตุเจดีย์ มีเจดีย์รายรอบถึง 158 องค์ เยอะเอาการทีเดียว
         
ตำนานเมืองนครเล่าสืบต่อกันมาว่า เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทนทกุมารขณะที่อัญเชิญพระธาตุไปเมืองลังกานั้น เผอิญเจอพายุหนักจนเรือสำเภาแตก ทำให้ทั้งสองพระองค์มาเกยขึ้นฝั่งบริเวณหาดทรายแก้ว (บริเวณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร) จึงฝังพระทนตธาตุ (พระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย) ไว้ส่วนหนึ่ง สร้างเจดีย์เล็กๆ ครอบไว้เป็นเครื่องหมาย ก่อนจะเสด็จต่อไปที่เมืองลังกา ครั้งพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้ย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่หาดทรายแก้ว ประมาณปี พ.ศ.1770 ทรงทราบเรื่องจากตำนานดังกล่าว จึงให้อัญเชิญพระทันตธาตุมาประดิษฐานในพระบรมธาตุเจดีย์องค์ใหญ่เพื่อเป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรนี้
           
นอกเหนือจากพระบรมธาตุอันเป็นที่เคารพบูชาแล้ว ถ้าไม่เอ่ยถึงต้นตำรับของ "จตุคามรามเทพ" ก็มิอาจเรียกได้ว่าได้มาถึงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร



บันไดทางขึ้นสู่พระบรมธาตุที่มีเหล่าผู้ปกปักรักษาอยู่
         
รูปปั้นเทวดาลอยตัวทั้งสององค์ ลักษณะทรงเครื่องกษัตริย์นั่งชันเข่าขวาขึ้นตั้ง ขาซ้ายวางราบ เรียกว่าท่ามหาราชลีลา อันเป็นท่านั่งของผู้สูงศักดิ์ อยู่ทางด้านรอยพระพุทธบาทจำลอง มีชื่อว่า "ท้าวขัตตุคาม" คู่กับ "ท้าวรามเทพ" นั่งเป็นศรีสง่าอยู่บริเวณทางขึ้นสู่พระบรมธาตุ
         
ที่ด้านข้างมีเทวรูป 4 กรอยู่ด้วย คือพระหลักเมือง พระทรงเมือง ส่วนประตูไม้จำหลักที่งดงามประณีตเป็นรูปพระทวารบาล ได้แก่

พระพรหมและพระนารายณ์ อยู่ในวิหารพระทรงม้าเป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะทรงม้าเสด็จออกบรรพชา หรือที่เรียกว่า "เสด็จออกมหาภิเนษกรม" ศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลาง
         
รายรอบเชิงบันไดด้านล่างยังมีเหล่า "ภาพยนต์" (หุ่นที่ผูกขึ้นด้วยฟ่อนหญ้าแล้วปลุกเสกด้วยเวทมนต์คาถา)ผู้ปกปักรักษาพระบรมธาตุ เป็นงานปูนปั้นลอยตัวตามตำนานระบุว่า "เจ้ากากภาษาผูกภาพยนต์ด้วยเวทมนต์คาถาเป็นยักษ์ครุฑ นาค สิงห์ โค ม้าและช้าง" ประกอบด้วย ยักษ์คู่ คือ ท้าวเวฬุราช และท้าวเวชสุวรรณ ครุฑคู่ คือ ท้าววิรุฬปักษ์ และท้าววิรุฬหก นาคคู่ คือ ท้าวทตตรฐมหาราช
         
ภายในวัดยังมีวิหารสำคัญอีกหลายแห่งให้เราได้เดินชมสักการะทั้ง "วิหารสามจอม" สักการะพระพุทธรูปปางมารวิชัยเครื่องอย่างกษัตริย์โบราณ คือ "พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช" ประดิษฐานในตู้กระจกใหญ่ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่งดงามที่สุดองค์หนึ่งของไทย
         
"วิหารทับเกษตร" เป็นส่วนที่ทางวัดอนุญาตให้จุดธูปเทียนสักการบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ วิหารนี้เป็นส่วนที่สร้างคลุมฐานของพระบรมธาตุเจดีย์ไว้ เป็นพระวิหารที่เชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.2312
         
และสิ่งน่าสนใจอื่นที่ต่างก็มากไปด้วยคุณค่าทางศิลปกรรมและทางประวัติศาสตร์ อาทิ พระวิหารหลวง พระระเบียงตีนธาตุ วิหารเขียน วิหารโพธิ์ลังกา ที่นี่จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ที่คนมาเมืองนครจะพลาดการมาเยือนไม่ได้



ภาพยนต์ที่ตั้งอยู่ด้านขวามือของทางขึ้น

แลเมืองลิกอร์
         
ถ้าจะมีใครถาม "ตะลอนเที่ยว" ว่าเมืองใดมีชื่อเรียกเมืองมากที่สุด "ตะลอนเที่ยว" คงยกให้เมืองนครจัดลำดับอยู่ในอันดับต้นๆเป็นแน่ เอาชื่อมีพอคุ้นหูกันก่อน ก็ต้อง ตามพรลิงค์ ไล่เรื่อยต่อทั้งกะมะลิง มัทธมาลิงคัม ตมลิงคาม เต็งหลิวมาย
         
เรียกแบบโปรตุเกสก็ต้อง "ลิกอร์" เป็นการออกเสียงจากเมืองนครฯ กลายเป็นเมืองละคร ฝรั่งเข้ามาเรียกไม่ชัดกลายเป็นลิกอร์ จากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน คนใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย รวมไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ยังคงเรียกจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า "ลิกอร์" หรือ "ละกอร์"

     

ศาลหลักเมืองนคร                                     ด้านหน้าหอพระอิศวร 

         
ในเมืองลิกอร์แห่งนี้ จากวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ห่างออกไปไม่ไกล เป็นที่ตั้งของ "หอพระพุทธสิหิงค์" เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสำคัญหนึ่งในสามองค์ที่มีอยู่ในประเทศไทย อีกสององค์ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทธไธศวรรย์พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนครและวัดพระสิงค์ จังหวัดเชียงใหม่
         
กล่าวกันว่าพระมหากษัตริย์แห่งลังกา โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.700 แล้วอัญเชิญมายังแผ่นดินสยามในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นพระพุทธรูปที่มีศิลปกรรมอยู่ในตระกูลช่างแบบนครศรีธรรมราช หรือ ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "แบบขนมต้ม" เป็นพระพุทธรูปที่งดงามมากองค์หนึ่ง พระพักตร์กลมอมยิ้ม พระอุระอวบอ้วน ประทับนั่งในท่าขัดสมาธิเพชร
         
และใกล้ๆ กันบนเส้นถนนราชดำเนิน ยังเป็นที่ตั้งของ "หอพระอิศวร" ด้านใต้ในบริเวณเดียวกันเป็นเสาชิงช้า แต่เดิมมีโบสถ์พราหมณ์อยู่บริเวณเสาชิงช้าด้วย แต่ต้องนี้ปรักหักพังไปหมดแล้ว ใช้พิธีตรียัมปวายและยัมปวาย เป็นโบราณสถานในศาสนาฮินดู



เสาชิงช้าภายในหอพระอิศวร
         
เป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของพระอิศวร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา แต่ของเดิมชำรุดอาคารปัจจุบันเป็นอาคารที่กรมศิลปากรสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2509 และฐานโยนีรวมทั้งเทวรูปสำริดจำลองจากองค์จริงที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
         
ส่วนอีกฟากฝั่งของถนนตรงข้ามกับหอพระอิศวร เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ เรียกกันว่า "หอพระนารายณ์" ซึ่งจำลองจากองค์จริงในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช ซึ่งพบในแหล่งโบราณคดีแถบอำเภอสิชล มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 10-11 เทวรูปพระนารายณ์จำลององค์นี้สลักจากหินทรายสีเทา ทรงมาลากระบอกพระหัตถ์ขวาทรงสังข์
         
เมืองนครศรีธรรมราชเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ทำให้ "ตะลอนเที่ยว" เล็งเห็นว่าศาสนาทุกศาสนาอยู่ร่วมกันได้ฉันท์มิตร ยอกตัวอย่างง่ายๆ เพียงแค่บนเส้นถนนราชดำเนินถนนสายหลักสายสำคัญของเมืองคอนเพียงเส้นเดียวก็เป็นที่ตั้งของวัดพุทธ โบสถ์พราหมณ์ และมัสยิดหลายแห่งตั้งอยู่บนเส้นทางเดียวกัน
         
สถานที่ท่องเที่ยวที่พาทัวร์ในครั้งนี้ ตั้งอยู่บนเส้นถนนราชดำเนินเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งจึงสามารถเดินเที่ยวชมได้ตลอดเส้นทาง แต่ถ้าเป็นคนเมื่อยง่ายขี้คร้านจะเดินทาง เมืองนครฯเขาก็มีบริการนั่งรถรางชมเมือง พร้อมกับมัคคุเทศก์ไว้บรรยายถึงความเป็นมาและความสำคัญของแต่ละแห่งให้ฟัง
         
มาเยือนหัวใจของเมืองกันดีกว่า ที่ "ศาลหลักเมือง" ประดิษฐานอยู่บริเวณทิศเหนือของสนามหน้าเมือง ใกล้กับหอพระสูง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2530 เพื่อให้เป็นสถานที่เคารพสักการะของชาวเมืองอีกแห่งหนึ่ง ในช่วงกระแสจตุคามฟีเว่อร์ ที่ศาลหลักเมืองแห่งนี้ถือเป็น 1 ใน 2 สถานที่สำคัญเช่นเดียวกับวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่หากว่าวัตถุมงคลจตุคามได้มาผ่านพิธีปลุกเสกที่นี่ก็จะสร้างความขลังและศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น

     

เก๋งจีนวัดแจ้ง                                       เก๋งจีนวัดประดู่ 

           
ด้านนอกประกอบไปด้วยอาคาร 5 หลัง มีอาคารประธานเป็นที่ประดิษฐานของเสาหลักเมือง ออกแบบเป็นทรงเหมราชลีลาในศิลปะศรีวิชัย มีอาคารเล็กทั้งสี่หลัง เป็นบริวารสี่ทิศ เรียกว่าศาลจตุโลกเทพ ประกอบด้วยศาลพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระพรหมเมือง และศาลพรบันดาลเมือง
         
ด้านในอาคารประธานเป็นที่ประดิษฐานของเสาหลักเมืองทำจากไม้ตะเคียนทอง มีการแกะสลักลวดลายต่างๆอย่างสวยงามไล่ตั้งแต่ส่วนฐานขึ้นไปเป็นวงรอบเก้าชั้น จำนวน 9 ลาย ส่วนยอดหลักเมือง แกะสลักเป็นรูปพรหมสี่หน้าใหญ่และเล็ก
         
การจะดูความยิ่งใหญ่ของเมืองใดนั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องชี้บอกสำหรับ "ตะลอนเที่ยว" คือมองดู "กำแพงเมือง" แล้วจะเห็นความรุ่งโรจน์ของเมืองได้อย่างเด่นชัด สำหรับกำแพงเมืองนครฯ เดิมก่ออิฐถือปูนทั้งสี่ด้าน มีเชิงเทียน ใบเสมา และป้อมที่มีมุมกำแพงทั้งสี่มุม
         
ตามตำนานกล่าวว่า กำแพงเมืองชั้นแรกสุดนั้น สร้างในสมัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชโดยเป็นกำแพงดิน ผู้สร้างคือ ชาวอินเดียและมอญฝ่ายใต้
         
กำแพงด้านเหนือและด้านใต้มีประตูเมือง คือ ประตูชัยเหนือ และประตูชัยใต้ ขนาดของเมืองวัดตามแนวกำแพงเมืองยาว 2,238.50 ม. กว้าง 456.50 ม. กำแพงเมืองได้รับการบูรณะครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ.2533 ปัจจุบันแนวกำแพงเมืองที่หลงเหลืออยู่เป็นแนวขนานไปกับคูเมืองตั้งแต่ประตูชัยเหนือไปทางทิศตะวันออกยาวประมาณ 100 ม. และเส้นถนนราชดำเนินก็คือแนวกำแพงเมืองเก่า
         
"ตะลอนเที่ยว" ตะลอนทัวร์จนเหนื่อย จึงหลบอากาศร้อนเข้ามาในเขตวิทยาลัยสงฆ์ภาคทักษิณวัดแจ้ง มาชมสถาปัตยกรรมแบบจีนๆกันที่ "เก๋งจีนวัดแจ้ง" เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแบบเก๋งจีน ก่อสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ภายในประดิษฐานที่เก็บอัฐิของเจ้าพระยานคร (หนู) และหม่อมทองเหนี่ยวผู้เป็นชายา และเชื่อว่ารวมถึงพระอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วย
         
วัดใกล้ๆกันอย่างวัดประดู่เองก็มี "เก๋งจีนวัดประดู่" ตั้งอยู่ในบริเวณวัดประดู่ เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนเช่นเดียวกับเก๋งจีนวัดแจ้ง เป็นที่ประดิษฐานอัฐิของพระเจ้าพระยานคร (น้อย) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าพระยานคร (หนู) ตั้งหลบมุมเงียบอยู่ภายในวัดประดู่
         
แม้จะเที่ยวไม่ทั่วเพราะยังเหลือสถานที่อีกหลายแห่งอาทิ วัดวังตะวันตก วัดนางพระยา วัดสวนป่าน ฯลฯ แต่ "ตะลอนเที่ยว" ก็ได้เห็นประจักษ์แล้วว่า "เมืองลิกอร์" แห่งนี้ เป็นเมืองแห่งอารยธรรมเก่าแก่ ของแดนใต้โดยแท้



พระพุทธสิหิงค์เมืองนคร

        สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้เขต 2 สนามหน้าเมือง ถนนราชดำเนิน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โทร 0-7534-6515-6

ที่มา  :   https://www.myfirstbrain.com

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




naranchara
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 2
สมาชิกลำดับที่ 19509


| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 26 กรกฎาคม, 2555, 20:28:24 »

            เสียดายที่น้องไม่ได้พาแวะชม ได้แต่ผ่านเนื่องจากว่าในตัวเมืองมีรถแน่นมาก ปีหน้าไม่พลาดแน่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: