Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 พฤศจิกายน, 2561, 00:00:02

   

ผู้เขียน หัวข้อ: หอพระอิศวร นครศรีธรรมราช  (อ่าน 1663 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 24 กรกฎาคม, 2554, 19:58:04 »

หอพระอิศวร



สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
ถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ๘๐๐๐๐ โทร. ๐-๗๕๓๒๔-๔๗๙ admin@fad14.go.th


ที่ตั้ง ริมถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

พิกัดแผนที่ เส้นรุ้ง ๘ องศา ๒๕ ลิปดา ๑๐ ฟิลิปดาเหนือ เส้นแวง ๙๙ องศา ๕๘ ลิปดา ๐๐ ฟิลิปดาตะวันออก

ประวัติความเป็นมา
         
หอพระอิศวรเป็นโบราณสถานในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย บูชาพระอิศวรหรือพระศิวะเป็นใหญ่เหนือเทพองค์อื่น ๆ ในศาสนาฮินดู (พราหมณ์) สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ขององค์พระอิศวร ภายในยังประดิษฐานเทวรูปสำริดอื่น ๆ เช่น พระศิวะนาฏราช (เต้นรำ), พระอุมา, พระคเณศและรูปหงส์ ปัจจุบันเทวรูปได้นำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ที่อยู่ในหอพระอิศวรขณะนี้เป็นเทวรูปจำลองทั้งสิ้น หอพระอิศวรจะสร้างมาแต่ครั้งใดนั้นไม่ปรากฏชัด เข้าใจว่าคงสร้างรุ่นเดียวกับหอพระนารายณ์ ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ที่เจริญควบคู่มากับการตั้งถิ่นฐานของเมืองนครศรีธรรมราช
         
สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาพันธุวงศ์วรเดช ได้อธิบายสภาพของหอพระอิศวร ใน พ.ศ.๒๔๒๗ ไว้ในหนังสือชีวิวัฒน์ความตอนหนึ่งว่า
         
"...ข้างโบสถ์ด้านเหนือมีหอมุงกระเบื้องเฉลียงรอบตัวอยู่หลังหนึ่ง เป็นที่พวกพราหมณ์อาศัย ที่ลานโบสถ์นั้นมีเสาชิงช้าอันหนึ่งสูงประมาณ ๓ วา ที่เทวสถานนั้นมีพวกพราหมณ์นุ่งขาวอยู่หลายคน..."
         
ในจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสแหลมมลายู คราว ร.ศ.๑๐๗ แล ๑๐๘ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองนครศรีธรรมราชใน ร.ศ.๑๐๗ ระหว่างวันที่ วันอังคาร ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๑๐ ถึงวันศุกร์ ขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๑๐ ได้ปรากฏความตอนหนึ่งว่า
         
"...วันพฤหัสบดี เดือน ๑๐ ขึ้น ๘ ค่ำ เสด็จประพาสในเมืองนครศรีธรรมราชคือเทวสถานอยู่ ๒ ข้างทางที่เข้าไป เปนสถานพระอิศวรสถาน ๑ สถานพระนารายณ์สถาน ๑ มีพราหมณืซึ่งสืบสกุลมาแต่โบราณอยู่ประจำ แลมาคอยรับเสด็จถวายน้ำสังข์ณที่นั้น ต่อเทวสถานไปถึงจวนผู้สำเร็จราชการเมือง มีหอพระสิหิงค์อยู่ในจวน เสด็จบูชาพระสิหิงค์แลทอดพระเนตรจวน..."
         
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงอธิบายลักษณะของหอพระอิศวรใน พ.ศ.๒๔๔๕ ไว้ในจดหมายเหตุระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ.๑๒๑ ไว้ว่า
         
"...สถานพระอิศวรอยู่เคียงกันเปนสองชั้นเหมือนกัน ชั้นในเปนโบสถ์ ชั้นนอกเปนโรงขัดแตะมุงจาก มีเทวรูปทองเหลือง คือพระอิศวรเหยียบมูคลานี๑ พระอุมา ๑ พระคเนศยืน ๑ หงส์หางหัก เทวรูปหายเหลือแต่บัลลังก์ ๑ ของดีเก่าทั้งนั้น..."
         
ในจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ ของสักขี (พ.ศ.๒๔๕๘) ปรากฏความตอนหนึ่งว่า
         
"...วันจันทร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๘ เป็นวันเริ่มงานสมโภชพระมหาธาตุ...........เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจากวัดพระมหาธาตุจวนถึงพลับพลาที่ประทับได้รอรถพระที่นั่ง พระราชทานธูปเทียนเครื่องสักการะให้พราหมณ์นำไปบูชาเทวรูป พระอิศวรนารายณ์ ซึ่งมีเทวสถานอยู่ในกำแพงเมืองด้านเหนือ แล้วจึ่งเสด็จพระราชดำเนินสู่พลับพลาค่ายหลวง
         
รูปแบบของหอพระอิศวรในปัจจุบันมีลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๖.๕๐ เมตร ยาว ๘.๕๐ เมตร สูงจากฐานประมาณ ๙ เมตร ก่ออิฐถือปูนยกพื้นสูงเฉพาะตัวอาคารกว้าง ๔.๒๐ เมตร ยาว ๘.๙๐ เมตร ด้านหน้าก่อผนังทึบ ด้านข้างทั้ง ๒ ข้าง มีหน้าต่างข้างละ ๑ ช่อง ด้านหน้าเป็นประตุเข้า ๑ ช่อง โดยรอบเป็นระเบียงลูกกรงไม้ ห่างจากผนัง ๑.๓๐ เมตร หลังคาเป็นรูปทรงไทย มุงกระเบื้องดินเผา มีหางหงส์และใบระกา ด้านหน้าเป็นมุขลดหลั่นลงมา
         
แต่จากภาพถ่ายเก่าพบว่าเดิมนั้นอาคารหอพระอิศวรนั้นองค์ประกอบหลังคาจะไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และด้านข้างของตัวอาคารนั้นไม่มีระเบียง ซึ่งในขณะนี้กรมศิลปากรโดยสำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราชร่วมกับเทศบาลนครนครศรีธรรมราชกำลังดำเนินการแก้ไขให้อาคารหอพระอิศวรกลับมามีสภาพดังเดิม
         
ด้านข้างหอพระอิศวรในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเสาชิงช้า ซึ่งเดิมนั้นตั้งอยู่หน้าหอพระอิศวร แต่ต่อมาเมื่อมีการบูรณะหอพระอิศวรใน พ.ศ.๒๕๓๑ จึงมีการย้ายเสาชิงช้ามาไว้บริเวณด้านข้างของหอพระอิศวรในพื้นที่ซึ่งเดิมเคยเป็นโบสถ์พราหมณ์ซึ่งถูกรื้อลงราว พ.ศ.๒๕๐๕ ในปัจจุบันเสาชิงช้ามีความสูงจากฐานถึงยอด ๑๑.๖๐ เมตร
         
ในทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชครั้งรัชกาลที่ ๒ ระบุว่าให้มีตำแหน่ง สังกัดศาลตุลากร อย่างน้อยจำนวน ๑๖ ตำแหน่ง ถือศักดินา ๒๐๐ เป็นพนักงานปฏิบัติราชการเนื่องด้วยหอพระอิศวรและเสาชิงช้าภายใต้การกำกับของ ขุนยศโสธรณ์พญาริยศศรีนาคเทวัญ ถือศักดินา ๘๐๐ ดังนี้
 
                    ๑.ขุนเท้าเพ็ชร                   พนักงานชิงช้าแลรักษาเทวสถาน
                    ๒.ขุนโหราจารย์                 พนักงานชิงช้าแลรักษาเทวสถาน
                    ๓.ขุนฤทธิ์เสรียน                พนักงานชิงช้าแลรักษาเทวสถาน
                    ๔.ขุนศรีสเภา                     พนักงานชิงช้าแลรักษาเทวสถาน
                    ๕.ขุนศรีราชภูเบนทร์          พนักงานชิงช้าแลรักษาเทวสถาน
                    ๖.ขุนโสภร                          พนักงานชิงช้าแลรักษาเทวสถาน
                    ๗.ขุนรัศวรี                          พนักงานขนานน้ำพระ
                    ๘.ขุนเทวกัณฑ์                   พนักงานเชิญพระไปสำหรับพิธี
                    ๙.ขุนญาณสมภูว์                พนักงานถวายน้ำสังข์ทำโขลนทวาร
                    ๑๐.ขุนพัทนเวก                   พนักงานอ่านพิชัยยาตรา
                    ๑๑.ขุนญาณภักดี                 พนักงานอ่านตรีปะวายสำหรับพระอิศวร
                    ๑๒.ขุนศรีภักดี                     พนักงานอ่านตรีปะวายสำหรับพระอิศวร
                    ๑๓.ขุนศรีกาดาล                 พนักงานอ่านตรีปะวายสำหรับพระอิศวร
                    ๑๔.ขุนญาณชูด                   พนักงานอ่านตรีปะวายสำหรับพระอิศวร
                    ๑๕.ขุนรัณไภรี                     พนักงานตีกลองแห่พระ
                    ๑๖.ขุนสวัสดิญาณ               พนักงานเร่งรัดเจ้าพนักงานสิริพราหมณ์

         
รวมทั้งมีการพระราชทานกัลปนาข้าเทวสถานและตราภูมิคุ้มห้ามไว้แก่หอพระอิศวรดังปรากฏในตำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชว่า
         
"...เมื่อเถิงศักราช ๗๑๒ ปีขาลนักษัตรศก แลออกนางเทววราชบุรีขุดนาไว้ตำบลท่าม้าสิบกบิ้ง แต่ถนนคูแล่นไปปัจฉิม ตำบลอายบำเลสามบิ้งต่อด้วยนาพิริยดำ แลนาทั้งนี้ไว้สำหรับพระนารายณ์ พระอิศวรเปนเจ้ามุไรย แลออกยศโสธรเบิกดินขุดนาไว้สำหรับพระอิศวรมุไรย ตำบลท่าคลังยี่สิบกบิ้ง แต่ฝ่ายหนบูรพถนนคูแล่นไปปัจฉิมสองริวพิริยญี่ปาเบิกดินขุดนาไว้สำหรับพระอิศวรเปนเจ้ามุไรย ตำบลอายบำเลสิบบิ้งแต่ฝ่ายปัจฉิมแล่นไปเอาหนบูรพถนนคูมุมเมืองพิริยเกลียดเบิกดินขุดนาไว้สำหรับพระอิศวรเปนเจ้ามไรยตำบลทเลสิบบิ้ง แต่ฝ่ายปัจฉิมแล่นไปเอาหนบูรพ์ถนนมุมเมือง ออกขุนสวัสดิยารเบิกดินขุดนาไว้สำหรับพระอิศวรเปนเจ้าตำบลอายทเลสิบบิ้งแต่ปัจฉิมแล่นไปเอาโคกหนบูรพ์..."
         
"...อนึ่งโสด สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว องค์นารายณ์รามาธิบดีทรงพระกรุณาโปรด ให้นายตำรวจคนในจัดเอาชาวส่วยชาวช่างชายหญิง ๒๐๐ ให้พทานโกษาธิบดีเอาออกมาไว้เปนข้ารักษาสถานพระอิศวรนารายณ์เทวรูป..."
         
"...แลมีพระราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยาโกษาแต่งตราบอกให้นายตำรวจคนในถือออกมาลุแก่พญานคร ผู้รั้งพระหลวงกรมการ ให้ห้ามปรามสัศดีมหาดไทย หัวเมืองแขวงอำเภอสิบร้อยอายัตคนเร็ว ม้าใช้ผู้ไปมาเจ้าก็มีราชการ อย่าให้กำโชกชีพ่อพราหมณ์แลคนพทาน ข้าพระเทวารูป ๒๐๐ นี้เอาไปใช้งานสัมพมาตรา งานโยธา ตัดหนังวังช้างคูไค้ใต้เมืองแลลงเรือลาย
         
"...แลทรงพระกรุณามีตราโกษา ตราพระมหาราชครูออกมาห้ามพญานคร ผู้รั้งกรมการสัสดีมหาดไทยอย่าให้เรี่ยไรเอาเงินค่านอนไฟ ค่าเลี้ยง ค่าทำเรือน ข้าหลวงผู้ไปชำระเลขก็ดี อย่าเอาเงินชีพ่อพราหมณ์ทั้งหลายผู้ถือสารบาญบาญชีเลย เปนสินทานอย่าเรี่ยไรเอาไปเลี้ยงอาตมาประโยชน์เปนสินร้อนว่านัดจะลญาบาดเกิดโทษไปยังนรกโลกันป์ไหม้อสงไขยหนึ่ง แม้นค่าบาญชีเอาค่าจ้างดุจเดียว แลถ้าเจ้าเมืองผู้รั้งมีราชการออกจากเมือง แต่ทางงายหนึ่งขึ้นไปก็ดี แรมอยู่แต่สามวัน เถิงสี่ขวบห้าขวบก็ดี อย่าเอาชุมนุมกรมการ ชีพ่อทั้งหลายให้เฝ้าศาลากลางวันกลางคืนเลย แลให้พนักงานรักษาเครื่องพระราชทานสำหรับพิธี แลถ้าผู้ใดมิฟังให้ชุมนุมกรมการ ฝ่ายชีพ่อพราหมณ์บอกหนังสือเข้าไปให้รู้จะกราบทูลเอาผู้นั้นเปนโทษ..."

สิ่งสำคัญ
         
๑.ศิวลึงค์แบบดั้งเดิม ลักษณะเป็นศิวลึงค์ติดอยู่กับฐานโยนิ ตัวฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยกขอบสูงทั้ง ๔ ด้าน มีรางน้ำมนต์ยื่นออกมาด้านหนึ่ง ฐานโยนิ หนา ๑๐ เซนติเมตร กว้าง ๔๐ เซนติเมตร ศิวลึงค์ สูง ๑๖ เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๒ เซนติเมตร เดิมเก็บรักษาในหอพระอิศวร หน่วยศิลปากรที่ ๘ ได้มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช ตามคำแนะนำของนายคงเดช ประพัฒน์ทอง หัวหน้าสำนักงานหน่วยฯ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๖ หมายเลขโบราณวัตถุ ๒๗๓๐
         
๒.ศิวลึงค์แบบประเพณีนิยม สูง ๕๘.๕ เซนติเมตร กว้าง ๑๘ เซนติเมตร เดิมเก็บรักษาในหอพระอิศวร หน่วยศิลปากรที่ ๘ ได้มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช ตามคำแนะนำของนายคงเดช ประพัฒน์ทอง หัวหน้าสำนักงานหน่วยฯ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๖ (โบราณวัตถุหมายเลข ๒๗๓๑)
         
๓.ศิวลึงค์แบบประเพณีนิยม สูง ๕๓เซนติเมตร กว้าง ๑๕ เซนติเมตร เดิมเก็บรักษาในหอพระอิศวร หน่วยศิลปากรที่ ๘ ได้มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช ตามคำแนะนำของนายคงเดช ประพัฒน์ทอง หัวหน้าสำนักงานหน่วยฯ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๖ (โบราณวัตถุหมายเลข ๒๗๓๒)
         
๔.ศิวลึงค์แบบประเพณีนิยม สูง ๙๓ เซนติเมตร กว้าง ๓๑ เซนติเมตร เดิมประดิษฐานในโบสถ์พราหมณ์ ข้างหอพระอิศวร ต่อมาเมื่อมีการรื้อโบสถ์พราหมณ์ จึงย้ายมาเก็บรักษาไว้ในหอพระอิศวร จนกระทั่งปัจจุบัน
         
๕.ฐานรูปเคารพรูปสี่เหลี่ยม ทำด้วยหินปูน ยกขอบสูงทุกด้าน สันขอบทำเป็นลอนคลื่นด้านละ ๔ ลอน มีรางน้ำมนต์ยื่นออกมาด้านหนึ่ง ขนาดของฐานรูปเคารพ ยาว ๘๖ เซนติเมตร กว้าง ๘๔ เซนติเมตร หนา ๑๔ เซนติเมตร รูกว้าง ๑๖ เซนติเมตร รูยาว ๑๖ เซนติเมตร รางน้ำมนต์ยาว ๒๗ เซนติเมตร ช่องรางน้ำมนต์กว้างที่สุด ๖ เซนติเมตร แคบที่สุด ๓ เซนติเมตร ความกว้างของขอบด้านบน ๑๐ เซนติเมตร ปัจจุบันยังอยู่ในหอพระอิศวร
         
๖. อาคารหอพระอิศวร
         
๗. เสาชิงช้า

การถือครองที่ดิน หรือผู้ดูแล กรมศิลปากร

การกำหนดอายุ  อยุธยา

การประกาศขึ้นทะเบียน

         
ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓ ตอนที่ ๓๔ หน้า ๑๕๓๐ วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙           
ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๙๕ ตอนที่ ๑๒๖ หน้า ๓๙๘๑ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๖๒.๕ ตารางวา

ประวัติการอนุรักษ์

         
๒๔๗๙       
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
         
๒๕๐๙       
บูรณะหอพระอิศวรด้วยงบประมาณจังหวัดนครศรีธรรมราช
         
๒๕๒๑       
กรมศิลปากรประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน หน่วยศิลปากรที่ ๘ ดำเนินการบูรณะ ส่วนโครงหลังคา กระเบื้องมุงหลังคา ประตู หน้าต่างและทาสีอาคารใหม่
         
๒๕๒๘       
หน่วยศิลปากรที่ ๘ บูรณะเสาชิงช้า
         
๒๕๓๑       
หล่อรูปจำลองพระศิวะนาฏราช พระอุมา พระพิฆเนศวร เพื่อประดิษฐานทดแทนเทวรูปเดิมซึ่งนำไปเก็บ รักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช โดยมีนายนิพนธ์ บุญญภัทโร ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ใช้งบประมาณบริจาคจากหน่วยงานราชการ บริษัท ห้างร้าน และผู้มีจิตศรัทธา จำนวน ๑๖๘,๒๕๐ บาท และมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการหล่อรูปจำลอง
         
๒๕๓๒       
ติดตั้งไฟสนาม โดยเทศบาลนครนครศรีธรรมราช
         
๒๕๔๐       
วันที่ ๓ ธันวาคม เกิดพายุลมแรงเป็นผลให้เสาชิงช้าหักโค่นลง ตัวเสาหักเป็นหลายท่อน แท่นฐานแตกร้าว และทรุดตัว
         
๒๕๔๓
บูรณะเสาชิงช้า โดยนางสาวศรีสวัสดิ์ อุณหะสุวรรณ์ งบประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ บาท
         
๒๕๔๔
วันที่ ๒๕ พฤษภาคม เกิดพายุลมแรงทำให้ต้นมะขามใหญ่หักโค่นทับหลังคาหอพระอิศวร กรมศิลปากรอนุมัติงบประมาณ ๕๕๘,๐๐๐ บาท ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดฐานอนุรักษ์ดำเนินการบูรณะ
         
๒๕๔๙
สำนักงานศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช จัดทำแบบบูรณะเพื่อดำเนินการบูรณะให้ตรงกับหลักฐานเดิม ที่ปรากฏในภาพถ่ายเก่า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: