Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 กันยายน, 2561, 03:54:59

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระเจดีย์ยักษ์และวัดพระเงิน(ร้าง)  (อ่าน 4980 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,907
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 24 กรกฎาคม, 2554, 19:57:15 »

พระเจดีย์ยักษ์และวัดพระเงิน(ร้าง)



ที่มา สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

ถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ๘๐๐๐๐ โทร. ๐-๗๕๓๒๔-๔๗๙ admin@fad14.go.th



ที่ตั้ง

ตำบลคลัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

พิกัดแผนที่

เส้นรุ้ง ๘ องศา ๒๖ ลิปดา ๐๓ ฟิลิปดาเหนือ เส้นแวง ๙๙ องศา ๕๘ ลิปดา ๐๐ ฟิลิปดาตะวันออก

ประวัติความเป็นมา

         
ผู้ที่เขียนถึงเจดีย์ยักษ์มักจะกล่าวว่าเจดีย์ยักษ์อยู่ในบริเวณวัดพระเงิน (ร้าง) อยู่ติดกับศาลาเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ทางด้านทิศใต้ ถ้ามองตามสภาพปัจจุบันก็คงเป็นเช่นนั้น เพราะปัจจุบันบริเวณนั้นคือตั้งแต่ด้านหน้าที่ติดถนนราชดำเนิน ได้แก่บริเวณที่เรียกว่า "สวนพระเงิน" ซึ่งมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ไปจนถึงเจดีย์ยักษ์ เป็นบริเวณที่ชาวบ้านเรียกรวมกันไปว่า "วัดพระเงิน" ไม่ค่อยจะมีใครเอ่ยชื่อถึง "วัดพระเจดีย์ยักษ์" แต่จากหลักฐานต่าง ๆ ปรากฏว่าสมัยก่อนมีชื่อ วัดเจดีย์ยักษ์ หรือวัดพระเจดีย์ อยู่ในบริเวณควบคู่กับวัดพระเงิน (วัดพระเงิน อยู่ที่สวนพระเงิน ข้างเทศบาล ฯ วัดเจดีย์ยักษ์อยู่ที่บริเวณเจดีย์ยักษ์และวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช)
         
ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเจดีย์ยักษ์สร้างขึ้นเมื่อใด ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ สันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นภายหลังพระบรมธาตุเจดีย์เล็กน้อย ราว พ.ศ.๑๘๐๐ - ๑๙๐๐ โดยพวกลังกาซึ่งเข้ามาตั้งสำนักเผยแพร่พุทธศาสนาในระยะนั้น เชื่อว่าคงมีชาวลังกาทั้งที่เป็นพระภิกษุและฆราวาสคงเป็นนายช่างออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง ลงมือลงแรงร่วมกับชาวพื้นเมืองด้วย
         
มีตำนานเกี่ยวกับการสร้างเจดีย์ยักษ์ว่า ยักษ์เป็นผู้สร้าง กล่าวคือ เมื่อครั้งพระเจ้าศรีธรรมโศกราชสร้างเจดีย์พระบรมธาตุ มีพวกยักษ์เข้ามาท้าพระเจ้าศรีธรรมโศกราชสร้างพระเจดีย์แข่งกัน ใครสร้างเสร็จก่อนและสวยงามกว่าก็จะเป็นฝ่ายชนะ โดยยักษ์มีเงื่อนไขเอาเปรียบว่า ถ้ายักษ์แพ้จะไม่ขัดขวางการสร้างบ้านเมือง และสร้างพระบรมธาตุเพื่อเป็นหลักบ้านหลักเมืองของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช แต่ถ้าพระเจ้าศรีธรรมโศกราชแพ้ ยักษ์จะจับพลเมืองกินให้หมดรวมทั้งพระเจ้าศรีธรรมโศกราชด้วย ผลปรากฎว่าพระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงมีบุญญาบารมีมากกว่า ประกอบกับอภินิหารแห่งพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า จึงทำให้สร้างเจดีย์พระบรมธาตุเสร็จเรียบร้อยก่อนและสวยงามกว่า พวกยักษ์เมื่อแพ้ก็โกรธมาก จึงใช้เท้าถีบยอดเจดีย์ที่ตนสร้างจวนเสร็จแล้วนั้นกระเด็นไปตกกลางทุ่งนอกเมืองด้านทิศตะวันออก (เดี๋ยวนี้ยังปรากฏกองอิฐอยู่ในบริเวณโรงพยาบาลหมอจำรัส มิตรกุล) แล้วพวกยักษ์ก็หลบไป เจดีย์ยักษ์นี้จึงได้ชื่อว่า "เจดีย์ยักษ์" และมียอดด้วนมาจนทุกวันนี้
         
เมื่อพิจารณาเหตุผลจากตำนาน อาจสันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ที่พวกลังกามาสร้างไว้ เพราะพวกลังกาและพวกทมิฬมีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ผิวดำ ผมหยิกหน้าดุ ชาวนครอาจเปรียบเทียบเป็นพวกยักษ์ไป ส่วนที่เอาเรื่องการสร้างเจดีย์มาผูกเป็นตำนานเทียบพระบรมธาตุเจดีย์นั้น คงเป็นเพราะเจดีย์ยักษ์และพระบรมธาตุต่างเป็นเจดีย์ที่สูงใหญ่ รูปทรงคล้ายคลึงกันและต่างก็เป็นศรีสง่าแก่เมืองนครศรีธรรมราชด้วยกัน
         
ในชีวิวัฒน์ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เขียนขึ้นในปี ๒๔๒๗ ได้กล่าวถึงสถานที่แห่งนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า
         
"............ต่อหมู่ตลาดขายของนั้นไป มีวัดสองข้างถนนติดๆกันหลายวัด เป็นวัดเก่าบ้าง วัดสร้างยังไม่แล้วบ้าง ข้างฟากถนนทิศตะวันออกคือ วัดโพธิ์เก่าที่ ๑ วันจันที่ ๒ วัดชมพูพลที่ ๓ วัดสำรอที่๔ วัดวังออกที่ ๕ วัดเจดีย์ที่ ๖ วัดพระเงินที่ ๗ วัดประตูขาวที่ ๘ วัดสารีบุตรที่๙ ข้างฟากตะวันตกคือวัดสำฤทธิ์ที่ ๑ วัดเสาธงทองที่ ๒ วัดวังตกที่ ๓ วัดมเหยงค์ที่ ๔ วัดท่าช้างที่ ๕ วัดวิหารสูงที่ ๖ ที่ระหว่างช่องเว้นวัดนั้นมีบ้านราษฎรบ้าง และมีสวนมะพร้าวเรียงรายเป็นอันมาก..............."
         
เนื่องจากเป็นโบราณสถานที่สร้างมาช้านาน จึงมีสภาพทรุดโทรมมาก ปล้องไฉนร้าวผ่ากลางลงมาถึงโป่งฐาน มีต้นไม้ใหญ่งอกอยู่บนเจดีย์ จากภาพถ่ายเก่าเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘ เจดีย์ยักษ์แทบหมดสภาพ อิฐผิวนอกที่ก่อเป็นองค์ระฆัง ฐานมาลัยลูกแก้วผุยุ่ยหมดเหลือแต่แกนใน ต่อมาจึงได้รับการบูรณะโดยอาศัยหลักฐานจากภาพถ่ายเก่าขณะที่เจดีย์ยังมีสภาพค่อนข้างดี
         
๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ เกิดเหตุฟ้าผ่าฐานเจดีย์ยักษ์ด้านทิศตะวันออก นายบัญญัติ กรรณา อายุ ๑๖ ปีผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า เวลาประมาณ ๑๕.๒๐ น. ฟ้าผ่าองค์เจดีย์บริเวณขอบฐานล่างของชั้นหน้ากระดานเหนือฐานเขียงทำให้ผนังส่วนนั้นพังทลาย ครั้นถึงเวลาประมาณ ๑๕.๕๐ น. ผนังส่วนใกล้เคียงก็พังทลายลงเพิ่มขึ้นอีก




สิ่งสำคัญ

         
๑. เจดีย์ (สถูป) ทรงลังกาเป็นเจดีย์ทรงลังกาขนาดใหญ่มีความสูงเกือบเท่ากับพระบรมธาตุเจดีย์ องค์ระฆังกลมตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยมทรงสูงประมาณเกือบ ๒ เมตร ย่อมุมไม้สิบสอง รับกับฐานเขียงกลม ๓ ชั้น จนถึงชั้นมาลัยลูกแก้วและองค์ระฆัง เหนือองค์ระฆังเป็นบัลลังก์ ก้านฉัตรมีเสาหาน ส่วนยอดมีเพียงปล้องไฉน ปลียอดหักไป ลักษณะรูปแบบศิลปกรรมสันนิษฐานอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ลักษณะคล้ายเจดีย์ในอาณาจักรสุโขทัยที่เป็นเจดีย์ทรงลังกา
         
๒.เครื่องถ้วยที่ขุดได้จากกรุเจดีย์ยักษ์ ซึ่งมีทั้งเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิงและเครื่องถ้วยเวียดนาม
         
๓.พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย(พระเงิน) ลงรักปิดทองขนาดหน้าตัก ๓.๕๐ เมตร สูง ๔.๓๐ เมตร ประดิษฐานในอาคารโปร่ง
         
๔.ศาลาพระเงิน เป็นสถานที่ประดิษฐานพระเงิน ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของพระเจดีย์ยักษ์ เดิมเป็นเพิงไม้บังแดดบังฝนเท่านั้น ต่อมาจึงได้รับการสร้างขึ้นใหม่ใน พ.ศ.๒๕๐๖ โดยหน้าศาลามีมีแผ่นโลหะติดอยู่กับเสาด้านหน้าศาลา ๒ แผ่นมีข้อความดังนี้
                   

แผ่นที่ ๑   ศาลาพระเงิน สร้างด้วยความอุปการะ
          ของ
          ดร.ชำนาญ ยุวบูรณ์
          อธิบดีกรมการปกครอง
          กับเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช
          พ.ศ.๒๕๐๖
                   
แผ่นที่ ๒   องค์พระเงินที่บูรณะใหม่นี้ ได้รับความอุปการะ
          จาก
          ดร.ชำนาญ ยุวบูรณ์
          อธิบดีกรมการปกครอง
          กับเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช
          พ.ศ.๒๕๐๙



การถือครองที่ดิน หรือผู้ดูแล

เทศบาลนครนครศรีธรรมราช และกรมศิลปากร

การกำหนดอายุ   อยุธยา

การประกาศขึ้นทะเบียน
         
ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓ ตอนที่ ๓๔ หน้า ๑๕๓๑ วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙ ในชื่อพระเจดีย์ยักษ์

ประวัติการอนุรักษ์

         
๒๔๗๙ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
         
๒๕๐๖ สร้างศาลาพระเงิน ด้วยความอุปการะของ ดร.ชำนาญ ยุวบูรณ์ อธิบดีกรมการปกครอง กับเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช
         
๒๕๐๙ หน่วยศิลปากรที่ ๘ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี และบูรณะส่วนที่ปรักหักพังโดยคงสภาพ เป็นเจดีย์ยอด ด้วยงบประมาณ ๖๕,๕๐๐ บาท ดร.ชำนาญ ยุวบูรณ์ อธิบดีกรมการปกครอง กับเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช ดำเนินการบูรณะองค์พระเงิน หน่วยศิลปากรที่ ๘ บูรณะต่อ จากปี ๒๕๐๙ งบประมาณ ๖๙,๐๐๐ บาท
         
๒๕๑๘ - ๒๕๒๓  บูรณะครั้งใหญ่โดยห้างหุ้นส่วนสุรศักดิ์ก่อสร้าง เป็นผู้รับจ้าง นายณรงค์ ปั้นทอง นายช่างศิลปกรรม ๔ เป็นผู้ควบคุมงาน การบูรณะพยายามรักษารูปทรงเดิมตามภาพถ่ายเก่า
         
๒๕๒๓  เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชขออนุญาตเป็นผู้ดูแลความสะอาดบริเวณรอบเจดีย์ยักษ์ กรมศิลปากรอนุญาติ
         
๒๕๒๔  เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช (ขณะนั้น) ร่วมกับหน่วยศิลปากรที่ ๘ ปรับปรุงภูมิทัศน์
         
๒๕๓๔  เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชปรับปรุงทางเดินและประตูเข้าออกสวนพระเงิน
         
๒๕๓๖  หน่วยศิลปากรที่ ๘ ว่าจ้างร้านวัฒนก่อสร้าง ดำเนินการกำจัดวัชพืช
         
๒๕๔๖  นางสาวกมลทิพย์ แซ่ฉั่ว ขออนุญาตซ่อมอนุรักษ์พระพุทธรูปพระเงิน กรมศิลปากรอนุญาต ประมาณการราคา ๑๙๐,๕๕๐ บาท
         
๒๕๔๗  บูรณะเจดีย์กษ์ซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกฟ้าผ่า ฐานเจดีย์ด้านทิศตะวันออก โดยกรมศิลปากรอนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุญสุขใจ สงขลา เป็นผู้ดำเนินการ และในครั้งนี้ได้ทำการลงรักปิดทองพระเงินใหม่ทั้งองค์ด้วย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: