Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 พฤศจิกายน, 2560, 16:42:18

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ถ้ำเบื้องแบบ  (อ่าน 2747 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 24 กรกฎาคม, 2554, 12:49:21 »

ถ้ำเบื้องแบบ

ข้อมูลจาก  สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
ถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ๘๐๐๐๐ โทร. ๐-๗๕๓๒๔-๔๗๙ admin@fad14.go.th




ที่ตั้ง

หมู่ที่๓ บ้านเบื้องแบบ ตำบลบ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พิกัดแผนที่

เส้นรุ้ง ๐๘ องศา ๕๔ ลิปดา ๑๕ ฟิลิปดา เหนือ เส้นแวง ๙๘ องศา ๕๙ ลิปดา ๑๕ ฟิลิปดา ตะวันออก

เส้นทางเข้าสู่แหล่ง
         
ไปตามแผ่นดินทางหลวงหมายเลข ๔๐๑ แยกออกมาตามถนนลูกรังทาวด้านทิศใต้ตรงข้ามกับถนนเข้าตัวอำเภอคีรีรัฐนิคมโดยระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ถึงบริเวณที่ตั้งของสำนักสงฆ์ถ้ำเบื้องแบบก็จะถึงตัวแหล่งฯ

สภาพทางภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
         
เป็นถ้ำและเพิงผาในภูเขาหินปูนลูกโดด สูงประมาณ ๕๐ เมตร ล้อมรอบด้วยที่ราบซึ่งเป็นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของชุมชน ได้แก่ ยางพารา กล้วย เงาะ สะตอ กาแฟ มันสำปะหลัง มีสำนักสงฆ์ และบ้านเรือนราษฎร แหล่งโบราณคดีอยู่ห่างจากคลองมะเลาะ ๑๒๖.๕ เมตร คลองมะเลาะมีต้นน้ำมาจากภูเขาน้ำราด ไหลคดเคี้ยวไปบรรจบกับแม่น้ำพุมดวง แม่น้ำพุมดวงไหลไปรวมกับแม่น้ำตาปี ออกสู่อ่าวไทยที่ปากน้ำบ้านดอน สุราษฎร์ธานี โพรงถ้ำและเพิงผาที่พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ มี ๓ ตำแหน่งคือ ถ้ำบน (ถ้ำเบื้องแบบ ๑ ) เป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่ที่สุด จากหลังคาถ้ำมีช่องแสงสูงจากระดับพื้นดินล่าง ๑๒ เมตร ถ้ำล่าง (ถ้ำเบื้องแบบ ๒ ) เป็นเพิงผากึ่งโพรงถ้ำ สูงจากระดับพื้นดินล่าง ๑.๘๐ เมตร ถ้ำหลังเขา (ถ้ำเบื้องแบบ ๓ ) เป็นเพิงผาเพดานต่ำ สูงจากระดับพื้นดินล่าง ๑๕ เมตร
         
เมื่อพิจารณาลักษณะที่ตั้งของตัวแหล่งจะเห็นได้ว่า มีลักษณะที่เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของกลุ่มชนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมเกษตรกรรม มีการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ทำเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องจักสาน รวมทั้งมีประเพณีการฝังศพ โดยนิยมใส่อาหารและสิ่งของสงไปในลุ่มฝังศพ

แหล่งน้ำ
         
คลองมะเลาะมีต้นน้ำมาจากภูเขาน้ำราด ไหลคดเคี้ยวไปบรรจบกับแม่น้ำพุมดวง แม่น้ำพุมดวงไหลไปรวมกับแม่น้ำตาปี ออกสู่อ่าวไทยที่ปากน้ำบ้านดอน สุราษฎร์ธานี

ประวัติความเป็นมา
         
ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ กองโบราณคดี กรมศิลปากร มอบหมายให้นายธราพงศ์ ศรีสุชาติ เป็นหัวหน้าโครงการโบราณคดีเชี่ยวหลาน ดำเนินการสำรวจและขุดค้นทางวิชาการตามแผนงานแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมในส่วนของงานขุดค้นแหล่งโบราณคดีในพื้นที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อน และเริ่มดำเนินการขุดค้นที่ถ้ำเบื้องแบบตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๒๕ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๒๕ และวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๒๖ กำหนดรหัสเรียกแหล่งโดยรวมว่า KRR'82 และ KRR'83 และเรียกรหัสแหล่งดังนี้
               
๑.บ.บ. ๑ หรือ B.B.1 หมายถึงถ้ำเบื้องแบบ ๑ หรือถ้ำใหญ่(ถ้ำสูง) ถ้ำนี้ประกอบด้วยซอกโพรงปากทางขึ้นถ้ำบริเวณ (ซ้าย ๒ ขวา ๑) มีห้องโถงใหญ่ทับถมด้วยดิน มีช่องแสงขนาดใหญ่ตอนบน ซอกชั้นใกล้เพดานถ้ำทะลุออกสู่ช่องแสงอีกด้านหนึ่งของภูเขาและยอดเขา ลักษณะเป็นถ้ำแห้ง มีน้ำรั่วเข้าถ้ำได้ทางช่องแสงเฉพาะช่วงฝนตกเท่านั้น ทางขึ้นถ้ำนี้มี ๒ ทางคือทางด้านหน้าต้องปีนป่ายแง่หินลาดชัน ๕๗ องศา สูง ๘.๕๗ เมตร ส่วนทางด้านหลังนั้นก็สามารถปีนป่ายภูเขาขึ้นมาได้แล้วไต่แง่หินลงมาจากทางช่องแสงสูงประมาณ ๙ เมตร ถ้ำแห่งนี้มีการขุดค้น ๔ ตำแหน่งคือ
                   
๑.๑ หลุม T-I อยู่บริเวณใกล้หลืบกลางถ้ำ อยู่ทางทิศตะวันตกของกลางถ้ำ ขนาด ๒ x ๒ เมตร                   
๑.๒ หลุมขุดค้น HALL-I พื้นที่ขุดค้น ๘.๘๔ ตารางเมตร เป็นการขุดหลุมขยายในพื้นที่ค่อนไปทางผนังด้านตะวันออกเฉียงใต้ของ หลุม T-I                   
๑.๓ หลุมขุดค้น HALL-II พื้นที่ขุดค้น ๒๖.๒๒ ตารางเมตร เป็นการขุดหลุมขยายในพื้นที่ค่อนไปทางผนังทิศตะวันตกฉียงใต้ ของ หลุม T-I                   
๑.๔ หลุม TP-I อยู่บริเวณซอกปากทางขึ้นถ้ำด้านซ้าย ขนาด ๑ x ๑ เมตร
               
๒.บ.บ. ๒ หรือ B.B.2 หมายถึงถ้ำเบื้องแบบ ๒ หรือถ้ำล่าง(ถ้ำพระ) อยู่บนเขาหินปูนลูกเดียวกันกับถ้ำแรก แต่เยื้องไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๒๘.๗๐ เมตร ประกอบด้วยเพิงผากึ่งโพรงถ้ำ ต่อกันไปเป็นแนวโค้ง โดยมีปากโพรงเปิดสูงรูปโดมกว้างตลอดแนวเหมือนอุโมงค์ถึงบริเวณตอนใน มีซอกหลืบเล็กๆทางด้านขวา และมีห้องเพดานต่ำในหลืบทางด้านซ้าย มีลักษณะเป็นถ้ำแห้ง ทางขึ้นถ้ำนี้มี ๒ ทางอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ ความลาดชัน ๓๐-๔๕ องศา ความสูงประมาณ ๑.๘๐ เมตร ถ้ำแห่งนี้การขุดค้น ๓ ตำแหน่งคือ

                   
๒.๑ หลุม ST-I อยู่บริเวณเพิงผาเพิงนอกด้านซ้ายใกล้ผนังทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ๒ x ๒ เมตรและขุดหลุม II ST-I เป็นหลุมขยายต่อไปตามแนวผนังในรัศมี ๑.๔๕เมตร
                   
๒.๒ หลุม ST-II อยู่บริเวณแนวผนังด้านซ้ายทอดจากปากโพรงเปิดสู่โพรงมืดตอนใน ขนาด ๒ x ๔ เมตร และขุดหลุม II ST-II เป็นหลุมขยายต่อไปตามแนวผนังในรัศมี ๑ เมตร
                   
๒.๓ หลุม CB-I อยู่บริเวณโพรงถ้ำตอนในต่อจากแนวผนังด้านขวา ขนาด ๒ x ๒ เมตร และขุดหลุม หลุมขยายต่อไปตามแนวผนังในรัศมี ๑ เมตร

               
๓.บ.บ. ๓ หรือ B.B.3 หมายถึงถ้ำเบื้องแบบ ๓ หรือถ้ำผี อยู่บนภูเขาลูกเดียวกัยกับสองถ้ำแรก แต่อยู่อีกด้านหนึ่งของภูเขาตรงข้ามกันกับถ้ำเบื้องแบบ ๑ มีลักษณะเป็นช่องโพรงถ้ำเปิด ปากทางเข้าถ้ำเป็นเพองผา มีเพดานต่ำก่อนเข้าถึงโพรงถ้ำ มีแสงสว่างส่องถึงเฉพาะเพิงตอนหน้าและปากทางเข้า พื้นถ้ำส่วนใหญ่เป็นหินมีดินคลุมบางๆตั้งแต่ ๕ - ๕๐ เซนติเมตร ม่ทางขึ้นถ้ำ ๒ ทางคือ เดินจากถ้ำเบื้องแบบ ๒ เลียบเขาด้านซ้ายมือจนถึงระดับความสูง ๑๕ เมตร หรือจากถ้ำเบื้องแบบ ๑ ลอดช่องแสงใกล้เพดานเดินลงหลังเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในระยะทาง ๖๐ เมตร ในถ้ำแห่งนี้ได้วางผังตารางกริดขนาด ๑ x ๑ เมตร จำนวน ๒๙ ตาราง คลุมพื้นที่ซึ่งเป็นบริเวณซอกโพรงถ้ำและเพดานถ้ำ และดำเนินการขุดค้นได้ทั้งสิ้น ๑๘ หลุม ระดับความลึก ๕-๕๐ เซนติเมตร หลุมที่ได้ดำเนินการขุดค้นคือ Q1, Q2, Q3, Q4, Q5, Q9, Q11, Q12, Q17, Q18, Q22, Q23, Q24, Q25, Q26, Q27, Q28, Q29
               
๔.บ.บ. ๔ หรือ B.B.4 หมายถึงถ้ำเบื้องแบบ ๔ หรือถ้ำรู(ถ้ำเหว) ไม่ได้ดำเนินการขุดค้น
               
โครงการโบราณคดีประเทศไทย(ภาคใต้) กองโบราณคดี กรมศิลปากร สำรวจอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๙ โดยนิติ แสงวัณณ์ และคณะ (ดูรายงานสำรวจฉบับที่ ๒๒/๒๕๒๙)



หลักฐานทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปกรรม

         
๑.ถ้ำเบื้องแบบ ๑

          หลักฐานที่พบในชั้นรบกวน ได้แก่ เศษหินปูน ซากใบไม้ รากพืช มูลค้างคาว กระดูกค้างคาว สะเก็ดเครื่องมือหิน
          หลักฐานที่พบในชั้นที่อยู่อาศัยสมัยโบราณ ได้แก่
               
๑.๑ กระดูกและฟันสัตว์ เช่นหมูป่า อ้น กวาง เต่า ตะพาบ นกปูนาพันธุ์ Somanniathelphusa dugasti (Rathburn ๑๙๐๒)
               
๑.๒ เปลือกหอยได้แก่
                   
หอยบก               พันธุ์ Cyclophorus sp. (หอยขมหรือหอยมัน)         
หอยทะเล            หอยแครง                   
หอยน้ำจืด           พันธุ์ Pila sp. (หอยโข่ง)                                               
พันธุ์ Filopaludina sp. (หอยขม)                                               
พันธุ์ Brotia sp. (หอยโหล้หรือหอยจุ๊บแจง)                                               
พันธุ์ Pseudodon sp. (หอยคล้าหรือหอยกาบ)                                               
พันธุ์ Hyriopsis (Limnoscapha) myersiana (LEA ๑๘๕๖) (หอยหอนหรือหอย กาบมุก)                   
หอยน้ำกร่อย       พันธุ์ Nerita lineata

               
๑.๓ เมล็ดพืชป่าบางชนิด
               
๑.๔ กระดูกมนุษย์เช่น กะโหลกศีรษะ กระดูกขากรรไกร กระดูกท่อนขา กระดูกนิ้ว
               
๑.๕ เศษภาชนะดินเผาพบเศษภาชนะดินเผาเนื้อดิน เนื้อหยาบมีเม็ดควอตซ์ผสมมาก ปั้นแล้วเผาไฟอุณหภูมิประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ องศาเซลเซียส ตกแต่งผิวด้วยลายเชือกทาบ รูปทรงเป็นภาชนะก้นกลม หม้อมีสัน ชามมีสัน ภาชนะทรงจอกปากผาย ภาชนะทรงพาน หม่อสามขา แท่นรองหม้อ แท่นพิงรูปเขาสัตว์ ลูกกระสุนดินเผา
               
๑.๖.เครื่องมือหินและเครื่องมือสะเก็ดหิน วัสดุที่ใช้ได้แก่ หินภูเขาไฟ หินบะซอลต์ หินไรโอไลต์ หินแอนดีไซท์ หินทราย หินควอตไซท์ หินอ่อน แร่ประกอบหินตระกูลควอตซ์ หินดินดาน ลักษณะของเครื่องมือหินที่พบได้แก่

                   เครื่องมือหินกะเทาะ มีทั้งชนิดกะเทาะด้านดียว กะเทาะสองด้าน กะเทาะรอบตัว
                   ขวานหินขัดขนาดใหญ่ชนิดขวานยาว
                   ค้อนและทั่ง

                   
ลักษณะของการใช้งานของเครื่องมือที่พบสามารถ จำแนกได้ดังนี้
                   
- เครื่องมือสับตัด (Chopper - Chopping tools)         
- เครื่องมือสำหรับถางหรือรานกิ่งไม้ (Handaxe)                   
- เครื่องมือสำหรับขูดหรือแล่ (Scraper)                   
- เครื่องมือสำหรับเฉือนหรือเชือด (Blade Knife, Adxe - Axe Blade)                   
- เครื่องมือปลายแหลมสำหรับใช้ขุดดิน (Pick, Point)                   
- เครื่องมือปลายแหลมสำหรับงานเจาะ หรือแกะสลัก (Awl, Burim, Graver, Chisel)
         


๒.ถ้ำเบื้องแบบ ๒
         
หลักฐานที่พบในชั้นรบกวน ได้แก่ เศษหินปูน ซากใบไม้ รากพืช มูลค้างคาว กระดูกค้างคาว พระพุทธรูปสำริดขนาดเล็ก เงินเหรียญ เถ้าถ่านจากธูปเทียน เศษภาชนะดินเผาแบบเคลือบ เครื่องมือหิน ชื้นส่วนกระดูกสัตว์ เปลือกหอย เมล็ดพืช เศษแก้ว เครื่องมือเหล็ก
         
หลักฐานที่พบในชั้นที่อยู่อาศัยสมัยโบราณ ได้แก่

               ๒.๑ กระดูกและฟันสัตว์ ส่วนใหญ่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
               ๒.๒ เปลือกหอยได้แก่หอยบก หอยน้ำจืด หอยทะเล
               ๒.๓ เมล็ดพืชป่าบางชนิด
               ๒.๔ เศษภาชนะดินเผาพบเศษภาชนะดินเผาเนื้อดิน เนื้อหยาบมีเม็ดควอตซ์ผสมมาก ปั้นแล้วเผาไฟอุณหภูมิประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ องศาเซลเซียส ตกแต่งผิวด้วยลายเชือกทาบ รูปทรงเป็นภาชนะก้นกลม หม้อมีสัน ชามมีสัน ภาชนะทรงจอกปากผาย ภาชนะทรงพาน หม่อสามขา แท่นรองหม้อ แท่นพิงรูปเขาสัตว์ ลูกกระสุนดินเผา แต่พบจำนวนน้อยกว่าในถ้ำเบื้องแบบ ๑
               ๒.๕ พบมากหลุม CB-I โดยลักษระของเครื่องมือหินที่พบเหมือนกับที่พบในถ้ำเบื้องแบบ ๑ แต่จำนวนมากกว่า และมีหลายแบบมากกว่า นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือหินลักษณะพิเศษคือหินทุบเปลือก(Bark Cloth Beater)ไม้สำหรับทำผ้าเปลือกไม้ จำนวน ๑ ชิ้นด้วย
         
๓.ถ้ำเบื้องแบบ ๓

หลักฐานที่พบในชั้นรบกวนได้แก่ เศษหินปูน ซากใบไม้ รากพืช
หลักฐานที่พบในชั้นที่อยู่อาศัยสมัยโบราณ ได้แก่

               ๓.๑ กระดุกสัตว์
               ๓.๒ เปลือกหอย
               ๓.๓ เครื่องมือหินกะเทาะ เครื่องมือสะเก็ดหิน แผ่นหินลับ ขวานหินขัด
               ๓.๔ เศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ

การวิเคราะห์หลักฐาน
           
ถ้ำเบื้องแบบมีสภาพเหมาะสมต่อการใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งรู้จักนำหินมากะเทาะและขัดแต่งเป็นเครื่องมือ โดยใช้เครื่องมือหินกะเทาะและเครื่องมือหินขัดควบคู่กันไป รู้จักทำภาชนะดินเผาเพื่อหุงหาอาหารและใส่อาหาร ภาชนะมีลักษณะและรูปร่างที่เหมาะกับประโยชน์ใช้สอย รู้จักทำผ้าขึ้นใช้เองโดยทำจากเปลือกไม้ ยังไม่พบหลักฐานการเกษตรกรรม จึงน่าจะดำรงชีวิตด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์ ตามสภาพแวดล้อมที่อำนวย รู้จักการขัดแต่งหินเป็นเครื่องประดับ อาจมีประเพณีการฝังศพเฉพาะส่วนหรือการฝังครั้งที่ ๒ มีการติดต่อกับชุมชนใกล้ฝั่งทะเล

การกำหนดอายุ
         
กำหนดอายุจากตัวอย่างถ่าน กระดูกสัตว์ และกระดูกมนุษย์ ด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอน โดยกองเคมี สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ กรุงเทพมหานครกำหนดอายุประมาณ ๔,๗๕๐ + ๒๑๐ ถึง ๖,๕๑๐ + ๓๖๐ ปี

การประกาศขึ้นทะเบียน
         
ยังไม่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน

ประวัติการอนุรักษ์ 
       
๒๕๒๕     กองโบราณคดี กรมศิลปากร มอบหมายให้นายธราพงศ์ ศรีสุชาติ เป็นหัวหน้าโครงการโบราณคดีเชี่ยวหลาน ดำเนินการสำรวจและขุดค้น ทางวิชาการตามแผนงานแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในส่วนของงานขุดค้นแหล่งโบราณคดีในพื้นที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อน           
๒๕๒๙     โครงการโบราณคดีประเทศไทย(ภาคใต้) กองโบราณคดีดำเนินการสำรวจ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: