Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 พฤศจิกายน, 2560, 16:41:36

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระธาตุศรีสุราษฎร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  (อ่าน 3955 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 24 กรกฎาคม, 2554, 00:00:00 »

พระธาตุศรีสุราษฎร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ - เขาท่าเพชร

ขอบคุณข้อมูลจาก


: ชมรมลูกหลานแต้จิ๋วจังหวัดสุราษฎร์ธานี 
: หนังสือพระธาตุศรีสุราษฎร์ ศรีสง่าแห่งเมืองคนดี




ภาพประกอบจาก http://www.siamfreestyle.com


พระธาตุศรีสุราษฎร์ ถือว่าเป็นปูชนียสถานองค์แรก ที่ชาวบ้านดอนได้ร่วมแรงร่วมใจจัดสร้างขึ้น เพื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง องค์พระธาตุตั้งอยู่บนยอดเขาท่าเพชร เขาใหญ่ที่มองเห็นจากตัวเมืองบ้านดอนได้อย่างชัดเจน เขาท่าเพชรนี้เป็นผืนป่าแห่งเดียวที่อยู่ใกล้ตัวเมือง เป็นพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของสถานีพัฒนาและส่งเสริมอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาท่าเพชร ห่างจากตัวเมือง 6 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสายสุราษฎร์ธานี-บ้านนาสาร จากถนนใหญ่มีทางแยกด้านซ้ายมือ สู่ที่ทำการอีก 1.5 กิโลเมตร

สถานีพัฒนาฯ มีเนื้อที่ 2,906 ไร่ สูงจากระดับน้ำทะเล 210 เมตร ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2508 โดยใช้ชื่อวนอุทยานเขาท่าเพชร ต่อมากองอนุรักษ์สัตว์ป่าได้ประกาศจัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ ป่า เมื่อ พ.ศ. 2519 ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาท่าเพชร ภายในสถานีพัฒนาฯ เป็นป่าแบบป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ มีไม้ตะเคียนทราย ไม้คอแลน กระบก หวายแดง รอบบริเวณร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่มากมาย และยังสามารถพบสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานี อาทิ กระจง หมูป่า นกปรอด นกกระจิบกินปลี นกกระจิบเล็ก บนยอดเขาสามารถชมทิวทัศน์ตัวเมืองสุราษฎร์ได้โดยรอบ


ประวัติ พระธาตุศรีสุราษฎร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์



ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ในปี พ.ศ.2499 ชุมชนบ้านดอนยังมีขนาดเล็กกว่านี้มาก เมืองบ้านดอนพัฒนาขึ้นจากริมแม่น้ำตาปี ในวงโอบของคูเมืองคือตั้งแต่บริเวณสถานีดับเพลิงไปถึงตลาดล่างในปัจจุบัน โดยมีถนนหน้าเมือง เชื่อมระหว่างวัดไตรธรรมาราม( วัดสามหม้าย )กับวัดพัฒนาราม ( วัดหลวงพ่อพัฒน์ )อยู่ด้านหลังของเมือง ย่านธุรกิจการค้าในยุคนั้นเกิดขึ้นภายในบริเวณนี้ บ้านดอนอยู่ในทำเลที่ดีมากมีสายน้ำใหญ่อยู่ข้างหน้า มีเขาสูงค้ำกำบังอยู่ข้างหลัง แม้จะอยู่ติดแม่น้ำ น้ำก็ท่วมไม่ถึง มีคลองเล็กคลองน้อยมากมาย การเดินทางสะดวก ผู้คนกินดีอยู่ดี สงบสุข สมนามพระราชทานสุราษฎร์ธานี เมืองแห่งคนดี

ในเวลานั้นบ้านดอนยังไม่มีปูชนียสถาน หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง จะมีก็เพียงวัดวาอารามเพื่อประกอบกิจทางศาสนา ซึ่งก็มีอยู่หลายวัดกระจายอยู่ทั่วไปทั้งนอกเมืองและในเมือง จึงเริ่มมีการคิดถึงสถานที่ที่จะเป็นศูนย์รวมใจ ที่ชาวบ้านดอนได้มีส่วนร่วมกันสร้างขึ้น จุดเริ่มต้นของการนี้เกิดขึ้นที่ร้านกาแฟเย็นเย็นใกล้สี่แยกไปรษณีย์ ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น มีสมาชิกร้านกาแฟนี้ 5 คนประกอบด้วย

นายวิวัฒน์ จันทราพร           ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช
นายสง่า เบ็ญจพันธ์             ชาวจังหวัดชัยภูมิ
นายเผียน ศุขวิทย์               ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี
นายทองเย็น วรพล             ชาวกรุงเทพฯ
นายผวน แก้วสว่าง             ชาวจังหวัดเพชรบุรี

ทั้งหมดเป็นพ่อค้าที่ทำมาค้าขายอยู่ที่บ้านดอนมีฐานะปานกลาง มีความคิดเริ่มต้นกันว่า ผู้ที่เกิดทันปี พ.ศ.2500 ซึ่งถือว่าเป็นปีกึ่งพุทธกาล น่าจะทำอะไรเป็นที่ระลึกให้แก่แผ่นดิน และบ้านเมือง จากนั้นก็สรุปกันได้ว่าจะหาซื้อเป็นเจดีย์สำเร็จรูป และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุ ตั้งอยู่ในที่ที่เหมาะสมแก่การสักการะบูชา และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เหมือนที่มีในจังหวัดอื่นแต่ขณะนั้นบ้านดอนยังไม่มี เมื่อได้สำรวจหาสถานที่ก่อสร้างมาหลายแห่งในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะจัดสร้าง ที่เขาท่าเพชร ซึ่งในระยะแรกนั้นกำหนดไว้ที่เชิงเขาท่าเพชร เป็นที่ตั้งเจดีย์เพราะอยู่ใกล้ตลาดบ้านดอน และอยู่ติดกับวัดนิคมธรรมมาราม ในการดำนินการช่วงแรกนั้นมีปัญหาอุปสรรคมาก ทั้งการจัดหาพระบรมสารีริกธาตุ การจัดเตรียมสถานที่ และการจัดการทุนดำเนินการ แต่คณะผู้เริ่มต้นที่เหลืออยู่คือนายวิวัฒน์ จันทราพร นายสง่า เบ็ญจพันธ์ ก็ไม่ได้ท้อถอย แม้ว่าจะต้องหยุดโครงการไประยะหนึ่ง

เมื่อนายรัศมี นามวงศ์ ย้ายมาเป็นป่าไม้เขต จังหวัดสุราษฎร์ธานี และรู้เรื่องโครงการนี้ก็เห็นดีด้วย สนับสนุนนายวิวัฒน์ จันทราพรกับนายสง่า เบ็ญจพันธ์ ให้เดินหน้าต่อไป พร้อมทั้งได้พิจารณาเห็นว่าเขาท่าเพชรมีสภาพธรรมชาติที่สวยงาม มีภูเขาหลายลูกสลับซับซ้อนและต่อเนื่องกัน บางตอนมีหน้าผาชันเป็นการเสริมให้สวยงามยิ่งขึ้น เมื่อมองจากยอดเขาจะเห็นตัวเมือง ทะเลสาบ (บึงขุนทะเล ) แม่น้ำ ทะเลใหญ่กับหมู่เกาะต่างๆ และภูมิประเทศรอบทิศสุดสายตา เป็นทัศนียภาพที่สวยงาม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องทำเลที่ตั้งองค์พระธาตุที่จะจัดสร้าง จึงได้ติดต่อขออนุญาต ในที่สุดกรมป่าไม้ได้อนุญาตให้ใช้สถานที่ได้ และป่าไม้เขตเองก็ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมมือโดยใกล้ชิด โครงการนี้จึงเริ่มเห็นความชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

โครงการก่อสร้างองค์พระธาตุบนยอดเขาท่าเพชร ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านดอนและใกล้เคียงทุกหมู่เหล่า ทั้งพ่อค้า ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป มีการจัดทอดกฐินที่วัดนิคมธรรมารามเพื่อหาทุนดำเนินการ โดยมีกลุ่มพ่อค้าไม้ให้การสนับสนุน ทั้งโรงเลื่อยจักรไทย ของนายสัมพันธุ์ เชาวนปรีชา โรงเลื่อย ช.วนกิจ ของนายเชวง ศรีสวัสดิ์ จัดเรือลากจูงบรรทุกคนไปถวายผ้ากฐิน ซึ่งได้เงินจากการทอกกฐิน 30,000 บาท นำมาเป็นทุน จากนั้นจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินงาน และจัดการทุนทรัพย์ การทำงานเริ่มขึ้นด้วยการตัดทางขึ้นเขาท่าเพชร ซึ่งต้องผ่านที่ดินของชาวบ้านหลายราย แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของที่ดินเป็นอย่างดี อุทิศให้โดยไม่คิดมูลค่าและด้วยความเต็มใจ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากนายเรือง รัตนจันทร์ ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองขุนทะเล นำรถแทรคเตอร์ช่วยบุกเบิกทางขึ้นเขา กระทั่งเป็นทางให้รถยนต์ขึ้นถึงยอดเขาได้สำเร็จ ภายในปีนั้นเอง โดยไม่ต้องเสียค่าจ้างใดๆ เมื่อสร้างเสร็จแล้วคณะกรรมการได้ตั้งชื่อถนนสายนี้ว่า ถนนเรืองรัศมี 1 และตั้งชื่อทางโค้ง 5 แห่งบนทางสายนี้ว่า โค้งประสาทสุข โค้งกาฬแก้ว โค้งนามวงศ์ โค้งจันทราพร และโค้งเบญจพันธ์ เพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญในการจัดสร้างปูชนียสถานแห่งนี้

เมื่อเริ่มวางแผนการสร้าง แบบร่างขององค์พระธาตุนั้น จะสร้างเป็นเจดีย์สูง 14 วา 2 ศอก ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 5 วา ด้านล่างเป็นโบสถ์ให้ประชาชนเข้าไปนมัสการได้ เป็นแบบที่ใหญ่โตโดดเด่น จึงได้ติดต่อไปยังกรมศิลปากรให้ออกแบบให้ ทางกรมศิลปากรก็ออกแบบและสร้างเจดีย์จำลองขึ้นมาองค์หนึ่ง เป็นเจดีย์ในรูปแแบบที่ผสมผสานศิลปะศรีวิชัยและรัตนโกสินทร์ มีรูปทรงสวยงามมากแต่ต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างมากมาย เกินวงเงินที่เตรียมไว้มาก จึงต้องมาคิดกันใหม่และสรุปว่าคงต้องสร้างเจดีย์ขนาดเล็กไปก่อน ส่วนในอนาคตก็คงต้องฝากไว้กับคนรุ่นหลังได้สร้างสรรค์ และพัฒนาต่อไป เมื่อตกลงใจอย่างนี้แล้วคณะกรรมการจึงได้มอบหมายให้นายเชื้อ กาฬแก้ว ปรับปรุงแบบและเขียนแปลนก่อสร้างขึ้นใหม่ ได้เป็นพระเจดีย์ลักษณะรูปเทียนทรงกลมเสาหลักไชย สูง 12.50 เมตร ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เสาหลักไชยพระเจดีย์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 เวลา 08.30 น.ถือเป็นฤกษ์ลงมือสร้างตั้งแต่นั้นมา ในการนี้ได้มีผู้มอบพระครื่องเพื่อนำมาบรรจุในฐานพระเจดีย์จำนวนหนึ่งด้วย

พระธาตุเจดีย์บนยอดเขาท่าเพชรองค์นี้ สร้างเสร็จเรียบร้อยในปีถัดมา และได้ทำพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในวันที่ 2 มิถุนายน 2501 เวลา 10.05 น. ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุไว้นี้ เป็นพระบรมสารีริกธาตุที่คณะผู้ริเริ่มได้รับมอบจากท่านมหาเจริญ และท่านเจ้าคุณอรรถทัสสี วัดชีโพน อำเภอผักไห่ เจ้าคณะจังหวัดฯอยุธยา ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่วัดไทร และได้รับมอบจาก พลโทถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ผ่านนายโชติ วิชัยดิษฐ์ ผู้แทนราษฎรในขณะนั้นอีกหนึ่งองค์ นอกนั้นยังได้รับจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งพระภิกษุ ทั้งประชาชนมอบพระธาตุของพระสาวกเพิ่มเติมอีก 16 องค์ โดยบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 2 องค์ในโถผอบทองคำ  บรรจุพระธาตุของพระสาวก 16 องค์ ในโถผอบนาค วางซ้อนในผอบเงิน ผอบแก้ว และผอบทองเหลืองชนิดมีเกลียว พร้อมทั้งปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ คู่กับองค์พระธาตุด้วย และเรียกขานพระธาตุองค์นี้ว่า " พระธาตุศรีสุราษฎร์ " เป็นปูชนียสถานแห่งแรกที่เกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้านดอน เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสุราษฎร์ธานี และถือเป็นพุทธบูชาในวาระกึ่งพุทธกาล นับเป็นความสำเร็จสมดังเจตนาของผู้ริเริ่ม และผู้ร่วมสนับสนุนทุกประการ

ปี 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสภาคใต้โดยทางรถไฟ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นครั้งแรก ในระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม 2502 หลังจากเยี่ยนเยียนราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จที่หน้าศาลากลางจังหวัดแล้ว ในเวลาประมาณ 14.00 น.ของวันที่ 27 มีนาคม 2502 ก็ได้ทรงเสด็จฯ ขึ้นไปนมัสการพระธาตุศรีสุราษฎร์ ทรงลงพระปรมาภิไธยไว้บนแผ่นศิลา และทรงปลูกต้นพะยอมไว้ที่ลานพระเจดีย์ พระองค์ละ 1 ต้น แล้วเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรทิวทัศน์บนพลับพลาที่ประทับ ทรงกล้องส่องทางไกล และทรงกล้องถ่ายภาพ ในการนี้ได้ตรัสชมความริเริ่ม ความร่มรื่น ความเหมาะสมของสถานที่ ล้นเกล้าทั้งสองทรงประทับอยู่ถึง 3 ชั่วโมงจนเลยเวลาในหมายกำหนดการ จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ต่อมาได้มีคณะกรรมการได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมรา ชานุญาตให้พระธาตุศรีสุราษฎร์ได้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์เพื่อเป็นสิริมงคล และต่อมาก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามคำขอพร้อมกับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นเงินหนึ่งหมื่นบาท เพื่อเป็นทุนในการก่อสร้างตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการที่ 1399/2508 ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2508 ทั้งนี้เหล่าผู้เกี่ยวข้องรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้น พ้น พระธาตุศรีสุราษฎร์ จึงได้มีคำเติมท้ายเป็นสิริมงคลยิ่งว่า “พระธาตุศรีสุราษฎร์ในพระบรมราชูปถัมภ์” เป็นต้นมา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: