Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 ตุลาคม, 2557, 04:30:20

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทานตะวัน  (อ่าน 1698 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« เมื่อ: 03 กรกฎาคม, 2554, 14:47:27 »



ทานตะวัน







เทพนิยายกรีกมีเล่ากำเนิดของทานตะวันว่า นางไม้ชื่อ Clytie ได้ตกหลุมรักสุริยเทพ Apollo แต่รักของนางมิได้รับการตอบสนอง นางจึงตั้งหน้าทอดสายตาจ้องดูเทพบุตรสุดที่รักของนางตั้งแต่วินาทีแรกที่ Apollo ปรากฏ จนกระทั่งองค์เทพตกลับขอบฟ้า การชะเง้อเพ้อคอยทั้งวันและทุกวันเช่นนี้ ได้ทำให้ร่างของนางกลายสภาพเป็นต้นทานตะวันในที่สุด โดยใบหน้ากลมกลายเป็นดอก และผมสีทองกลายเป็นกลีบสีเหลือง เมื่อตำนานเรื่องเล่าเป็นเช่นนี้ Malthias de Lobd Dodoens จึงได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของทานตะวันว่า Helianthus ซึ่งเป็นคำที่ได้จากการสนธิคำ helios ในภาษากรีกซึ่งแปลว่า ดวงอาทิตย์ กับคำ anthos ซึ่งแปลว่า ดอกไม้ ดังนั้น Helianthus จึงแปลว่า ดอกไม้แห่งดวงอาทิตย์ หรือ ทานตะวันนั่นเอง

เมื่อ 400 ปีก่อน นักประวัติศาสตร์ชื่อ Rembert Dodoens ได้เคยศึกษาค้นหาที่มาของทานตะวันจนทำให้รู้ว่า ทานตะวันเป็นพืชท้องถิ่นของทวีปอเมริกากลางและใต้ที่ชาวพื้นเมืองนิยมปลูกและใช้เมล็ดเป็นยาสมุนไพรมานานแล้ว การขุดพบซากแห้งของทานตะวันในบริเวณลุ่มน้ำมิสซิสซิปปีในแอริโซนาและนิวเม็กซิโก แสดงให้นักมานุษยวิทยารู้ว่าชาวอินเดียนแดงในทวีปอเมริกาเหนือเทิดทูน และยกย่องทานตะวันว่าเป็นดอกไม้แห่งสุริยเทพที่ศักดิ์สิทธิ์ คนเผ่านี้จึงนิยมใช้ดอกทานตะวันตกแต่งเรือนผมของสาวพรหมจารี

ประวัติศาสตร์ยังได้จารึกอีกว่าในปี 2124 นายพล Caravel คือ บุคคลแรกที่นำทานตะวันจากเปรูและเม็กซิโกไปปลูกในยุโรป ทำให้ชาวยุโรปนิยมชมชอบดอกทานตะวันมากเพราะดูสวยสง่าและให้ดอกดก แม้แต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสก็ทรงโปรดทานตะวันจนถึงกับสร้างสวนทานตะวันส่วนพระองค์ เพราะทรงเห็นว่า เวลาทานตะวันทั้งทุ่งบานดอกทุกดอกจะหันดอกหาพระองค์เสมือนถวายความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อ Oscar Wild จัดตั้งสมาคม Aesthetic Movement ที่ลอนดอน เขาก็ใช้ดอกทานตะวันเป็นสัญลักษณ์ของสมาคม ความสดใสอย่างมีชีวิตชีวาของดอกทานตะวัน ทำให้ฟินเซนต์ ฟาน ก๊อก จิตรกรชาวดัตซ์ชื่นชมมาก จนถึงกับวาดภาพดอกทานตะวันในแจกันไว้หลายภาพ และภาพเหล่านี้ได้ทำให้ ฟาน ก๊อก และทานตะวันเป็นของคู่กันมาจนกระทั่งวันนี้










ทานตะวัน
เป็นพืชล้มลุกในวงศ์ Compositae เช่นเดียวกับรักเร่ ดาวเรือง และบานชื่น ลำต้นตรง สูงตั้งแต่ 0.5-5 เมตร ตามลำต้นมีขนเล็กๆ ปกคลุมลำต้นที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 1-5 เซนติเมตร ในเบื้องต้นของการเจริญเติบโต ลำต้นจะอมน้ำได้มากจึงทำให้หักง่าย แต่เมื่อทานตะวันอายุมากขึ้น ลำต้นจะแข็งแกร่งและไม่เปราะอีกต่อไป ถึงกระนั้นลำต้นก็สามารถบิดตัวหันดอกให้เผชิญหน้าดวงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา และเมื่อดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าแล้ว ลำต้นก็จะบิดตัวกลับตรงอีกครั้งหนึ่ง ใบของทานตะวันมีสีเขียว รูปหัวใจ มีความยาวตั้งแต่ 10-15 เซนติเมตร ทานตะวันหนึ่งต้นอาจมีใบได้ตั้งแต่ 8-70 ใบ โดยมันจะแตกใบเป็นคู่ในทิศที่ทำมุม 90 องศากับคู่ที่แตกใบก่อน การสลับทิศของใบเช่นนี้ก็เพื่อให้ใบทุกใบมีโอกาสรับแสงอาทิตย์มากที่สุด การแตกใบจะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งดอกเริ่มบานแล้ว การแตกใบก็จะน้อยลงๆ รากของทานตะวันเป็นรากแก้วที่สามารถหยั่งดินได้ลึกตั้งแต่ 1.5-2.7 เมตร การมีรากแขนงมากมายช่วยให้ทานตะวันมีลำต้นที่สูงและเหยียดตรงได้อย่างมั่นคง

ดินที่เหมาะสำหรับปลูกทานตะวัน คือดินที่มีความเป็นกรด-ด่างในช่วง 5.7-8.0 ถ้าดินที่ใช้ปลูกเป็นดินร่วน เวลาที่เหมาะสำหรับปลูกคือเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน แต่ถ้าดินเป็นดินร่วนปนทราย เวลาที่ดีคือช่วงกลางฤดูฝน ถ้าไร่ทานตะวันมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เป็นเวลาที่เหมาะที่สุด ตามปรกติทานตะวันชอบขึ้นในบริเวณที่ไม่มีน้ำขัง และอากาศมีอุณหภูมิตั้งแต่ 18-25 องศาเซลเซียส ทานตะวันที่ออกในหน้าร้อน ดอกมักมีขนาดต่างๆ กันตามสายพันธุ์ ดอกที่ใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 30 เซนติเมตร ดอกทานตะวันที่สมบูรณ์อาจมีดอกย่อยได้นับพันเรียงรายแน่นบนช่อดอก การเป็นดอกสมบูรณ์ที่มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียในดอกเดียวกัน ทำให้ไม่ต้องอาศัยแมลงในการสืบพันธุ์

ทานตะวันขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดซึ่งตามปกติมีสีต่างๆ กันเช่น ดำ ดำแกมเทา ดำแกมขาว หรือแดงแกมเทา ทานตะวันหนึ่งดอกมีเมล็ดได้ตั้งแต่ 250-1,500 เมล็ด และทุกเมล็ดจะเรียงตัวกันเป็นเกลียวเต็มหน้าดอก เมล็ดมีความยาวตั้งแต่ 7-25 มิลลิเมตรและกว้างตั้งแต่ 4-13 มิลลิเมตรนี้ เป็นสารอาหารที่มีโปรตีนสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนัก

แม้ทานตะวันจะเป็นพืชที่ไม่ต้องการการดูแลใส่ใจมาก แต่ชาวไร่ก็ต้องรดน้ำ ให้ปุ๋ย และกำจัดวัชพืชในไร่เป็นครั้งคราว โดยใช้ยากำจัด alachlor ในสัดส่วน 300-400 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อน้ำ 4 ปิ๊บ แล้วฉีดพ่นที่ใบ ซึ่งจะทำให้ไร่ทานตะวันปลอดวัชพืชได้นานประมาณ 2 เดือน โรคที่คุกคามทานตะวันมากที่สุดคือโรคราสนิมและโรคเหี่ยว ส่วนแมลงศัตรูที่สำคัญคือ แมลงเต่าทอง ซึ่งชอบกัดกินใบทานตะวันเป็นอาหาร แต่ถ้าชาวไร่ฉีดพ่นยา Furadon ที่ลำต้นและใบ ภัยคุกคามจากแมลงเต่าทองก็จะลดความรุนแรงลง


หลังจากที่ดอกทานตะวันบานได้นานประมาณ 1 เดือน กลีบดอกก็จะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล และนั่นเป็นสัญญาณว่ามันพร้อมให้ชาวไร่เก็บเกี่ยวแล้ว ชาวไร่จะตัดดอกนำไปวางผึ่งแดด และจัดเพื่อให้ดอกแห้งสนิท ส่วนลำต้นนั้นนำไปทำกระดาษและเชื้อเพลิง รากนำไปแปลงเป็นแป้ง


ในปี 2259 Arthur Bunyan ได้พบว่าน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดทานตะวันสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังได้ นอกจากคุณประโยชน์นี้แล้ว น้ำมันทานตะวันยังใช้ทำเนยเทียม น้ำสลัด น้ำมันปรุงอาหาร สี และพลาสติก ส่วนกากที่เหลือจากการสกัดน้ำมันก็นำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ และเมื่อนักโภชนาการพบว่าน้ำมันทานตะวันมีกรดไขมันที่สามารถลดโคเลสเทอรอลในร่างกายได้ ผู้คนจึงหันมาบริโภคน้ำมันทานตะวันกันมากจนกลายเป็นน้ำมันพืชที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองรองจากน้ำมันถั่วเหลือง

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั่วโลกมีไร่ทานตะวันประมาณ 2 ล้านไร่ สามารถผลิตน้ำมันทานตะวันได้ประมาณปีละ 1 แสนตัน ปัจจุบันรัสเซียเพียงประเทศเดียวมีไร่ทานตะวัน 32 ล้านไร่ อาร์เจนตินามี 7 ล้านไร่ จึงทำให้โลกสามารถผลิตน้ำมันทานตะวันได้มากถึง 10 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะนี้นักเทคโนโลยีชีวภาพก็กำลังพยายามหาวิธีทำให้ทานตะวันมีดอกใหญ่ขึ้นและเมล็ดทานตะวันมีน้ำหนักมากขึ้นด้วย

เมื่อมีการพบว่า น้ำมันทานตะวันสามารถใช้แทนน้ำมันดีเซลได้แม้ประสิทธิภาพจะต่ำกว่า ทานตะวันจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากชนิดหนึ่ง

การศึกษาศักยภาพของน้ำมันทานตะวันเพื่อนำมาใช้เป็นน้ำมันเครื่องยนต์ได้ ทำให้นักวิชาการ ณ วันนี้รู้ว่า มันให้พลังงานความร้อนน้อยกว่าน้ำมันดีเซล ความหนืดที่สูงทำให้ปฏิกิริยาสันดาปในเครื่องจักรกลที่ใช้น้ำมันทานตะวันเป็นเชื้อเพลิงเกิดขึ้นช้าและไม่สมบูรณ์ ทำให้มีฝุ่นและกากตะกอนที่เกิดจากการสันดาปตกค้างในเครื่องจักร และนั่นก็หมายความว่าเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันทานตะวันเป็นเวลานาน จะทำงานบกพร่องบ่อยขึ้นๆ จนในที่สุดเครื่องยนต์จะชำรุดเพราะถ่านที่ไม่ถูกสันดาปจะผสมกับน้ำมันหล่อลื่นเป็นตะกอนอุดตันท่อทำงาน

ส่วนข้อดีของน้ำมันทานตะวันในฐานะน้ำมันเชื้อเพลิง คือ มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบค่อนข้างน้อย ดังนั้นผลิตผลที่ได้จากการสันดาปเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะมีน้อย มีผลทำให้ความรุนแรงอันเนื่องจากปรากฏการณ์เรือนกระจกน้อยลงด้วย

การตระหนักในข้อจำกัดต่างๆ ของน้ำมันทานตะวันทำให้นักเทคโนโลยีชีวภาพปัจจุบันมุ่งหวังจะพัฒนาน้ำมันทานตะวันให้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้รวดเร็วขึ้นและสมบูรณ์ขึ้น และให้น้ำมันคงสภาพเป็นของเหลวในอากาศเย็น เพื่อให้เจ้าของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทานตะวันเป็นเชื้อเพลิงสามารถขับรถยนต์ได้ในยามอุณหภูมิอากาศลดต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส











ประเทศไทยมีไร่ทานตะวันขนาดใหญ่ที่สระบุรี สระแก้ว กาญจนบุรี ราชบุรี และจันทบุรี รวมเนื้อที่ประมาณ 4 แสนไร่ เก็บเกี่ยวเมล็ดทานตะวันได้โดยเฉลี่ยประมาณ 140 กิโลกรัมต่อไร่ทำรายได้มูลค่า 1,400 บาท จากการลงทุนประมาณ 800 บาทต่อไร่ ปัญหาที่เกษตรกรมักประสบ คือ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทานตะวันจากต่างประเทศมาปลูกด้วยราคาที่ไม่แน่นอน ทำให้รายรับ/รายจ่ายไม่คงที่ ซึ่งหากแก้ไขปัญหานี้ได้ ทานตะวันก็จะเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่ทำเงินเข้าประเทศได้มาก

ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 J.M. Burke แห่งมหาวิทยาลัย Vanderbilt ในสหรัฐอเมริกาและคณะได้รายงานว่า เขาได้ประสบความสำเร็จในการตัดต่อพันธุกรรมทานตะวันโดยการเปลี่ยนแปลงยีนของ Helianthus annus ให้มีภูมิคุ้มกันโรคเน่าเนื่องจากรา S. sclerotiorum ซึ่งตามปรกติราชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในดินแต่สปอร์ของราซึ่งเป็นพาหนะนำเชื้อโรคสามารถลอยไปมาในอากาศได้ ดังนั้นเวลาสปอร์ลอยปะทะดอกทานตะวัน ราจะแพร่กระจายไปทั่วดอก ทำให้ดอกเหี่ยวและใบหุบ จนในที่สุดทานตะวันทั้งต้นก็จะเน่า

Burke ได้วิจัยพบว่า พืชใดก็ตามที่สามารถผลิตเอนไซม์ oxalate oxidase (OxOx) ซึ่งสามารถทำลาย oxalate ได้ แล้วให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับ hydrogen peroxide พืชต้นนั้นจะไม่เป็นโรคเน่า ดังนั้น Burke และคณะจึงตัดต่อยีน โดยการนำยีนใหม่ใส่ในยีนของทานตะวัน เพื่อให้ยีนนี้บังคับยีนทานตะวันให้สร้างเอนไซม์ oxalate oxidase ซึ่งจะทำให้ทานตะวันไม่เป็นโรคเน่าอีกต่อไป

ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม 2547 A.V. Harter แห่งมหาวิทยาลัย Indiana ในสหรัฐอเมริกากับคณะ ได้รายงานประวัติความเป็นมาของการทำเกษตรกรรมทานตะวันในทวีปอเมริกาเหนือว่า การขุดพบซากแห้งของต้นทานตะวันอายุ 4,130 ± 40 ปีที่ San Andres ในเมือง Tabasco ของเม็กซิโกเมื่อปี 2544 และการพบซากทานตะวันอายุ 2,850 ± 85 ปี ที่เมือง Tennessee เมื่อปี 2549 ทำให้ Harter สามารถวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของทานตะวันต่างๆ จนรู้ว่า แหล่งกำเนิดเกษตรกรรมทานตะวันในทวีปอเมริกาเหนือมีหลายแห่ง หาได้เกิดขึ้น ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งแต่เพียงแห่งเดียวแล้วแพร่กระจายสู่ส่วนต่างๆ ของทวีป นอกจากนี้ Harter ยังได้สรุปอีกว่า ทานตะวันที่เกษตรกรโบราณใช้ปลูกนั้น ได้มาจากการผสมพันธุ์ระหว่างทานตะวันป่าที่ขึ้นในบริเวณนั้นๆ ซึ่งข้อมูลนี้ก็ตรงกับประวัติศาสตร์การทำเกษตรกรรมพืชชนิดอื่นในทวีปอื่นว่าได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายๆ สถานที่
สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.



ที่มา  http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9540000074007
บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: