Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 กันยายน, 2561, 12:04:57

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานพญานาค  (อ่าน 45279 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
ak_2528
บุคคลทั่วไป

| |

« เมื่อ: 22 มีนาคม, 2552, 12:20:38 »




ตำนานพญานาค
          นาค หรือ พญานาค งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล นาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้าตำนานความเชื่อเรืองพญานาคมีความเก่าแก่มาก ดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วย สืบค้นได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองูเป็นสัตว์เทวะชนิดหนึ่งในเทพนิยายและตำนานพื้นบ้าน บ้างก็ว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีความเชื่อเรื่องพญานาคแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย โดยเรียกชื่อต่างๆ กันต้นกำเนิดความเชื่อเรื่องพญานาคน่าจะอยู่ที่อินเดีย ด้วยมีนิยายหลายเรื่องเล่าถึงพญานาคโดย เฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะซึ่งถือเป็นปรปักษ์ของพญาครุฑส่วนในตำนานพุทธประวัติเล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนาน เรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงหรือเมืองบาดาลและเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญา นาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้ายรอยของงูขนาดใหญ่และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อ เป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาค จะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดงเกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบาร มีบ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี7สี และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียวแต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียรห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจากพญาเศษนาคราช(อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียรสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะพญานาคนั้นมีทั้งเกิดในน้ำ และบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่าง สวยงาม


พญานาคกับตำนานเมืองหนองคาย
          เหตุที่พระสุกจมน้ำ ที่เวินสุก บ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย มีการเล่าขานถึงความศรัทธาของพญานาคว่า เหล่าพญานาค นั้นเป็นผู้ที่มีความเคารพ และศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก หลังจากที่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นที่เมืองล้านช้าง ประเทศลาว ความทราบถึงเหล่าพญานาค ที่อยู่เมืองบาดาล จึงได้แปลงกายขึ้นไปขอพระพุทธรูปกับเจ้าเมืองล้านช้าง โดยเจาะจงขอเอาพระสุก เพื่อไปไหว้สักการะบูชา ที่เมืองบาดาล ปกติเหล่าพญานาคเป็นผู้ที่ถือศีลแปดเคร่งครัดมาก พญานาค จะไม่ทำร้ายใคร ส่วนมนุษย์ตายในน้ำที่ว่าเงือกกินนั้น เงือกก็คือ พญานาค ชั้นเลว ประพฤติตนเกเร จึงชอบทำร้ายมนุษย์ตามน้ำ เดี๋ยวนี้พระสุกก็ยังจมอยู่ในแม่น้ำโขง ที่ที่เป็นที่อยู่ของเหล่า พญานาค ในเมืองบาดาล เวินสุกอยู่ตรงข้าม กับบ้านหนองกุ้งอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ตรงนั้นเป็นบริเวณปากน้ำงึมไหลลงมาออกแม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำสองสี เมืองพญานาคหรือเมืองบาดาล ในเมื่อมีเมืองมนุษย์หรือโลกมนุษย์โลกสวรรค์หรือเมืองสวรรค์ก็ต้องมีเมืองบาดาล(เมืองพญานาค)สองเมืองนอกจากเมืองมนุษย์ แล้วหลายคนก็คงต้องอยากไปเห็นแน่ วิสัยของมนุษย์ชอบในสิ่งที่ท้าทาย ยิ่งห้ามก็ยิ่งอยากพบ อยากเห็นเมืองบาดาลอยู่ใต้เมืองมนุษย์ลงไปในใต้ดิน 16 กิโลเมตร (ตามความเชื่อ) มีคำเล่าลือเกี่ยวกับเมืองบาดาลในเขต อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย



ใต้เมืองโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
         ลักษณะของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้านหัวเมืองจะมีลำห้วยหลวงไหลออกมา เรียกว่า ปากห้วยหลวง ตรงข้ามกับอำเภอโพนพิสัยคือ บ้านโดน ที่ขึ้นกับเมืองปากงึม ทุกวันนี้มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเมืองบาดาลที่เชื่อว่าอยู่ใต้อำเภอโพนพิสัย ว่า ในหน้าแล้งจะมีหาดทรายขึ้นกลางแม่น้ำโขง แต่บริเวณอำเภอโพนพิสัยหาดทรายนี้จะขึ้นอยู่ฝั่งลาว บริเวณบ้านโดน วันหนึ่งในหน้าแล้งตอนเที่ยงวัน ได้มีหญิงสาวชาวบ้านโดนคนหนึ่ง ได้ลงมาตักน้ำเพื่อไปดื่ม โดยมีถังน้ำ (หาบครุน้ำ) ลงมาที่หาดทราย เพราะบริเวณนั้นมีน้ำออกบ่อสะอาด (น้ำริน) เมื่อลงมาแล้วได้หายไปชาวบ้านลงมาเห็นแต่ถังน้ำ(หาบครุน้ำ)พ่อแม่ต่างก็ตามหากันแต่ไม่พบจนครบ7วันเมื่อไม่เห็นลูกสาวและคิดว่าลูกสาว คงจมน้ำตายแล้วจึงได้พร้อมกับญาติพี่น้องชาวบ้าน จัดทำบุญอุทิศให้ในตอนกลางคืนก็มีหมอลำสมโภชจนเวลาต่อมาเวลาประมาณเที่ยง คืนลูกสาวคนที่เข้าใจว่าจมน้ำตายก็ปรากฏตัวขึ้นที่บ้านขณะที่ชาวบ้านกำลังฟังหมอลำกันอยู่ทำให้ญาติพี่น้องแตกตื่นกัน เป็นอย่างมากบางคนก็วิ่งหนเพราะคิดว่าเจอผีหลอกเข้าสุดท้ายลูกสาวจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังหลังจากที่ตั้งสติได้และ แล้วญาติพี่น้องก็เข่ามาร่วมวงนั่งฟังหญิงสาวเล่าให้ทุกคนฟังว่าวันนั้นอากาศร้อนมากน้ำดื่มหมดโอ่งเมื่อลงไปเพื่อจะตักน้ำเมื่อวาง กระป๋องน้ำ(หาบครุ)ปรากฏว่าเห็นมีหมู เหมือนกับว่าได้ยกเท้าหน้าเรียกให้เข้าไปหา ตนได้เดินเข้าไปหา แล้วหมูตัวนั้นก็บอกว่าให้หลับตา จะพาลงไปเมืองบาดาล พอหลับตาได้สักครู่ หมูตัวนั้นก็บอกให้ลืมตา เมื่อลืมตาขึ้นปรากฏว่าตนมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมืองมนุษย์มีดินมีบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่แต่จะมีแปลกก็ตรงที่ทุกคนจะนุ่งผ้าแดงและมีผ้าพันศีรษะเป็นสีแดงเหมือนกันโดยด้านหน้าจะปล่อยให้ผ้าแดงห้อยลง เหมือนกับหัวงู เมื่อเดินตามชายคนนั้น (กลับร่างหมู กลายเป็นคน) ก็มีชาวบ้านถามกันว่า นำมนุษย์ลงมาทำไม (เพราะกลิ่นมนุษย์ต่างกับเมืองบาดาล) ชายคนนั้นก็บอกว่าพามาเที่ยวดูเมือง ได้เดินไปเรื่อยๆ เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้ากลับปรากฏว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ เหมือนสีขุ่นๆ ของน้ำ ชายคนนั้นได้บอกว่านี่เป็นเมืองบาดาลและเป็นเมืองหน้าด่านส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกลและชาวเมืองจะมีงาน สมโภชเมื่อถึงวันออกพรรษาของเมืองมนุษย์ซึ่งถือว่าตลอด3เดือนที่เข้าพรรษานั้นเหล่าชาวเมืองที่นี่ก็จะจำศีลปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า หลังจากที่เดินชมเมืองอยู่ไม่นาน ชายคนนั้นก็ได้นำขึ้นมาส่ง โดยการเดินมาทางเดิม ก็เป็นการเดินมาเรื่อยๆ แต่ได้ขึ้นมายืนอยู่บริเวณหาดทรายเหมือนเดิม แล้วก็ได้ขึ้นมาหาพ่อ แม่ นี้"จากการเล่าของลูกสาว พ่อ แม่ ญาติพี่น้องจึงได้จัดงานทำบุญทำพิธีสู่ขวัญ เพื่อเป็นการต้อนรับขวัญให้กับลูกสาว ต่อมาอีก 7 วัน ลูกสาวก็ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในที่สุด (เหตุการณ์นี้สอบถามได้จากผู้เฒ่า ผู้แก่ชาวโพนพิสัย คุ้มวัดศรีเกิดได้)



อ้างอิง
http://www.garudathailand.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538624724
http://www.palungjit.com/gallery/showphoto.php?photo=1635&cat=504
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84

ภาพประกอบ
"ปางนาคปรก" สืบค้นวันที่ 23 ตุลาคม 2551
จากเว็ป http://www.oknation.net/blog/bluehawaii/2007/05/25/entry-1
"รอยประหลาด1,3,6"สืบวันที่ 21 ตุลาคม 2551
จากเว็ป http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=208225
"รอยประหลาด2" สืบค้นวันที่ 21 ตุลาคม 2551
จากเว็ป http://www.2poto.com/nkwebboard/00231.html
"รอยประหลาด4" สืบค้นวันที่ 21 ต ุลาคม 2551
จากเว็ป http://xchange.teenee.com/index.php?showtopic=38518
"รอยประหลาด5" สืบค้นวันที่ 21 ตุลาคม 2551
จากเว็ป http://thairath.com/newspic.php?cat=448

รวบรวมข้อมูลโดย : กลุ่มนักศึกษาฝึกงาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาสารสนเทศศึกษา ปีการศึกษา1/2551

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 22 มีนาคม, 2552, 19:42:17 »

ปีนี้จะไปเยือนนะครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

domm
คนบ้านเดียวกัน
หัวหน้ากลุ่ม
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 418
สมาชิกลำดับที่ 1065
" มาจากความไม่มีอะไร ไปหาความไม่มีอะไร "



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 22 มีนาคม, 2552, 19:46:38 »

น่าศึกษามากเลย...มีอีกมั้ย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

payanaka
บุคคลทั่วไป

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 30 เมษายน, 2553, 11:38:42 »

สนใจเรื่องราวพญานาค เพิ่มเติม แนะนำความรู้  ที่บ้านบูชาพญานาค
[url=http://www.phayanaga.com]www.phayanaga.com[/url]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 23 เมษายน, 2554, 13:53:08 »



ตำนานบั้งไฟพญานาค





ขอบคุณภาพประกอบจาก  [url=http://www.Kalyanamitra.Org]www.Kalyanamitra.Org[/url]




พอถึงวันขี้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันออกพรรษาของทุกปีจะมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศโดยเฉพาะชาวพุทธ ศาสนิกชนทั้งหลาย ได้เดินทางมาที่จังหวัดหนองคายเป็นจำนวนมาก เพื่อจะมาดูลูกไฟประหลาด ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าบั้งไฟพญานาค ลักษณะเป็นลูกไฟเท่าไข่ไก่หรือเล็กกว่า พุ่งขึ้นมาจากใต้แม่น้ำโขงแล้วหายไปในบรรยากาศเหนือลำน้ำโขง เหตุการณ์ดังกล่าวได้แบ่งคนออกเป็น ๓ กลุ่ม

กลุ่มแรก เชื่อว่า เป็นผลงานของเหล่าพญานาคที่อาศัยอยู่ใต้แม่น้ำโขง จุดลูกไฟเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เสด็จจากเทวโลก ลงมามนุสสาโลก หลังจากที่จำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึง เพื่อเทศนาโปรดพุทธมารดาเป็นเวลา ๓ เดือน พระองค์เสด็จกลับลงมาทางบันไดสวรรค์ ที่ประตูเมืองสังกัสสนคร อันตั้งอยู่เหนือกรุงสาวัตถี ด้วยพุทธานุภาพบันดาลในการเสด็จคราวนั้นทำให้มนุษย์และเทวดาบรรดาสัตว์ที่ อยู่ต่างภพทั้งหลาย ต่างก็มองเห็นกายของกันและกันปรากฏชัด เมื่อตกมาถึงกาลสมัยปัจจุบันแม้นไม่เห็นกายพญานาค แต่ก็เห็นการแสดงออกในความจงรักภักดี ดังนั้นเราจึงมองเห็นบั้งไฟพญานาคที่ได้แสดงสัญลักษณ์เป็นลูกไฟดังกล่าว

กลุ่มที่สอง ไม่เชื่อว่าเป็นบั้งไฟพญานาค มันเป็นเพียงกฎของธรรมชาติที่เป็นวัฏฏจักรหมุนเวียนตลอดไป ซึ่งจะต้องใช้แนวทางของวิทยาศาสตร์พิสูจน์เท่านั้น

กลุ่มที่สาม เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง









พญานาคคืออะไร





ในแนววิทยาศาสตร์ พญานาค คือ สัตว์ที่เป็นนามสมมุติหรือสัญลักษณ์ สร้างจากจิตนาการที่เข้ามามีบทบาทในบางช่วงกับการสอนศาสนาของพระพุทธเจ้า พญานาคไม่มีตัวตนจริง มองไม่เห็น ไม่สามารถสัมผัสแตะต้องทางกายภาพได้ ไม่มีสาระบบในทางชีววิทยา

ในแนวทางไสยศาสตร์ พญานาค คือ งูขนาดใหญ่มีหงอน มีพิษ มีอิทธิฤทธิ์อย่างมากมาย อยู่ในสภาวะระหว่างเทพและสัตว์เดรัจฉานที่อยู่อาศัยเป็นทิพย์ ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เพราะอาศัยอยู่คนละภพภูมิกับมนุษย์โดยมีมิติต่างระดับทับซ้อนกันอยู่

ผู้ที่มองเห็นพญานาคได้ต้องเป็นผู้ฝึกฝนจิตจนบรรลุชั้นที่จะมองเห็นด้วยตา ข้างใน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวดองเป็นทาญาติ เป็นอดีตคู่รักกับพญานาคเมื่อภพที่ผ่านมาแล้วจึงจะสามารถมองเห็น พญานาคได้ เท่าที่บันทึกไว้คนที่เห็นพญานาคล้วนแต่เป็นอริยะสงฆ์ ถ้าเป็นสามัญชนยังไม่ชัดเจน อริยะสงฆ์ที่มองเห็นพญานาคมีดังนี

๑.พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เห็นที่ถ้ำเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๑

๒.หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เห็นพญานาคที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงเมื่อครั้งไปวิเวกที่ประเทศลาวและเห็นพญานาค ชื่อเทพนาคาบนภูเขาสูงใกล้กับดอยแม้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม

๓.หลวงปู่หลุย จันทสาโร เห็นพญานาคที่ถ้ำ ภูบักเบิด จังหวัดเลย เมือปี พ.ศ.๒๔๙๙ และถ้ำแจ้งยาว เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙

๔.หลวงปู่สิม พุทธาจาโร เห็นพญานาคที่ถ้ำผาป่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๐

๕.หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี เห็นพญานาคที่ถ้ำมืด เขตอำเภอโขงเจียมจังหวัดอุบลราชธานี









พญานาคอาศัยอยู่ที่ไหน


ในแนววิทยาศาสตร์ ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ เพราะคำว่าพญานาค ไม่มีในสาระบบของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในโลกปัจจุบัน

ในแนวไสยศาสตร์ พญานาคอาศัยอยู่ในภพหรือภูมิหนึ่งที่อยู่ใต้บาดาลลึกลงไปในดินประมาณ ๑ โยชน์มีปราสาทราชวังถึง ๗ ชั้น จะปรากฏกายอยู่ในภพภูมิของตนเอง ไม่สามารถดำรงตนอยู่บนโลกมนุษย์อย่างถาวรได้  แต่ก็สามารถติดต่อสัมพันธ์และสร้างความรักกับมนุษย์ได้

โดยปกติพญานาคถ้าจะปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์ในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง บนภูเขาหรือป่าดงดิบในน้ำในถ้ำจะเป็นในช่วงเวลาระยะสั่น ๆ นอกจากว่าเคยมีความสัมพันธ์กันแต่อดีตชาติปางก่อนเท่านั้น ที่จะต้องใช้เวลายาวนานเพื่อเหตุผลบางอย่าง

จะปรากฏกายในรูปแบบต่าง ๆ เช่นเป็นงูใหญ่ เป็นงูเผือก เป็นมนุษย์เพศชายและหญิง เพียงปรากฏกายให้เห็น เพื่อตามหาคนรัก หรือตามแก้แค้นคนที่เคยก่อกรรมกันไว้ในอดีตชาติ ดั่งอมตะนิยายของภาคอีสานเรื่อง ผาแดงนางไอ่ มีคนให้สมญานานอีกชื่อหนึ่งว่า รักที่รอคอย ซึ่งเป็นเรื่องเล่าสืบทอดกันมาแต่โบราณกาล จนมาถึงปัจจุบัน และเรื่องเล่าต่างๆ เกี่ยวกับพญานาค ที่เกี่ยวพันธ์กับชาวจังหวัดหนองคาย ตั้งแต่อำเภอสังคม จนถึงอำเภอบึงกาฬ โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมลำแม่น้ำโขงจะมีเรื่องเล่าขานกันมาตลอด









อิทธิฤทธิ์และหน้าที่ของพญานาคมีอย่างไร



๑. สามารถแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้เพียงแต่คิด สร้างความรักและความสัมพันธ์กับสัตว์อื่นได้ พญานาคเป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถ แปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น


๒. สามารถขึ้นลงได้ ๓ โลก คือโลกบาดาล โลกมนุษย์ โลกสวรรค์   


๓. พิษพญานาคสามารถฆ่าสัตว์อื่นตายอย่างช้า ๆ และรวดเร็วได้ พญานาค มีพิษร้ายสามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง ๖๔ ชนิด

ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหางไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก ๑๕ วัน


๔. ดลบันดาลให้ฝนตก ทำหน้าที่รักษาแม่น้ำ ห้วยหนองคลองบึง


๕. ปกปักรักษาพุทธศาสนา โบราณสถานโบราณวัตถุ


๖. บอกเหตุการณ์ล่วงหน้าแก่คนที่สมควรบอก ให้โชคลาภแก่บุคคลที่สมควรให้ พญานาคถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไรได้ แต่ในสภาวะ ๕ อย่างนี้ จะต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับโดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 23 เมษายน, 2554, 14:01:38 »





ภาพประกอบจาก  http://www.dmc.tv




พญานาค หรือ นาคราช หมายถึง กายทิพย์ชนิดหนึ่ง จัดเข้าในเดรัจฉานภูมิ เป็นสัตว์ที่เป็นทิพย์ เป็นราชาแห่งงู ประดุจราชาแห่งมนุษย์ ในสุทธกสูตร กล่าวถึงพญานาคว่า มีกำเนิด ๔ อย่างคือ

๑. เกิดในฟองไข่ เรียกว่า อัณฑชะ

๒. เกิดในครรภ์ เรียกว่า ชลาพุชะ

๓. เกิดในสิ่งที่ไม่สะอาดหมักหมม ในเหงื่อ ไคลเรียกว่า สังเสทชะ

๔.เกิดแล้วโตทันที เรียกว่า โอปปาติกะ (สุทธกสูตร มก.๒๗/๕๕๖)



ในทานูปการสูตร ได้กล่าวถึงเหตุแห่งการเกิดเป็นนาคเอาไว้ว่า เป็น เพราะมนุษย์บางคนได้ฟังมาว่า พญานาคมีอายุยืน มีวรรณะงาม มีความ สุขมาก พวกเขาจึงตั้งความปรารถนาว่า เมื่อตายไปแล้ว ขอให้ได้ไปเกิดเป็น พญานาค ในกำเนิดทั้ง ๔ ตามที่ตัวเองต้องการ และยังได้ให้ทานวัตถุ ๑๐ อย่าง มีข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีป และได้อธิษฐานจิตไปเกิดเป็นพญานาค เมื่อตายไปก็ได้เกิดเป็น พญานาคสมความปรารถนา (ทานูปการสูตร มก.๒๗/๕๖๔)

ในอีกพระสูตรหนึ่งคือ อหิตสูตร ได้แบ่งพญานาคในกำเนิดทั้ง ๔ ดังกล่าว ออกเป็น ๔ ตระกูลด้วยกัน คือ





๑. ตระกูลวิรูปักขะ เป็นพญานาคที่ มีผิวกายเป็นสีทองคำ

๒. ตระกูลเอราปักถะ มีผิวสีเขียว

๓. ตระกูลฉัพยา ปุตตะ มีผิวสีรุ้ง

๔. ตระกูลกัณหาโคตมะ มีผิวสีดำ (อหิตสูตร มก.๓๕/๒๑๕)


พญานาค ที่เป็นใหญ่กว่านาคทั้งปวงคือ ท้าววิรูปักข์ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ มหาราช ที่ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา โดยท้าววิรูปักข์จะปกครอง อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของภูเขาสิเนรุ
 
 
สำหรับถิ่นที่อยู่อาศัยของนาคแตกต่างกันไป ในอรรถกถาบันทึกไว้ ว่าพญานาคบางจำพวกก็อาศัยอยู่ใต้ทะเลใหญ่ เช่น วรุณนาคราช ที่เคย ประโคมดนตรีถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ในพิภพใต้ทะเลที่กว้างใหญ่ถึง ๕๐๐ โยชน์ และเสวยทิพยสมบัติดุจดั่ง ท้าวสักกะเทวราช

พญานาคบางพวกชอบอาศัยอยู่ในแม่น้ำ เช่น กาฬนาคราช ที่อาศัยอยู่ใต้แม่น้ำเนรัญชรา จะตื่นขึ้นครั้งหนึ่งในวันที่พระโพธิสัตว์ลอยถาดทองในแม่น้ำ เนรัญชรา ก่อนจะตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แต่สำหรับพญานาค ในแม่น้ำโขงนั้น แม้จะไม่มี บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก แต่ ผู้ที่นั่งสมาธิ(Meditation)จน มีรู้มีญาณ ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า พญานาคในแม่น้ำโขงนั้นมีอยู่จริง แถมยังสามารถบรรยายถึง ลักษณะรูปร่างของพญานาค โดยจำลองออกมาเป็นภาพวาดให้ดู

นอกจากนี้ยังสามารถบอกได้อีกด้วยว่า พญานาคลำน้ำโขงนั้นมีถิ่นที่อยู่เป็นเมืองที่อยู่ ใต้ท้องแม่น้ำโขง ลึกลงไปใต้แผ่นดินที่รองรับน้ำ ในแม่น้ำโขงอยู่ไม่มากนัก ซึ่งเป็นภพละเอียดที่ ซ้อนอยู่กับโลกมนุษย์ของเรา

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 23 เมษายน, 2554, 14:15:23 »








นาค หรือ พญานาค งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล

นาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า

ตำนานความเชื่อเรืองพญานาคมีความเก่าแก่มาก ดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วย สืบค้นได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองู

เป็นสัตว์เทวะชนิดหนึ่งในเทพนิยายและตำนานพื้นบ้าน บ้างก็ว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีความเชื่อเรื่องพญานาคแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย โดยเรียกชื่อต่างๆ กัน

ต้นกำเนิดความเชื่อเรื่องพญานาคน่าจะอยู่ที่อินเดีย ด้วยมีนิยายหลายเรื่องเล่าถึงพญานาค โดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้าย รอยของงูขนาดใหญ่ และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์


ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี 7 สี และที่สำคัญคือ นาคตระกูลธรรมดาจะมี เศียรเดียว แต่ ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช(อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียณสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม









ความเชื่อเกี่ยวพันกับชีวิต น้ำ ธรรมชาติ


จะได้ยินอยู่เสมอว่า ปีนี้นาคให้น้ำเท่าไร กี่ตัว ฝนฟ้าดี หรือไม่ดี นาคให้น้ำสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่สรรพชีวิต ทั้งปวง พญานาค ที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ใต้น้ำ ตามคติฮินดู พญาอนันตนาคราช แท่นบรรทมของพระนารายณ์ ที่นับถือเป็นเทพเจ้า พญานาค เปรียบได้กับท้องน้ำทั้งหลายในจักรวาล นาคมีอิทธิฤทธิ์บันดาลให้ฝนตกหรือไม่ตกก็ได้ ตลอดจนสามารถแปลงกายเป็นเมฆฝนได้ พญานาค...เป็นที่มาของแม่น้ำต่างๆ อันหมายถึงผู้รักษาพลังแห่งชีวิตทั้งหลาย

ตามความเชื่อของชาวพุทธ เทวดาแห่งน้ำ คือ วรุณและสาคร ที่ต่างก็เป็นจอมแห่งนาคราช นอกจากที่เกี่ยวข้องกับน้ำบนโลกแล้ว นาคยังเกี่ยวข้องกับน้ำในสวรรค์อีกด้วย คนโบราณเชื่อว่า สายรุ้ง กับ นาค เป็นอันเดียวกัน ที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ข้างหนึ่งของรุ้งจะดูดน้ำจากพื้นโลก ขึ้นไปข้างบน เมื่อถึงจุดที่สูงสุดก็จะปล่อยน้ำลงมาเป็นฝนที่มีลำตัวของนาคเป็นท่อส่ง

ในตำนานสิงหนวัติ กล่าวว่า เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรม พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมือง 4 ด้าน เป็น เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมาเมื่อยกทัพปราบเมืองอื่นได้ และรวมดินแดนเข้าด้วยกัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนาคราช

ที่เห็นได้ชัดก็คือ ที่ปราสาทพนมรุ้ง จะมีคูเมืองที่เป็นสระน้ำ 4 ด้าน รอบปราสาทและมี พญานาค อยู่ด้วย ตามความเชื่อของคนสมัยโบราณ นาคจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากน้ำ เช่น การสร้างศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ นาคที่ราวบันได จึงมี พญานาค ซึ่งตามความเป็นจริง (ความเชื่อ) การสร้างต้องสร้างกลางน้ำ เพื่อให้ดูเหมือนว่าศาสนสถานนั้นลอยอยู่เหนือน้ำ แต่ก็ไม่ต้องสร้างจริงๆ เพียงแต่มีสัญลักษณ์ พญานาค ไว้ เช่น ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น

แม้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ก็จะมีอยู่ในราศีเกิด เช่นของคนนักษัตรปีมะโรง ที่มีความหมายถึง ความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจ ที่มี พญานาค เป็นสัญลักษณ์





นาคให้น้ำ

พญานาค เป็นสัญลักษณ์แห่งธาตุน้ำ "นาคให้น้ำ" เป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านรู้และเข้าใจดี ที่ใช้วัดในแต่ละปี จำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า "นาคให้น้ำ 1 ตัว" แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น "มีนาคให้น้ำ 7 ตัว" จะวัดกลับกันกับจำนวนนาค ก็คือที่น้ำหายไป เกิดความแห้งแล้งนั้นก็เพราะ พญานาคเกี่ยงกันให้น้ำ แต่ละตัวจึงกลืนน้ำไว้ในท้องไม่ยอมพ่นน้ำลงมา



เกี่ยวข้องกับคนไทย

เรามักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอ ในงาน จิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม นาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่างๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถานบันศาสนสถาน ตามคตินิยมที่ว่า นาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่ง เช่น นาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ที่ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลอง และนาคทันต์ คันทวยรูปพญานาค
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 23 เมษายน, 2554, 14:24:06 »






ความเชื่อของชาวพุทธเกี่ยวกับพญานาค


เชื่อเรื่องพญานาคไม่เฉพาะพุทธศาสนิกชนในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ต่างเชื่อในอิทธิฤทธิ์วิธีของพญานาค สังเกตได้จากรูปพญานาคที่บันได โบสถ์ วิหารปราสาท ต่าง ๆ เช่น โบสถ์หลวงพ่อองค์ตื้อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย หอพระแก้วเวียงจันทน์ ประเทศลาว นครวัดนครทม ประเทศกัมพูชา เป็นต้น

บางประวัติมีเรื่องเล่าขาน และตำนานเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หรืออักครสาวกที่เสด็จมาจากประเทศอินเดีย มาเยือนพื้นที่ต่าง ๆ ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้ประทับรอยพระบาทเอาไว้ เพื่อเป็นที่ระลึกให้พุทธศาสนิกชนในถิ่นนั้นได้กราบไหว้ ต่อมาก็ได้ช่วยกันสร้างมณฑปครอบรอยพระบาทเอาไว้ สร้างกำแพงล้อมรอบสร้างซุ้มประตู สร้างบันไดพญานาคเพื่อเป็นสัญลักษณ์ร่มเย็น เสมือนหนึ่งเป็นการเชื่อมโยงชุมชนของพระพุทธศาสนาให้เป็นหนึ่งเดียวใน ภูมิภาคแถบนี้ โดยมี ความเชื่อว่า พญานาคคือเทพเจ้าที่มีอิทธิฤทธิ์ ทำหน้าที่ปกปักรักษาศาสนาพุทธ รักษาศาสนสถานต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ แม่น้ำ ลำคลอง ห้วยหนองคลองบึงต่างๆ  ดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล รักษาโบราณสมบัติต่างๆ เช่นแก้วแหวนเงินทอง ของแผ่นดินที่อยู่บนบกและในน้ำ และนอกนี้ยังเป็นเครื่องวัดเรื่องฝน เช่น นาคให้น้ำ






พญานาคกับพุทธศาสนา


พญานาคเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามีหลายเหตุการณ์แต่ที่ชาวพุทธนิยมนำมาอ้างอิงมากที่สุดมี ๓ เหตุการณ์


๑. มุจลินทร์นาคราช

เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๕๒ วัน พระองค์ได้ประทับบำเพ็ญสมาบัติเสวยวิมุติสุขอยู่ใต้ต้นจิกเป็นเวลา ๗ วัน ในระหว่างที่พระองค์เสวยวิมุติสุขอยู่นั้น ท้องฟ้าบังเกิดฝนตกพรำๆทั้ง ๗ วันทำให้พญานาคชื่อว่า “มุจลินทร์นาคราช” เฝ้ามองพระองค์อยู่กลัวว่าพระองค์ท่านจะได้รับความลำบากจึงได้ออกมาจากภพภูมิของตนเอง ตรงมาที่ประทับครั้นมาถึงก็ทำขนดล้อมพระวรกาย ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานใหญ่ ปกคลุมเบื้องบนพระเศียรของพระองค์เพื่อให้พ้นจากละอองฝนและลมหนาว ที่มาต้องพระวรกาย

เมื่อฝนขาดเม็ด พญามุจลินทร์นาคราช จึงคลายขนดออกแล้วแปลงร่างเป็นมานพหนุ่ม พนมมือถวายสักการะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นต้นกำเนิดหรือที่มาของพระพุทธรูปปรางค์นาคปรก ซึ่งเป็นพระบูชาคนที่เกิดวันเสาร์





๒. นาคศรัทธาคำสอน


ได้มีพญานาคตนหนึ่งหลังจากที่ได้ฟังพระเทศนา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างมาก จึงได้แปลงร่างเป็นชายหนุ่มมาขอบวชกับพระอุปัชฌาย์ และก็ได้บวชตามความประสงค์

วันหนึ่งภิกษุนาครูปนั้นนอนหลับสนิทอยู่บนกุฏิหลังจากนั้นมนต์ได้เสื่อมกลายเป็นงูใหญ่ จนพระภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้า ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไป เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน

นาคตนนั้นผิดหวังมาก จึงขอถวายคำว่า นาค ไว้ ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตนต่อจากนั้นมาพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไม่ให้สัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะเป็นนาค ครุฑ หรือสัตว์อื่น ๆ บวชอีกเป็นอันขาด

เพราะก่อนที่อุปัชฌาย์จะอุปสมบทให้แก่ผู้ขอบวชจะต้องถาม อัตรายิกธรรม หรือข้อขัดข้องที่จะทำให้ผู้นั้นบวชเป็นพระภิกษุไม่ได้ รวม ๘ ข้อเสียก่อน ในจำนวน ๘ ข้อนั้น มีข้อหนึ่งถามว่า “ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า”



๓. เนื่องจากบทสวด “พระหุง”

บทสวดปราบมาร  มีตำนานว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จพร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน ๕๐๐ รูป เพื่อเสด็จไปยังเทวโลก ได้ผ่านวิมานของเหล่าพญานาค ที่กำลังมีการรื่นเริงกันอย่างสนุกสนาน ที่มี นันโทปะนันทะนาคราช เป็นประธานใหญ่

เมื่อเห็นคณะสงฆ์ผ่านไปเหนือวิมานจึงมีความโกรธมาก จึงได้ตรงไปยังเขาพระสุเมรุแปลงตนเป็นนาคขนาดใหญ่ พันโอบเขาพระสุเมรุด้วยขดถึง ๗ รอบ แล้วแผ่พังพานบังชั้นดาวดึงส์เอาไว้ เพื่อไม่ให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผ่านไปได้ และเมื่อเป็นดังนั้นได้มีพระอรหันต์หลายรูปอาสาปราบ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต จน พระโมคคัลลานะ ผู้ซึ่งตามเสด็จไปด้วยอาสา พระองค์จึงทรงอนุญาต

ดังนั้น พระโมคคัลลานะ จึงได้แปลงกายเป็นนาคราชขนาดใหญ่กว่าถึงเท่าตัว พันเอานาค นันโทปะนันทะนาคราช เอาไว้ด้วยขดถึง ๑๔ รอบ นาคนันโทฯ ทนไม่ไหวบันดาลให้ไฟลุกขึ้น พระโมคคัลลานะ ก็ให้เกิดไฟขึ้นเช่นกัน

นันโทปะนันทะนาคราชสู้ไม่ไหว จึงถามว่า "ท่านผู้เจริญท่านเป็นใคร"  พระโมคคัลลานะ ตอบว่า  " เราคือโมคคัลลานะ ศิษย์ของ พระตถาคต " นันโทปะนันทะนาคราช จึงบอกว่า " ท่านจงคืนร่างกลับเป็นพระเหมือนเดิมเถิด " แต่ด้วยนิสัยของผู้รู้ว่า นันโทปะนันทะนาคราช เป็นนาคที่ไม่ยอมแพ้ใครง่าย ๆ จึงได้แปลงกายให้เล็กนิดเดียว สามารถเข้ารูหู รูจมูกได้ แล้วเข้าไปตามรูต่าง ๆ จน นันโทปะนันทะนาคราช ทนไม่ไหว และนันโทปะนันทะนาคราช สู้ไม่ได้จึงหนีไป พระโมคคัลลานะ จึงแปลงร่างเป็นพญาครุฑไล่ติดตามไป เมื่อหนีไม่พ้นจึงแปลงร่างเป็นมาณพหนุ่ม ยอมแพ้พระโมคคัลลานะและที่สุดจึงยอมให้พระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันต์ผ่านไปแต่ โดยดี


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 23 เมษายน, 2554, 14:31:06 »







บั้งไฟพญานาค



บั้งไฟพญานาคคืออะไร เกี่ยวกับบั้งไฟพญานาคเท่าที่ปรากฏมีอยู่ ๔ ทฤษฎี ที่สื่อต่าง ๆ กล่าวอ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องนี้                                               


๑. ทฤษฎีมนัส

ของนายแพทย์มนัส กนกศิลป์ เชื่อว่า บั้งไฟพญานาคเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีของก๊าซมีเทนระเบิด จากหลุมอินทรียวัตถุขนาดเล็ก ทับถมกันอยู่ในแอ่งแม่น้ำโขง เสนอภาพการทดลอง ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง จากการตรวจสอบพบว่าเป็นก๊าซมีเทนติดไฟได้



๒. ทฤษฎีมนตรี

ของอาจารย์มนตรี บุญเสนอ นำเสนอข้อมูลทางธรณีวิทยา ศึกษาสภาพดินใต้แม่น้ำโขงสายหลักพบว่า เป็นหินดินดานหรือหินโคลน โอกาสที่จะเกิดก๊าซมีเทนจึงเป็นไปได้น้อยมาก



๓. ทฤษฎี ปืนส่องแสง ณ บ้านโดน

ของสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี นำเสนอภาพของทหารลาวบ้านโดนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงฝั่งลาว ยิงปืนพลุส่องแสงขึ้นบนท้องฟ้า ในขณะที่มีเสียงโห่ร้องตอบรับขึ้นมาจากนักท่องเที่ยว ที่เฝ้าดูจากฝั่งไทย เมื่อทุกคนได้ดูการนำเสนอภาพจากสถานีในครั้งนั้น ๖๐ เปอร์เซ็นเชื่อว่า บั้งไฟพญานาคเกิดจากผีมือมนุษย์ทำขึ้น



๔.ทฤษฎีกระทรวงวิทย์

ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่โดยมี ทีมเก็บข้อมูลประมาณ ๒๐ คน ในจุดที่สำคัญ ๙ จุด

๑.บ้านน้ำเปกิ่งอำเภอรัตวาปี

๒.ปากห้วยหลวง อำเภอโพนพิสัย

๓.หนองสรวงอำเภอโพนพิสัย

๔.ปากห้วยงึมน้อย อำเภอโพนพิสัย

๕.ปากน้ำปากคาด อำเภอปากคาด

๖.ปากห้วยวัดอาฮง อำเภอบึงกาฬ

๗.ปากห้วยวังฮู อำเภอเมืองหนองคาย

๘.ห้วยเปลวเงือก อำเภอโพนพิสัย

๙.จุดอ้างอิงเหนือบ้านท่าม่วงกิ่งอำเภอรัตนวาปี



สรุปว่า ได้พบก๊าซมีเทนที่มีน้ำหนักเบา ติดไฟได้ง่ายเมื่อทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจน แต่ไม่สามารถติดไฟได้เองต้องมีพลังอื่นมาช่วย และยังไม่สามารถ อธิบายของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เกิดบั้งไฟพญานาคได้ และไม่สามารถบอกได้ว่าทำไมบั้งไฟพญานาคถึงเกิดขึ้นมากในวันออกพรรษา









ลักษณะการขึ้นของบั้งไฟพญานาค


๑. เป็นลูกไฟสีแดงอมชมพูมีขนาดเท่าไข่ไก่หรือเล็กกว่าพุ่งขึ้นมาจากใต้แม่น้ำ โขง แล้วหายเข้าไปในบรรยากาศเหนือลำน้ำโขง โดยไม่โค้งกลับลงมาเหมือนกับหายเข้าไปอีกโลกหนึ่ง


๒. ความเร็วต้นจะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า จะเห็นชัดเจนเมื่อลูกไฟพุ่งขึ้นมาเหนือระดับน้ำโขงประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร


๓. ลูกไฟจะไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่มีควัน ไม่มีเขม่า ลูกไฟขนาดเท่าเดิมในช่วงขณะที่อยู่ในอากาศแล้วหายวับไปเฉย ๆ


๔. การไต่ระดับความสูงจะใช้เวลาประมาณ ๕-๓๐ วินาทีต่อ ๕๐-๑๕๐ เมตร





ทำไมบั้งไฟพญานาคเกิดเฉพาะที่หนองคาย


ในแนววิทยาศาสตร์ มีคำตอบว่า แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดอยู่ในเขตที่ราบสูงธิเบต ไหลผ่านประเทศจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม มีความยาวถึง ๔,๘๙๐ กิโลเมตร เป็นไปได้ที่จะพัดเอามวลสารต่างๆ ติดมาด้วย เช่น หิน ดิน แร่ธาตุ และในช่วงที่แม่น้ำโขงไหลผ่านพรมแดนไทย-ลาว ในส่วนของจังหวัดหนองคาย ตั้งแต่อำเภอสังคม ถึงอำเภอบึงกาฬ มีความยาวประมาณ ๒๒๐ กิโลเมตร น่าจะเกิดสิ่งเหล่านี้


๑. ด้วยแม่น้ำโขงไหลมาเป็นระยะยาวไกล พอมาถึงช่วงโค้งจังหวัดหนองคาย เกิดการทับถมตะกอนแร่ธาตุต่าง ๆ พอหมักได้ที่ก็เกิดเป็นก๊าซดันพุ่ง ออกไปติดไฟในอากาศเหนือผิวแม่น้ำโขง


๒. เกิดปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างดวงจันทร์กับโลก โดยอ้างความจริง จากการเกิดน้ำขึ้นน้ำลงบนโลก อิทธิพลของดวงจันทร์ ต่อปรากฏการณ์บนโลก อย่างบั้งไฟพญานาค ก็น่าจะมีส่วนเป็นไปได้ เพราะวันออกพรรษาเป็นวันเพ็ญดวงจันทร์เต็มดวง



ในแนวไสยศาสตร์ มีคำตอบว่า ประเทศไทยและประเทศลาว ส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธ โดยเฉพาะประเทศลาวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงมีพุทธโบราณสถานและพุทธโบราณวัตถุตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงทั้ง ทางประเทศฝั่งไทยและฝั่งประเทศลาว  เช่น พระพุทธรูป พระธาตุ รอยรพระบาท ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยและชาวลาวได้กราบไหว้บูชา เพราะเชื่อว่าพุทธโบราณเหล่านี้ มีพญานาคปกป้องคุ้มครองอยู่

โดยเฉพาะนครเวียงจันทน์ซึ่งมีตำนานเล่าสืบทอดกันมาว่า เป็นเมืองพญานาคเป็นผู้สร้างหรือเนรมิตขึ้นมาให้เจ้านครเวียงจันทน์ขึ้นครองและไม่มีใครมารุรานได้ เพราะมีพญานาคช่วยปกป้องคุ้มครองดังเช่นเหตุการณ์ที่ข้าศึกยกทัพมาล้อมนคร เวียงจันทน์ด้วยกำลังทหารอย่างมากมาย เหลือที่ทหารเวียงจันทน์จะรบสู้ได้ พญานาคที่ อาศัยอยู่ใต้ฐานพระธาตุหลวง ก็จะแปลงกายเป็นชายชาติทหารกรูกันออกมาช่วยทหารเวียงจันทน์รบกับข้าศึกอย่าง ห้าวหาญ ทำให้ข้าศึกเสียกำลังพลไปอย่างมากมายจนแตกพ่ายไปในที่สุด

ต่อมาเจ้านครเวียงจันทน์ถูกล่อลวงจากศัตรู ให้ปิดรูพญานาคที่อยู่ใต้องค์พระธาตุหลวงนั้นเสีย ส่งผลให้พญานาคขึ้นมาช่วยเหลือไม่ได้เมื่อมีศัตรูมารุกราน จึงทำให้นครเวียงจันทร์ต้องผจญกับศึกสงครามและภัยพิบัติตลอดมา ดั่งเช่นสงครามไทยกับลาว ในการปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ในรัชกาล  ที่ ๓ การสงครามครั้งนั้นนอกจากปรากบฏเจ้าอนุวงศ์แล้ว เหมือนกับสงครามแย่งพระพุทธรูปกันด้วย เมื่อไทยรบชนะลาวก็เที่ยวค้นหาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มารวมไว้ที่เจดีย์ปราบเวียงจันทน์ที่ค่ายพันพร้าว แต่พอทัพลาวบุกยึดคืนได้ก็รื้อเจดีย์เอารพระพุทธรูปเหล่านั้นคืนสู่นคร เวียงจันทน์

พญานาคมีความจงรักภักดีและศรัทธาต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงได้มารวมตัวกันที่แม่น้ำโขงเพราะแม่น้ำโขงและนครเวียงจันทน์ หรือเมืองศรีสัตตนาคนหุต ซึงเป็นสถานที่บรรพบุรุษได้สร้างขึ้นมาและนอกจากนั้นแม่น้ำโขงยังเป็นส่วน หนึ่งของชีวิตคนทั้งสองฝั่งไทย-ลาว ที่นับถือพุทธศาสนา โดยมีพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์คือ พระสุกได้ประดิษฐานอยู่ใต้แม่น้ำโขงบริเวณเวินพระสุก(เหนือบ้านน้ำเป) ซึ่งเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งที่เหล่าพญานาค จะต้องมาปกปักรักษาและบูชาพระพุทธรูปองค์นี้ โดยยึดเอาเป็นองค์ประธาน ในการบำเพ็ญตบะในช่วงเข้าพรรษาตลอดเวลา ๓ เดือน โดยงดเว้นการเบียดเบียน ชีวิตสัตว์อื่นมุ่งบำเพ็ญสมาธิภาวนา เมื่อเข้าถึงฌานก็ได้ตบะอำนาจนำมาแสดงเป็นบั้งไฟพุ่งทะยานออกมาจากใต้แม่น้ำ โขง เพื่อเป็นพุทธบูชา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากเทวโลก



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 23 เมษายน, 2554, 14:34:45 »



คำปรารภเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค


เป็นข้อสงสัยที่เกี่ยวกับบั้งไฟพญานาคที่ตั้งคำถามอยู่ภายในใจของนักท่องเที่ยว อยากให้ผู้รู้มาตอบชี้แจงแถลงไขให้หายข้องใจ

๑.การเกิดบั้งไฟพญานาค เป็นปรากฏการที่เที่ยงตรงแน่นอนทุกปี ในวันออกพรรษาของประเทศไทยและประเทศลาว ดุจว่าธรรมชาตินั้น มีการนัดวันเอาไว้

๒. ทฤษฎี การเกิดก๊าซ ที่ว่าเกิดจากซากพืชซากสัตว์ที่ตายทับถมอยู่ในแอ่งแม่น้ำโขงจนเกิดเป็นก๊าซ จริง แต่คุณสมบัติทางกายภาพของก๊าซทั่วไปที่เราเห็น เช่นก๊าซหุงต้มมันจะกระจายไปทั่วไม่เกาะกันเป็นกลม แล้วลอยขึ้นบนอากาศ เหมือนบั้งไฟพญานาค

๓. แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ในเทศกาลออกพรรษากระแสน้ำจะเย็นและ ไหลแรงมาก ไม่ใช่น้ำอยู่นิ่ง ๆ ที่จะเกิดก๊าซขึ้นมาติดไฟได้ง่าย ๆ

๔. การจุดติดไฟจากใต้แม่น้ำโขง อาจมีผู้สามารถประดิษฐ์คิดค้นทำได้ แต่การทำเช่นนั้นทำเพื่ออะไร เมื่อกระบวนการจุดไฟให้ลุกขึ้นจากใต้น้ำ จนกระทั่งสามารถพุ่งออกมาเป็นรูปร่างกลมๆ แบบบั้งไฟพญานคต้องใช้ความร้อนอย่างมหาศาลถึงขนาด ๑,๐๐๐ องศาเซลเซียส จึงจะสามารถลุกเป็นลูกไฟ พุ่งขึ้นเหนือแม่น้ำโขงเฉกเช่นบั้งไฟพญานาคได้

๕. ถ้าหากมีมนุษย์ถือปืนอาก้า มุดน้ำลงไปถึงก้นพื้นดินใต้แม่น้ำโขงแล้วยิงขึ้นมายิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะก็ต้องใช้คนเป็นจำนวนมากและใช้ลูกปืนหลายร้อยลูก ปืนหลายร้อยกระบอก ต้องกระจัดกระจายกันมุดน้ำลงไปยิงในแม่น้ำโขง ตั้งแต่อำเภอสังคมถึงอำเภอบึงกาฬระยะความยาวถึง ๒๒๐ กิโลเมตร



โบราณสถานโบราณวัตถุสองฝั่งโขง


ดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขงและที่ราบลุ่มตามลำน้ำสายต่างๆ ที่ไหลลงสู่ แม่น้ำโขง ต่างมีร่องรอยของความเจริญรุ่งเรืองในอดีตเห็นได้จาก ซากปรักหักพัง ของโบราณสถานและโบราณวัตถุ ที่ทับถมกันอยู่มากมาย เหมือนหนึ่งกำลังรอการปฏิสังขรณ์จากพุทธศาสนิกชน ชาวพุทธในแถบนี้นิยมปฏิสังขรณ์ก่อนอื่นใดคือ พระพุทธรูป และโบสถ์ โดยเชื่อว่าศาสนโบราณสถานเหล่านี้มีพญานาคเป็นผู้ปกปักรักษาอยู่ ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาบูรณะและกราบไหว้ จะได้รับอิทธิฤทธิ์วิธีจากพญานาค ให้รอดพ้น จากภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น มาเข้าฝันบอกเหตุการณ์ที่จะเกิดล่วงหน้า หรือนำโชคลาภมาให้

สองฝั่งแม่น้ำโขงมีศาสนโบราณ ที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย เช่น พระพุทธรูป เจดีย์ รอยพระบาท หลายองค์แต่จะขอยกมาเพียงบางส่วน ที่ผู้เขียนได้เห็นผู้คนไปสักการบูชามิได้ขาด

๑. หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย

๒. หลวงพ่อองค์ตื้อ วัดศรีชมพู องค์ตื้อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

๓. หลวงพ่อพระเสี่ยง วัดมณีโคตร อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

๔. หลวงพ่อพระใหญ่วัดโพธาราม อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย

๕. พระธาตุหลวง กำแพงนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว

๖. พระบาทโพนฉัน แขวงบริคำไช ประเทศลาว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก th.wikipedia.org, pakkhadcity.com ภาพจาก Internet, Kalyanamitra.Org
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: