Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 กรกฎาคม, 2561, 03:46:19

   

ผู้เขียน หัวข้อ: แนะวิธีหนีนรกแบบง่ายๆ  (อ่าน 11473 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2551, 05:52:11 »

แนะวิธีหนีนรกแบบง่ายๆ

โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง)

ที่มา...
http://suknirun.buddhi.sm/neenarok/kamnam.html

คำปรารถ
แนะวิธีหนีนรกแบบง่ายๆ

หนังสือแนะนำวิธีหนีนรกแบบง่ายๆ นี้ เดิมทำเป็นเสียงโดยบันทึกเสียงใส่เทป ต่อมาเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" ได้ช่วยกันคัดจากเสียงมาเป็นตัวหนังสือ

สำนวนที่ออกมาอาจจะไม่เรียบร้อยสละสลวยพอ เพราะเวลาพูด บันทึก กำลังป่วยมากรีบบันทึก เพราะไม่แน่ใจว่า จะตายก่อนบันทึก ด้วยว่าการป่วยคราวนี้มีอาการน่าวิตกอยู่มาก เพราะอาการโรคที่เป็น แปลกและรุนแรงกว่าที่เคยป่วยมาแล้วมาก

เมื่อป่วยก็คำนึงถึงการหนี้นรก เพราะเคยป่วยและตายชั่วคราวมาหลายครั้ง แต่ละครั้งก็หาทางหนีนรกได้ทุกคราว จนมั่นใจตนเองว่า ถ้าไม่ประมาทเกินไป คงไม่ลงนรก การหนีนรกได้แต่ทว่าอารมณ์อย่างนั้น คงไม่เหมาะสมกับท่านที่มีเวลารักษาอารมณ์ใจได้ โดยที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนมาก

จึงพยายามหาทางหนีนรกที่เหมาะสมสำหรับท่านที่มีเวลาฝึกใจน้อย เพราะต้องใช้เวลาประกอบอาชีพ ด้วยเวลาที่ต้องหาเลี้ยงชีพนี้ต้องใช้เวลามาก และต้องเหนื่อยอ่อนตลอดวัน ความจริงคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกถ้อยคำ เป็นแนวหนีนรกได้ทั้งหมด แต่จะเหมาะแก่ใครเท่านั้นเอง

แต่ละคนก็ต้องเลือกคำสอนที่พอเหมาะ พอดี สำหรับตน การปฏิบัติจะมีผลแน่นอนและรวดเร็ว มีหลายท่านมาปรารภว่าไม่รู้จะเลือกเอาคำสอนตอนไหนมาปฏิบัติ เพราะเลือกไม่ถูก อาตมาก็เลยช่วยเลือกให้ โดยเอามาเฉพาะจุดที่เห็นว่าง่าย และนำมาพูดไว้หลายๆ จุด เพื่อให้ทุกคนเลือกเอาตามที่เห็นสมควร

ถ้าเลือกจุดใดจุดหนึ่งและทำได้ ขอยืนยันว่าหนีนรกได้จริง แต่จะหนีได้ตลอดไปคือไม่ตกลงบายภูมิตลอดไป หรือไม่ตกชั่วคราว ก็สุดแล้วแต่ท่านที่เลือกปฏิบัติ ด้วยในถ้อยคำที่แนะนำบอกไว้ชัดแล้วว่า ทำอย่างนี้หนีนรกได้ตลอดไป ทำอย่างนี้หนีนรกได้ชั่วคราว

ท่านที่มีกำลังใจอ่อน อันดับแรกควรทำแบบหนีได้ชั่วคราวก่อน เมื่อปฏิบัติไปนานๆ อารมณ์ใจชิน ก็จะปฏิบัติแบบตลอดกาลได้เอง

ความจริงหนังสือหนีนรกนี้ มีออกมาแล้วหนึ่งเล่ม เป็นเล่มขนาดบาง เพื่อให้พอเหมาะพอดีกับท่านที่มีเวลาอย่างน้อย สำหรับสำนวนที่ท่านกำลังจะอ่านอยู่นี้เดิมเป็นเทปเสียง มีข้อความละเอียดกว่าหนังสือที่พิมพ์ออกไปแล้วมาก เพราะการฟังสบายกว่าการเอาแต่เมื่อพระท่านจัดทำจากเสียงเป็นหนังสือออกมาก็เป็นการดี ท่านที่มีเวลาอ่านมากจะได้มีเวลาทบทวนกำลังใจ และนำติดตัวไปได้ง่าย

อาตมาขออนุโมทนาแด่คณะผู้จัดทำ เพราะช่วยสงเคราะห์ให้ท่านที่ไม่มีเครื่องบันทึกเสียง ได้มีโอกาสติดตัวและนำไปได้ง่าย และขออนุโมทนาให้ท่านทั้งหลายที่อ่านหนังสือนี้ จงมีกำลังใจเข้มแข็ง สามารถปฏิบัติตนหนีนรกได้ตลอดกาลทุกท่านเถิด


พระสุธรรมยานเถระ
27 กุมภาพันธ์ 2529


แนะวิธีหนีนรกแบบง่ายๆ

ตอนที่ ๑ การปฏิบัติตนเพื่อหนีบาป

ตอนที่ ๒ ลักษณะแห่งการหนีบาป

ตอนที่ ๓ ปฏิบัติตนไม่ครบไปสวรรค์ได้ ไปนรกได้

บทที่ ๔ อารมณ์คิดฟุ้ง

ตอนที่ ๕ อบายภูมิเบื้องต้น

ตอนที่ ๖ จิตข้องอยู่ในทรัพย์สมบัติ ตายแล้วไปอบายภูมิ

บทที่ ๗ พุทธานุสสติกรรมฐาน

ตอนที่ ๘ วิธีปฏิบัติให้จิตเป็นสมาธิ

ตอนที่ ๙ การเจริญสมาธิในพุทธานุสสติกรรมฐาน

ตอนที่ ๑๐ อารมณ์เป็นสุขเพราะกำลังสมาธิ

ตอนที่ ๑๑ เปิดประตูให้พบทางสวรรค์ พรหมและพระนิพพาน

ตอนที่ ๑๒ การปฏิบัติตนในศีลข้อที่ ๑

ตอนที่ ๑๓ อานิสงส์ของการรักษาศีลข้อที่ ๑

ตอนที่ ๑๔ ศีลและกรรมบถ ๑๐ ข้อที่ ๒

ตอนที่ ๑๕ ศีลและกรรมบถ ๑๐ ข้อที่ ๓

บทที่ ๑๖ คาถามหาเสน่ห์

ตอนที่ ๑๗ ศีลข้อที่ ๕

ตอนที่ ๑๘ อานิสงส์ของกรรมบถ ๑๐ ข้อที่ ๔

ตอนที่ ๑๙ กรรมบถ ๑๐ ข้อที่ ๙ พยาบาท

ตอนที่ ๒๐ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ

ตอนที่ ๒๑ การปฏิบัติตนเพื่อหนีนรกแบบง่ายๆ

ตอนที่ ๒๒ การปฏิบัติตนเพื่อหนีนรกแบบง่ายๆ (ต่อ)

ตอนที่ ๒๓ องค์ของพระโสดาบัน

ตอนที่ ๒๔ จริยาของพระโสดาบัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2551, 05:55:55 »

ตอนที่ ๑ การปฏิบัติตนเพื่อหนีบาป

     
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ต่อไปนี้อาตมาจะขอปรารภ เรื่อง การปฏิบัติตนหนีบาป คำว่า "บาป" นี้บรรดาท่านพุทธบริษัท แปลว่า "การกระทำความชั่ว" ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงยืนยันว่า บุคคลใดถ้าตกเป็นทาสของความชั่วคือ บาป เวลาก่อนจะตายถ้ากำลังจิตเศร้าหมองมีกำลังใจกังวลอยู่กับบาป ตายแล้วก็ต้องตกนรก ความจริงที่บางท่านคิดว่า การตายแล้วไม่เกิด คือว่าตายแล้วมีสภาพสูญ อย่างไรก็ตามเถอะพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า คนเราตายแล้วต้องมีการเกิด แต่การเกิดนั้นจะเกิดเป็นมนุษย์ หรือเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ถือว่าเกิดทั้งหมด ถ้าส่วนดีก็ไปเกิดเป็นเทวดาบ้าง เป็นพรหมบ้าง ถ้าดีถึงที่สุดก็ไปเกิดเป็นพระอรหันต์เข้านิพพานไป
     
เป็นอันว่าอาตมาเองก็ขอยืนยันตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า การตายแล้วเกิดนั้นมีจริง ซึ่งบรรดาท่านพุทธบริษัทชายและหญิง ส่วนใหญ่เวลานี้ก็ปฏิบัติในหลักสูตรของวิชชาสามบ้าง ในหลักสูตรของอภิญญาหกบ้าง สามารถระลึกชาติได้ว่าก่อนจะเกิดเราเคยเป็นอะไรมาบ้าง ตายเป็นอะไรมาบ้าง อย่างนี้ทราบกันอยู่แล้วก็เป็นอันว่ายืนยันตามคำสั่งขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วได้ว่าการตายแล้วต้องเกิดจริง การที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของบุญและบาป การกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็นำมาทั้งเศษบุญและเศษบาป

      เศษบุญ เป็นปัจจัยให้ทุกคนมีความสุขตามสมควรกับบุญนั้น
      เศษบาป เข้ามาครอบงำจิตเมื่อไหร่ ทุกคนที่ได้รับผลนั้นก็จะมีแต่ความทุกข์ ความเร่าร้อน

     
ถ้าหากว่าเราคิดว่าตายแล้วไม่เกิด จิตจะมีความประมาทพลาดจากความเป็นจริง ถ้าคิดอย่างนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัทชายและหญิง ก็จะมีความประมาทในชีวิต คิดว่าการเกิดมาแล้วตายก็สูญ เมื่อมันจะสูญไปจากโลกนี้ไม่มีการเกิดต่อไป การกระทำความดีหรือการกระทำความชั่วใด ๆ ย่อมมีผลเฉพาะในชาติปัจจุบันเท่านั้น เพราะชาติข้างหน้าไม่มี ถ้าคนที่มีกำลังใจดีก็จะสั่งสมความดี เพื่อความสุขของตน คนที่มีจิตหยาบบาปอกุศลก็ครอบงำ ก็จะทำแต่ความชั่ว สร้างความเร่าร้อนให้แก่ตัวและบุคคลอื่น ถ้าตายแล้ว บังเอิญที่ต้องเกิดจริง ๆ ความจริงอาตมาใช้คำว่าบังเอิญเฉพาะบุคคลที่คิดว่าตายแล้วสูญ สำหรับอาตมาเองจริง ๆ ขอยืนยันว่าตายแล้วเกิดแน่ การระลึกชาติเราสอนกันได้แล้วมีญาติโยมพุทธบริษัททำได้นับแสน ถ้าเราไม่มีการเกิดเราจะรู้ชาติที่แล้วมาได้อย่างไร
     
ก็รวมความว่า ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าการเกิดต่อไปมีจริง ๆ ใครท่านจะว่าไม่มีก็ช่างท่านเถอะ เรื่องความเห็นนี่อย่าไปถือเป็นเรื่องความผิดเรื่องถูก ของใครก็ของมันอาตมาบวชมาตามหลักสูตรในพระไตรปิฎก ซึ่งบรรดาพระทั้งหลายยอมรับว่าเป็นถ้อยคำที่องค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอน และก็ปฏิบัติตามพระไตรปิฎกก็มีผลตามนั้นจึงหมดสงสัย
     
ในเมื่อเรามาพูดกันถึงเรื่องเกิดพอสมควร เพราะว่าเกิดแล้วตายแล้วจะต้องไปนรกบ้าง ไปสวรรค์บ้าง คือไปสู่แดนของความสุขบ้าง แดนของความทุกข์บ้าง ทุกคนก็ไม่มีใครอยากพบกับแดนของความทุกข์ ต้องการอย่างเดียวคือ ต้องการพบกับแดนของความสุข
     
เราจะทำอย่างไรกัน?
     
ข้อนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ที่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า ฟังคำแนะนำ
ของพระพุทธเจ้าสักหน่อยหนึ่ง แล้วลองไปปฏิบัติตาม ถ้าทุกท่านที่ฟังแล้วนำไปปฏิบัติได้จริง อาตมาก็ขอยืนยันว่าการเกิดต่อไปข้างหน้าของท่าน ที่มีกี่ครั้งก็ตามกี่ชาติก็ตาม ของยืนยันว่าทุกท่านจะไม่พบกับอบายภูมิทั้ง ๔ คือการเกิดเป็นสัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสุรกายก็ดี เป็นเดรัจฉานก็ดี จะไม่มีแก่ท่านทุกชาติที่เกิดอีกต่อไป และการเกิดของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ก็จะจำกัดการเกิด เอาเฉพาะการปฏิบัติอย่างหยาบๆ ท่านทั้งหลายถ้าจะมีการเกิดจริง ถ้ากำลังใจของท่านย่อหย่อนปฏิบัติได้แต่ว่าไม่เคร่งเครียดนัก คือ ปฏิบัติได้ไม่ละเอียดนัก พอทำกันได้ เรียกว่าประเภท "เช้าชามเย็นชาม" แต่ก็สามารถทรงความดีไว้ได้ อย่างนี้ถ้าหากว่าท่านจะเกิดใหม่ก็เกิดเป็นเทวดาหรือพรหม 7 ชาติตามหลักวิชา หลังจากนั้นก็เป็นพระอรหันต์เข้านิพพาน
     
ถ้ามีกำลังใจเข้มแข็งทำได้แบบละเอียดจริงๆ อารมณ์สุขุมทรงตัวได้อย่างดี ถ้ากำลังใจประเภทนี้เราทำได้จะเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมอีกชาติเดียวเท่านั้น กลับลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ๑ ชาติ เป็นพระอรหันต์เข้านิพพาน
     
หลักสูตรนี้มีในพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกคนให้ตัดสังโยชน์ สังโยชน์นี่ถ้าตัดได้ ๓ จะเป็นพระโสดาบัน หรือสกิทาคามี เพียงแต่เป็นพระโสดาบันอย่างหยาบที่เรียกว่า สัตตักขัตตุง ต้องเกิดอีก ๗ ชาติ เพียงเท่านี้บรรดาท่านพุทธบริษัทอบายภูมิทั้ง ๔ จะเข้าไม่ถึงและก็ไม่พบหน้ากันแล้วก็ขอลาอบายภูมิได้

      สังโยชน์ ทั้ง ๑๐ ประการนี้มีอะไรบ้าง?

     ๑. สักกายทิฏฐิ
      ๒. วิจิกิจฉา
      ๓. สีลัพพตปรากมาส

     
สามข้อนี้อาตมาจะสอนญาติโยมพุทธบริษัทปฏิบัติกัน ถ้าตัด ๓ ข้อนี้ได้ อย่างหยาบก็สามารถหลีกนรกได้แน่นอน ไม่พบหน้ากันอีกแล้ว
     
ข้อที่ ๑ ที่เรียกว่า สักกายทิฏิฐิ ซึ่งมีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา หรือเรามีในร่างกาย ร่ายกายมีในเรา อย่างนี้เป็นต้น หรือว่ามีความรู้สึกว่าร่างกายนี้มีสภาพไม่ตาย มันจะทรงตัวอยู่ตลอดกาลตลอดสมัย ไม่เสื่อมไม่ตายไปจากโลกนี้หรือว่ามีความเห็นว่าร่างกายนี้นอกจากจะไม่ตายแล้ว มันก็มีแต่ความสะอาด เรียกว่า มีความสะอาดน่ารัก น่าชม นานิยมทุกอย่าง ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นของโสโครก แล้วก็มีความรู้สึกว่าร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา
     
ความรู้สึกในสักกายทิฏฐิ อาตมาตั้งไว้ ๓ ระดับก็เพราะอารมณ์อย่างนี้มีความรู้สึกไม่เสมอกัน
     
ถ้าอารมณ์ขั้นพระโสดาบันหรือสกิทาคามี จะมีความรู้สึกเป็นแต่เพียงว่าร่างกายนี้ต้องตาย
     
ถ้าอารมณ์ของพระอนาคามี จะมีความรู้สึกว่าร่างกายนี้นอกจากจะตายแล้ว มีสภาพเสื่อม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และสลายตัวไปในที่สุด ร่างกายของคนก็ดี ของสัตว์ก็ดี วัตถุธาตุใดๆ ก็ดี ไม่มีคำว่าสะอาด มีแต่คำว่าสกปรก น่าเกลียด น่าชังอย่างยิ่ง มีความรังเกียจในการที่จะมีร่างกายต่อไปอีก อันนี้เป็นอารมณ์ของพระอนาคามี
     
ถ้าเป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ จะมีความรู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา
     
ฉะนั้นจึงขอชวนบรรดาท่านพุทธบริษัทปฏิบัติแค่เบื้องต้น ยึดอารมณ์ของพระโสดาบันเข้าไว้ เราจะเป็นพระโสดาบันหรือสกิทาคามีหรือไม่นั้นไม่สำคัญ อย่าคำนึงถึงว่าเราจะต้องเป็นพระโสดาบันบ้าง เป็นสกิทาคามีบ้าง ถ้ามีความรู้สึกอย่างนั้นความประมาทจะเกิดแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทคิดว่า " เราดีแล้ว" ถ้าบังเอิญเราไม่ได้เป็นจริงๆ ถ้าพลาดพลั้งตายไปอาจจะไปอบายภูมิได้
     
ฉะนั้นการปฏิบัติจริงๆ ให้ต้องการแต่ผล อย่าคิดว่าตนเป็นอย่างนั้น คิดว่าตนเป็นอย่างนี้ จะกลายเป็นคนมีมานะทิฏฐิ ซึ่งเป็นกิเลสหยาบทำปัญญาให้ถอยหลัง
     
รวมความว่าสังโยชน์ ๑๐ ประการก็คือ
      ๑. สักกายทิฏฐิ มีความรู้สึกว่าร่างกายนี่มันจะไม่ตาย ร่างกายสะอาด ร่างกายเป็นเราเป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา
      ๒. วิจิกิจฉา มีความสงสัยในพระพุทธเจ้า ในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระอริยสงฆ์ ไม่ตกลงว่าจะยอมรับนับถือหรือไม่
      ๓. สีลัพพตปรามาส ไม่ตั้งใจรักษาศีลอย่างจริงจัง รักษาศีลประเภทศีลหัวเฒ่าคือผลุบเข้าผลุบออก ประเดี๋ยวก็ทรงตัวบ้าง ประเดี๋ยวก็ไม่ทรงตัวบ้าง
      สังโยชน์ข้อที่ ๔ กามฉันทะ มีความหลงใหลใฝ่ฝันในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ นี่เรียกว่าติดหลงใหลใฝ่ฝันอยู่ในกามารมณ์
      สังโยชน์ข้อที่ ๕ ปฏิฆะ มีอารมณ์ข้องใจไม่พอใจ คือ มีความโกรธ มีความไม่พอใจอยู่เป็นปกติยังเหลืออยู่
      สังโยชน์ข้อที่ ๖ รูปราคะ มีความหลงใหลใฝ่ฝันในรูปที่เป็นวัตถุ หรือรูปฌาน
      สังโยชน์ข้อที่ ๗ สงสัยใฝ่ฝันในอรูป หรือสิ่งที่ไม่มีรูป หรือ อรูปฌาน ว่าดีเลิศประเสริฐแล้ว
      สังโยชน์ข้อที่ ๘ มานะ ยังมีการถือตัวถือตน ว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขา
      สังโยชน์ข้อที่ ๙ อุทธัจจะ ยังมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ไม่มั่นใจในตัวเองว่าเราจะไปนิพพานดีหรือไม่ไปนิพพานดี ไปได้แน่หรือไปไม่ได้แน่ เอาแน่นอนไม่ได้ คือ จิตใจขาดความเข้มแข็ง
      สังโยชน์ข้อที่ ๑๐ อวิชชา อวิชชานี้ยังมีความหลงใหลใฝ่ฝันในมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก ยังเห็นว่ามนุษยโลก เทวโลก พรหมโลกเป็นของดี ต้องการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

     
รวมความว่าสังโยชน์ ๑๐ ประการนี้ เป็นเครื่องดึงเราให้เวียนว่ายตายเกิด ตายแล้วเกิดใหม่ เกิดแล้วตาย ไม่ใช่เกิดจากมนุษย์ตายเป็นมนุษย์ ตายจากมนุษย์เกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่อย่างนั้น ตายจากมนุษย์แล้วอาจจะเป็นสัตว์นรกก็ได้ เปรตก็ได้ อสุรกายก็ได้ สัตว์เดรัจฉานก็ได้ เป็นเทวดาหรือพรหมก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ สุดแล้วแต่ความดีหรือความชั่ว
     
ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัท หรือบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรสามารถตัดสังโยชน์ได้ถึง ๑๐ ประการ พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า "พระอรหันต์" เป็นผู้ตัดกิเลสเป็น "สมุจเฉทปหาน" ก็รวมความว่าเราจะไม่พบกับคำว่าการเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน การเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือพรหมไม่มีอีกแล้ว ไปอยู่นิพพานแห่งเดียวมีแต่ความสุขสำราญ ไม่มีความทุกข์เป็นที่ไป
     
ก็รวมความว่าวันนี้หรือวันต่อไป ก็ยังไม่ชวนบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและเพื่อนภิกษุสามเณร เป็นพระอนาคามี หรือเป็นพระอรหันต์ ก็ยังไม่ชวนทุกท่านเป็นพระโสดาบัน หรือสกิทาคามี จะชวนเพียงว่า เรามาเอากันอย่างนี้ดีกว่า ในเมื่อพระโสดาบัน ก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี ท่านสามารถหลีกนรกได้เด็ดขาด ถึงอย่างไรก็ตามท่านไม่มีโอกาสลงนรกได้อีก นรกก็ไม่เกิด เป็นเปรตก็ไม่เกิด อสุรกายก็ไม่เกิด เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ไม่เกิด จะมีแดนที่ไปที่มาระหว่างมนุษยโลกกับเทวโลกเท่านั้น เป็นอันว่า "ตัดอบายภูมิได้เด็ดขาด" เราต้องการกันแค่นี้ก่อน
     
ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทก็ดี เพื่อนภิกษุสามเณรก็ดี อาตมาเองก็ตาม สำหรับอาตมาจริง ๆ มีความรู้สึกว่าเวลานี้เป็นเด็กอ่อน ยังเป็นเด็กอ่อนอยู่ ยังไม่กล้าต่อสู้อารมณ์ที่เข้ไปถึงความเป็นพระอรหันต์ เราเป็นเด็กเล็กมีกำลังน้อย ๆ ยกของ เบา ๆ ก่อน
       
อันดับแรก ลองยกสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการออกจากใจ ก็คิดว่ายังไง ๆ เราก็ไม่ไปนรกกันก่อน ไม่เป็นเปรต ไม่เป็นอสุรกาย ไม่เป็นสัตว์เดรัจฉานกันก่อนดีกว่า เอายังไงก็ดี ตั้งต้นกันจุดนี้เถอะบรรดาท่านพุทธบริษัทผู้ปฏิบัติพระกรรมฐาน การปฏิบัติกระกรรมฐานในหลักสูตรของวิชชาสามก็ดี อภิญญาก็ดี ปฏิสัมภิทาญาณก็ดี หากว่าท่านได้ ๒ ในวิชชาสาม, ๕ ในอภิญญาหก หรือสมาบัติ ๘ แต่ว่าท่านไม่สามารถจะตัดสังโยชน์ ๓ ประการให้พ้นจากใจได้ ท่านก็ยังเป็นเหยื่อของอบายภูมิ มีนรก เป็นต้น เราก็มาลองดูมันยากนักไหม ยากหรือไม่ก็ลองพิจารณากันดู
     
๑. สักกายทิฎฐิ เอาตัวนี้เข้ามาตั้งต้นก่อน อารมณ์ขั้นต้นของพระโสดาบันกับสกิทาคามิ ท่านมีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตายและบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรก็ดีญาติโยมพุทธบริษัทก็ดี มีความรู้สึกเหมือนพระโสดาบัน สกิทาคามีไหม ท่านมีความรู้สึกตัวท่านเอง ท่านจะตายไหม แต่ก็บางทีหลาย ๆ ท่านอาจจะลืม คิดว่าเราจะต้องตายเป็นปี ๆ ก็ได้ บางทีเกิดมา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ลืมนึกถึงว่าชีวิตมันจะต้องตายอันนี้เป็นของธรรมดาของพวกเรา ญาติโยมก็เหมือนกัน เพื่อนภิกษุสามเณรก็เหมือนกัน อาตมาก็เช่นเดียวกน เราก็ขี้หลงขี้ลืมเหมือนกัน
     
ต่อแต่นี้ไปเรามาตั้งต้นกันใหม่ดีไหม ว่าต่อแต่นี้ก่อนจะหลับเราจะคิดไว้ว่าหลับคราวนี้จะได้ตื่นเห็นพระอาทิตย์วันใหม่หรือไม่ก็ไม่ทราบ เราอาจจะต้องตายระหว่างการหลับหรือก่อนสว่างก็ได้พอสว่างแล้วตื่นขึ้นมา ก็มีความรู้สึกว่าเราจะได้เห็นกลางคืนของวันนี้หรือไม่ก็ไม่ทราบ เพราะชีวิตในช่วง ๑๒ ช่วงโมง ของกลางวันเราอาจจะตายก่อนก็ได้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง" เรื่องความตายนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทจงอย่าคิดว่าคนคิดถึงเรื่องความตายนี้ ต้องงอมืองอเท้าไม่ทำมาหากิน ไม่สั่งสมความดี อันนั้นผิด องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรทรงแนะนำว่าคนที่นึกถึงความตายนี่ เขาเป็นคนแกล้วกล้า ประกอบกิจการงานทุกอย่างตามหน้าที่ครบถ้วน เพราะไม่แน่ใจว่าจะตายเมื่อไร
     
สมมุติว่า ท่านมีสามีหรือภรรยา และมีบุตร ธิดาอยู่ด้วยมีคนที่ต้องอุปถัมภ์ ถ้าเราประมาทในชีวิต คิดว่าแก่สัก ๖๐ ปีหรือ ๗๐ ปี ๘๐ ปี หรือ ๑๐๐-๒๐๐ ปี จะต้องตายเราก็ไม่สั่งสมทรัพย์สินไว้เพื่อลูกเพื่อหลาน ยังคิดว่าอีกนานเราจะตายไม่เป็นไร ระหว่างนี้ทำกินพอกินไปวัน ๆ หนึ่งก็ได้ ถ้าเผอิญมันปุ๊บปั๊บตายไปก่อนล่ะ ลูกหลานไม่ลำบากหรือ เราเองก็ลำบาก เพราะเรามีทรัพย์น้อย พอจะตายขึ้นมาจริง ๆ จิตก็มีความกังวลถึงลูกถึงหลาน ตัวจิตกังวลนี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท จะทำให้เราต้องลงอบายภูมิ
     
หากว่าเราไม่ประมาทในชีวิต คิดว่าอาจจะตายวันนี้ไว้เสมอ เราก็หาทางรวบรัดสิ่งใดที่จะสร้างทรัพย์สมบัติให้เกิดขึ้น สำหรับทำทุนทำรอนไว้เพื่อเราในยามป่วยหรือยามแก่ ถึงเวลาที่มันตายไปแล้วลูกหลานไม่ลำบากในการจัดการศพ หรือการเป็นอยู่ในเบื้องหน้าเราก็หาทรัพย์สมบัติมาตามกำลังที่จะพึงหาได้ หาจนเต็มความสามารถด้วยความไม่ประมาทในชีวิต อย่างนี้ถ้าบังเอิญมันยังไม่ตาย ทรัพย์สินที่เราหาได้ก็จะสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับเราในปัจจุบัน ในเมื่อเราคิดว่าเราจะตายแล้ว รู้ว่าตายแล้วถ้าทำความชั่ว จิตชั่วเราต้องไปอบายภูมิ มีการเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นต้น เราก็จะละจากความชั่วนั้น ตั้งหน้าตั้งทำดี พูดดี คิดดี คนที่ทำดีพูดดีและคิดดี คนประเภทนี้เป็นที่รักของทุกคนในโลก ไม่มีคนเลวที่ไหนที่เห็นว่าคนพูดดี ทำดี คิดดี เป็นคนที่น่าเกลียด ที่ต้องการประกาศเป็นศัตรู ถ้าคนที่สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ บรรดาท่านพุทธบริษัทใครเขาก็รักทุกคนที่ทำดี พูดดี และคนคิดดี เพราะการทำดีเป็นการกระทำที่ไม่เบียดเบียนบุคคลอื่นให้มีความทุกข์ คนก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีความทุกข์ เพราะการกระทำของเรา การพูดดี คนก็ดี สัตว์ก็ดีในโลกจะไม่เกิดความลำบากเดือดร้อนจากคำพูดของเราคนที่คิดดี คนและสัตว์ในโลกจะไม่เกิดความลำบากยากแค้นไม่มีอันตรายเพราะความคิดดีของเรา เราเองก็มีแต่ความสดชื่น คนอื่นเห็นเข้าก็มีการชื่นอกชื่นใจ อยากคบหาสมาคม ไปที่ไหนก็มีแต่มิตรเป็นที่รัก
     
ถ้าอย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท คนที่คิดว่าจะต้องตายและเกรงว่าจะไปอบายภูมิต่างคนต่างทำดี ต่างคนต่างพูดดี ต่างคนต่างคิดดี อย่างนี้เจอะหน้าคนก็มีแต่ความเป็นมิตรไม่มีใครคิดเป็นศัตรูต่อกัน พูดก็พูดวาจาที่เป็นที่รักซึ่งกันและกัน การกระทำก็ไม่ขัดใจกัน ไม่ขัดขวางไม่มีการกลั่นแกล้งกัน ช่วยเหลือกัน ความคิดก็ไม่หมกมุ่นไปด้วยอารมณ์ที่เศร้าหมอง อย่างนี้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท รวมทั้งเพื่อนภิกษุสามเณรเห็นด้วยไหม ว่าก่อนจะตายหรือไม่ทันจะตายเราก็มีความสุขแล้ว ความสุขที่เกิดจากการเห็นหน้าและยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน ทุกคนก็มีแต่ความสดชื่น ถ้ามีการขัดข้องในทรัพย์สินหรือสิ่งของต่าง ๆ ต่างคนต่างยื่นโยนซึ่งกันและกัน สงเคราะห์ซึ่งกันและกันอย่างนี้แหละบรรดาท่านภิกษุสามเณรทั้งหลายและญาติโยมพุทธบริษัทควรคิดใหม่ว่าเราจะต้องตาย ในเมื่อเราคิดว่าจะต้องตายแล้ว เราก็ตั้งใจว่าการตายของเราคราวนี้จะตายเมื่อไรก็ตามที จะตายระยะไหนก็ตามคิดว่าพร้อมที่จะตายวันนี้ก็ได้เสมอ เราก็ทำดีทุกจุด
     
ความดีอันดับแรกบรรดาท่านพุทธบริษัทจะทำอะไรดี จะทำอะไรเป็นจุดแรกดีก็ขอยืนยันยึดเอาสังโยชน์ข้อที่ ๒ ที่เราเรียกว่า "วิจิกิจฉา" ทำลายวิจิกิจฉาให้พ้นจากกำลังใจของเรา
     
คำว่า "วิจิกิจฉา" นี่แปลว่า "สงสัย" คือสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระอริยสงฆ์ มีพระอรหันต์ เป็นต้น สงสัยว่าพระพุทธเจ้านะมีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริง ๆ พระพุทธเจ้าน่ะดีไหม คำสอนของพระองค์ดีจริง ๆ หรือเปล่า นี่สงสัย สงสัยคำสอน นี่สงสัยพระธรรมเลย แล้วสงสัยว่าพระอริยสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี่มีหรือไม่มี หนัก ๆ เข้าก็เลยคิดว่าไม่มี เพราะตัวสงสัยว่าพระพุทธเจ้าจริง ๆ ก็ไม่มี พระไตรปิฎกที่มีอยู่อ่านกันอยู่ ก็เป็นพระไตรปิฎกโกหกมดเท็จ ใครเขียนขึ้นมาก็ไม่รู้ก็เขียนแบบโกหกขึ้นมาว่าโลกนั้นมีโลกนี้มี ระลึกชาติไม่ได้ จิปาถะกันไป เลยสงสัยพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่เขาบอกว่าพระสงฆ์ พระสงฆ์น่ะเป็นพระสงฆ์จริงๆ หรือว่าเป็นตัวเบียดเบียนประชาชน ทำให้สังคมมีความทุกข์ มีความเร่าร้อน เพราะพระไม่เห็นจะทำอะไรได้แต่บิณฑบาต แล้วก็กิน กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็บิณฑบาตแล้วก็บอกบุญบ้าง ขอบุญบ้างเรี่ยไรกันบ้าง จิปาถะ มีแต่พูดไปพูดมาแล้วก็พูดไป ไม่เห็นมีอะไรให้เกิดประโยชน์ นี่ไม่สงสัยนะเลยไม่เชื่อเสียเลย ลักษณะอย่างนี้เป็นสังโยชน์ ข้อที่ ๒ ที่ทำให้คนเราต้องลงอบายภูมิ ขอยืนยันว่าถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ต้องลงอบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน แน่นอน
     
ถ้าถามว่าคนที่เขามีความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้แล้วไม่ไปนรกมีไหม?
     
ก็ต้องตอบว่าไม่มี เว้นไว้แต่ว่าจะมีเวลาส่วนใดส่วนหนึ่ง แม้แต่เป็นเวลามีความเชื่อมีความเลื่อมใสเข้ามาเพียงเล็กน้อย ตายปุ๊บปั๊บในขณะนั้นอาศัยที่จิตมีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เป็นต้น แล้วก็ไปสวรรค์ชั่วคราว ใช้เวลาไม่นานก็ลงป๋อมลงนรกไป
     
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายสำหรับเบื้องต้นอันนี้ก็พูดกันมากไปกว่านี้ไม่ได้ เพราะเวลาหมดแล้ว ก็ต้องขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแต่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่าน สวัสดี...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2551, 05:59:53 »

ตอนที่ ๒ ลักษณะแห่งการหนีบาป

      ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้เป็นตอนที่ ๒ ก็มาพูดถึงลักษณะแห่งการหนีบาปกันต่อไป แต่ขอย้ำไว้ก่อนว่าการที่จะหนีอบายภูมิทั้ง ๔ คือการไม่เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ต่อไปนั้น ต้องกำจัดสังโยชน์ คือ

      อารมณ์ชั่ว ๓ ประการ ขอย้ำไว้ตอนนี้ก่อนตอนต้นจะได้ไม่เฝือ

      ๑. ที่มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ตายตัดทิ้งไป ให้มีความรู้สึกว่ามันจะต้องตายแน่และไม่ประมาทในชีวิต คิดทำความดีต่อไป
      ๒. วิจิกิจฉา ความสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์หันมากลับมาปฏิบัติในศีลให้แน่นอนและจริงจัง ฆราวาสเพียงแค่ศีลห้า หรือว่ากรรมบถ ๑๐ ใช้ได้แล้ว สำหรับภิกษุสามเณรก็มีศีลของท่าน ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ทุกคน ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนมีความมั่นใจได้ว่าจะตายเมื่อไหร่ก็ตามที เราไม่ลงอบายภูมิกันแน่
      ๓. สีลัพพตปรามาส มีการปฏิบัติในศีลไม่แน่นอน ไม่จริงจัง อันนี้ต้องตัดทิ้งไปหันมาปฏิบัติในศีลให้แน่นอนและจริงจัง ฆราวาสเพียงแค่ศีลห้า หรือว่ากรรมบถ ๑๐ ใช้ได้แล้ว สำหรับภิกษุสามเณรก็มีศีลของท่าน ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ทุกคน ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนมีความมั่นใจได้ว่าจะตายเมื่อไหร่ก็ตามที เราไม่ลงอบายภูมิกันแน่

     
ที่หันมาพูดอย่างนี้ก็ย้ำไว้แต่ตนต้น เพราะว่าบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนจะงง เพราะในตอนต่อไปนี้พูดเรื่องตายจำให้ได้ว่า ชาตินี้ทั้งชาติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะไม่ประมาทเรื่องความตายของชีวิต และคนที่เกิดทีหลังเราเด็กเล็กตายก่อนเราไปเยอะแยะ เราต้องตายแน่ พยายามรวบรัดความดีเข้าไว้ บาปเก่า ๆ ที่ทำไว้แล้วช่างมัน มันจะไปไหนก็ช่างมันตามเราไม่ทันด้วยอาศัยเคารพพระพุทธเจ้า เคารพพระธรรม เคารพพระอริยสงฆ์ และปฏิบัติศีลให้บริสุทธิ์ อย่าลืมว่าฆราวาสศีลห้า อาจจะหยาบไปนิดหนึ่ง แต่ก็พ้นอบายภูมิแล้ว ถ้าทางที่ดีได้กรรมบถ ๑๐ จะดีมาก เรื่องนี้รายละเอียดเป็นอย่างไรอ่านต่อไปข้างหน้า
     
สำหรับตอนนี้ก็มาขอต่อตอนต้นที่ผ่านมาก็คือ ตอนที่ ๑ ว่าในเมื่อเรานึกถึงความตายแล้วเราก็เข้ามาไม่สงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า ในความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และความดีของพระอริยสงฆ์ ตอนนี้ก็มาว่าถึงความดีของพระพุทธเจ้าก่อน
     
พระพุทธเจ้ามีความดีเหลือหลาย อาตมาเองก็ไม่สามารถจะพรรณนาความดีของพระพุทธเจ้าให้ครบถ้วนได้ แต่ขืนพรรณนาไปมาก บรรดาท่านพุทธบริษัทก็จะเบื่อเอกันตอนต้นน้อย ๆ ก็แล้วกัน เพียงแค่เรายอมรับนับถือความจริงของท่าน ที่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาแล้วในโลก พระองค์ไม่ได้หวังประโยชน์ความสุขส่วนตัวเลย คือว่าไม่หวังเฉพาะความสุขส่วนตัว ต้องการแจกจ่ายความสุขให้แก่บุคคลทั้งโลกตามที่พระองค์จะพึงทำได้ ทั้งนี้ต้องอาศัยความเชื่อความเลื่อมใสในพระองค์ ถ้าขาดความเลื่อมใสพระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน เพราะคนที่ไม่เชื่อกันแล้วนี้พูดเท่าไรก็ไม่ยอมรับฟัง ฟังแล้วไม่ยอมเชื่อและก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม อย่างนี้ก็ไม่มีทางจะช่วยได้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อักขาตาโร ตถาคตา" ตถาคตาเป็นแต่เพียงผู้บอกเท่านั้น บอกแล้วจะทำตามหรือไม่ทำตามเป็นหน้าที่ของท่าน ถ้าทุกคนทำตามได้ บุคคลผู้นั้นก็พ้นจากอบายภูมิได้ เอาแต่เบื้องต้นนะ ถ้าสามารถปฏิบัติตามได้พ้นได้แน่ นี่เราจะปฏิบัติตามท่าน จะเอาอย่างไรในตอนนี้เรายังไม่พูดถึงศีลก่อน เอาแต่ความดีของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามีกฎแห่งการสอนอยู่ว่า

      ๑. สัพพปาปัสสะ อะกะระณัง ให้บรรดาพระสงฆ์และพระองค์เองก็เช่นเดียวกัน พยายามสอนให้ทุกคนละจากความชั่วทุกประเภท คือไม่ทำความชั่วทุกประเภท ไม่ทำ ไม่พูด และก็ไม่คิดซะด้วย
      ๒. กุสลัสสูปสัมปทา แนะนำให้ทำความดีทุกประการ
      ๓. สจิตตะปริโยทะปะนัง แนะนำสั่งสอนให้มีจิตใจผ่องใส คือไม่มีอารมณ์มัวหมอง มีอารมณ์สดชื่นอยู่เสมอ
      ๔. เอตัง พุทธานะสาสะนัง ท่านยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทุกองค์ตรัสอย่างนี้เหมือนกันหมด
     
มาตอนนี้ทุกท่านจะสงสัยไหม ก็ไม่ขอพูดให้มันเลอะ สงสัยหรือไม่สงสัยก็ช่าง เอาคนเข้านับถือพระพุทธเจ้าแบบย่อ ๆ เอาประเภทย่อ ๆ ที่ทำแบบง่ายที่สุด แล้วตายจากความเป็นคนก็ยังไม่มาเกิดเป็นคน และก็ไม่ลงนรก ไม่เกิดเป็นเทวดา เอากันอย่างย่อ ๆ ง่ายๆ นะ ยังไม่ต้องปฏิบัติตามมากเอาแค่นึกถึง แค่นึกถึงพระพุทธเจ้าเท่านี้ แล้วเขาผู้นั้นก็ตายจากความเป็นคนแล้วไม่ยอมลงนรกด้วย แล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก หลังจากนั้นเมื่อเป็นเทวดาแล้วได้พบพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ฟังเทศน์อีกครั้งเดียวย่อ ๆ สั้น ๆ ท่านผู้นั้นก็เป็นพระโสดาบัน
     
นี่เป็นอันว่าปฏิบัติยังไม่ถึงขั้นเข้าถึงครึ่งหลักสูตรนะ เข้ามานิดเดียวเท่านั้นนะ และใช้เวลาน้อยเหลือเกิน ใช้เวลาแค่นึกประเดี๋ยวเดียว นึกถึงพระพุทธเจ้า ตายจากความเป็นคนแล้วก็เป็นเทวดา เมื่อเป็นเทวดาแล้วฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าจบเดียวเป็นพระโสดาบัน
     
ที่มีนักเทศน์หรือคนบางคนพูดว่าการบำเพ็ญบารมีต้องอาศัยชาติมนุษย์ เป็นเทวดาหรือพรหมบำเพ็ญบารมีต่อไม่ได้
     
อันนั้นไม่จริง เทวดาหรือพรหมที่เป็นพระอนาคามี ไม่มีใครกลับมาอีก บำเพ็ญตนให้เป็นพระอรหันต์ไปนิพพานเลย อย่างท่านที่พูดนี่ก็เช่นเดียวกัน เป็นมนุษย์ที่มีความดีนิดเดียวเวลาน้อยๆ เมื่อเป็นเทวดาแล้วฟังเทศน์อีกครั้งเดียว เป็นพระโสดาบัน นี่เขาต่อกันแบบนี้ เรื่องนี้มีมาในพระไตรปิฎก จะขอเล่าเรื่องสู่กันฟัง จะได้เบื่อน้อย ๆ พูดกันแต่ธรรมะนี่มันเบื่อนาน ยิ่งฟังยิ่งเบื่อ ยิ่งฟังยิ่งเบื่อธรรมะ มันไม่ค่อยจะซึ้งใจ ฟังไม่เพลิน
     
สำหรับท่านที่นึกถึงพระพุทธเจ้านิดเดียว ยอมรับนับถือชั่วขณะจิตเดียวคือไม่นานนัก ถ้าใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ตายไปเป็นเทวดา ท่านผู้นี้มีมาในพระธรรมบท ท่านให้ชื่อว่า "มัฏฐกุณฑลีเทพ" ท่านผู้นี้เป็นลูกของพราหมณ์ ๆที่ไม่เคารพในพระพุทธเจ้า และก็เป็นพราหมณ์ชั้นพิเศษเสียด้วย ที่เรียกว่า "พิเศษ" ก็เพราะว่าแกไม่เคยให้อะไรใครเลยในชีวิต ชื่อว่า "อทินนกปุพพกพราหมณ์" พ่อของเขานะ "อทินนกะ" แปลว่า "ผู้ไม่เคยให้" "ปุพพกะ" "ในกาลก่อน" ในชีวิตกาลก่อนที่จะพบพระพุทธเจ้านี่เขาไม่เคยให้อะไรใครเลย จะพูดก่อนพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ จะต้องว่าก่อนที่พบลูกชายที่เป็นเทวดา ความจริงการพบพระพุทธเจ้านี่เขาพบกันมานาน ไม่เคยแม้แต่ยกมือไหว้ ไม่เคยมีความเคารพสักนิดหน่อย ตัวเองก็มีความรู้สึกว่าการเป็นเศรษฐีของตัว พระพุทธเจ้าไม่ได้หาทรัพย์สมบัติมาให้ พระอรหันต์ไม่ได้หาทรัพย์สมบัติมาให้ คนอื่นไม่ได้ให้ทรัพย์สมบัติ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หาไว้ให้ ในเมื่อคนอื่นไม่เกี่ยวข้องกับฐานะก็เลยไม่ยื่นโยนฐานะสงเคราะห์ใครต่อใครทั้งหมด ก็มีกินมีใช้แต่เฉพาะในครอบครัวเท่านั้น พราหมณ์คนนี้จึงมีฉายาว่า "อทินนกปุพพกพราหมณ์" แปลว่า พราหมณ์ผู้ไม่เคยให้อะไรใครมาในกาลก่อนเลย
     
มาให้ตอนหลังที่พบลูกชายตายแล้วเป็นเทวดา นี่เขาให้กัน นี่ท่านที่เคยได้ฟังใครเขาพูดมา ว่าตายแล้วไม่มีการเกิด เรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัส พระพุทธเจ้าทรงยืนยันและอาตมาเองก็ยืนยันด้วย ว่าการตายแล้วมีการเกิดแน่ ถ้าทำดีแม้แต่น้อยแต่ก่อนจะตายนึกถึงความดีเกิดเป็นเทวดาได้ ก็ขอยืนยันด้วยเหมือนกัน
     
ถ้าถามว่าเอาอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ก็ต้องตอบว่าลูกศิษย์ลูกหาเป็นแสนเขาสามารถทำกันได้ แล้วระลึกชาติก็ได้ อตีตังสญาณ เหตุการณ์ในอดีตสามารถทำได้ อนาคตังสญาณ เหตุการณ์ข้างหน้าในอนาคตสามารถทำได้ ปุพเพนิวาสานนุสสติญาณ ระลึกชาติได้ เขาทำกันได้ ญาณนอกจากนี้เขาก็ทำกันได้หมด ทำกันได้เป็นแสน ๆ คนแล้ว กล้ายืนยันคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเดี๋ยวมันจะเลอะไป
     
ขอพูดต่อไปว่าพราหมณ์ผู้นี้ก็มีลูกชายอยู่หนึ่งคน ลูกชายคนนี้ตามบาลีก็ไม่ปรากฏชื่อชัด ไม่ได้บอกชื่อไว้ว่าชื่ออะไร ตัวแกเองจริง ๆ บางลีก็ไม่บอกชื่อ บอกแต่เพียงนิสัยว่าไม่ชอบให้อะไรใครเท่านั้น ต่อมาลูกชายป่วย เป็นหนุ่มแล้ว ลูกชายป่วย เวลานั้นพระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองนั้น เดินผ่านมาผ่านไป ตอนเช้าบิณฑบาตพระเดินผ่านมาผ่านไป จะไปไหนก็เชิญไป ฉันไม่นับถือนายเสียก็แล้วกัน รวมความพ่อลูกชายป่วย ได้ความรู้สึกของแก ว่าได้ลูกป่วยนี่ถ้าไปหาหมอมันก็เสียสตางค์ ถ้าจะไปซื้อยามันก็เสียเงิน เอ๊ะ…เงินกับสตางค์มันก็เหมือนกัน ถ้าเป็นเวลานี้นะ ถ้าไม่ไปโรงพยาบาลดี ๆ นี่ ที่เขามีชื่อเสียงเข้าไปวันแรกเพียงวันเดียวก็เสียเงินเป็นหมื่น ลูกชายคงจะตาย ช๊อคตายแน่ในวันแรก แกไม่ยอมเสียเงินเสียทองแน่ ถึงเวลานั้นมีแพทย์แผนโบราณเยอะ เสียเงินไม่มาก แกก็ยังไม่ยอมเสีย เมื่อลูกชายป่วยหนักเข้าแกก็ไปถามหมอว่า
     
"อาการของลูกแบบนี้เป็นโรคผอมเหลือง กินไม่ได้นอนไม่หลับ อาการอึดอัดอยู่เสมอ ฟัดหน้าเหวี่ยงหลังเป็นปกติ อยากจะทราบว่าอาการอย่างนี้จะใช้ยาอะไรหนอรักษาจึงจะหาย"
     
นี่ความขี้เหนียวของแกรักทรัพย์สินมากกว่ารักลูก ตามธรรมดาหมดเขาก็ต้องปิดบังความรู้ของเขาเป็นธรรมดา เพราะเขามีอาชีพหมอ ถ้าเราไปเป็นหมอแข่งกับเขาหมอก็หากินไม่ได้ เขาบอกยกกลางบ้านให้ คำว่า "ยากลางบ้าน" ไม่ใช่ยาในหลักสูตร คนนิยมใช้กันเองตามชาวบ้านสมัยนี้เขาใช้หมอตี๋ ความจริงหมอตี๋จะโทษว่าไม่ดีก็ไม่ได้ มีแพทย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอาตมา ท่านยังไปซื้อยาหมอตี๋ ให้หมอตี๋จัดยาให้ ท่านก็กินตามนั้น ถามว่าหมอเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้ทำไมกินยาหมอตี๋ เพราะว่าเข้าไปหมอตี๋ไม่รู้ว่าคนนี้เป็นแพทย์ที่มีความสำคัญมาก ท่านไปบอกอาการท่านเป็นอาการอย่างนี้มียาอะไรขายบ้าง หมอตี๋ก็จัดยามาให้ ท่านดูแล้วไอ้ยานั้นมันตรงกับอาการของท่าน ตรงกับโรค ท่านก็เอามาบริโภคมันก็หาย
     
นี่จะหาว่าหมอตี๋ไม่สำคัญก็ไม่ได้นะ หมอตี่ซะอีก หมอตี่คือโตกว่าหมอตี๋ บางทีก็ให้ยาไม่ตรงกับโรคเหมือนกัน อันนี้ว่าไปว่ามาไม่ได้นินทาหมอนะ พูดตามความเป็นจริง
     
ก็เป็นอันว่าเวลานั้นหมอก็บอกยากลางบ้าน เป็นยาสมุนไพร แกก็มาเก็บยาเอง ให้ลูกกินไอ้ยานี่กับถูกลูกจริง ๆ คือยานี่ถูกลูก ลูกกินแล้วก็ถูกยา แต่ไม่ตรงกับโรคไม่สามารถรักษาโรคได้ แต่คนกินถูกยา คือกินเข้าไปปากมันก็ชนยา คือยาถูกลูกแต่ยาไม่ถูกโรค หรือยาไม่สามารถกำจัดโรคได้ ก็ป่วยหนักลงไปทุกที ตาพราหมณ์ก็มานั่งคิดว่าเวลานี้ลูกของเราป่วยอยู่ในห้อง ห้องมีเครื่องประดับประดามาก เป็นเครื่องมีราคาแพงมาก ถ้าอาการไข้มันหนักมากขึ้นเมื่อไหร่ หนักไปกว่านี้ ญาติทั้งหลายรู้เข้าก็จะมีความห่วงใย เดี๋ยวคนนั้นก็จะมาเยี่ยม เดี่ยวคนนี้ก็จะมาเยี่ยม ไอ้การจะห้ามญาติเยี่ยมนี่มันก็เป็นการไม่ดี เมื่อเข้ามาเยี่ยมในห้องเห็นของมีค่ามากๆ ก็จะขอโน่นขอนี่เราก็จะเสียของเปล่าๆ อย่ากระนั้นเลย ชวนเมียช่วยกันอุ้มลูกชาย ลูกชายเดินไม่ไหวแล้ว ป่วยหนักมาก เอามานอนไว้ที่ระเบียงเรือนซึ่งไม่มีเครี่องประดับ แล้วก็เอายาประเภทนั้นให้ลูกกิน ลูกก็หนักขึ้นมาทุกที ในที่สุดชีวิตก็ใกล้จะหมด เรียกว่าใกล้เลิกหายใจจะตายกันแล้ว
     
ลูกชายเมื่อทุกทรมานมากจากโรคก็มานึกในใจว่า พ่อก็ดี แม่ก็ดี ทรัพย์มากมายมีอยู่ในฐานะมหาเศรษฐีก็ดี ของเหล่านี้ไม่เกิดประโยชน์กับเราเลย พ่อกับแม่ไม่มีความรักเราจริง เราป่วยพ่อจะหาหมอมารักษาพ่อก็กลัวเสียเงิน จะซื้อยาที่เขาปรุงดีแล้วพ่อก็กลัวเสียเงิน เอายาที่ไปเก็บเองจากป่ามาให้เรากินก็ไม่ถูกกับโรค อาการร่อแร่ทุกขเวทนาหนักอย่างนี้ ก็รวมความว่าพ่อก็ไม่ใช่ที่พึ่ง ทรัพย์สินทั้งหลายก็ไม่ใช่ที่พึ่ง เราไม่มีที่พึ่ง ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร
     
คิดมาคิดไปก็ฟังข่าวเล่าลือ เขาลือว่าพระสมณโคดมบรมครูที่สอนคนทั่วๆ ไป ท่านมีอิทธิฤทธิ์ และท่านก็ใจดีมีความเมตตาไม่เลือกบุคคล จึงตั้งใจของตนว่าขอพระสมณโคดมบรมครูมาโปรดข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด ขอให้ช่วยให้หายโรคเป็นปกติ ความจริงเขาไม่เลื่อมใสพระพุทธเจ้าในเรื่องอื่นเลย ในกาลก่อนนั้น แม้แต่ยกมือไหว้ก็ไม่มี พ่อสอนไม่ให้เขาไหว้ เธอก็นั่งนึกนอนนึก นั่งไม่ได้ นั่งไม่ได้แล้วได้แต่นอน นอนหายใจแรงก็ไม่ได้ เพราะไม่มีแรงจะหายใจ หายใจเบาๆ ขยับกายก็เกือบจะไม่ไหว ได้แต่กรอกหน้าไปกรอกหน้ามา พลิกซ้ายพลิกขวาก็แสนจะลำบาก นึกถึงองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า คือพระพุทธเจ้า ว่าขอให้มาโปรดให้หายโรคนี้เสียทีเถิด มันเจ็บเหลือเกิน เวลานี้แรงก็ไม่มีแล้ว
     
ปรากฏว่าตอนเช้ามืด องค์สมเด็จพพระประทีปแก้วทรงใช้อำนาจพระพุทธญาณเห็นทุกขเวทนาลูกชายมหาเศรษฐี คืออทินนกปุพพกพราหมณ์ (ตอนนี้ยังไม่รู้จักชื่อเขาเหมือนกันว่าเขาชื่ออะไร บาลีไม่ได้บอก) ว่าเธอมีทุกข์ทรมานมากต้องการให้ตถาคตไปช่วยในตอนเช้า องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก้บพระอานนท์เสด็จเดินไปบิณฑบาทผ่านบ้านนั้นพอดี องค์สมเด็จพระชินสีห์จึงเปล่งฉัพพรรณรังสีพุ่งไปให้เห็นคนเดียวคือเฉพาะลูกชายท่านเศรษฐี คืออทินนกปุพพกพราหมณ์ เวลานั้นหันหน้าเข้าข้างฝาแสงสว่างพุ่งเข้าตาเขาด้วยกำลังฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า เขาก็แปลกใจว่าแสงอะไรเข้าตาเขา พลิกกายกลับมาเห็นพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์กำลังเดินบิณฑบาต มือยกไหว้ไม่ไหวแล้ว แต่ใจยอมรับนับถือองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ตั้งใจว่าขอพระองค์ได้โปรดช่วยข้าพระพุทธเจ้าให้หายจากโรคเถิด พระพุทธเจ้าข้า แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงเหลียวไป ท่านก็เดินของท่านเรื่อยๆ ไป พระอานนท์ก็เดินตาม เขาก็นึกถึงพระพุทธเจ้าไปก็เป็นการพอดีใกล้เวลานั้นนึกถึงพระพุทธเจ้าเห็นพระพุทธเจ้าไม่นาน เขาก็ต้องสิ้นลงปราณ คือตายจากความเป็นคน
     
การตายนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท มันตายเฉพาะร่ายกายเท่านั้น จิตใจหรือที่ปฏิบัติเขาเรียกว่า "อทิสสมานกาย" คือกายที่ไม่สามารถเห็นด้วยตาเนื้อ มันก็ออกจากร่างเนื้อนี้ไป ไอ้ร่างเนื้อนี้ก็หมดลมหายใจ หมดลมปราณทั้งหมด ธาตุไฟดับ ธาตุลมหมด เหลือแต่ธาาตุดินกับธาตุน้ำอยู่ด้วยกันสองนาย นานๆ เข้าธาตุดินก็ทนธาตุน้ำไม่ไหวน้ำละลายดินเน่าขึ้นมา เหม็นคลุ้ง แต่เนื้อแท้จริงๆ อทิสสมานกายคือกายของเขาจริงๆ ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีนามว่า "มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร"
     
คำว่า "มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร" นี่ท่านแปลว่า "เป็นเทพบุตรที่มีต่างหูเกลี้ยง" คือต่างหูไม่มีเครื่องประดับด้วยเพชร ตามธรรมดาเทวดานี่เขามีเครื่องประดับเป็นเพชรแพรวพราวเป็นระยับ คนนี้ทำบุญนิดเดียว ขอโทษเถอะ คำว่าทำบุญก็ถูกจะเรียกว่าทำก็ทำด้วยใจ ต้องนึกถึงบุญนิดเดียว คือนึกถึงพระพุทธเจ้า ตายแล้วเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก
     
หลังจากนั้นเขาก็มานั่งพิจารณา ว่าวิมานของเราเป็นวิมานทองคำ ทองคำทั้งหลัง ร่างกายเรามีเครื่องทิพย์ประดับ ร่างกายก็เป็นทิพย์ เขาก็ถอยหลังคิดว่าก่อนที่มาเกิดเป็นเทวดานี่เราอยู่ที่ไหน ความเป็นทิพย์ของกาย ความเป็นทิพย์ของใจ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เขาก็รู้ตัวทันทีว่าเราเป็นลูกชายของพราหมณ์ มีนามว่า "อทินนกปุพพกพราหมณ์" เป็นพราหมณ์ที่เป็นพาล คำว่า "พาล" แปลว่า "โง่" ไม่รู้จักทำความดีแม้แต่การให้ทาน พระพุทธเจ้ากับบรรดาพระสาวกหลายท่าน ท่านมา ท่านเดินผ่านบ้านเสมอๆ แม้แต่ยกมือไหว้ก็ไม่มี แต่สำหรับเรานี้มาเป็นเทวดาได้เพราะอาศัยความดีที่นึกถึงพระพุทธเจ้า คือใช้เวลานิดเดียว ยอมถวายความเคารพท่านจึงมาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานก็วิมานทองคำ จะเปรียบเทียบกับบ้านเก่า ๆ ก็สู้กันไม่ได้เลย บ้านสู้ไม่ได้ ร่างกายก็เป็นร่างกายเป็นทิพย์ ดูร่างกายเก่าเวลานี้พ่อกำลังนำไปฝังไว้ในป่าช้า เมื่อฝังแล้วพ่อก็ยืนร้องไห้อยู่ใกล้หลุม บนบานศาลกล่าวขอให้ลูกชายลงมาเกิดมาเกิดเป็นลูกใหม่ เธอก็คิดในใจว่าพ่อของเราจอมโง่แสนโง่ จอมพาลแสนพาล เราจะต้องไปดัดสันดานพ่อให้รู้จักสร้างความดี
     
วันรุ่งขึ้น พอพราหมณ์ผู้เป็นพ่อของเธอนี้ไปยืนร้องไห้ใกล้หลุมฝังศพ และก็บนบานศาลกล่าวไหว้หน้าไหว้หลังตามแบบฉบับของพราหมณ์ ขอพระพรหมผู้เป็นเจ้าช่วยลูกชายมาเกิดเป็นลูกชายใหม่ เธอก็แปลงกายของเธอคล้ายคนเดิม แต่สวยกว่าเก่าไปยืนในป่าช้าใกล้ๆ กับพ่อเก่าของเธอ เธอก็ยืนร้องไห้
     
พราหมณ์เห็นชายคนนี้เข้าก็เข้าใจว่าเป็นลูกชาย เพราะคล้ายคลึงกันมาก แต่ไม่ถืงว่าไม่เป็นลูกชายจึงเดินเข้าไปใกล้แล้วก็แปลกใจว่าทำไม่หนอเราร้องไห้ถึงลูกชายของเราที่ตายไปแล้วต้องการให้กลับมาเกิด ชายหนุ่มคนนี้ยังหนุ่มอยู่ ยังไม่น่าจะมีเมียเหมือนเรา ไม่น่าจะมีลูก เธอมายืนร้องไห้เพราะอะไร จึงเดินเข้าไปใกล้ถามว่า
     
"โภ ปุริสะ ดูก่อนท่านผู้เจริญ (หรือบุรุษผู้เจริญ) เธอร้องไห้เพราะอะไร"
     
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรก็ถามพ่อว่า "ลุงร้องไห้เพราะอะไร"
     
เธอก็เล่าให้ฟังว่า ร้องไห้เพราะลูกชายตาย ลูกชายหน้าตาคล้ายเธอน่ะ รูปร่างทรวดทรงเหมือนกัน แต่เธอสวยกว่า ตายไปแล้วอยากให้กลับมาเกิดใหม่ เมื่อบอกแล้วก็ถามว่า "เธอร้องไห้เพราะอะไร"
     
ชายหนุ่มก็บอกว่า "ผมมีรถทองคำอยู่คันหนึ่ง มันสวยมากครับ แต่ไม่มีล้อ ที่ร้องไห้เพราะอยากได้ล้อ"
     
พราหมณ์ก็คิดว่าชายคนนี้เหมือนลูกชายของเรา เราต้องการเอาไว้เป็นลูกเป็นที่ระลึก อย่างน้อยที่สุดก็มีความรู้สึกว่ารักแทนลูกได้ ก็ถามว่า "เธอต้องการล้อเงินหรือล้อทอง หรือล้อแก้วมณี       ฉันจะหาให้ แต่ว่าต้องเป็นลูกฉันนะ"
     
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรก็คิดว่าพ่อของเราเมื่อป่วย ขี้เหนียวแม้แต่ค่ายาก็ไม่ยอมซื้อ ค่าหมอไม่ยอมจ้าง เวลานี้จะให้เงินให้ทองให้แก้วมณีเป็นล้อรถราคาแพงกว่าตั้งมาก ทีก่อนไม่คิด จึงคิดดัดสันดาน ก็บอกว่า "ผมไม่ต้องการประเภทนั้นครับ เพราะรถของผมสวยมาก ต้องการดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์มาเป็นล้ออย่างละข้าง"
     
ตาพราหมณ์โมโหบอกว่า "ไอ้บ้า มันจะมีมาได้อย่างไร ดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ใครต้องการมันไม่ได้หรอก มันอยู่สูงเกินไป"
     
มัฏกุณฑลีเทพบุตรก็ถามว่า "แล้วท่านต้องการลูกชายของท่าน เวลานี้ท่านทราบไหมว่าลูกชายอยู่ที่ไหน"
     
พราหมณ์บอกว่า "ไม่รู้"
     
เธอก็เปรียบเทียบว่า "การที่ผมต้องการสิ่งที่ผมเห็นกับที่ลุงต้องการสิ่งที่ลุงไม่เห็น อย่างไหนจะบ้ามากกว่ากัน"
     
พราหมณ์ยอมแพ้ ก็รวมความว่าในที่สุดมัฏฐกุณฑลเทพบุตรก็บอกให้พราหมณ์ทราบว่าเธอน่ะคือมัฏฐกุณฑลีลูกชาย เวลานี้ไปเกิดเป็นเทวดา เพราะอาศัยความเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แนะนำให้พ่อไปพบพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็รับกลับไปที่วิมานของตน
     
พราหมณ์ออกจากที่นั้นแล้วไปบ้าน บอกให้เมียจัดอาหารเป็นพิเศษ วันนี้จะอาราธนาองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์กับพระสาวาที่ฉันที่บ้าน และไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถามว่า
     
"พระสมณโคดมอยากจะทราบว่าคนที่ไม่เคยถวายทาน ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยยกมือไหว้ท่าน นึกถึงท่านอย่างเดียวไปเกิดเป็นเทวดามีไหม"
     
พระพุทธเจ้าบอก "มีเยอะแยะไป ไม่ใช่นับหมื่นนับแสน นับเป็นโกฏิๆ" แล้วก็ถามว่า "เมื่อเช้าท่านได้พบแล้วใช้ใหม" หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงเรียกมัฎฐกุณฑลีเทพบุตรให้มาพร้อมวิมาน
     
เมื่อมัฎฐกุณฑลีมาแล้วก็ลงจากวิมานมาไหว้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงเทศน์โปรด พอเทศน์จบก็เป็นพระโสดาบัน
     
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เวลาจะหมดแล้วต้องรีบรวดรัดกันเพียงเท่านี้ ก็เป็นอันว่าการนึกถึงพระพุทธเจ้า มีความเคารพพระพุทธเจ้านั้น อย่างน้อยที่สุดบรรดาท่านพุทธบริษัท แม้แต่เล็กน้อยอย่างมัฎฐกุณฑลีเทพบุตร เมื่อตายจากความเป็นมนุษย์ก็พ้นจากการเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดาได้ หลังจากนั้นก็เป็นพระโสดาบัน ตัดบาปอกุศลทั้งหมด
   
บรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคต และญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายเวลานี้ก็หมดเวลาแล้วก็ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแต่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่าน สวัสดี...


 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

start@home
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 6
สมาชิกลำดับที่ 4549


| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 16 มกราคม, 2553, 16:05:59 »

อยากให้ลง ตอนต่อๆไปครับ อ่านแล้วดีมากเลยครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 16 มกราคม, 2553, 16:12:13 »

ตอนที่ ๓ ปฏิบัติตนไม่ครบไปสวรรค์ได้ ไปนรกได้

      ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่ ๓ ของเรื่อง การหนีบาป
     
การปฏิบัติตนเพื่อการหนีบาปนี่ ว่าจะรอพุดให้จบ รอคำอธิบายให้จบ บรรดาท่านพุทธบริษัทก็จะใช้เวลามากเกินไป จะรำคาญในการปฏิบัติ หรือการรับฟัง ขอนำเอาคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาพูดให้เข้าใจเสียก่อน องค์สมเด็จพระชินวร คือ พระพุทธเจ้า ได้ทรงแนะนะบรรดาท่านพุทธบริษัทไว้ว่า
     
"ถ้าต้องการจะให้พ้นจากอบายภูมิทั้ง ๔ มีการเกิดเป็นสัตว์นรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน จะไม่ต้องเกิดในแดนนี้ทุกชาติไปจนกว่าจะเข้าถึงนิพพาน สมเด็จพระพิชิตมารได้ทรงให้ตัดสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการ" คือ
     
๑. สักกายทิฏฐิ ให้มีความรู้สึกไว้เสมอว่าชีวิตนี้มันต้องตายและก็ตั้งใจไว้ว่าการตายของเราคราวนี้ เราจะไม่ยอมลงอบายภูมิทั้ง ๔ มีนรกเป็นต้น หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระทศพลทรงแนะนำให้ยอมรับนับถือ คือหมดความสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า ในความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และความดีของพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ยอมรับนับถือด้วยความจริงใจด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เมื่อนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ตัดความสงสัยที่เรียกว่า วิจิกิจฉา ได้แล้ว
     
ข้อที่ ๓ ก็เป็น สีลัพพตปรามาส คือปฏิบัติในศีลให้ได้ครบถ้วนทุกประการด้วยความเต็มใจการปฏิบัติศีลห้าครบถ้วนสำหรับฆราวาส มีศีลห้าใช้ได้แน่นอน ถ้าจะทำคนให้ดีจริงๆก็มีกรรมบถ ๑๐ ด้วย ถ้ามีทั้งศีลห้ามีทั้งกรรมบถ ๑๐ อย่างนี้จะมีความสุขอย่างยิ่งทั้ง ปัจจุบันและสัมปรายภพ ถ้าปฏิบัติตนได้อย่างนี้องค์สมเด็จพระมหามุนี คือพระพุทธเจ้าทรงยืนยันวาท่านทั้งหลาย เมื่อตายแล้วจากชาตินี้ก็ดีหรืออีกกี่ชาติก็ดี จะไม่พบกับคำว่าอบายภูมิเลย การเกิดเป็นสัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสุรกายก็ดี ไม่มีสำหรับท่าน แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ไม่เกิดในแดนนั้น จะเวียนว่ายตายเกิดเฉพาะการเกิดเป็นคน เป็นเทวดาหรือพรหม เท่านั้น
     
ขอย้ำอีกนิดหนึ่งเผื่อว่าท่านทั้งหลายจะฟังไม่ถนัด คือการที่จะพ้นอบายภูมิทั้ง ๔ ได้คือ
     
๑. มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตาย ตั้งใจไว้ว่าก่อนจะตายจะปฏิบัติเพื่อเป็นการพ้นจากอบายภูมิทั้ง ๔ คือยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ด้วยความ
จริงใจและเต็มใจ ถ้าฆราวาสมีศีลห้าบริสุทธิ์ ใช้ได้ แต่ว่าจะให้ดีจริงๆ ต้องมีกรรมบถ ๑๐ อีกด้วยจะดีมาก จะเป็นคนที่มีความสุขหรือมีเสน่ห์มากในสมัยที่มีชีวิตอยู่ ตายไปแล้วองค์สมเด็จพระบรมครูก็ทรงยืนยันว่าอบายภูมิทั้ง ๔ ตามที่กล่าวมาแล้วไม่มีอีก
     
ตอนต้นนี้ขอย้ำให้บรรดาท่านพุทธบริษัททราบ เพื่อว่าจะได้ไม่ต้องคอยพูดจบคอยพูดจบเรื่องนี่เรื่องมันมาก
     
ต่อไปนี้ก็มาพูดถึงบุคคลที่ปฏิบัติทำตนไม่ครบแต่บังเอิญไปสวรรค์ได้ไปนรก ได้ไปนรกใครไม่ชอบละมั๊ง เป็นอันว่าไปสวรรค์ได้ไปนรกได้ก็แล้วกัน แต่ว่าการกลับมาเกิดนั้นไม่แน่นอนบางทีไปเป็นเทวดาหรือพรหมแล้ว แต่กลับลงมา หมดบุญวาสนาบารมีจากเทวดาหรือพรหม ก็ไม่พักที่เทวดาหรือพรหม และไม่พักที่มนุษย์ เพราะอาศัยกรรมที่เป็นอกุศลในกาลก่อน ที่ทำมาในสมัยที่เป็นมนุษย์เป็นบาปอกุศลพาตนพุ่งหลาวลงอเวจีมหานรกไปบ้าง ลงนรกขุมอื่นบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง อย่างนี้ก็มี
     
ก็รวมความว่าถ้าทำตนไม่ครบถ้วนตามที่กล่าวมาแล้ว แต่เป็นความดีพอที่จะพาตนไปสวรรค์ได้ แต่ก็ไปได้แน่แต่ลงมาซิไม่แน่ ไม่ใช่จะค้างที่มนุษย์ อาจจะไปค้างที่นรกก็ได้ อสุรกายก็ได้ สัตว์เดรัจฉานก็ได้ บางท่านลงมาเป็นมนุษย์ได้เหมือนกัน แต่กรรมชั่วเก่านำผลดลใจตนให้เกิดบาปอกุศล ตายจากความเป็นคนลงไปอเวจีมหานรก อันนี้ก็มีมาก
     
รวมความว่าถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจะหนีนรกกันจริงๆ ก็ขอให้ปฏิบัติตนครบทั้ง ๓ ประการตามที่กล่าวมาแล้ว
     
ต่อไปนี้ก็ของดเรื่องที่จะพูดถึง "พุทธานุสสติ" ไว้ก่อน ต่อไปนี้จะขอนำเอาเรื่องเบาๆ ที่เป็น "อารมณ์ฟุ้ง" คือไม่ขาดศีล ๕ ไม่ขาดสรรณคมน์ คือไม่ทำลายพระพุทธเจ้า ไม่ติเตียนพระพุทธเจ้า ไม่คัดค้านพระธรรม ไม่ทำลายพระสงฆ์ และก็ไม่ได้ทำลายศีล แต่ว่ามีอารมณ์ฟุ้งทำตนให้เกิดในอบายภูมิ มีการเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นสัตว์ใหญ่บ้าง เป็นสัตว์เล็กบ้าง เป็นต้น
     
สำหรับคนที่มีการปฏิบัติดีอย่างยิ่ง นี่ขอนำที่ไม่เกี่ยวกับศีล เดี๋ยวจะหาว่าคนที่ละเมิด คำสั่งสอนขององค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีศีลเสียอย่างจะต้องลงนรก หรือปรามาสพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ลงนรกมันก็ไม่แน่เหมือนกัน ขอเอาเรื่องเบาๆ มา ที่ไม่เกี่ยวกับการปรามาสพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ไม่เกี่ยวกับการทำลายศีล แต่ว่าลงนรก เอามาคุยสู่กันฟังก่อน เพื่อเป็นความรู้ของบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระชินวร ทั้งนี้ก็ต้องนำพระสูตรมาคุยกันดีไหม ลูกหลานตัวเล็กๆ ยิ้มแป้น บอกว่าดีครับ ดีเจ้าค่ะ ความจริงที่พูดนี่มีคนนั่งฟังอยู่ด้วยนะ และก็เลยบันทึกเสียงไว้ ให้มันพอกับเวลาที่จะฟังกันคือ ๓๐ นาที นิทานเรื่องนี้ ชาวบ้านเขาเรียกว่า "นิทาน" แต่ว่าทางพระพุทธศาสนาเขียนในบาลีเรียกว่า "พระสูตร" พระสูตรก็คือ นิทาน นิทานก็คือพระสูตร แต่นิทานในพระสูตรเป็นนิทานเรื่องจริงๆ ไม่ใช่นิทานเรื่องหลอกๆ ไม่ใช่โกหกมดเท็จ เอาเรื่องจริงมาพูดกัน
     
เนื้อความมีอยู่ว่า เมื่อองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เวลานั้นองค์สมเด็จพระบรมครูแสดงธรรมเทศนาสอนบรรดาท่านพุทธบริษัทให้พ้นจากความทุกข์ คนที่มีความเคารพพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังมากอย่างยิ่งคนหนึ่ง ความจริงมีหลายคน มีมาก แต่ท่านผู้นี้คณะนี้มีความเคารพในองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจริงๆ หนึ่งในจำนวนที่มีคนดีหลายๆ คน นั่นคือ "พระเจ้าปัสเสนทิโกศล" กษัตริย์ของเมืองพาราณสี พระเจ้าปัสเสนทิโกศลองค์นี้มีความเคารพในองค์สมเด็จพระทศพลเป็นอย่างยิ่ง
     
ต่อมาพระองค์กับภรรยาที่มีนามว่า "พระนางมัลลิกา" พระนางมัลลิกานี่ก็มีความเคารพอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระนางมัลลิกานี่เป็นบุคคลที่มีความประพฤติมีการปฏิบัติดีมาก ยากที่บุคคลอื่นพึงทำให้ คือว่าคำน้อยคำใหญ่ที่เป็นคำไม่ดีไม่เคยพูด การกระทำเล็กกระทำน้อยกระทำใหญ่ การกระทำไม่ดีทางกายไม่เคยทำ อารมณ์ใจของพระนางเต็มไปด้วยอารมณ์ของกุศล เคยถวาย อสทิสทาน กับองค์สมเด็จพระทศพล อสทิสทานนี้เป็นทานใหญ่ยิ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า พระพุทธเจ้า ๑ องค์ จะมีคนถวายอสทิสทานครั้งเดียวในชีวิต และคนที่จะถวายอสทิสทานได้นั้นต้องเป็นผู้หญิง ก็ได้แก่พระนางมัลลิกาเทวี พระนางมัลลิกาเทวีนี้มึคุณงามความดีอันประเสริฐ มีจริยานิ่มนวลเรียบร้อยมาก ไม่เคยทำความชั่วมาก่อน ก็เหมือนกับผ้าขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งผืน บังเอิญถ้าไปเปื้อนอะไรนิดหนึ่งจุดเด่นมันก็ปรากฏขึ้น
     
เรื่องราวก็มีอยู่ว่าในคืนหนึ่ง เวลานั้นเขายังไม่มีไฟฟ้า เขายังไม่มีไฟฟ้ากัน พระนางก็นอนกับพระเจ้าปเสนทิโกศล คือนอนกลางคืนก็ดับไฟ มันก็มืด ต่อมาพระนางปวดปัสสาวะ(ขอพูดภาษาชาวบ้าน ใช้ราชาศัพท์ก็ใช้กับเขาไม่ค่อยเป็น) พระนางจะไปถ่ายปัสสาวะ บังเอิญเท้าขวาของพระนางสะดุดพระบาท(คือเท้า) ของพระราชสวามีเข้า เพียงเท่านี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย พระนางเสียใจมาก คิดว่าตัวเองทำความชั่วมาก พระนางมีความเคารพพระราชสวามีคล้ายพระราชบิดา (อ้าว…ล่อราชาศัพท์เข้าเสียหน่อย) เรียกว่ามีความเคารพผัวเหมือนพ่อ เสียอกเสียใจแสดงอาการเศร้าโศก พระเจ้าปเสนทิโกศลก็สอบถามว่าเสียใจเรื่องอะไร ก็ปรากฏว่าพระนางเล่าให้ทราบ
     
พระเจ้าปเสนทิโกศลก็บอกว่า "เรื่องนี้ไม่น่าจะหนักใจ ไม่มีอะไรเป็นความผิด ถ้าคิดว่ามีความผิดฉันก็อภัยให้ แต่ความจริงไม่มีอะไรเป็นความผิดเลย เพราะเจตนาไม่มี"

แต่ถึงกระไรก็ดีบรรดาท่านพุทธบริษัทผู้รับฟังและหนูน้อยที่นั่งฟังอยู่ โปรดทราบว่าพระนางมัลลิกาน่ะดีมาก เหมือนกับผ้าขาวบริสุทธิ์ทั้งผืน แต่บังเอิญมีคนเอาหมึกสีดำหรือสีแดงไปแต้มเข้านิดเดียว ผ้าน่ะสะอาดทั้งผืนหมึกแต้มนิดเดียวก็มีจดเด่นเห็นจุดเปื้อนขึ้นมา ไม่เหมือนกับผ้าที่มีความสกปรกโสโครก ถ้าหมึกไปแต้มนิดๆ หน่อยๆ มันจะมองไม่เห็นสีหมึกเพราะมันสกปรกอยู่แล้วเหมือนคนที่มีกายสกปรก วาจาสกปรก มีใจสกปรก ถ้าไปกระทบกระทั่งเท้านิดเดียวเท่านั้นจะไม่รู้สึกว่าเป็นความผิด ดีไม่ดีซ่อมผัวซ้อมเมียเล่นโก้ๆ ยังมองไม่เห็นความผิด แต่ความจริงมันผิด ความจริงมันชั่ว แต่ความชั่วที่เขาทำเป็นปกติมันสูงกว่านั้น จึงมองไม่เห็นว่าผิด แต่พระนางมัลลิกามีจิตคิดไว้เสมอ จิตใจเศร้าหมอง

หน้าตาน่ะแช่มชื่นเมื่อพบพระราชสวามี แต่ว่าอยู่คนเดียวทุกทีพระนางก็มีการสลดใจ หนักใจ ร้อนใจ คิดว่าตัวทำความผิด
     
อย่างนี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ต่อมาเมื่อวาระเข้ามาถึงพระนางทรงประชวรคือป่วยไข้ไม่สบาย เมื่อเวลาใกล้จะตายจิตก็ประหวัดคิดว่าเรานี่เลยเหลือเกิน เอาเท้าไปสะดุดพระราชสวามีเข้า เรามันชั่ว จิตใจเศร้าหมอง คือจิตใจนึกถึงตัว ว่าตัวเลวนิดเดียว นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท นี่ต้องจำ นางก็ตายจากความเป็นคน อาศัยความดีในด้านกุศล มีความเคารพบิดา มารดา พอใจในการให้ทาน มีความเคารพพระราชสวามีคล้ายบิดา ร่างกายของพระนางก็เป็นนางฟ้าทั้งตัว เครื่องประดับประดาก็เต็มยศ นางนี้ไปนรกก็ไม่ทราบว่าขุมไหนเหมือนกัน ไม่ทราบว่าบาลีบอกไว้ขุมไหน ตอนนี้มันนึกไม่ออกนี่ นั่งคุยกันนี่ไม่ได้เอาหนังสือมากาง นึกไม่ออกว่านรกขุมไหนตามบาลีหมวดนั้นท่านบอกว่า เอาเท้าที่สะดุดเท้าของพระราชสวามีไปแหย่ในนรกสิ้น ๗ วันมนุษย์ แต่ความจริงนรกแต่ละขุมวันเวลามากเหลือเกิน แต่นั่นแหย่แค่ ๗ วันของมนุษย์ นรกขุมที่มีอายุน้อยที่สุดอย่าง สัญชีพนรก ท่านบอกว่าต้องใช้เวลา ๙ ล้านปีของมนุษย์ จึงจะเท่ากับวันหนึ่งของเขา ฉะนั้นเอาเท้าเข้าไปแหย่ในไฟนรกแค่ ๗ วันมนุษย์ ถ้าในเมืองนรกก็จะรู้สึกว่าแหย่แป๊บเดียวแล้วยกขึ้นมาเท่านั้นเอง มันเร็วมาก เทียบเวลากัน แต่เวลาของเรานี่ปาเข้าไป ๗ วัน เพราะอาศัยที่จิตกลุ้มหรือเศร้าหมอง ไม่ได้ทำชั่วคิดว่าชั่ว ทำกำลังใจของตัวเองให้เศร้าหมอง คิดว่าเราเลว
     
เท่านี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจะจำคำสั่งสอนขององค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงตรัสว่า หลักสูตรในพระพุทธศาสนา มี ๓ อย่าง

      ๑. สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง พระองค์ทรงแนะนำว่าทุกคนจงละจากความชั่วทุกประเภท ละทั้งกาย ละทั้งวาจา และละทั้งใจ
      ๒. กุสลัสสูปสัมปทา จงทำแต่ความดี คือกายก็ทำดี วาจาก็พูดี ทั้งจิตใจก็คิดดี
      ๓. สจิตตะปริโยทะปะนัง ทำจิตให้ผ่องในจากอารมณ์ที่เป็นกิเลส คืออารมณ์เศร้าหมอง ตัดอารมณ์ความข้องใจออกไปจากใจ นึกไว้แต่อารมณ์ของความดี

     
สมเด็จพระชินสีห์สอน ๓ ประการอย่างนี้ เป็นหลักสูตรในพระพุทธศาสนา ถ้าทำให้อย่างนี้จริง ๆ คำว่านรกเป็นต้น จะไม่พบกับท่านเลย แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่พระนางมัลลิกามีความประพฤติดีประพฤติชอบทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คือทำด้วยทางกาย พูดด้วยวาจา คิดด้วยใจ แต่ในที่สุดพอก่อนจะตายพระนางก็ทำจิตเศร้าหมอง มานึกถึงว่าตัวทำชั่ว ตัวทำผิด ทำผิดอย่างนี้จิตมันก็เศร้าหมอง นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัทจึงต้องตกนรก คือเอาเท้านิดหนึ่งแค่ตาตุ่มไปแหย่ในนรกถึง ๗ วันมนุษย์
     
ทุกท่านที่รับฟัง อย่านึกว่า ๗ วันมันไม่ร้อนนะ หรือมันไม่หนัก ตามธรรมดาของเราใครเอาถ่านหรือธูปแดงๆ แหย่แป๊บเดียวเราก็สะดุ้ง หรือเอาถ่านของบุหรี่แหย่แป๊บเดียวเราก็สะดุ้ง ไม่ใช่สะดุ้งแล้วหายร้อนหายเจ็บ มันยังร้อนมันยังเจ็บต่อไป เมื่อเขาดึงเอาธูปหรือบุหรี่ออกไปแล้วฉันใด ทุกข์ทรมานของพระนางมัลลิกาแค่ ๗ วันไม่ใช่เล็กๆ
     
เมื่อพระนางมัลลิกามีความดีขนาดนั้น ครานั้นองค์สมเด็จพระภควันต์ คือพระพุทธเจ้า ก็ประทับอยู่ในเมืองสาวัตถี ในเมืองของพระราชสวามี พระนางก็อยู่ที่นั่น
     
อันนี้อย่าลืมนะบรรดาท่านพุทธบริษัท ว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่น พระอรหันต์อยู่ตั้งเยอะ แต่บางคนก็จะมาด่า ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ช่วย พระอรหันต์จึงไม่ช่วย เขาทำบุญขนาดหนักหนามากกว่าบุคคลใดๆ คนอื่นใดไม่สามารถถวายอสทิสทานได้ แต่พระนางมัลลิกาทำได้ขนาดนี้ แล้วทำไมสมเด็จพระชินสีห์จึงไม่ช่วย อย่าย่องไปด่าพระพุทธเจ้าเข้า อย่าย่องไปประณามพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และอย่าย่องไปด่าพระอริยสงฆ์เข้า บาปจะหนัก แต่ด่าอาตมานี่คงไม่เป็นไร เพราะพระประเภทนี้ความดีมีน้อย แต่ความดีมีน้อยคนด่าถ้ามีโทษก็คงเป็นโทษน้อย จะน้อยก็ไม่น้อยก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็คิดว่าคงจะไม่มากเท่าพระอรหันต์
     
แล้วถ้าถามว่าท่าเป็นพระอะไร ก็ต้องตอบญาติโยมที่นั่งฟังโปรดทราบอาตมาขอตอบตรงๆ ตรงไปตรงมา ว่าเป็นพระที่บวชในพระพุทธศาสนา มีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่มีมาในพระไตรปิฎกและอรรถกถา แล้วก็มีความเคารพในศีลตามสมควร ความดีประเภทนี้พระพุทธเจ้าจะจัดไว้ประเภทไหนไม่ทราบ ก็คิดว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยตั้งให้เป็นพระโสดาบัน นี่พระพุทธเจ้าไม่มาตั้งให้เป็นพระโสดาบัน ก็คงไม่ได้เป็นพระสกิทาคามีหรือนาคามี หรือพระอรหันต์
     
ทีนี้การเป็นพระอริยเจ้าท่านตั้งกันหรือเปล่าอาตมาไม่ทราบ แต่เคยพบในพระบาลีว่าเมื่อองค์สมเด็จพระชินสีห์พอเทศน์จบได้ "ธรรมาภิสมัย" บ้าง ได้ "ดวงตาเห็นธรรม"
บ้าง คือเข้าใจในธรรม ถึงธรรม เป็นพระโสดาบันบ้าง สกิทาคามีบ้าง อนาคามีบ้าง พระอรหันต์ แล้วบาลีก็บอกว่าเวลาที่เทศน์จบคนบรรลุเท่าไร การบรรลุอย่างนั้น พระพุทธเจ้าตั้งหรือเปล่าอาตมาก็ไม่ทราบ ก็ขอยืนยันว่าอาตมาเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา นี่คุยความดีเล็กๆ น้อย ๆกระจุ๋มกระจิ๋ม ไม่มาก เกือบมองไม่ค่อยเห็นเท่านั้น
     
แล้วก็อีกประการหนึ่งที่พอจะอวดท่านได้ นั่นคือเวลานี้ก็แก่มากแล้ว เรื่องความแก่ ถ้าถือเอาความแก่เป็นความดี ความดีประเภทนี้ก็ไม่ยอมถอย จะเพิ่มพูนความแก่ขึ้นทุกวัน ๆ จนกว่าจะตาย ญาติโยมทั้งหลายที่นั่งฟังก็ต่างคนต่างยิ้ม ยิ้มแล้ว อย่าไปนึกนะว่า อาตมาเป็นพระอริยเจ้าขั้นสูง ขั้นสูงขั้นต่ำอย่าไปคิด บางทีก็มีคนย่องๆ มาตั้งให้เหมือนกัน ก็ตกใจ ขอโทษเถอะอย่าตั้งกันเลยในความเป็นพระอริยเจ้า เรามาคุยกันในฐานะพี่น้องกันเองก็เหมือนกัน
     
เวลานี้ก็เหลือเวลาอีกเพียง ๓ นาทีเศษๆ ก็ขอคุยกับบรรดาญาติโยมที่เป็นสาวกของสมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ ว่าขึ้นชื่อว่าอบายภูมิคือผลของความชั่ว ก็จงอย่าไปคิดถึงว่าเราจะต้องตกนรก เป็นต้น เพราะ

      ๑. การทำลายศีล
      ๒. ไม่เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ หรือการปรามาสพระพุทธเจ้า เท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นบาลีพุทธภาษิตว่า
     
"จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคคติ ปาฏิกังขา"
     
ท่านกล่าวว่า บุคคลใดก่อนจะตาย ใกล้จะตายถ้าจิตใจเศร้าหมอง อารมณ์ไม่ผ่องใส คำว่า "เศร้าหมอง" นี่อารมณ์ไม่เกาะบุญ สิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลไม่เกาะ คือไม่นึกยอมรับพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่นึกถึงทานการให้ ไม่นึกถึงศีลที่เคยรักษา ไม่นึกถึงเทศน์ที่เคยฟัง ถ้าอารมณ์ใจไม่คิดอย่างนี้ แล้วไปคิดเรื่องที่เป็นบาปเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างพระนางมัลลิกานี่ สิ่งที่คิดความจริงมันไม่ได้บาป คำว่า บาป นี่เขาแปลว่า ความชั่ว ถ้าแกล้งเอาเท้าไปเตะเท้าของพระราชสวามีนี่เธอชั่วแน่ แต่พระนางมัลลิกาไม่ได้ตั้งใจทำอย่างนั้น ไม่ตั้งใจแล้วก็ไม่ได้ทำด้วย มันไปสะดุดเองเข้านิดหนึ่ง บรรดาท่านพุทธบริษัท เพียงเท่านี้พระนางก็ต้องตกนรกเสีย ๗ วัน ตกนรกแค่ตาตุ่มหรือแค่ไหนก็ตามมันก็เป็นทุกข์
     
ก็รวมความว่าขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ระมัดระวังเรื่องจิตใจให้มาก ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนให้ใช้ "อนุสสติ" คือ ตามนึกถึงความดี คือนึกยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า ๑ ยอมรับนับถือพระธรรม ๑ ยอมรับนับถือพระอริยสงฆ์ ๑ นี่เรียกว่า เป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ พยามยามนึกถึงความดีของเทวดา นึกถึงความตายที่จะเข้ามาถึง นึกถึงอารมณ์ของพระนิพพาน อย่างนี้เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่ต้องครบทั้งหมด องค์สมเด็จพระบรมสุคตทรงสอนว่า ขึ้นชื่อว่าความชั่วที่ทำมาแล้วในกาลก่อน จงอย่าตามนึกถึงมัน นึกถึงความดีที่ทำไว้แล้วเท่านั้น ผลของความดีจะส่งผลให้เป็นสุข คือไปเกิดบนสวรรค์ได้
     
เวลานี้มองดูนาฬิกาเหลือเวลาไม่ถึงเสี้ยวของนาที สำหรับในตอนที่ ๓ นี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ เพราะเวลามันหมด ขอสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคต คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงมีแต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลและจงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ หากทุกท่านพึงประสงค์สิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนาจงทุกประการ สวัสดี...


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 16 มกราคม, 2553, 16:14:38 »

บทที่ 4 อารมณ์คิดฟุ้ง

     
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่ ๔ ก่อนที่จะพูดเรื่องอื่น ก็ขอแจ้งให้ทราบว่ารายการนี้เป็นรายการ "หนีบาป" คือปฏิบัติตนหนีนรก หนีเปรต หนีอสุรกาย หนีสัตว์เดรัจฉาน คือว่าทำตนเป็นคนขี้ขลาด ไม่ยอมต่อสู้กับนรก ไม่ยอมต่อสู้กับความเป็นเปรต ไม่ยอมต่อสู้กับความเป็นอสุรกายและสัตว์เดรัจฉาน มีอารมณ์ต่อสู้ฝ่ายเดียว คืออย่างต่ำเป็นมนุษย์ อย่างกลางนิดหน่อยเป็นเทวดา อย่างกลางสูงขึ้นหน่อยเป็นพรหม อย่างสูงสุดไปนิพพาน เขาต่อสู้กันแค่นี้ ยอมแพ้นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ทั้งนี้เพราะอะไร? เพราะว่าถ้าไปอวดเก่งกับแกเข้าความสุขของเราไม่มี มีทางเดียวคือว่า แกทำให้ลงนรกฝ่ายเดียว
     
ก็รวมความว่าการปฏิบัติในช่วงเวลานี้ เราปฏิบัติเพื่อหนีนรกกัน
     
การที่จะปฏิบัติให้หนีนรกมันมีด้วยกันหลายแบบหลายนัย การหนีนรกชั่วคราวน่ะไม่ดี ชาตินี้ไม่ลงนรก ถ้าเกิดใหม่ชาติต่อไปลงนรก อันนี้ไม่ดี ไม่เอา เอาประเภทไม่ลงนรก ไม่เป็นเปรต ไม่เป็นอสุรกาย ตลอดกาลตลอดสมัย ถ้าบังเอิญจะเกิดขึ้นมาเมื่อไร เมื่อนั้นไม่ยอมลงอบายภูมิทั้ง ๔ แน่ การที่จะพ้นให้ได้แน่นอน ก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวร คือพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า ถ้าต้องการไม่ลงนรก ให้ตัดสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการให้พ้นไปจากใจ

      สังโยชน์ ทั้ง ๓ ประการ ก็คือ

      ๑. สักกายทิฏฐิ เอาอย่างเบื้องต้น ไม่ใช้อย่างกลางหรืออย่างปลาย เอาอย่างง่ายๆ เพราะเป็นบทของ สุกขวิปัสสโก คือเขานึกว่าจะต้องไม่ตาย อันนี้เราไม่เอา สักกายทิฏฐิ คิดว่ามันไม่ตาย แต่ความจริงมันต้องตาย เรามีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่าชีวิตนี้จะต้องตาย มันจะตายเมื่อใดเรายืนยันไม่ได้ พร้อมไว้ว่าเราจะตายวันนี้
      ๒. วิจิกิจฉา สงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ อันนี้เราไม่เอา เราจะมั่นว่า ยอมรับนับถือความดีของพระพุทธเจ้า ความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความดีของพระอริยสงฆ์
      ๓. สีลัพพตปรามาส เขาถือศีลผลุบๆ โผล่ๆ เป็นศีลหัวเฒ่า ผลุบเข้าผลุบออก อันนี้เราไม่เอา เราจะยอมรับนับถือและปฏิบัติศีลให้ครบทุกข้อทุกประการ ฆราวาสก็มีศีลห้าเป็นต้น ถ้าแถมกรรมบถ ๑๐ ได้อีกหน่อยจะมีความสุขมาก

     
องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "บุคคลไม่ประมาทในชีวิต คิดว่าอาจจะต้องตายในวันนี้ไว้เสมอ ตั้งใจทำให้ดี คือยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริยสงฆ์

และปฏิบัติทางในศีลให้ครบถ้วนทุกประการ อย่างนี้ ทุกคนปฏิบัติได้อย่างนี้ จะตายในชาติไหนก็ตาม คำว่าอบายภูมิทั้ง ๔ มีนรกเป็นต้น ไม่ไปแน่นอน"
     
ฉะนั้นขอสาวกขององค์สมเด็จพระชินวรทุกท่านที่รับฟังอยู่เวลานี้ ขอได้โปรด ถ้าต้องการไม่ลงนรกก็ปฏิบัติได้ไม่ยาก ก็มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้มันต้องตาย ตายคราวนี้หรือคราวไหนก็ตามเราไม่ยอมไปอบายภูมิ ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ด้วยความเต็มใจด้วยปัญญา ตั้งใจรักษาศีลห้าให้ได้ครบถ้วน ถ้าจะให้มีความสุขจริงๆ รักษากรรมบถ ๑๐ ให้ครบถ้วน จะดีมาก จะเป็นคนสวยมากไปที่ไหนใครก็รัก ไปที่ไหนใครก็ชอบ จะมีทั้งความสุขในชาตินี้และชาติหน้า กฎแห่งการปฏิบัติหนีนรกก็ขอให้พูดกันไว้แค่นี้
     
สำหรับวันนี้ก็จะพูดถึง อารมณ์คิดฟุ้ง เมื่อตอนที่ ๓ พูดถึงฟุ้ง ฟุ้งแล้วก็ลงนรกเป็นการฟุ้งของคนดี คนดีฟุ้งลงนรกไป คือปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คือพูดดี ทำดี คิดดีมาตลอดเวลา แต่เป็นการบังเอิญอย่างยิ่งมาตอนปลายมาคิดไม่ดีนิดเดียว ศีลก็ไม่ขาด จะปรามาสในพระไตรสรณคมน์ก็ไม่มี และมีความเคารพสามีเหมือนบิดา ยังลงนรกไปได้ วันนี้เอาใหม่ มาแก้ตัวกันใหม่ เมื่อตอนที่ ๓ เป็นเรื่องของผู้หญิง ย่องลงนรกเดี๋ยวเดียว ๗ วัน หลังจากนั้นเธอก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก เพราะความดีมีมาก ความชั่วนิดหนึ่งก็ลงนรกนิดหนึ่ง แต่ความดีมีมากก็ไปเกิดเป็นนางฟ้าใช้เวลามาก
     
วันนี้มาคุยกับบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ตอนที่ ๔ นี่นะ อันนี้มันตอนที่ ๔ มาคุยกันถึงคนที่คิดฟุ้ง เขามาคิดฟุ้งในที่นี้เขาคิดดี คิดอยากเป็นนางฟ้า คือคิดอยากเป็นเมียของเทวดา เอ๊ะ นี่ญาติโยมพุทธบริษัทที่นั่งอยู่นี่ที่เป็นสตรี เคยคิดบ้างไหม อยากจะเป็นภรรยาของเทวดาคนใดคนหนึ่ง ทุกคนมองยิ้มๆ แล้วก็บอกว่า อยากจะไปนิพพาน อย่าลืมว่าเวลาที่พูดนี่ ไม่ใช่เวลาบันทึกเสียงอย่างเดียว นั่งคุยกัน คุยกับบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท แล้วก็มองดูเวลาถ้าครบ ๓๐ นาทีก็สรุปเสียที เพราะว่าเวลาบันทึกเสียงจริงๆ มันก็ไม่มี ก็ต้องทำกันแบบนี้แหละ คุยกันไปคุยกันมา ก็จะคุยเร็วเกินไปกว่าธรรมดาทีนี้คนที่ฟังวิทยุ ทางเทป จะฟังไม่รู้เรื่อง ก็ต้องพูดเป็นจังหวะจะโคนแบบนี้
     
บุคคลคนนี้พระพุทธเจ้าทรงยืนยัน ชื่อจริงๆ ก็ไม่รู้จักเหมือนกัน รู้จักแต่ชื่อตามปฏิปทาของเธอ คือการปฏิบัติของเธอแบบไหน เขาสมมุติชื่อของเธอแบบนั้น เขาใช้ชื่อตามภาษาบาลีว่า "ปติปูชิกา" ซึ่งแปลเป็นใจความว่า "หญิงบูชาผัว" "ปติ" แปลว่า "ผัว" "ปูชิกา" แปลว่า "การบูชา" แปลตามภาษาบาลีว่า "หญิงบูชาผัว" เข้าใจว่าชื่อนี้พ่อแม่ไม่เคยตั้งมาตั้งแต่เด็ก เกิดมาแล้วพ่อแม่ก็ตั้งชื่อว่า "อีหนู ตั้งชื่อเอ็งว่า หญิงบูชาผัวนะ" อันนี้ไม่มี ไม่มีใครเขาตั้ง ต้องตั้งตามสัญลักษณืของเธอที่แสดงออก
     
เนื้อความในบาลีของเรื่องนี้มีอยู่ว่า ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระชนม์อยู่ เวลานั้นก็มีสาวิกาขององค์สมเด็จพระบรมครู คำว่า "สาวิกา" คือสาวกผู้หญิง สาวกผู้ชายเรียกว่า"สาวโก" คำว่าสาวโก หรือสาวิกาก็ตาม ก็แปลว่า"ผู้รับฟัง" เหมือนกัน อย่าลืมนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ที่นั่งอยู่ที่นี่โปรดทราบคำว่า สาวกของพระพุทธเจ้าจะเป็นผู้หญิงก็ตาม ผู้ชายก็ตาม คำว่าสาวกนี่แปลว่าผู้รับฟัง พระพุทธเจ้าท่านตรัสแล้วว่า "อักขาตาโร ตถาคตา" ตถาคตน่ะเป็นแต่เพียงผู้บอกเท่านั้น บอกแล้วเธอจะทำตามหรือไม่ทำตามเป็นหน้าที่ของเธอ ทีนี้เราทำยังไง สาวกรับฟังแล้วก็ปฏิบัติตาม ผู้หญิงคนนี้มีฐานะเป็นสาวิกา คือผู้รับฟังพระพุทธเจ้าเหมือนกัน
     
หลังจากเกิดมาแล้ว อายุเท่าไรบาลีบอกไว้หรือเปล่าจำไม่ได้ ญาติโยมพุทธบริษัทที่นังฟังก็จงอย่าคิดว่าอาตมานี่เป็นผู้วิเศษวิโสมากเกินไป ความจริงไม่มีอะไรวิเศษ ที่นำมาพูดนี้ก็นำเอาเนื้อความตามพระบาลี ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนมาพูดเท่านั้น ไม่ใช่ความรู้ความสามารถของตัวเองและบางครั้งบางคราวไม่ใช่บางครั้ง อาจจะเป็นมากครั้ง ก็จำไม่ได้ครบถ้วน อย่างเมืองสาวัตถี ตอนที่ ๓ นึกไม่ออกเสียเฉยๆ คราวนี้ก็นึกไม่ออกว่า "ปติปูชิกา" นี่เกิดมาอายุเท่าไรจึงแต่งงานก็จำไม่ได้เหมือนกัน ในชาติก่อนโน้น เธอแต่งงานแล้วทำบุญอะไรไว้บ้างก็ไม่ทราบอีกเหมือนกัน ตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นภรรยาของ "มาลาภารีเทพบุตร" มาลาภารีเทพบุตรนี่ท่านอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เขามีอายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ อย่าลืมว่าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี่ มีอายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์เป็นอายุขัย แต่ว่าเทียบกับเมืองมนุษย์ ๑๐๐ ปีของเราเป็น ๑ วันของดาวดึงสเทวโลก ๓๐ วัน เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนเป็น ๑ ปีของเรา วันของเขานะ เอา ๑๐๐ ปีของเราเป็น ๑ วัน ถ้า ๑๐ วันของเขาก็เท่ากับ ๑,๐๐๐ ปี ๓๐ วันหรือ ๑ เดือนก็เท่ากับ ๓,๐๐๐ ปีของเรา แล้วก็ ๑๒ เดือนเป็น ๑ ปีเหมือนกันวัดไปเถอะ มันกี่ปีมนุษย์ก็ตามใจ อันนี้ไม่รู้เรื่อง
     
ก็รวมความว่าเธอถึงกำหนดที่จะต้องเคลื่อนจากความเป็นนางฟ้า อยู่ไม่ได้แล้วหมดบุญ จะต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์ วันนั้นก็เป็นการพอดีที่ท่านมาลาภารีเทพบุตร พาบริวารทั้งหมดแล้วก็พาภรรยาไปด้วย ไปเที่ยวสวนนันทวัน ขณะที่ไปเที่ยวสวนนันทวันอยู่นั้น ภรรยาซึ่งเป็นนางฟ้า ถึงเวลาจุติก็จุติลงมาเกิด คือตายจากความเป็นนางฟ้า ลงมาเกิดเป็นลูกมนุษย์ เมื่อคลอดออกมาแล้วไม่ทราบว่ากี่ปี เป็นสาวแล้วไม่รู้ว่าอายุเท่าไร จำไม่ได้บาลี ตอนนี้ เธอก็แต่งงาน แต่ว่าในสมัยนั้นนิยมกันว่า อายุ ๑๖ แต่งงาน ก็สมมุติว่าเธออายุ ๑๖ แต่งงานก็แล้วกัน (อายุต้องสมมุติแล้วเพราะว่าจำไม่ได้ ถ้าจะวิ่งเข้าไปหาหนังสือเวลานี้ญาติโยมก็จะรำคาญ)
     
ต่อมาเมื่อแต่งงานแล้วก็มีลูก อันนี้จำไม่ได้แน่นอน คิดว่าจะมีลูกประมาณ ๕ คน แล้วเธอก็อายุประมาณ ๕๐ ปีเศษๆ นิดๆ ๕๐ ปีหน่อยๆ ไม่มาก ก็เข้าไปอยู่ในสำนักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าตรัสเวลานั้น เมื่อฟังเทศน์จบเดียวก็ไม่ทราบว่าเป็นพระโสดาบัน หรือเปล่า บาลีไม่ได้บอกอีก ฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจบเดียวก็มีความเลื่อมใส ออกจากบ้านลาผัวลาลูก ไปอยู่ในสำนักของพระพุทธเจ้า พอไปอยู่สำนักของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติความดีใกล้พระสงฆ์ ใกล้พระพุทธเจ้า อุดมไปด้วยธรรมมะ ก็เกิดมีอารมณ์อย่างหนึ่งที่เรียกว่า "อตีตังสญาณ" ญาณถอยหลังไปในอดีต
ก็ทราบตนเองว่าก่อนทีเราจะมาเกิดเป็นมนุษย์ เราเป็นภรรยาของมาลาภารีเทพบุตร บนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก เวลานี้มาลาภารีเทพบุตรซึ่งพาเรามาเที่ยวในสวนนันทวันยังไม่กลับบ้าน ยังเที่ยวกันอยู่ที่สวนนันทวัน
     
เห็นไหมบรรดาท่านพุทธบริษัท ว่าออกมาด้วยกัน คนหนึ่ง จุติ คือตายจากความ เป็นนางฟ้าลงมาเกิดเป็นมนุษย์ มีสามีแล้วมีบุตรธิดา อายุปาเข้าไป ๕๐ ปีเศษนิด ๆ แต่ว่าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกมาเที่ยวกันที่สวนนันทวันยังไม่กลับก็เรียกว่ายังไม่เต็มวัน เมื่อนางมีความรู้สึกอย่างนั้น ว่าเคยเป็นภรรยาของมาลาภารีเทพบุตร เวลาทำบุญทุกอย่าง เมื่อจบแล้วเธอก้อธิษฐานว่า "ขอบารมีที่บำเพ็ญแล้ววันนี้ จลดลบันดาลเมื่อเวลาข้าพเจ้าตาย ให้ไปเกิดในสำนักของสามี" พูดเฉยๆ นะ ว่าเมื่อข้าพเจ้าตายจากชาตินี้ไปแล้ว ขอให้เกิดในสำนักของสามี นี่ถ้าบอกว่าขอเกิดเป็นภรรยาของมาลาภารีเทพบุตรน่ากลัวจะมีเรื่อง เรื่องที่จะมีก็คือเรื่องเขาหาว่าบ้า นางก็มีความฉลาด บอกแต่เพียงว่า "ขอบารมีของบุญส่วนนี้ จงบันดาลให้ข้าพเจ้าไปเกิดในสำนักของสามี" บรรดาคนทั้งหลายและพระที่ฟัง ก็คิดว่าเธออยากกลับไปอยู่กับสามีใหม่ คือคนเดิมที่เป็นมนุษย์ ตายไปแล้วอยากจะกลับมาอีก เข้าใจว่าสามีคงมีเสน่ห์ดีมาก ทำบุญครั้งไรภรรยาอยากมาเกิดอยู่ด้วย ช่วยให้สามีที่เป็นมนุษย์มีความสุข นึกว่า อือ…แม่อีหนูนี่ดีจริงๆ อยากจะมาเกิดเป็นภรรยาของเราใหม่ แต่ความจริงเวลานี้เธอแก่แล้วตั้ง ๕๐ เศษ ถ้าบังเอิญตายไปเวลานี้กลับมาเกิดใหม่เป็นสาววัยรุ่นอายุ ๑๒-๑๓ เพื่อแต่งงานกับเราใหม่มันจะเก๋กว่าปัจจุบันนี้มาก
     
เธอคิดอย่างนั้นหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ที่เป็นอย่างนี้ก็คนปากมากคิดไปเอง อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ แก่แล้วนี่ก็อยากมีเมียสาว เป็นของธรรมดา และการปฏิบัติวัตรฐากใน

พระเธอเต็มใจทำทุกอย่าง เวลาที่พระไปบิณฑบาต อยู่ทางนี้ก็จัดน้ำใช้น้ำฉันปูอาสนะทุกอย่าง พระฉันเสร็จก็ทำงานทุกอย่างเพื่อพระมีความสุข พระพุทธเจ้าเทศน์ก็ตั้งใจฟังและปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนด้วยความเคารพ กำลังบุญมีมาก แต่ความจริงอยู่ใกล้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็น่าจะคิดว่า การตายคราวนี้อยากจะไปนิพพาน แต่นางไม่เอาอย่างนั้น ย่องไปนึกว่า "ถ้าการตายคราวนี้ ถ้าตายเมื่อไรขอไปเกิดในสำนักของสามี " แล้วก็เป็นความจริง
     
หลังจากเธอตายเมื่ออายุ ๕๐ ปี เศษหน่อยๆ ตายจากคนปั๊บ ก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก ไปถึงที่นั่นก้เป็นนางฟ้าสวยสดตามเดิม ความจริงได้บุญเพิ่มใหม่อาจจะสวยกว่าเก่าก็ได้ เพราะอยู่กับองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อขึ้นไปแล้วก็เข้าไปหาสามี ไปหามาลาภารีเทพบุตร
     
ท่านมาลาภารีเทพบุตรเห็นเข้าก็แปลกใจ ถามว่า
     
"ภคินิ ดูก่อนน้องหญิง เอนี่ตั้งแต่เช้ายันเที่ยงนี่เธอหายไปไหนนะ ฉันมองไม่เห็นเธอเลยตั้งแต่เช้ายันเที่ยง"
     
โอ้โฮ! นี่ปาเข้าไปตั้ง ๕๐ ปีเศษ ผัวยังคลำกุกกักๆ คิดว่าเช้ายันเที่ยง นางฟ้าคือปติปูชิกาก็กราบเรียนให้ทราบว่า
     
"สามี ข้าแต่นาย" (คำว่า "สามี" เขาไม่ได้แปลว่า ผัวนะ คำว่าผัวจริงๆ ภาษาบาลีเขาเรียก "ปติ" ป.เป็ด หรือ ป.ปลา ก็ตาม แล้วก็ ต.เต่า สระอิ "ปติ" ตัวนี้เขาแปลว่า ผัว แต่สามีนี่เขาแปลว่านายหรือเจ้าของ อาจจะแปลอย่างอื่นอีกก็ได้ แต่อาตมาเรียนมาน้อยเรื่องบาลี) เขาถามเธอว่า "ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงเธอหายไปไหน" เธอก็เรียนให้ทราบความจริงว่า
     
"ความจริงตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงไม่ได้ไปไหน หมดบุญต้องจุติ คือตายจากความเป็นนางฟ้าต้องไปเกิดเป็นมนุษย์"
     
มาลาภารีเทพบุตรได้ฟังก็บอก "นี่เธอล้อฉันเล่นนะ อะไร เธอจะไปเกิดเป็นมนุษย์ยังไง ตั้งแต่เช้ายันเที่ยงโผล่กลับมาใหม่ มันเป็นจริงไปไม่ได้"
     
นางก็ยืนยันว่า "จริงเจ้าค่ะ ฉันจุติคือตายจริงๆ จากความเป็นนางฟ้า เพราะหมดบุญ
หลังจากนั้นก็ไปเกิดเป็นมนุษย์ผู้หญิง แล้วก็แต่งงานมีลูก ๕ คน" โดยประมาณนะ จำบาลีไม่ได้หรือโยมจะไปเปิดบาลีว่าไม่ตรงว่าพระโกหก ไม่ได้โกหกนะ จำไม่ได้ ประมาณว่ามีลูก ๕ คน อายุนี่ ๕๐ ปีเศษแน่คงเศษไม่มาก
     
"แล้วก็หลังจากนั้นพบองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค คือพระพุทธเจ้า ทำบุญกับท่านเวลาทำบุญก็อธิษฐานว่าถ้าตายจากความเป็นคน ขอมาเกิดในสำนักของท่าน วันนี้ฉันตาย
จากความเป็นคน แล้วก็มาสู่สำนักของท่านตามที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้กับการทำบุญในสำนักขององค์สมเด็จพระจอมไตร"
     
มาลาภารีเทพบุตรท่านเป็นเทวดา ท่านมีร่างกายเป็นทิพย์ ท่านมีอารมณ์ใจเป็นทิพย์ คนที่จะเป็นเทวดาได้ต้องมีความดี ๒ อย่างประจำใจ คือ
      ๑. หิริ ความละอายต่อความชั่ว อายความชั่วไม่ยอมทำความชั่ว ไม่ยอมทำความชั่วทั้งต่อหน้าคนและลับหลังคน ไม่ว่าในสถานที่ใดทั้งหมด ขึ้นชื่อว่าความชั่วไม่ทำ
      ๒. โอตตัปปะ เกรงกลัวผลของความชั่วจะให้ผลเป็นทุกข์ ในเมื่อคนจิตใจสะอาดแบบนั้น จิตใจก็เป็นทิพย์ ร่างกายก็เป็นทิพย์
      เมื่อปติปูชิกา ภรรยาของท่านกล่าวอย่างนั้นท่านก็ใช้อารมณ์ความเป็นทิพย์ตรวจดู ก็ทราบว่า เออจริงนะ ฉันก็เผลอไปนะ ไม่ได้สังเกตว่าเธอหายไปไหน ก็คิดว่ามีความรื่นเริงบันเทิงใจสนุกสนาน ลืมมาหาฉันตั้งแต่เช้ายันเที่ยง นี่เธอตายจากความเป็นเทวดาจริงๆ ไปเกิดเป็นคน มีสามี มีบุตรธิดา จริงๆ
     
คำว่า "อายุขัย" แปลว่า อายุถึงที่สุด แต่บางคนอาจจะเกินก็ได้ ตายต่ำกว่าที่สุดก็ได้ ครบที่สุดก็ได้ เกินก็ได้ แต่ถือว่ามีความสำคัญในที่สุดของชีวิต ถามว่า มีอายุขัยเท่าไร นางก็ตอบว่า "เวลานี้มนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐ ปีเจ้าค่ะ"
      ท่านก็ถามว่า "เธอไปเกิดนี่มีอายุเท่าไร"
      นางก็ตอบว่า "ฉันมีอายุ ๕๐ ปีเศษนิดๆ เจ้าค่ะ"
      ท่านก็บอกว่า "แค่ ๕๐ ปีเศษนิดๆ ที่นี่แค่เที่ยงวัน" ท่านก็ถามว่า "มนุษย์มีอายุน้อยเท่านี้น่ะหรือ" ท่านก็ลืม ท่านเป็นเทวดาเสียนาน ท่านมาลาภารีเทพบุตรเป็นเทวดาเสียนานลืมอายุของมนุษย์ ลืมวันเดือนปีของมนุษย์ ว่ามันสั้นเหลือเกิน ท่านก็ถามว่า "นี่ ๕๐ ปีเศษเท่ากับเที่ยงวัน"
      ท่านก็ถามว่า "มนุษย์เมี่อมีอายุน้อยอย่างนี้ มีความไม่ประมาท คือตั้งใจสร้างความดีหรือว่ามีความประมาทอยู่มาก"
      นางก็ตอบว่า "มนุษย์ส่วนใหญ่มีความประมาท ไม่ค่อยจะตั้งใจทำความดี คิดว่าชีวิตของตัวนี้จะไม่ตาย"
      มาลาภารีเทพบุตรพอฟังเท่านี้ไซร้ก็สลดใจอย่างยิ่ง และในที่สุดเมื่อหมดวันเวลาก็พากันกลับเข้าสู่วิมาน
     
สำหรับในด้านเมืองมนุษย์บรรดาท่านพุทธบริษัท บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายฟังคำของนางปติปูชิกา เมื่อเสร็จจากการฟังเทศน์ เมื่อเสร็จจากการทำบุญ ก็ขออธิษฐานว่า ขอบุญกุศลนี้ จงดลบันดาลให้ฉันไปเกิดในสำนักของสามีฉัน เมื่อนางตาย พระมีความรักเธอมากบางองค?ที่เป็นปุถุชนถึงกับร้องไห้ พระอริยเจ้าก็สลดใจ ถือว่าความตายเป็นของธรรมดา แต่เสียดายเธอนิดๆ ที่เธอทำกิจดีมาก ละเอียดลออดีมากต้องจากไป หาคนดีอย่างนี้ได้ยากหน่อย ต่างคนก็ต่างไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับพระที่เป็นปุถุชน พระอริยเจ้าไม่สงสัย รู้เรื่องแล้ว แต่พระที่เป็นปุถุชนก็ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ถามว่า "นางปติปูชิกาตายแล้วไปเกิดที่ไหน"
     
สมเด็จพระจอมไตรก็บอกว่า "ไปเกิดตามที่เธอต้องการ เธออธิษฐานว่า ขอไปเกิดในสำนักของสามี เธอก็ไปเกิดในสำนักของสามี"
พระพวกนั้นทิ้งเวลาไว้นิดหน่อย คิดว่าถ้าคนเข้าท้องเวลานี้คิดว่าคงไม่มีความรู้สึก ปล่อยเวลาล่วงไป ๒-๓ เดือนก็ไปบ้านของสามีนางปติปูชิกา ถามว่า "ผู้หญิงที่นี่มีใครตั้งครรภ์บ้าง" เผอิญบ้านนั้น เวลานั้นยังไม่มีใครมีท้อง ยังไม่มีใครมีลูก เธอก็ตอบว่า "ไม่มีใครตั้งครรภ์เจ้าค่ะ" จึงกลับมาหาองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าใหม่ บอกท่านว่าเวลานี้ที่บ้านนั้นยังไม่มีใครตั้งครรภ์ นางปติปูชิกาคงยังไม่ไปเกิดแน่
     
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสว่า
     
"ภิกขเว ดูก่อนท่านภิกษุทั้งหลายไม่ใช่เธอต้องการมาเกิดในสำนักของสามีที่เป็นมนุษย์ เธอเป็นเมียของมาลาภารีเทพบุตรก่อนที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ เวลานี้เธอไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกแล้ว"
     
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท คนที่มีอารมณ์ฟุ้งที่ฟุ้งในด้านดีก็มี อย่างปติปูชิกา นี่ฟุ้งขอไปเกิดในสำนักของสามี ถ้าการฟุ้งประเภทนี้ถ้าจะคิดกันไปก็เป็นอธิษฐานบารมีนั่นเอง อธิษฐานก็ตั้งใจปักใจว่า ขอทำบุญส่วนกุศลปักใจไปที่นั่น ก็รวมความว่าการตั้งใจหรือปักใจคิดไว้ว่าชอบใจที่ใด เมื่อตนตายแล้วเมี่อไรก็จะไปเกิดในที่นั่นทันที
     
เรื่องนี้นอกจากเรื่องของนางปติปูชิกาแล้วยังมีเรื่องอื่นต่อไป ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายฟังเรื่องเบาๆ ในตอนที่ ๕ ตอนที่ ๖ ต่อไป
     
สำหรับวันนี้มองดูเวลาก็หมดแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจำต้องลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ผู้เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระชินวรผู้รับฟังเวลานี้ทุกๆ ท่าน สวัสดี...

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 29 มกราคม, 2553, 21:36:16 »

ตอนที่ ๕ อบายภูมิเบื้องต้น

     
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับตอนที่ ๕ ก็มาขอปรารถถึงเรื่อง การปฏิบัติตนเพื่อการหนีบาป เรื่องการหนีบาปนี้เราก็ต้องพูดกันเรื่อยๆ วิธีการหนีบาปก็ต้องพูดกันเหมือนกัน วิธีการหนีบาปเอาตามแบบฉบับขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในสังโยชน์ ความจริงสังโยชน์ทั้งหมดนี่มี ๑๐ ประการ แต่ถ้าตัดได้ถึง ๑๐ ก็เป็นพระอรหันต์ ตัดได้ ๕ ก็เป็นพระอนาคา ถ้าตัดได้ ๓ ก็เป็นพระโสดาบันกับสกิทาคามี
     
สำหรับเรื่องความเป็นพระโสดาบันหรือไม่นั้น ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจงอย่าสนใจ ถ้าเรามุ่งความเป็นพระโสดาบันจริงๆ อารมณ์จิตจะกลุ้ม ทั้งนี้ก็เพราะว่าเป็นหรือไม่เป็นเราไม่ทราบ ถ้าเผอิญไม่เป็นพระโสดาบันคิดว่าได้เป็นพระโสดาบัน กรรมหนักจะมาทีหลัง นั่นก็คือว่า ถ้าเวลาตายพลาดพลั้งลงไป เราจะไม่พ้นเขตอบายภูมิ ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัท จงตั้งใจคิดแต่เพียงว่าเราจะคุมกำลังใจ ให้อยู่ในขอบเขตของสังโยชน์ ๓ ประการนั่นเอง
     
อารมณ์ที่เราจะต้องพ้น ทำจิตใจให้ไม่มีความกังวลในอารมณ์ของสังโยชน์ ก็คือ
     
๑. สักกายทิฏฐิ อารมณ์ของสังโยชน์ มีความรู้สึกว่าร่างกายนี้มันจะไม่ตาย ร่างกายนี้เต็มไปด้วยความสะอาด ไม่มีอาการสกปรก น่ารัก น่าชม ร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา อารมณ์ของสังโยชน์เป็นอย่างนี้ เราก็ต้อค้านตัดทำลายอารมณ์นี้ทิ้งไป ให้มีความรู้สึกตามความเป็นจริงแค่เบื้องต้นว่า ร่างกายนี้ปกติมันต้องตาย มันไม่สามารถจะทรงตัวอยู่ได้ ร่างกายสกปรกหรือไม่สกปรก น่ารักหรือไม่น่ารัก ไม่ต้องคิด ยังไม่ถึงเวลานั้น ร่างกายเป็นเราเป็นของเราเรามีในร่างกายหรือไม่มีในร่างกายก็ไม่ต้องคิดเหมือนกันปล่อยไว้ก่อน เพราะอารมณ์นั้นสูงเกินไป เรามาใช้กันแต่เฉพาะอารมณ์เบื้องต้นเท่านั้น
     
ในตอนนี้มีความรู้สึกครั้งแรกว่า ชีวิตทีเกิดมามันเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง เราต้องตายแน่นอน และทำความรู้สึกแบบ เปสการี เธอมีความรู้สึกว่าความตายมีแน่ แต่ไม่รู้เวลาตายจะเป็นเวลาไหน ตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายเที่ยง ตายกลางวัน ตายกลางคืน จะตายมีอายุน้อย ตายมีอายุมาก ไม่แน่นอน ระมัดระวังไว้เสมอว่า คิดว่าเราอาจจะตายวันนี้ไว้เสมอ และก็ต้องตั้งใจทำความดี จิตทรงอารมณ์ของความดีไว้ เข้าแก้สังโยชน์ข้อที่ ๒
     
สังโยชน์ข้อที่ ๒ มีความรู้สึกในใจสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริยสงฆ์ และก็ตัดอารมณ์นั้นทิ้งด้วยปัญญา ว่าพระพุทธเจ้าดี พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ดี พระอริยสงฆ์มีความดี ทั้ง ๓ ประการมีความดี ควรยอมรับนับถือได้ และก็เต็มใจในการยอมรับนับถือ
     
สังโยชน์ข้อที่ ๓ มีความไม่แน่นอนในศีล ทำตนเป็นการปฏิบัติตนแบบศรัทธาหัวเฒ่า ผลุบเข้าผลุบออก เคารพในศีลบ้าง ไม่เคารพในศีลบ้าง อันนี้เป็นเหยื่อของอบายภูมิ เราก็ต้องฝืน อารมณ์นี้เอาชนะให้ได้ มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า ศีลเราต้องรักษาให้แน่นอน เฉพาะฆราวาสมีศีลห้า คือศีลมี ๕ สิกขาบท มีปาณาติบาต เป็นต้น มีสุราเป็นที่สุด

เราจะเว้นแน่นอนในศีล ๕ ประการ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป บาปกรรมเก่าๆ ที่ทำไว้แล้วเท่าไร ก็เป็นเรื่องของเวลานั้นไม่ใช่เวลานี้ เวลานี้เราจะเป็นคนดีมีความเคารพในศีล
     
เพียงแค่นี้บรรดาท่านพุทธบริษัทถ้าอารมณ์ของทุกคนมีความไม่ประมาทในชีวิต คิดว่ามันอาจจะต้องตาย ในเมื่อความตายนี้ก็ไม่แน่นอนนัก จะตายเมื่อไรก็ได้ พร้อมคิดว่าอาจจะตายวันนี้ไว้เสมอ แล้วก็ทรงความดีเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ทรงศีลให้บริสุทธิ์ เป็นปกติ เพียงแค่นี้บรรดาท่านพุทธบริษัท ขึ้นชื่อว่าอบายภูมิทั้ง ๔ ประการ คือการเกิดเป็นสัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสุรกายก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี จะไม่มีสำหรับเราไปทุกชาติ ทุกสมัย ถ้าจะมีการเกิดอีกเพียงใดก็ตามที ขึ้นชื่อว่าอบายภูมิทั้ง ๔ ไมไปกันแน่ ทางที่จะไปอย่างต่ำก็มนุษย์ อย่างสูงขึ้นไปก็สวรรค์หรือพรหม ถ้าขณะใดเกิดจิตไม่นิยมร่างกายขึ้นมาเมื่อไร ขณะนั้นก็ถึงนิพพานทันที
     
สำหรับเรื่องการหนีบาปในเบื้องต้นที่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติก็ต้องพูดกันทุกวันแบบนี้ กันลืม
     
ต่อแต่นี้ไปก็มาพูดกันถึงอารมณ์
     
อารมณ์ของบุคคลนี้เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน อันนี้เป็นตอนที่ ๕ วันนี้ก็จะขอพูดถึงอารมณ์ของคนที่ความจริงก็ไม่ได้หมายถึงบาป บาปที่ทำมายังไม่ถึง เป็นแต่เพียงว่าก่อนตายมีความคิดว่าต้องการอะไร และจิตตั้งความมุ่งหมายไว้อย่างไร เวลาตายแล้วไปเกิดที่นั่นทันที แต่สำหรับการตายการเกิดในวันนี้ก็ขอพูดถึงอบายภูมิเบื้องต้น คือขั้นสัตว์เดรัจฉาน เพราะตายจากความเป็นคนเพราะไม่ได้ละเมิดศีล ไม่ใช่โอกาสไม่ใช่บาปที่ละเมิดศีล ไม่ใช่ว่าบาปปรามาสพระไตรสรณคมณ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เป็นแต่เพียงอารมณ์คิดเฉยๆ ว่าจุดนี้ดี พอตายปุ๊บก็ไปทันที เกิดที่นั่นทันใด แล้วภายหลังต่อจากนั้นไป เมื่อตายจากไปแล้วเขาก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตอนที่เป็นสัตว์เดรัจฉานเกิดมีความรักในพระปัจเจกของพระพุทธเจ้า เมื่อตายจากสัตว์เดรัจฉาน เมื่อตายจากสุนัข(เขาเป็นสุนัข)ก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก
     
นี่ถ้าท่านทั้งหลายได้ฟังใครเขาพูดว่า สัตว์เดรัจฉานทำบุญไม่ได้นั้นไม่จริง อย่างท่านผู้นี้ก็ดี หรือว่า เอราวันเทพบุตร ก็ดี ท่านเอราวัณเทพบุตร เป็นช้างของพระอินทร์ในสมัยที่เป็น มฆมานพ ใช้แบกไม้ ใช้ดึงไม้ เอาไปสร้างศาลาเป็นสาธารณะ ตายไปจากความเป็นช้างไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีนามว่า เอราวัณเทพบุตร ก็รวมความว่าสัตว์เดรัจฉานก็ทำบุญได้ เทวดาหรือพรหมก็ทำบุญได้ มีผลเช่นกัน
     
ก็ขอนำเอาเรื่องรางของพระสูตร เรื่องนี้มาคุยสู่กันฟัง เวลานี้ก็ผ่านไป ๙ นาทีแล้ว เรื่องนี้ก็ปรากฏใน พระธรรมบทขุททกนิกาย มาในเรื่อง สามาวดี ท่านตัวเอกของเรื่องในเรื่องนี้ ตามบาลีว่าเรื่อง โกตุหลิกะ โกตุหลิกะคนนี้เป็นคนยากจน หนีภัยแห่งโรคระบาดมากับภรรยาและลูกน้อย ในที่สุดเมื่ออาหารหมดในป่าหลายวันทนไม่ไหวต้องปล่อยลูกน้อยตายในป่า (คือลูกเล็กๆ ลูกน้อยก็หมายถึงลูกคนเดียว และก็เป็นลูกยังเล็กอยู่ช่วยตัวเองไม่ได้) แต่กรรมนี้ยังตามสนองเธอไม่ทัน ออกมาก็ไปสู่บ้านของกฏมพี คือ คนที่มีเงิน ไปขอข้าวเขากิน เพราะอยากจะทำงานเพื่อเลี้ยงชีพเฉยๆ ค่าจ้างจะได้หรือไม่ได้ก็ไม่ทราบ ไม่เป็นไร ต้องการอย่างเดียวคือทรงชีวิตอยู่ได้
     
คนที่อดคนที่หิวเป็นอย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท มีความคิดอยู่ว่า ถ้าชีวิตมีอยู่ได้ก็ใช้ได้ มีอาหารกินก็ใช้ได้
     
เมื่อเข้าไปถึงบ้านของท่านกุฎุมพีแล้ว เข้าไปพร้อมกับภรรยาว่า ท่านกุฎุมพีให้คนจัดอาหารมาเลี้ยง ก็เป็นอาหารประเภทที่คนใช้กิน อย่างคนใช้เขากิน จะว่าเลวเกินไปก็ไม่ใช่แน่ บ้านคนที่มีความร่ำรวย เขาไม่ถือว่าแกงหมู แกงเนื้อ แกงไก่ มันเลิศประเสริฐเกินไป มันชินสำหรับบ้านประเภทนั้น อย่างบ้านเราจนๆ อาตมาเองก็เคยเกิดในฐานะที่ไม่ค่อยจะมีอะไรกินนัก บางครั้งพวกเราเห็นพริกเผานิดหน่อย ที่ผสมน้ำปลาเอร็ดอร่อยเหลือเกิน เห็นคนอื่นเขากินหมู กินเนื้อ กินไก่ ก็มีความรู้สึกในใจว่าถ้าเรารวยเมื่อไร จะกินหมู กินเนื้อ กินไก่มันทุกวัน กินมันทั้งวันเลยก็ยังได้ ความรู้สึกของคนอด ความรู้สึกของคนหิวมีแค่นี้ ไม่ทะเยอะทะยานมากเกินไป
     
ในขณะที่ โกตุหลิกะ เห็นว่าท่านกุฎุมพี ให้คนรับใช้เอาอาหารมาให้สองส่วนเวลานี้อาจแบ่งเป็นจานก็ได้ หรือจะเป็นจานถาดหลุมก็ได้ นำเอามาให้ภรรยาส่วนหนึ่งคือชามหนึ่งเอามาให้นายโกตุหลิกะชามหนึ่ง ภรรยารักสามีมาก ส่วนของเธอเธอยังไม่กินให้สามีกินก่อน ท่านสามีก็แสนจะดีมาก น่าจะคิดว่าเรากับภรรยาต่างคนต่างอดกันมา ก็กินกันคนละชามมันก็ทรงชีวิตได้แล้ว แต่ว่าบุรุษผู้ใจแกล้ว คำว่า "ใจแกล้ว" นี่นะ ใจแกล้วในด้านความโง่ แทนที่เธอจะคิดอย่างนั้น ส่วนของเธอว่าเสียถนัดใจกินจนหมดชาม ภรรยาทนหิว น่ารักเหลือเกิน เมื่อเห็นผัวกินหมดชาม แล้วก็ถามว่าต้องการอีกไหม ถ้าต้องการเธอให้ส่วนของเธอ นายโกตุหลิกะก็บอก "เอา" ความจริงน้ำใจแบบนี้ไม่น่ารักเลย เมียส่งให้ก็กินอีก
     
ขณะที่กินข้าวอยู่นั่นที่ท่านกุฎุมพี ท่านมีสุนัขตัวเมียอยู่ตัวหนึ่ง ท่านเลี้ยงไว้ใกล้ชิดและก็ท่านเองท่านกำลังกินข้าวเหมือนกัน กินข้าวมธุปายาส ข้าวมธุปายาสเป็นข้าวที่มีราคาแพงมาก จะกินได้แต่คนที่ร่ำรวยกับมหาเศรษฐี กับกษัตริย์เท่านั้น คนที่จนลงมากินบ่อยๆ ไม่ได้นานๆ กินครั้งได้ แต่อย่างท่านกุฏุมพีท่านกินได้ทุกวันทุกเวลา ข้าวมธุปายาสเขาทำอย่างไร ไม่ขออธิบายในที่นี้ เปลืองเวลาเปล่าๆ
     
เมื่อท่านกินข้าวมธุปายาส หมาตัวเมียที่ท่านเลี้ยงไว้มันหมอบอยู่ใกล้ๆ ท่านก็เอาใส่จานแบ่งให้หมาตัวเมีย เจ้าหมาตัวเมียผู้น่ารัก ผู้มีบุญมันก็กินข้าวนั่น โกตุหลิกะมองดูหมาตัวเมียก็คิดในใจว่า เจ้าหมาตัวนี้มันเกิดเป็นหมามันดีกว่าเราซึ่งเป็นคนมาก เราซึ่งเป็นคนเกิดมาจนกระทั่งมีเมียมีลูกหนึ่งคนแล้ว คำว่าข้าวมธุปายาส แม้แต่เอาเศษของเล็บเข้าไปแตะก็ไม่เคยได้พบ ทั้งนี้ข้างมธุปายาสเป็นข้าวที่มีราคาแพงมาก เหมาะสำหรับคนที่มีฐานะดีอย่างกุฎุมพี และเศรษฐีเท่านั้น เธอก็นึกในใจว่าหมาตัวนี้มีบุญเหลือเกิน แต่ว่าเธอจะคิดว่าเราเกิดเป็นหมาบ้างก็ดี คิดหรือเปล่าบาลีไม่ได้บอก
     
รวมความว่าขณะที่คิดว่าเจ้าหมาตัวนั้นดีกว่าตัวเท่านั้น เธอกินข้าวหมดชามชามหลัง ตามพระบาลีบอกว่า "ลมกำเริบ" ก็คืออาหารไม่ย่อย ย่อยไม่ทัน อดมาตั้งหลายวัน กินเข้าไปมาก ส่วนทุกส่วนของร่ายกายก็เพลียไม่สามารถจะย่อยได้ เธอก็ขาดใจตายลงไป เวลานั้นเมื่อขาดใจตายไปแล้ว "จิตวิญญาณ" หรือ "อทิสสมานกาย" วิญญาณไม่ไปด้วยแน่ ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทฟังไว้ด้วยนะ
     
คำว่า "วิญญาณ" นั้นเป็นความรู้สึก และที่เราเรียกกันว่า "ประสาท" ตามที่เขาบอกกันว่า ขันธ์ ๕ มี ๕ อย่าง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้ง ๕ อย่างนี้เวลาตายมันตายพร้อมกัน คือ ไม่เกาะกับร่างกาย วิญญาณไม่ใช่จิต วิญญาณไม่ใช่อทิสสมานกาย
     
สำหรับสิ่งที่ออกจากร่างกายไปคือจิตหรืออทิสสมานกาย จิตมีสภาพคิด อทิสสมานกายคือกายอีกกายหนึ่งที่ซ้อนอยู่ในเนื้อกายนั้น ตามธรรมดาที่เขาบอกว่าคนตายแล้วไปสวรรค์บ้าง ไปนรกบ้าง ไปเกิดที่นั้นบ้าง เราจะเห็นว่าร่างกายถูกเผาบ้าง ถูกฝังบ้าง เอาอะไรไปเกิด? ก็คือเอาความจริงของตัวเราข้างในไปเกิด ตัวเราข้างใน ถ้าจะเห็นได้ ถ้าไม่ได้

ทิพจักขุญาณ เห็นด้วยตาเปล่าไม่ได้ เห็นด้วยตาเนื้อไม่ได้ ท่านจึงเรียกว่า "อทิสสมานกาย" เป็นกายที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อ ถ้าเราจะมีความรู้สึกว่าจะมีไหม ก็ต้องตอบว่า มี นั่นก็คือเวลาฝัน เรานอน ฝันว่าทำโน่น ทำนี่ ทำนั่น นั่นแหละ ในกายข้างในจริงๆ มันไปจริงๆ แต่กายเนื้อมันนอนอยู่ เจ้ากายตัวนี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท
     
ขณะที่อารมณ์จิตคิดว่าหมาตัวนี้ดีกว่าเรา มีบุญวาสนาดีกว่าเรา เมื่อสิ้นลมปราณลมหายใจหมดไปปั๊บ กายตัวนี้มันออกจากกายเนื้อ เข้าสู่ครรภ์ของนางหมาตัวเมียทันทีต่อมาไม่ช้าไม่นานเท่าไร ก็คลอดออกมาเป็นหมาโทน การที่ตายจากคนไปเกิดเป็นสุนัข สุนัขประเภทนี้รู้ภาษาคนดีมาก เป็นที่รักของท่านคหบดี
     
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท อย่าคิดว่ากรรมที่ทำให้เขาเกิดเป็นสุนัขนี้ยังไม่หมายถึงการทิ้งลูก กรรมบาปที่ทิ้งลูกยังไม่มาสนอง กรรมอย่างอื่นใด กรรมเพราะการปรามาสพระไตรสรณคมณ์ก็ยังไม่มาถึง กรรมเพราะละเมิดศีลห้าข้อข้อใดข้อหนึ่งก็ยังไม่มาถึง เป็นแต่เพียงความรู้สึกคิดว่าสุนัขดี หรือหมาดี เพียงคิดเท่านี้ พอจิตออกจากร่างหรืออทิสสมานกายออกจากร่าง ก็เข้าสู่ครรภ์ของสุนัขทันที เข้าท้องหมา
     
นี่จำไว้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้เราเจริญ สมาธิ และ วิปัสสนาญาณ ทำอารมณ์ให้ทรงตัว ที่เรียกว่า "สมาธิ" คือการตั้งใจ ตั้งใจนึกถึงความดี มี พุทธานุสสติ นึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นต้น ธัมมานุสสติ นึกถึงพระธรรม สังฆานุสสติ นึกถึงพระอริยสงฆ์ สีลานุสสติ จิตคุมอารมณ์ในศีลห้าให้ทรงตัว จาคานุสสติ นึกถึงทานการบริจาค คือ การให้ เทวตานุสสติ นึกถึงความดีของเทวดา เป็นต้น ที่องค์สมเด็จพระทศพลแนะนำให้ทำอย่างนี้ ที่ท่านบอกว่าทำให้เป็นฌาน "ฌาน" คืออารมณ์ชิน การนึกถึงความดีทั้ง ๖ ประการนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเวลาจะตายในยามปกติ เราก็นึกได้บ้างนึกไม่ได้บ้าง ลืมบ้าง นึกถึงบ้าง แต่เวลาก่อนจะหลับหรือตื่นใหม่ๆ ควรจะทรงอารมณ์ให้ทรงตัว คือตั้งใจภาวนา โดยนึกถึงให้ทรงตัวสัก ๒-๓ นาทีก็พอให้ชิน และเวลาใกล้จะตายจริงๆ อารมณ์ความดีจะรวมตัว ถ้านึกถึงอารมณ์ความดี ๖ อย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเลวหรืออย่างอ่อนที่สุด ตายจากความเป็นคนจะไปเป็นเทวดาหรือพรหมทันที
     
ทั้งนี้เพราะอะไร? เพราะจิตน้อมถึงกุศล คำว่า "กุศล" หมายถึงจิตคิดอยู่ในความฉลาด ไม่พลาดจากความดี ก็เล่ากันย่อๆ เรื่องพุทธานุสสติ เป็นต้น เอาไว้ถึงเวลานั้นค่อยมาพูดกัน
     
ต่อมาก็มาคุยกับบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน เมื่อเชาเกิดเป็นสุนุข อาศัยที่ตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นสุนัข ภาษาของคนทุกคำเขารู้เรื่องหมด แต่ว่าเขาจะพูดอย่างคนไม่ได้ ได้แต่อาการของการแสดงออกทางกายบ้าง ทางเสียงบ้าง ทางตาบ้าง รวมความว่าขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพึงทราบว่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหมดทีเราเห็นๆ อยู่นี่มาจากคนทั้งนั้น คนที่มีอารมณ์พลาดจากความดี อารมณ์ของความชั่วเข้าสิงใจเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ไม่ยาก
     
เรื่องนี้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสต่อไปว่า หลังจากที่เขาเกิดเป็นสุนัขแล้ว เป็นสุนัขแสนรู้ที่ท่านคหบดีรักมาก ท่านคหบดีก็มีพระองค์หนึ่งเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านคหบดีมีความเคารพมากเวลาออกพรรษาแล้วท่านก็มาพักที่เขาใกล้ๆ เวลาจะไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็นำเอาเจ้าสุนัขแสนรู้ตัวนี้ไปด้วย บางครั้งบางคราวท่านมีธุระไม่สามารถจะไปได้ ก็ใช้สุนัขแสนรู้ตัวนี้ไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้า
     
การนิมนต์ของเธอก็เห่าบ้าง หอนบ้าง แสดงสัญญาณ จุดที่ใดที่ท่านมหาเศรษฐีคือ พุ่มไม้ใหญ่ๆ ที่หนาทึบ ท่านมหาเศรษฐีคหบดีท่านคิดว่าสัตว์ร้ายอาจจะอาศัยอยู่ ไปถึงท่านก็ตีให้มันหนีไป คือพุ่มไม้ให้มันตกใจหนีไป เจ้าสุนัขตัวนี้จำได้ เวลาไปเองตามลำพังไปถึงที่นั่นก็เห่าบ้าง หอนบ้าง เป็นการกระโชก หากว่าสัตว์ร้ายมีจะได้หนีไป
     
ต่อมาปรากฏว่าเวลาเข้าพรรษาใกล้เข้ามา พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็ไปลาท่านคหบดี ขอไปจำพรรษาที่ภูเขาคันธมาทน์ อันเป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั่วไป เมื่อลาท่านแล้วก็ออกไป เจ้าสุนัขตัวนี้มันรักพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก มองดูพระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหาะไป เห่าบ้าง หอนบ้างส่งเสียงแสดงถึงความรักความเคารพ พอพระปัจเจกพุทธเจ้าพ้นสายตาของมัน มันก็ขาดใจตายทันที ตายเพราะความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือตายเพราะวาระเข้ามาถึงดีกว่า อาตมาคิดว่ามันตายเพราะวาระของชีวิตเข้ามาถึงพอดี แต่ว่าคนส่วนใหญ่มักพูดว่า ตายเพราะอาศัยความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่เรื่องความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้านี่ อาตมาไม่เถียงว่ารักแน่ รักและก็มีความเคารพ และก็แสนรู้ แต่บางครั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าจะลองใจมัน ในเมื่อเจ้าสุนัขตัวนี้ไปตามท่าน ท่านก็เดินตามมา บางคราวท่านลองใจ แกล้งเดินเลยทางที่จะเลี้ยวเข้าบ้าน เจ้าสุนัขตัวนี้ก็วิ่งเข้ากั้น พอท่านแกล้งเดินเลยต่อไป มันก็ดึงชายสบงให้กลับ ตอนดึงชายสบงนี้ไม่กลับไม่ได้บรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้านี่มีผ้าแค่ ๓ ผืนสำคัญ คือ สบง ๑ ตัว จีวร ๑ ตัว สังฆาฏิ ๑ ตัว ผ้าเกินก็มี "รัดประคตเอว" กับ "อังสะ" เท่านั้นเอง ถ้าเผอิญผ้าสบงหายไปเพราะเจ้าสุนัขดึงก็เห็นจะเป็นชีเปลือย
     
รวมความว่าพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ลองแล้วลองอีกมันก็ไม่ยอมให้ท่านเลยหลังบ้าน นี่แสดงถึงความรักในตัวมัน มันรักพระปัจเจกมากจริงๆ ก็อาศัยที่มีความเคารพอย่างนี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง เขารักพระปัจเจกพุทธเจ้า แสดงถึงความเคารพรักด้วย เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้า บันดาลให้เธอเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก
     
เห็นไหมบรรดาท่านพุทธบริษัท สัตว์เดรัจฉานก็ทำความดีได้ ไปเกิดเป็นเทวดาแล้วก็มีนามตามที่เขาประกาศกันว่า โฆษกเทพบุตร
     
คำว่า "โฆษก" หรือว่า "โฆษกะ" แปลว่า "กึกก้อง" คือเสียงดังมาก อย่างโฆษกเขาประกาศอะไรเขาต้องใช้เสียงดังๆ อย่างในศาลาที่ญาติโยมจะทำบุญก็ดี ในวัดที่เขาทำบุญกันก็ดี ในงานต่างๆ ที่ทำบุญก็ดี หรือมีงานก็ตาม โฆษกจะเป็นคนเสียงดังมาก ถ้าเสียงตัวเองดังไม่พอ ก็ใช้เครื่องขยายเสียงช่วย
     
ก็รวมความว่า โฆษกเทพบุตรเสียงดังมาก ท่านบอกว่าแค่พูดเบาๆ ดังไปถึง ๖๐ โยชน์ ถ้าหัวเราะเต็มเสียงดังก้องชั้นดาวดึงส์
     
เธอเสวยความสุขบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกอยู่นานเท่าไร บาลีไม่ได้บอก แต่ว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกนี่มีเวลาอยู่พันปีทิพย์ คือมีอายุได้จริงๆนั้น ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ แต่ว่า๑,๐๐๐ ปีทิพย์ของดาวดึงส์ ไม่ใช่ ๑,๐๐๐ ปี ของมนุษย์ หากเทียบเวลากันในมนุษย์ ๑๐๐ ปี เท่ากับ ๑ วันของดาวดึงส์ แต่สำหรับดาวดึงส์นั่น ๓๐ วันก็เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนก็เป็น ๑ ปี ก็เลยไม่ทราบว่าเธอเป็นเทวดาในดาวดึงส์กี่วันของเทวดาหรือว่ากี่ปีของเทวดา และนับเวลาเท่าไรของเมืองมนุษย์ อันนี้อาตมาไม่ทราบ
     
เอาแต่เพียงว่า คนที่จะไม่ทำบาปเพราะขาดศีลห้า ไม่ทำบาปเพราะมีเจตนาปรามาสพระไตรสรณคมณ์ แต่อารมณ์จิตฟุ้งซ่าน นิยมส่วนที่เป็นส่วนเสีย หมายความว่าอารมณ์ที่ต่ำกว่า คือไปนิยมสัตว์เดรัจฉานหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ตายแล้วก็ไปอยู่อบายภูมิแค่สัตว์เดรัจฉานได้ และส่วนที่กล่าวมาแล้วนั้นบางตอนลงนรกไปเลย
     
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท จึงขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจงระมัดระวังอย่าไว้ใจตนเอง ทุกวันทุกเวลาฝึกไว้ว่าเราอาจจะตายวันนี้ และก็ทรงความดี คือยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ และกำลังใจตั้งตรงอยู่ในศีลทั้ง ๕ ประการ ไม่ละเมิดศีลทั้งกาย วาจา และใจ
     
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายถ้าทำได้อย่างนี้เกิดกี่ชาติ ก็ไม่เกิดในอบายภูมิแน่ ในเมื่อแลดูเวลา หมด ๓๐ นาทีพอดี ก็ต้องขอลาก่อนนี่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย โอกาสหน้าพบกันใหม่ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่าน สวัสดี...

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 03 กุมภาพันธ์, 2553, 23:04:17 »

ตอนที่ ๖ จิตข้องอยู่ในทรัพย์สมบัติ ตายแล้วไปอบายภูมิ

      ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่ ๖ ก็มาคุยกันเรื่อง การปฏิบัติตนเพื่อให้พ้นจากบาป คือพ้นจากนรกต่อไป
     
ขอย้ำไว้ในตอนต้นว่า การปฏิบัติตนให้พ้นจากนรกนั้น(คำว่า "นรก" ก็หมายถึง นรกด้วย เปรตด้วย อสุรกายด้วย สัตว์เดรัจฉานด้วย "การปฏิบัติพ้น" ก็หมายถึงว่าปฏิบัติ
พ้นทุกชาติ ไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว ถ้าจำเป็นจะต้องเกิดอีกกี่ชาติก็ตามไม่เกิดในอบายภูมิ ๔ แน่) ก็ต้องปฏิบัติตามหลักสูตร ของพระพุทธเจ้าที่มาในพระไตรปิฎก ก็อาตมาเองบวชจากพระไตรปิฎก มีความเลื่อมใสในพระไตรปิฎกก็ต้องปฏิบัติตามพระไตรปิฎกเห็นว่าหลักสูตรของพระพุทธเจ้ามีอยู่ว่า
     
๑. ให้มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้จะต้องตายไว้เสมอ ตัดความรู้สึกว่าชีวิตนี้มันไม่ตาย คนส่วนใหญ่แม้แต่อาตมาเองก็เหมือนกัน ในกาลก่อนที่ยังไม่แก่ก็เลยไม่คิดว่าตัวจะแก่ ไม่เคยคิดเลยว่าตัวจะตาย เวลานี้แก่มากแล้ว ก็เลยลืมความตายไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะความตายมันได้ใกล้เข้ามาทุกที มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้มันต้องตายแน่ แต่ก็ไม่ลืมนึกว่ามันอาจจะตายวันนี้ไว้เสมอ ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทคิดตามนี้ก็ละกันตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน จะได้ไม่เกิดอบายภูมิ มีนรก เป็นต้น
     
ประการที่ ๒ มีความยึดมั่นในความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ยอมรับนับถือด้วยความจริงใจ
     
ประการที่ ๓ รักษาศีลห้า ให้มั่นคงไม่ละเมิดศีลห้า ตั้งแต่บัดนี้ไปจนกว่าจะตาย
     
บาปกรรมทั้งหลายที่ทำมาแล้วทั้งหมด สมเด็จพระบรมสุคตตรัสว่า "คนที่มีกำลังใจอย่างนี้ จะไม่ไปอบายภูมิแน่นอน" ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ผู้เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระชินวรโปรดปฏิบัติตามนี้ จะได้พ้นนรกกัน
     
แต่ความจริงเรื่องการพ้นนรกไม่เกิดในอบายภูมิแน่นอนนี้ก็ต้องคิดเหมือนกัน บางทีคนที่มีกำลังใจถึงขั้นนี้แล้ว เขาย่องแอบเงียบๆ ไปอบายภูมินิดหนึ่ง แต่ไปไม่นานอย่างมากก็ไปแค่ ๗ วัน แต่แอบอยู่ไม่ให้คนอื่นเห็น เสียงก็ไม่ให้คนอื่นได้ยิน รูปร่างก็ไม่ให้คนอื่นเห็น เพราะตัวเล็ก เล็กมาก แอบอยู่นิดๆ ทั้งนี้ก็เพราะอะไร? เพราะว่ามีจิตข้องอยู่ในทรัพย์สมบัติ
     
ความจริงบรรดาท่านพุทธบริษัท การที่จะเกิดในแดนของอบายภูมิ มันไม่จำเป็นต้องขาดศีลห้าเสมอไป และไม่จำเป็นต้องปรามาสพระไตรสรณคมน์ มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น เสมอไป แม้แต่อารมณ์ชั่วมัวหมองนิดเดียว บางทีก็ไม่ถึงกับชั่ว อย่างโกตุหลิกะ
     
ในตอนที่ ๕ อันนี้เป็นตอนที่ ๖ เรื่องโกตุหลิกะตอนที่ ๕ แต่ความจริงไม่ได้นึกแช่งชักหักกระดูกใครทั้งหมด อารมณ์ใจดี คิดว่าสุนัขหรือหมาตัวนี้มันดีกว่าเรา เกิดเป็นหมาแท้ๆ ได้กินข้าวมธุปายาส จิตไปข้องอยู่ในสุนัขตัวนั้น
     
แต่สำหรับตอนที่ ๖ นี่ไม่ว่าถึงฆราวาสแล้วลองมาซ้อมกำลังใจพระเณรเราดูบ้าง ว่าพระเณรเราที่มีกำลังใจดีมีความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม พระอริยสงฆ์ ปฏิบัติในพระธรรมวินัยดีมาก สามารถทรงอารมณ์ในสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการนี้ได้ คำว่า "ทรงอารมณ์ในสังโยชน์" ก็หมายความว่า สามารถหักห้ามกำลังใจไม่คิดไปตามสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการ คัดค้านสังโยชน์ สังโยชน์คิดว่าไม่ควรคิดว่าจะตาย พระก็มีความรู้สึกว่าชีวิตต้องตาย เชื่อมั่นในความตาย และพยามยามทำความดี ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ แล้วก็มีธรรวินัย มีวินัยเคร่งครัด มีธรรมะก็ดี แต่ทว่าจิตไปข้องอยู่ในทรัพย์สินส่วนใดส่วนหนึ่งเข้า ความจริงการข้องแบบนั้นไม่ถึงกับเป็นอาบัติ เป็นทรัพย์สมบัติของตนเองและก็ยังอยู่ในขอบเขตของพระธรรมวินัย ตายแล้วเกิดเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ มันเป็นไปได้
     
หากว่าบรรดาพระของเราเกิดเป็นคนปากเสีย ใจเสีย มีร่างกายเสีย สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์แบบ มีอารมณ์อิจฉาริษยาคนอื่น ไม่เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ จิตมุ่งตรงสู่ด้านของความเลว ท่านผู้นี้ไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแน่นอน ต้องไปเกิดในอเวจีมหานรกก่อน อย่างพระเทวทัต เป็นต้น
     
ตอนนี้ก็มาขอคุยกับบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าในสมัยของพระองค์เอง นี่ความจริงอยู่กับพระพุทธเจ้าแท้ๆ นะ คนที่อยู่กับพระพุทธเจ้า พระที่บวชกับพระพุทธเจ้า อย่านึกว่าดีทุกองค์ แต่ว่าท่านองค์นี้ท่านดี แต่เสียท่าเขานิดที่เลวจัดๆ อย่างเช่น เทวทัต หรือ โกกาลิกะ เป็นต้น อันนี้เลวมาก อย่าลืมว่าในสำนักใดในสมัยปัจจุบัน ก็ตาม หัวหน้าสำนักเป็นคนดีแสนดี ก็จงอย่านึกว่าคนในสำนักนั่นดีทุกคน ดีตามไปด้วย ดีไม่ดีก็ซวยแสนซวย เลวแสนเลว แต่อาศัยพี่งบุญบารมีของท่านผู้เป็นหัวหน้ากินอิ่มนอนหลับมีความอุดมสมบูรณ์ แล้วก็เลยลืมตัว ลืมกาย ลืมตน ไม่ทำตนในด้านของความดี ลงอบายภูมิไม่น้อยเลย เวลาปัจจุบันนี้ก็มีอยู่แล้ว มีอยู่แล้ว ครูบาอาจารย์ทำตัวดีมาก แต่ว่าลูกน้องใกล้ชิดกลายเป็นคนโลภโมโทสัน เวลานี้ท่านป่วยหนักเวลาที่พูดนี่นะ ก็สงสัยเหมือนกันว่าน่ากลัวท่านจะเปิดลิบ คงไม่ใช่สูงลิบ คงต่ำลิบ อย่าพูดถึงท่านเลย
     
มาพูดถึงพระองค์นี้ดีกว่า องค์นี้ท่านไม่ได้เลวอย่างนั้น เรื่องของท่านก็มีอยู่ว่าพระองค์นี้ชื่อ ติสสะ ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ท่านบวชอยู่ในสำนักขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ ต่อมาวันหนึ่งท่านเห็นเพื่อนเขาห่มจีวรแพรสมัยนี้อาจจะเรียกว่าจีวรแพรก็ได้นะ เวลานั้นเรียกว่า "ผ้าสาฎก" ไอ้ผ้าสาฎกจริงๆ อาตมาก็ไม่รู้จัก จะบอกลักษณะก็เดา ตามตำราท่านบอกไว้ ก็เป็นการเดา ทำด้วยนั้นบ้าง ทำด้วยนี้บ้าง เป็นต้น ท่านต้องการผ้าสาฎกเนื้อน้อย ไอ้คำว่าเนื้อน้อยก็หมายถึงผ้าบางๆ
     
เรื่องจริงๆ มีอยู่ว่าท่านมีจีวรอยู่ผืนหนึ่ง ดูรู้สึกว่าจะเป็นผ้าเนื้อหยาบสักหน่อย ท่านเอาไปให้พี่สาว เข้าใจว่าเอาไปให้พี่สาวย้อม พี่สาวทำความสะอาด อย่างนี้ เป็นต้น อาตมาก็จำบาลีไม่ค่อยได้ จำเนื้อความไม่ค่อยได้ชัด ก็เอาไปให้พี่สาวเย็บหรือย้อมก็จำไปไม่ได้แน่ รวมความว่าเอาไปให้พี่สาวจัดการให้ก็แล้วกัน แต่ไม่ได้หวังให้ทำใหม่ ดังนั้นพี่สาวเห็นว่าผ้าของพระน้องชายเนื้อหยาบมาก ก็ทุบเสียใหม่ทำเสียใหม่ ทุกอย่างให้เป็นผ้าเนื้อละเอียดทอใหม่ทั้งหมด หลังจากได้มาทำให้ละเอียดดีแล้ว เย็บแล้วก็ย้อมเสร็จพูดง่ายๆ ก็เป็นผ้ามีราคาสูง เป็นผ้าแพรก็ได้สมัยนี้นะ สมัยนี้เทียบกับแพรหรือป่านเสร็จแล้วก็เอาไปให้พระน้องชาย
     
เวลานั้นเป็นกาลพอดี บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย พระน้องชายนี้ป่วยมากป่วยมากจนไม่สามารถจะครองจีวรนี้ได้ เห็นผ้าจีวรที่พี่สาวนำไปให้ ผ้าของท่านเป็นผ้าเนื้อหยาบ แต่พี่สาวนำมาให้นี้เป็นผ้าเนื้อละเอียด มีเนื้อดีมาก อาศัยกำลังใจที่สะอาดของท่าน บรรดาท่านพุทธบริษัทฟังไปก็ดูจริยาดูกำลังใจของท่านด้วย ท่านมีกำลังใจสะอาดมาก "ผ้าอาตมาผืนนี้อาตมารับไม่ได้" พี่สาวถามว่าทำไม ท่านก็บอกว่า "ผ้าอาตมาไปให้พี่ไว้มันเป็นผ้าเนื้อหยาบ แต่ผ้าผืนนี้เป็นผ้าที่มีเนื้อดีมาก ไม่ควรแก่การที่จะรับไว้ เพราะผิดพระวินัย(พูดภาษาไทยๆ ก็ผิดศีล)เกรงว่าจะเป็นการขโมยหรือโกงผ้าของบุคคลอื่น
     
พี่สาวก็บอกว่า "ความจริงผ้าผืนนี้เป็นผ้าของท่าน เมื่อท่านนำผ้าเนื้อหยาบไปให้ฉันเลยทำทุบเสียใหม่ สางเสียใหม่ เอาด้ายมากรอกันเสียใหม่ ทำใหม่หมด เป็นด้ายชิ้นเล็กๆ เนื้อถึงได้บางสวยแบบนี้"
     
เมื่อพี่สาวบอกตามความเป็นจริง ท่านก็ยอมรับ เห็นว่าไม่ผิดพระวินัย พี่สาวไปแล้วท่านก็อยากจะห่มจีวรผืนนี้เต็มที แต่มันห่มไม่ไหว ก็ป่วยจนลุกไม่ขึ้น จิตใจก็มีความรู้สึกรักจีวร แต่ไม่นานนัก ไม่ทันได้ห่มจีวร ท่านก็ถึงแก่ความตาย เพราะอาศัยที่จิตแทนที่จะนึกถึงคุณพระรัตนตรัย แต่ความจริงวินัยท่านไม่ขาด จะถือว่ามีโทษทางวินัยไม่ได้เลย แต่ว่าจิตใจมันวุ่นวายเกินไปในเรื่องของผ้า
     
อาศัยที่มีจิตใจหวงผ้ามาก ตายแล้วแทนที่จะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นเทวโลก ความจริงบุญบารมีของท่านถึงขั้นชั้นดุสิต ชั้นนี้มีความสำคัญมาก ตามเท่าที่รู้จักกันมา ว่าเทวดาชั้นดุสิตนี้จะต้องเป็นคนที่มีความดีตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป อาตมาคิดเอาเองนะ คิดเอาเองนะ คิดเอาเองหรือเคยได้ยินใครท่านพูด เขาบอกว่าชั้นดุสิตถ้าคนที่จะเข้าได้ต้อง
 
      ๑. เป็นพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีเข้มข้นแล้ว
      ๒. พระพุทธบิดา คือพระบิดาของพระพุทธเจ้า พระพุทธมารดา และ
      ๓. พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจึงจะมีความสามารถเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตได้

     
ฟังมาอย่างนี้ผิดหรือถูกก็ไม่ทราบ ก็รวมความว่าพระองค์นี้มีบารมีที่จะสามารถเกิดในชั้นดุสิตได้ก็แล้วกัน แต่ว่าการตายครั้งนั้นของท่าน เพราะจิตท่านไปกระหวัดถึงจีวร แทนที่จะเกิดเป็นเทวดา กลับไปเกิดในกลีบของจีวร ในกลีบชองจีวรนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท ท่านเกิดเป็นเล็น ไอ้เล็นนี่ตัวเล็กมาก เรามองด้วยตาเปล่า อย่างตาอาตมาอายุตั้ง ๗๐ นี่ไม่เห็นแน่ บางทีใส่แว่นตาแล้วอาจจะไม่เห็นเพราะตัวมันเล็กมาก เสียงของเล็นร้องตะโกนขนาดไหนหูของเราก็ไม่ได้ยินแน่ แต่ว่าท่านก็ย่องเข้าไปเกิดเป็นเล็น
     
ตามพระวินัยบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ถ้าพระตายลงไปแล้วทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ ถ้ามีคนที่รับทรัพย์มรดกได้พระองค์นั้นต้องประกาศก่อนตาย หรือว่ามอบให้ใครก่อนตายจึงจะเป็นสมบัติของผู้นั้นได้ ถ้าตายลงไปแล้วโดยไม่มอบให้ใคร ทรัพย์สมบัติทั้งหมดต้องตกเป็นของสงฆ์
     
ข้อนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายฟังแล้วก็โปรดจำไว้ด้วย เพราะอาตมาเองเคยมีหน้าที่จัดทรัพย์สินของสงฆ์อยู่หลายครั้ง ของพระที่ตายแล้ว ปรากฏว่ามีคนบางคนมาอ้างบอกว่า ฉันเป็นลูกบุญธรรมบ้าง เป็นพี่บ้าง เป็นน้องบ้าง เป็นหลานบ้าง เป็นคนนั้นบ้าง เป็นคนนี้บ้าง และทรัพย์สมบัติส่วนนั้นส่วนนี้ท่านยกให้ฉันเป็นสมบัติของฉัน เคยมีมาแล้วในกาลก่อน ทีนี้กรรมการจะทำยังไงก็ต้องประชุมสงฆ์ให้สงฆ์ลงมติให้สงฆ์เห็นมีความสมควรยังไงก็ต้องปฏิบัติตามนั้น และก็ได้แนะนำให้ท่านผู้นั้นทราบว่า เรื่องนี้จะให้อาตมามอบนะอาตมามอบไม่ได้เพราะมันผิดวินัย ยังไงๆ ก็ไม่มอบให้แน่ แต่ว่าถ้าจะเอาให้ได้ก็ให้หยิบเอาไปเองก็แล้วกัน อาตมาจะไม่ฟ้องท่านวาเป็นขโมย ขโมยของสงฆ์ แต่ว่าถ้าจะให้บอกวาให้นะบอกไม่ได้แน่ เพราะถ้าบอกว่าให้ก็ถือว่าขโมยของสงฆ์ไปให้ชาวบ้าน เพราะการมอบหมายให้ซึ่งกันและกัน ตามวินัยต้องทำอย่างนี้ ต้องมอบให้กันก่อน ให้ก่อนตายอธิบายให้ฟังแล้วเราก็ไม่หวง แต่เนื้อแท้จริงๆ ในที่สุดท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่ยอมรับเอาไป บอกว่าถวายสงฆ์
     
ข้อนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่มีความสำคัญมากบรรดาท่านพุทธบริษัท การนำของสงฆ์ไปเป็นทรัพย์ส่วนตัวนั้นต้องระวัง แม้แต่เศษกระเบื้องแตกๆ เล็กๆ ชิ้นเดียวหรือดอกไม้ดอกเล็กๆชิ้นเดียว ใบไม้ที่ไร้ค่าจริงๆ แล้วใบเดียว ท่านนำไปโดยที่สงฆ์ไม่ได้อนุญาต ก็ถือว่าเป็นการขโมยของสงฆ์ ผลที่จะพึงได้รับก็คือ อเวจีมหานรก ข้อนี้ใครจะเถียงไหม ทานจะเถียงก็เถียงเถอะ ในเมื่อเทปไปอยู่ที่ท่านเถียงอาตมาก็ไม่ได้ยิน ถ้าขืนได้ยินก็ไม่เถียงตอบท่านเพราะถ้าขืนโต้ตองกับท่านดีไม่ดี จิตใจอาตมาเศร้าหมองเพราะการโต้ตอบกับพวกท่านที่ละเมิดพระธรรมวินัย กำลังใจเกิดเศร้าหมองขึ้นมาอาจจะต้องไปอยู่ในนรกเสียเองก็ได้ ไม่เอาแล้ว บอกให้ฟังกัน
     
ฉะนั้นขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกคน ถ้าเป็นลูกเป็นหลานพระ เป็นญาติของพระ เป็นผู้ที่รับมรดกจากพระ เมื่อพระตายแล้ว บอกให้พระที่มีส่วนสำคัญของท่านมอบเสียก่อนตาย ถ้ายังไม่สามารถจะยกให้ใครได้ให้ทำ พินัยกรรม แล้วก็มีฆราวาสและมีพระเป็นพยาน ว่าของส่วนนี้เมื่อท่านตายไปแล้วเป็นสมบัติที่บุคคลนั้นจะพึงได้ ถ้าไม่ทำอย่างนั้น ถ้าพระตายไปก่อนแล้วท่านนำเอาไปบ้านของท่าน อย่าลืมว่าโทษลักของสงฆ์ เป็นของไม่เล็กเลย ความจริงเราได้มาเราก็ตาย เราไม่ได้มาเราก็ตาย ทางที่ดีก็ควรจะตายแบบประเภทที่เรียกว่าไปอยู่ในแดนที่มีความสุบดีกว่า ถ้านำของสงฆ์ไป อย่างน้อยท่านก็ลงอเวจีแน่นอน ไม่มีทางพ้น อาตมาคิดว่าไม่เอาเสียเลยดีกว่า
     
ทีนี้ของที่จะพึงรับได้ก็ต้องดู ว่าของที่พระท่านให้ว่าเป็นทรัพย์สินมาจากอะไร เป็นทรัพย์สินดั้งเดิมจากฆราวาสหรือว่าเขาถวายสมัยเมื่อสมัยเป็นพระ ถ้าเป็นทรัพย์สินที่มีญาติโยมพุทธบริษัทที่มีศรัทธาถวายมาในระหว่างเป็นพระ อย่ารับเลยบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าของที่เขาถวายมานั้นระหว่างเป็นพระแล้ว จะถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพระองค์นั้นไม่ได้แน่นอน ที่เขาเรียกว่า เงินหรือของสาธุ คำว่า "สาธุ" คือ ท่านผู้ให้ด้วยดีแล้ว ให้ด้วยเจตนาที่ท่านขอรับเป็นพระ หากว่าท่านทั้งหลายที่ไม่ใช่พระ ไปรับมรดกอย่างนี้ ยังไงๆ ก็ไม่พ้นการตกนรก เป็นการละเมิดทำลายศรัทธาของบรรดาท่านพุทธบริษัท ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงปรับโทษหนักมาก
     
ต่อไปนี้ขอเลี้ยวถึงพระอีกสักหน่อย เรื่องนี้สั้นมาก บรรดาพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน หากว่าท่านจะมอบอะไรให้กับญาติโยมของท่าน ก็ต้องดูถ้านาที่ดินก็ดี บ้านก็ดี เงินทองก็ดี ส่วนนั้นถ้ามันได้มาจากในสมัยเมื่อเป็นฆราวาสนั่นหมายความว่ายังไม่ได้บวช เป็นทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้เป็นส่วนตัว และก็เวลาบวชแล้วก็ยังไม่ได้ใช้หรือใช้ยังไม่หมดหรือว่าบางทีไปฝากธนาคารไว้ ฝากธนาคารเงินมันก็งอก ดอกเบี้ยมันมี แต่ก็ต้องเป็นดอกเบี้ยของเงินส่วนนั้น ทรัพย์สมบัติส่วนนี้ท่านสามารถจะโอนให้ญาติท่านได้ เพราะเป็นทรัพย์สินส่วนตัว
     
แต่ว่าทรัพย์สินที่ท่านได้มาจากการถวายของบรรดาท่านพุทธบริษัทสมัยที่เป็นพระแล้ว อย่างนี้อย่าเข้าไปแตะต้อง คิดว่าเป็นส่วนตัวโดยเฉพาะ ให้ถือว่าท่านผู้ถวายถวายเพราะเราเป็นพระ ทรัพย์สมบัติส่วนนั้นเหมาะในการเป็นพระเท่านั้นที่ใช้ ถ้าท่านขืนโอนให้กับบรรดาญาติโยมของท่านไป ท่านเองจะต้องลงอเวจีมหานรก
     
บางทีท่านอาจจะค้านว่าอะไรก็อเวจี อะไรก็อเวจี เวลานี้เป็นของไม่ยาก เราสามารถพิสูจน์กันได้ว่าพระที่ตายไปแล้ว และก็จับจ่ายใช้สอยทรัพย์ประเภทนี้ไปไหนกัน มีอยู่เกลื่อนในอเวจีมหานรก
     
ต่อไปนี้ก็พูดถึงเรื่อง พระติสสะ เพราะเรื่องสั้น เลยนำเรื่องอื่นเข้ามาประสานประสานให้พอกับเวลา สำหรับพระติสสะนั่นเมื่อท่านตายจากความเป็นคน อาศัยจิตใจที่รักจีวร ความจริงศีล สมาธิ ของท่านดี ต้องถือว่าดีมาก จะถือว่าจะเป็นพระโสดาบันได้หรือไม่ได้ก็ไม่ทราบ พอพ้นจากความเป็นเล็นแล้วท่านไปเกิดเป็นเทวดาชั้นดุสิตก็รวมความว่าท่านมีความละอายต่อบาป ด้วยเอาผ้าจีวรหยาบไปให้พี่สาวจัดการ พี่สาวทำเป็นผ้าเนื้อละเอียดไปให้ ท่านยังบอกว่ารับไม่ได้ เพราะผ้าผืนนี้ไม่ใช่ของท่าน ผ้าของท่านเป็นผ้าเนื้อหยาบ คงจะให้พี่สาวเย็บตัดเป็นจีวรกระมัง พี่สาวก็บอกว่าเป็นผ้าผืนเดิม แต่ไปสะไปสาง ไปล้างเสียใหม่ กรอเสียใหม่เป็นผ้าเนื้อนิ่ม เป็นด้ายเล็กๆ ทำให้ผ้าเป็นผ้าเนื้อละเอียด น่ารัก ท่านจึงรับ นี่จิดท่านสะอาดขนาดนี้
     
ก็รวมความว่า พระติสสะตายแล้วก็ไปเกิดเป็นเล็น เอาร่างกายเล็กๆ ไปสิงอยู่ในกลีบของจีวร เมื่อพระสงฆ์ตายบอกแล้วว่าทรัพย์ทั้งหลายต้องเป็นของสงฆ์ บรรดาพระทั้งหลายก็ไปจัดการว่าทรัพย์สมบัติของพระติสสะเวลานี้มีอะไรบ้าง ก็หยิบโน่นหยิบนี่นั่นตามที่มีอยู่ คงมีไม่มากนัก เพราะอยู่กับสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ไม่แน่นักละเพราะว่ามหาเศรษฐีทั้งหลายมีความเคารพ อย่างพระอานนท์นี่มีผ้าสาฎกเป็นพันๆ ผืน แต่พระอานนท์ก็เป็นพระแท้ ไปที่ไหนท่านก็แจก ที่ไหนใครไม่มีท่านก็แจก ท่านก็นำของท่านเรื่อยไปไม่แปลก อย่างท่านพระติสสะนี่อาจจะมีจีวรมากก็ได้ เพราะว่าท่านมหาเศรษฐีบ้านญาติโยมทั้งหลายบ้าง มาถวายกันอาจจะมีเยอะ จึงมีการตรวจค้นทรัพย์สมบัติขึ้นมา หยิบอย่างอื่นไม่มีเรื่อง พอไปจับจีวรผืนนั้นเข้า เล็นติสสะร้องตะโกนเสียงดังว่า "ไอ้โจรปล้นจีวร ไอ้โจรปล้นจีวร" แต่ก็เป็นการบังเอิญจริงๆ พระที่ไปนั่นไม่มีพระหูทิพย์เลยฟังแบบสบายไม่รู้เรื่องไม่ได้ยิน
     
พระพุทธเจ้าอยู่ในพระคันธกุฎี ได้ยินเสียงเล็นตะโกนแบบนั้นก็บอกพระอานนท์ว่า
     
"อานนทะ ดูก่อนอานนท์ รีบไปที่กุฎีท่านติสสะเดี๋ยวนี้บอกพระทั้งหลายว่าจีวรผืนนั้นให้วางไว้ก่อน อย่าแตะต้อง จากนี้ไป ๗ วันอย่าแตะต้องเด็ดขาด วันที่ ๘ จึงแตะต้องได้" พระอานนท์ก็ไปบอกแบบนั้น ทีกลังกลับมาถามองค์สมเด็จพระทรงธรรม์ว่าเป็นเพราะอะไร พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า
     
"ก็เล็นติสสะสีคุณ ก่อนที่เธอจะตายเธอห่วงจีวรผืนนี้ เธอมีความรักในจีวรผืนนี้มาก เพราะเนื้อมันดีมาก ดีกว่าทุกผืนที่เคยมีอยู่ เธอตั้งใจจะครอบจะใช้จีวรผืนนี้แต่ว่าโอกาสไม่มีเธอมาตายเสียก่อน ก่อนจะตายจิตใจก็นึกถึงจีวร เธอก็ต้องเกิดเป็นเล็นเฝ้าจีวรอยู่ ๗ วัน"
     
เพราะเล็นมีอายุแค่ ๗ วัน หลังจากนั้นวันที่ ๘ เล็นตัวนี้จะตาย คือไม่ต้องใครทำให้ตาย อายุขัยของเขาแค่นั้น เขามีอายุขัยแค่ ๗ วัน เหมือนกับยุง ยุงนี่ถ้าไม่มีใครฆ่าถ้าเธออยู่เต็มอายุ เธอก็อยู่ได้แค่ ๗ วัน เหมือนกับเล็น ถึง ๗ วันเล็นตัวนั้นก็จะตาย ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต
     
นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ถึงแม้ว่าท่านทั้งหลายจะมีความรู้สึกนึกถึงความตายเป็นปกติ และก็ไม่ประมาทในชีวิต มีจิตเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และก็มีศีลบริสุทธิ์ บางท่านหรือหลายท่านอาจจะคิดว่าถ้าเราตายคราวนี้ขอไปนิพพานจุดเดียว ความจริงแล้วอารมณ์อย่างนี้ดีมาก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "บุคคลประเภทนี้พ้นอบายภูมิแน่นอน" ถ้าจำเป็นที่จะเกิดเป็นมนุษย์อีกกี่ชาติก็ตามทีขึ้นชื่ออบายภูมิทั้ง ๔ ประการ ไม่สามารถจะแตะต้องท่านได้ อบายภูมิทั้ง ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน แต่ก็จงอย่าลืมว่ากำลังใจของท่านต้องมีความมั่นคงจริงๆ อย่าไปหลงใหลใฝ่ฝันกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์เกินไป อย่างพระติสสะ เป็นต้น ให้คิดถึงความจริงของคนว่า ถ้าตายไปแล้วไม่มีโอกาสที่จะครองทรัพย์สมบัติใดๆ ได้อีก ทุกสิ่งทุกอย่างปล่อยมันไว้ ตายแล้วก็เลิกกัน ถ้าจิตใจของท่านเป็นอย่างนี้อารมณ์จิตก็จะผ่องใส
     
ฉะนั้นการที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย จะทรงกำลังใจไว้ด้วยสมาธิและปัญญาไว้ในส่วนดี มีอนุสสติประจำใจ จนเป็นฌาน ซึ่งเป็นของดีมาก ซึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคสอนเอาไว้ เพื่อไม่ให้หลงไปในอบายภูมิต่อไป
     
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายวันนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายเวลาบอกว่าหมดแล้ว ประกาศแล้ว ร้องกริ๊งๆ นั่นเป็นของตั้งเวลา เมื่อหมดเวลา ๓๐ นาที ต้องขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาพุทธศาสนิกชนทุกท่าน สวัสดี...


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์, 2553, 22:04:41 »

บทที่ ๗ พุทธานุสสติกรรมฐาน

     
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่ ๗ ในเรื่องที่กล่าวถึงว่าการจะหนีจากนรกกัน แต่การหนีนรกบรรดาท่านพุทธบริษัท ในตอนต้นๆได้พูดถึงรายละเอียดมาแล้ว ต่อนี้ไปเพื่อไม่ให้เป็นการเปลืองเวลา ก็ขอพูดย้ำสั้นๆ ว่าคติของบุคคลที่จะหนีนรกได้มี ๓ อย่างด้วยกันคือ
     
๑. มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า การเกิดมาคราวนี้ในที่สุดเราก็ต้องตาย แต่ทว่าความตายมีเวลาที่แน่นอนไม่ได้ หาไม่ได้แน่นอน อย่าคิดว่าแก่แล้วตายมันก็ไม่แน่อาจจะตายเสียวันนี้เลยก็ได้ ไม่ประมาทในการทำความดี ตั้งใจว่าตายคราวนี้ไม่ขอไปอบายภูมิทั้ง ๔ แน่ จุดที่จะไปมีจุดเดียวคือ พระนิพพาน ตั้งตรงไว้เลย หลังจากนั้นก็ยึด พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่ง คือยอมรับนับถือด้วยความจริงใจ
     
แล้วหลังจากนั้นอีกที่หนึ่ง ก็ย้อนเข้ามาด้านความดีก็คือ มีศีล ๕ เป็นปกติ ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ สมเด็จพระมหามุนี คือพระพุทธเจ้า ตรัสว่าทุกคนหนีนรกได้แน่ แต่ก็ต้องระมัดระวังอารมณ์ คำว่า " อารมณ์" อย่าปล่อยให้อารมณ์ที่ไม่ดีเข้ามาเกี่ยวข้อง และความกังวลนิดหน่อยในเรื่องของความไม่ดีอย่าให้มีในใจ อย่างตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว ท่านไม่ได้ปรามาสพระไตรสรณคมน์ ท่านไม่ได้ละเมิดศีล แต่ว่าต้องไปอบายภูมิ เพราะจิตมีอารมณ์กลุ้มและหลงผิด ข้อนี้ก็ไม่ขอพูดย้อน เพราะว่าจะเป็นที่เบื่อหน่ายของบรรดาท่านพุทธบริษัท
     
ต่อไปนี้ก็จะขอนำเอาพุทธานุสติกรรมฐานมาคุยกัน เพราะว่าความคิดถึงความตาย ถ้าคิดอย่างเดียวเราจะต้องตาย หมดที่หมายในการจะพึงไป อย่างนี้อารมณ์เศร้ามันจะเกิด คนเราถ้าออกจากทีบ้านต้องมีจุดมุ่งหมายปลายทางเป็นที่ไป และก็สถานที่ ไปนั้นต้องดีกว่าที่เดิม ไม่ใช่ให้มันเลวกว่าที่เดิม ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์แล้วตายจากความเป็นคน จะต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสูรกายก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี ทั้ง ๔ ประการนี้ไม่ดีทั้งหมด ถือว่าเป็นการขาดทุน เพาะการเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี หรือการเกิดเป็นคนก็ตาม ความจริงคนกับมนุษย์นี่ไม่เหมือนกัน รูปร่างอย่างเดียวกัน แต่ว่าความรู้สึกของจิตใจไม่เท่ากัน
       
" คน " นี่แปลว่า " ยุ่ง" คือไม่ยอมรับนับถือใครจริงๆไม่ยอมปฏิบัติในด้านของความดีจริงจัง อย่างที่จะรักษาศีล ก็รักษาไม่จริง ทำเป็นศีลหัวเต่าผลุบเข้าผลุบออก รักษาบ้าง ไม่รักษาบ้าง สิกขาบทแค่ ๕ ประการ ก็ถือว่าอย่างนั้นจำเป็น อย่างนี้จำเป็นแก่สังคม ถ้าปฏิบัติตามศีลก็ขาดสังคม คนในสังคมนั้นไม่คบหาสมาคม อย่างนี้ เข้าเรียกว่า "คน"
     
สำหรับ "มนุษย์" แปลว่า "ใจสูง" คนนี่แปลว่ายุ่ง ถ้าปฏิบัติในศีลในธรรมไม่ได้ก็มีแต่ยุ่ง สำหรับมนุษย์แปลว่าใจสูง คนที่มีใจสูงคือมีกรรมบท ๑๐ ประการครบถ้วนคือ "มีทั้งศีลทั้งธรรมครบถ้วน ทางกายไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ทางวาจาไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดจาเหลวไหลไร้ประโยชน์ ทางใจไม่คิดอยากได้ทรัพย์สมบัติของคนอื่นใด ไม่คิดจองล้างจองผลาญใคร มีความเห็นตรงตามความจริง ยอมรับนับถือความจริง ที่เป็นเหตุบันดาลให้มีความสุขอารมณ์อย่างนี้ท่านเรียกว่ามนุษย์ " ขอประทานอภัยเถอะบรรดาท่านพุทธบริษัท ที่ท่านทั้งหลายกำลังฟังอยู่นี่ ท่านลองวัดกำลังใจของท่านดูซิว่า เวลานี้นะท่านเป็นมนุษย์หรือว่าท่านเป็นคน หากว่าท่านเป็นคน ก็รู้สึกว่าความสุขของท่านยังน้อยเกินไป เมื่อกำลังใจของท่านเป็นมนุษย์ ความสุขของท่านจะมีมากมายเหลือเกิน เกือบจะหาอารมณ์ของความทุกข์ไม่ได้ เรื่องนี้ยังไม่พูดกัน ไม่ช้าไม่กี่วันก็ได้พบกัน
     
วันนี้มาพูดกันถึง พุทธานุสสติกรรมฐาน แต่ว่าสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการ เมื่อใช้มรณานุสสติกรรมฐาน คือนึกถึงความตายเป็นอารมณ์แล้ว ต่อไปก็มี พุทธานุสสติ ธัมมนุสสติ สังฆานุสสติ กรรมฐาน คือ ๓ประการ แล้วก็มีสีลานุสสติขั้นสุดท้าย นี่เป็นเรื่องคุยความจำเป็นจริงๆ
     
วันนี้ขอพูดเรื่อง พุทธานุสสติกรรมฐาน แต่ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและท่านผู้ฟังทั้งหลายได้โปรดทราบว่า การตัดสังโยชน์ พระพุทธเจ้าบอกว่า สังโยชน์ ๓ประการนพไม่มีอะไรหนัก เป็นของเบาๆ ฉะนั้นการปฏิบัติส่วนนี้จึงปฏิบัติกันด้านเบาๆ สำหรับท่านที่นิยมของหนักได้โปรดทราบ ต้องขออภัยท่านด้วยบางทีท่านอาจจะคิดว่าพระวัดท่าซุงมีแต่ความเกียจคร้าน ปฏิบัติเบาๆ แบบขี้เกียจอันนี้ก็ขอยอมรับ ถ้าคนขี้เกียจแล้วได้เงินมากๆ ทำงานเบาๆ ได้เงินมากๆ อย่างนี้ก็ดี ก็เหมือนกับการปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติแบบเบาๆ แต่ว่าได้ผลดี อย่างนี้ใช้ได้ ก็พอใจตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า " พระโสดาบัน กับพระสกิทาคามี เป็นผู้มีสมาธิเล็กน้อย แต่มีศีลบริสุทธิ์ "
       
ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ อาตมาเองบวชมาจากพระไตรปิฎก ในเมื่อทางพระไตรปิฎกท่านบอกเบาๆ ก็ปฏิบัติเบาๆ ไม่ยอมฝืนพระไตรปิฎก ท่านทั้งหลายจะหาว่าโง่เง่าเต่าตุ่นก็ช่าง เห็นว่าการบวช หรือการปฏิบัติตามพระไตรปิฎกเป็นคนโง่ ก็ต้องถือว่าพระไตรปิฎกสอนให้โง่ แต่ถ้าคนโง่ตามพระไตรปิฎกท่านไปนิพพานกันนับไม่ถ้านแล้วจึงขอยอมโง่ตามนี้
     
มาว่าถึง พุทธานุสสติกรรมฐาน การยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า ความจริงคำว่า "อนุสสติ" นี่แปลว่า " ตามนึกถึง" ไม่ต้องใช้กำลังมาก ถ้าบรรดาพุทธบริษัทสามารถทรงกำลังใจได้ ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าด้วยความจริงใจ ความจริงการยอมรับนับถือนี่ต้องปฏิบัติตามนะ ข้อนี้ขอบรรดาท่านทั้งหลายผู้รับฟังจงอย่าลืม การใช้คำว่า เคารพนับถือ แต่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำซึ่งกันและกันเขาถือว่าโกหกกันอย่างนี้ฟังง่ายดี
     
อย่างลูกบอกว่ายอมรับนับถือพ่อแม่เหลือเกิน ศิษย์ยอมรับนับถือครูบาอาจารย์จริงๆแต่ว่าพ่อแม่สอนอะไร ห้ามอะไรลูกก็ไม่เชื่อฟัง ครูบาอาจารย์สอนแบบไหนลูกศิษย์ไม่ยอมเชื่อฟัง อย่างนี้เขาไม่ใช่เรียกคนนับถือกัน เขาเรียก "คนอกตัญญูไม่รู้คุณคน" อย่างนี้สบายใจไหม บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
     
ถ้าจะไปว่าใครให้นึกถึงใครก็ต้องนึกดูก่อน ว่าคนที่ไม่ยอมปฏิบัติตามพระธรรมวินัยคำว่า "วินัย" คือ ข้อห้ามที่ได้แก่ ศีล " พระธรรม" คือการแนะนำให้ปฏิบัติในด้านของความดี ต้องดูว่าท่านผู้นั้นท่านอยู่ในสังกัดของพระพุทธศาสนาหรือปล่าว ถ้าท่านผู้นั้นไม่อยู๋ในสังกัดพระพุทธศาสนาก็จะหาว่าท่านไม่ยอมรับนับถือพุทธศาสนาอย่าวจริงจัง หรือว่าเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน อย่างนี้ไม่ได้ เมื่อท่านไม่ใช่ลูกศิษย์ลูกหา ท่านไม่ได้อาศัยพระพุทธเจ้าในความเป็นอยู่ เว้นไว้แต่นักบวชอย่างอาตมา นักบวชแบบอาตมานี่โกนหัว โกนคิ้ว ห่มผ้าเหลือง แล้วก็อยู่วัดอยู่วา ความเป็นอยู่ไม่มีอาชีพแน่นอนสำหรับตัวเอง ไม่สามารประกอบอาชีพได้ อาศัยความเป็นอยู่จากบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทเลี้ยงข้าวปลาอาหารท่านก็เลี้ยง ที่อยู่ท่านก็ให้ ยารักษาโรคท่านก็ซื้อให้ ผ้าผ่อนท่อนสไบญาติโยมก็ให้ทั้งหมด ที่เป็นอย่างนี้เพราะญาติโยมพุทธบริษัทคิดว่าอาตมาเป็นผู้ที่เคารพในองค์สมเด็จพระบรมสุคต คือพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านทุกอย่าง ถ้าบังเอิญอาตมาไปพลิกล๊อกก็หมายความว่า ไปฝ่าฝืนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และโกหกบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ว่าอาตมานี่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านที่มีความเคารพพระพุทธเจ้าก็เลยให้โน่นให้นี่ตามที่กล่าวมาแล้ว อย่างนี้ว่าเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน คืออกตัญญูไม่รู้คุณพระพุทธเจ้า เพราะได้กินอาศัยพระพุทธเจ้าเป็นเหตุ ถ้าไม่ได้อาศัยบารมีขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ก็ไม่มีอะไรจะกิน จะใช้คนที่นับถือพระพุทธเจ้าเขาก็ไม่ให้กินไม่ให้ใช้
     
อันดับแรกเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณพระพุทธเจ้าก่อนทีนี้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายผู้ให้ ก็ถือว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณตอนค้นหลอกลวงทาน เป็นคนหลอกลวงประชาชน คือ พุทธศาสนิกชน เรียกว่า ประชาชนไม่ได้ ประชาชนนี่หมายถึงว่าคนจะนับถือศาสนาอะไรก็เป็นประชาชนทั้งหมด ต้องโดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนคนที่นับถือพระพุทธศาสนา หลังจากนั้นมาก็อกตัญญูไม่รู้คุณท่าน ที่ท่านให้กินท่านเลี้ยงดูจนมีความสุขมีชีวิตอยู่ กับอกตัญญูในตัวท่าน โดยบอกกับท่านว่าปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เนื้อแท้จริงๆไม่มีอะไรเหลือเลย ก็ต้องถือว่าเป็นคนเลว
     
นี่เป็นการยอมรับนับถือ บรรดาท่านพุทธบริษัท ต้องนับถือกันด้วยความจริงใจเป็นส่วนตัวด้วยและก็ต้องแฏิบัติตามคำแนะนำของท่านด้วย สิ่งใดที่ท่านห้ามว่าไม่ดีอย่าทำ สิ่งใดที่ท่านแนะนำว่าอย่างนี้นี่เป็นจุดของความสุข จงทำ เราทำ อย่างนี้ถือว่านับถือพระพุทธเจ้าจริง แต่ว่าการปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในด้านศีลก็ดี ในด้านธรรมก็ดี คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี่มีถึง 84,000 หัวข้อ ก็ไม่จำเป็นต้องนำมาปฏิบัติทั้งหมด เลือกเอาเฉพาะว่าสิ่งไหนที่พอจะปฏิบัติได้เราก็ทำอย่างนั้น อย่าปฏิบัติเกินกำลัง และตั้งใจปฏิบัติด้วย ความจริงจังอย่างนี้ถือว่านับถือพระพุทธเจ้า ถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ ถือว่าหนึ่งในพุทธานุสติกรรมฐาน ถือว่ามีความระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าจริง มีการยอมรับรับนับถือพระพุทธเจ้าจริง
     
มีคำสั่งสอนตอนหนึ่งที่เรียกว่า เป็นตอนต้นเรื่องก็ได้ ตามบาลีว่า " สัมพะปา ปัสสะ อะกะระณัง " พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า ท่านทั้งหลายจงอย่าทำความชั่วทุกอย่าง "กุสลัสสูปสัมทา" จงทำแต่ความดี "สจิตตะปรโยทะปะนัง" จงทำจิตใจให้ผ่องใสจากกิเลส "เอตัง พุทธานะสาสะนัง" พระองค์ทรงยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทุกองค์ตรัสอย่างนี้เหมือนกันหมด
     
เราต้องจับจุดขั้นแรกว่า สิ่งใดที่พระองค์ทรงห้าม นั่นคือการละเมิดศีล สิ่งใดที่ทรงแนะนำให้ทำ คือปฏิบัติตามศีล สิ่งใดที่ทำให้จิตผ่องใส คือทำให้จิตว่างจากนิวรณ์ อันดับแรกนะ แล้วก็เจริญสมถภาวนาวิปัสสนาภาวนา สำหรับสมถภาวนาก็ดี วิปัสสนาภาวนาก็ดี มีมากเหลือเกิน มีมากด้วยกันมาก แต่ก็จับจุดเฉพาะ วันนี้มาจับเอาเฉพาะพุทธานุสติกรรมฐาน
     
คำว่า"พุทธานุสติกรรมฐาน " แปลว่า "ตามนึกถึงพระพุทธเจ้าและตามนึกถึงถึงความดีของพระพุทธเจ้า" การปฏิบัติให้จิตว่างจากนิวรณ์ จิตมีสมาธิ มีอารมณ์สะอาดก็ต้องไม่ทำอะไรมาก ไม่ต้องต้องทำอะไรหนัก เพราะการตัดสังโยชน์ 3ประการ ไม่มีอารมณ์หนัก
       
แต่การว่าอารมณ์ของคนมี 2 อย่าง บรรดาท่านพุทธบริษัทอย่างที่1 ชอบคิอ อย่างที่ 2 จิตขอบทรงตัวคือเฉยๆ อาการ2อย่างนี่มีกันทุกคน ในขณะใดภ้ากำลังใจเราชอบคิด และก็นั่งนึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า อันนี้พระพุทธเจ้าท่านมีรูปร่างอย่างไง มีความดีดีอย่างไง ถ้าคิดถึงความดี บางทีท่านทั้งหลายจะนึกไม่ออกว่า โอ้โฮ ความดีของพระพุทธเจ้านี่เยอะแยะมาก จะเอาตรงไหนกันดี ก็บอกแล้วว่าการตัดสังโยชน์ 3 ประการนี่เบามาก ใช้อารมณ์เบาๆ สำหรับท่านที่ไม่ได้ทิพจักขุญาณหรือไม่ได้มโนมยิทธิ คำว่าทิพจักขุญาณเป็นหลักสูตรวิชชสาม ถ้ามโนมยิทธิเป็นหลักสูตรของอภิญญา เวลานี้คนได้กันนับแสน อาตมาก็ปลื้มใจ ท่านที่ได้อย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องนึกเฉยๆใช้กำลังความเป็นทิพย์ของจิต จะพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆเลย จะเอาพระรูปพระโฉมตอนที่พระพุทธเจ้าเป็นหนุ่ม สมัยที่ทรงพระชนม์อยู่หรือว่าสมัยกลางคน สมัยเป็นคนแก่ใกล้นิพพานไปแล้วก็ได้นะ ทำจิตให้เป็นสุข มีจิตใจรื่นเริงความทุกข์ความกังวลไม่มีอารมณ์ก็เบา
     
แต่สำหรับท่านที่ไม่ได้ทิพจักขุญาณ และก็ไม่ได้มโนมยิทธิ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอภิญญา ก็ใช้กำลังจิตคิด คือ ลืมตาดูภาพพระพุทธรูป หรือว่าท่านจะหลับตาก็ได้ หลับตานึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เราชอบมากที่สุด จะเป็นพระพุทธรูปอยู่ที่วัดไหนหรือสถานที่ใดก็ได้ ไม่ห้ามทั้งหมด นึกถึงพระพุทธรูปองค์นั้น ทำใจให้สบาย นึกวาดภาพตั้งใจ เห็นว่าพระพุทธรูปองค์นี้นั่งแบบไหน สีอะไร หน้าตายิ้มแย้มแบบไหน ทรงอะไรก็ตาม ปางไหนอะไรก็ตามเอากันแค่แบบสบายๆใจ
     
ถ้านึกถึงภาพอย่างนี้จิตเป็นสุข ภาพพระพุทธรูปที่อยู่ไกลนึกไม่ออก ก็นั่งดูพระพุทธรูปองค์ที่อยู่ใกล้ๆไม่ต้องหลับตาก็ได้ หรือลืมตาดู จำภาพพระพุทธรูป แล้วก็หลับตานึกถึงก็ได้ เอากันแค่สบายใจ
     
สมมติถ้านั่งหลับตาอารมณ์จิตฟุ้ง แต่ความจริงมันเป็นอย่างนั้นนะ ถ้าจิตมันฟุ้งอยู่แล้ว ถ้าหลับตามันจะฟุ้งมาก ถ้าหลับตาไม่ฟุ้งก็หลับตา ลืมตาดูภาพพระพุทธรูป และก็หลับตานึกถึงพระพุทธรูป ว่าท่านนั่งท่าไหน ท่านสีอะไร ไอ้การที่เขาทำทำแบบไหน ถ้าแบบนี้อารมณ์ฟุ้งเกินไป ก็ลืมตา ลืมตามองดูพระพุทธรูปด้วยความเคารพ ดูหน้าตาท่านยิ้มแย้มแจ่มใสดี มีจิตใจสดชื่น ขณะที่จิตยังพอใจอยู่กับพระพุทธรูปเวลานั้นจิตว่างจากกิเลส และจิตว่างจากกิเลส และจิตก็ว่างจากนิวรณ์ เมื่อจิตว่างจากกิเลส จิตว่างจากนิวรณ์จิตก็มีอารมณ์เป็นสุข ท่านว่า "สมาธิ" เพราะคำว่า "สมาธิ" แปลว่า "ตั้งใจ" จิตตั้งใจดูพระพุทธรูป จะดูส่วนไหนก็ตาม ชอบส่วนไหนดูส่วนนั้น จิตใจคิดตามไปด้วยก็ได้ อย่างนี้เป็น พุทธนุสสติกรรมฐานแบบคิด
     
ทีนี้ถ้ามีอาการแบบทรงตัว การทรงตัวนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท ท่านให้ใช้คำว่าภาวนาและลมหายใจควบ คือคำภาวนาส่วนใหญ่ที่นิยมกันใช้คำว่า "พุทโธ" แต่ความจริงคำภาวนา ถ้าเรานึกถึงพระพุทธเจ้าแล้ว จะภาวนาว่าอย่างไรก็ตามก็เป็นพุทธานุสสติกรรมฐานหมือนกัน
     
อันดับแรกใช้คำภาวนาควบกับลมหายใจ คือเวลาหายใจเข้านึกตามว่า "พุท" เวลาหายใจออกนึกตามว่า "โธ" และการหายใจนี่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย อย่าบังคับลมหายใจ ปล่อยให้ร่างกายหายใจตามปกติ จะหายใจสั้น หายใจยาว หายใจหนัก หายใจเบา เป็นเรื่องของร่างกาย เพียงแต่เอาจิตเข้าไปรับทราบลมหายใจเท่านั้น การที่เอาจิตเข้าไปรับทราบลมหายใจเข้าลมหายใจออก อย่างนี้มีชื่อเรียกว่า มีสมาธิในอานาปานุสสติกรรมฐาน คือมีสมาธิในเรื่องของลมหายใจ ถ้าจิตจะรู้ลมเข้าลมออกอยู่ เวลานั้นจิตจะว่างจากกิเลส จิตก็ว่างจากนิวรณ์ มีอารมณ์เป็นสมาธิ หรือต่อไปถ้าเรานึกถึงลมหายใจเข้าออกอย่างเดียวคิดว่าอาจจะได้บุญน้อยไป การนึกถึงพระพุทธเจ้าน้อยไป อานิสงส์จะน้อยก็ใช้คำภาวนาควบคู่ หรือเวลาหายใจเข้านึกตามว่า "พุท" เวลาหายใจออกนึกตามว่า " โธ" ทำไปเรื่อยๆ ทำแบบใจสบายๆ ทำแค่อารมณ์ใจเป็นสุข อย่าตั้งเวลาแน่นอน เพราะเวลานี้เป็นขั้นการฝึก ถ้าตั้งเวลาว่าต้องการ 10 นาทีบ้าง 20นาทีบ้าง 30นาทีบ้าง อย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นจะเอาดีไม่ได้ ถ้าจิตเริ่มฟุ้งซ่าน ถือเวลาอยู่ก็จะมีอาการกลุ้ม แทนที่จะได้ผลดีกลับได้ผลร้าย ถ้าจะถามว่าการปฏิบัติเอาเวลาเท่าไร ก็ตอบว่าถ้าใหม่ๆไม่ควรจะใช้เวลามากเลย ใช้แค่อารมณ์เป็นสุข ขณะใดถ้ายังรู้ลมหายใจเข้าออกอยู่ รู้คำภาวนาอยู่ ไม่มีอารมณ์อื่นแทรก จิตเป็นสุขใช้ได้
     
แต่ทว่าการภาวนาก็ดี รู้ลมหายใจเข้าออกก็ดี เราจะบังคับให้จิตรู้เฉพาะลมหายใจเข้าออก กับคำภาวนาตลอดเวลาที่เราต้องการนั้นไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร? เพราะจิตมีสภาพคิด จิตนี่ชอบคิดนอกเรื่องนอกราวมาตลอดกาลตลอดสมัย คิดมาอย่างนี้มาหลายอสงไขยกัป แล้วก็จะมานั่งบังคับว่าเวลานี้จิตจงรู้เฉพาะลมหายใจเข้าลมหายใจออก จงรู้เฉพาะคำภาวนา อาจจะทรงตัวอยู่ได้สักนาทสองนาทีอย่างมาก ประเดี๋ยวจิตก็คิดโน่นบ้างคิดนี้บ้าง ที่เรียกว่าอารมณ์ฟุ้ง ต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเรารู้ตัวว่านี่ซ่านออกนอกลูกนอกทางไปแล้ว เราก็หวลกลับมาเริ่มต้นจับใหม่ เอาใจเข้าไปรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก แล้วภาวนาตาม หายใจเข้านึก "พุท" หายใจออกนึก "โธ" อย่างนี้ใช้ได้ สลับกันไปสลับกันมา
     
แต่ปรากฏว่า ถ้าอารมณ์เริ่มจะซ่านทนไม่ไหว เกิดมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ลมหายใจก็ไม่เอา คำภาวนาก็ไม่เอา อย่างนี้จะทำยังไง?
     
การแก้อารมณ์ฟุ้งซ่านของ พระพุทธโฆษาจารย์ ในวิสุทธิมรรคมีอยู่ 2อย่าง
     
ถ้าซ่านเกินไป บังคับไม่อยู่ ให้เลิกเสียเลย เลิกเลย ปล่อยใจตามสบายจะไปดูหนัง ดูละคร ดูโทรทัศน์ นั่งโขกหมากรุก ชาวบ้านคงไม่เล่นหมากรุกหรอกมั้ง เอ้าไม่
เล่นหมากรุกก็อย่าเพิ่งไปเล่นไพ่ก็แล้วกัน เล่นไพ่เพลินไปตำรวจจะจับจะเสียสตางค์ จะร้องเพลงอย่างไงก็ช่าง จะมานั่งนึกว่า เอ…. ใช้เวลานิดหน่อยทำความดี เราปล่อยความฟุ้งซ่านมากเกินไปเพราะอารมณ์ใจมันเป็นความชั่ว มันก็ไม่แน่นัก ถ้าความดีถ้าเราฝืนนะ บรรดาท่านพุทธบริษัท มันจะกลายเป็นอารมณ์ร้าย ถ้าฟุ้งซ่านมากเกินไป บังคับไม่อยู่ เราก็ต้องการบังคับมันไม่อยู่ตามที่เราต้องการ ความกลุ้มก็จะเกิด ในตอนนี้แหละโรคประสาทจะเกิดแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่เขาบอกว่าทำสมาธิแล้วบ้า ทำสมาธิแล้วบ้าเพราะใช้อารมณ์แบบนี้
     
บางท่านพออารมณ์ดีขึ้นมาบ้างถึงปีติไม่อยากพัก ไม่อยากผ่อน ไม่อยากนอน ไม่อยากกิน อย่างนี้ก็เป็นโรคเส้นประสาท ขัดคำสั่งของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า จงละส่วนล่างสุด 2 อย่าง คือ
 
      ๑. อัตตกิลมถานุโยค การทรมานกายทรมานใจ
      ๒. กามสุขัลลิกานุโยค ย่อหย่อนเกินไป หรืออยากได้เกินไป
     
อารมณ์ฟุ้ง ต้องใช้ มัชฌิมาปฏิปทา คือ อารมณ์พอสบายเราก็ทำแค่สบาย เมื่อมันไม่สบายเราก็เลิก เวลาใหม่ทำกันใหม่ โดยเฉพาะเราทำแค่กำไร ไม่ใช่ทำขาดทุน ถ้าเราไม่ต้องการจะเลิก พระพุทธเจ้าแนะนำตามนี้อาตมาเคยปฏิบัติตาม ท่านบอกว่าให้คิดไป มันอยากจะคิดอะไรเชิญคิดไปเหมือนคนฝึกม้าพยศ ม้าพยศถ้าฝึกไม่ได้มันวิ่งออกนอกทางก็กอดคอมันเลย มันจะวิ่งไปไหนปล่อยวิ่งไป พอหมดแรงเมื่อไหร่ เราลากเข้าเส้นทางบังคับมันจะตามใจเรา ข้อนี้ฉันใดถ้ากำลังใจฟุ้งซ่าน บรรดาท่านพุทธบริษัท ปล่อยเลยคิดตามสบาย อาตมาเคยพิสูจน์ มันจะคิดไปอย่างนานไม่เกิน ๑๕ นาที พอกลับเข้ามาอีกทีมันหยุดคิด ตอนนี้จับ อานาปานุสติ คือลมหายใจเข้าออกกับคำภาวนา มันจะทรงตัวแนบนิ่งดีมาก อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงหรือว่าถ้าฉลาดในการทรงสมาธิมันก็ไม่หนักนัก
     
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย สัญญาณบอกหมดเวลาปรากฏแล้ว ก็จำเป็นต้องลาก่อน สำหรับวันนี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: