Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
03 กันยายน, 2557, 14:01:12

   

ผู้เขียน หัวข้อ: สังคมไทยในยุคนี้สมัยนี้ และแนวคิดเรื่องโรงเรียนวิถีพุทธ  (อ่าน 5407 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
คุณาพร.
คนบ้านเดียวกันฺ
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,972
สมาชิกลำดับที่ 4
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย



| |

« เมื่อ: 12 มีนาคม, 2554, 15:05:04 »

สังคมไทยในยุคนี้สมัยนี้  และแนวคิดเรื่องโรงเรียนวิถีพุทธ

ในปัจจุบันสังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงก้าวเดินไปตามแนวทางแห่งกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization ) อย่างมิอาจหลีกหนี  ทั้งในด้านสังคม  วัฒนธรรม  และเทคโนโลยี  โดยเฉพาะการไหลหลั่งของวัฒนธรรมจากต่างแดนเข้ามาอันก่อให้เกิดเป็นค่านิยมตามสมัยในประเทศ  บางอย่างเป็นสิ่งที่ดี  บางอย่างเป็นกระแสและนำมาซึ่งพฤติกรรมทางลบ พฤติกรรมเบี่ยงเบนแก่เยาวชนในชาติ ก่อให้เกิดผลเสียตามมา
                 
ด้วยกระแสแห่งโลกาภิวัตน์นี้เองซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า เป็นกระบวนการที่โลกกำลังเปลี่ยนยุคสมัยไปสู่สังคมข้อมูลข่าวสาร ( Information Society ) เป็นสังคมสมัยใหม่ที่มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมเป็นสังคมนานาชาติ ( Global Community ) มีความเจริญทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทำให้มีการปฏิวัติการสื่อสารขนานใหญ่ที่สามารถเชื่อมโยงโลกทั่วโลกเข้าด้วยกันจนเป็นเหมือนหมู่บ้านเดียวกัน  (Global Village) เป็นผลให้วิทยาการ เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีระบบเศรษฐกิจเป็นระบบเดียวกันทั่วโลก การดำเนินการทางธุรกิจต้องอาศัยข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ เป็นการเพิ่มความสำคัญของข้อมูลแทนการให้ความสำคัญของผลผลิตมากขึ้น ( Marzano & Arredondo, 1986, 20 )
                 
สังคมไทยที่เปลี่ยนย้ายถ่ายโอนไปสู่ยุคใหม่ ความเป็นสมัยใหม่ของสังคมนี้เองกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้วิถีชีวิตเดิมต้องแปรเปลี่ยนปรับย้ายผูกพันอยู่กับความเจริญทางวัตถุ เน้นกระแสวัตถุนิยม เน้นการพัฒนาด้านมิติของคน และการปรับโครงสร้างของระบบต่างๆที่อยู่รายรอบตัวคน ทั้งในด้านระบบเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ขาดพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย ส่งผลให้ต้องประสบกับอุปสรรคปัญหาที่ท้าทายการตัดสินใจอย่างฉับพลัน ส่งผลให้เกิดความอ่อนแอของสังคมไทยในยุคเน้นวัตถุนิยม แล้วด้วยการขาดการกลั่นกรองและเลือกใช้วัฒนธรรมต่างประเทศอย่างเหมาะสมนี้เอง จึงก่อให้เกิดปัญหาทางศีลธรรม-ปัญหาสังคมตามมารวมถึงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต (สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2543, 21-23, ประสาร มาลากุล ณ อยุธยา, 2533, 10 )
                 
ด้วยความก้าวหน้าทางสังคมที่เน้นวัตถุนิยมและเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง จึงมีงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นถึงสังคมที่เป็นอันตราย ล่อแหลม ทำให้เด็กและเยาวชนของไทย หมกมุ่น ชื่นชม หลงใหลกับค่านิยมทางสังคมที่เน้นวัตถุนิยมมากเกินความพอดี จนละเลยการยึดมั่นในศาสนธรรม กระบวนการควบคุมปัจจัยสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่เป็นพิษต่อเยาวชน นับวันจะกระทำได้ยากยิ่งขึ้น จนหลายเรื่องไม่สามารถควบคุมได้ จึงเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องพัฒนาคุณภาพคน โดยเน้นการสร้างคุณลักษณะที่ดีของบุคคล (Good Character ) ให้เป็นคนมีคุณธรรม ( สุวิมล ว่องวาณิช และคณะ, 2550, 1 )
                 
ตัวอย่างของรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการเสพ-ค่านิยมทางสังคมที่เน้นวัตถุนิยมมากเกินความพอดี อาทิ รายงานการวิจัยเรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงและการป้องกันในนักเรียนวัยรุ่นไทยและญี่ปุ่น ดังมีบทสรุปตอนหนึ่งว่า วัยรุ่น คือวัยเปลี่ยนถ่ายผ่านจากเด็กโตไปสู่วัยผู้ใหญ่ โดยทั่วไปมักจะหมายถึงคนในวัยอายุตั้งแต่ 11-19 ขวบปี ธรรมชาติของวัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม เป็นวัยที่ยอมรับสิ่งใหม่ๆได้อย่างรวดเร็วและมากกว่าวัยอื่นๆ จึงทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆได้ง่าย การเลียบแบบวัฒนธรรมจากต่างชาติจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับวัยรุ่น ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่วัยรุ่นไทยจะเลียนแบบวัยรุ่นญี่ปุ่นในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การแสดงท่าทาง หรือการแสดงออกทางพฤติกรรมทางเพศก็ตาม การเลียนแบบส่วนหนึ่งของวัยรุ่นไทยมักเกิดจากความนิยมในภาพยนตร์ วงดนตรี หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งบางครั้งก่อให้เกิดความเข้าใจและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมกับประเพณี-วัฒนธรรมไทย กลายเป็นปัญหาสังคมตามมา ทั้งนี้เพราะในบรรดาวัฒนธรรมของชาติต่างๆที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยวัฒนธรรมญี่ปุ่น-ค่านิยมแบบญี่ปุ่นมีระดับการยอมรับจากวัยรุ่นไทยในอันดับต้นๆ ซึ่งจากการวัดค่าพฤติกรรมเสี่ยงในด้านต่างๆของวัยรุ่นไทยโดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยสูงสุดไปจนถึงต่ำสุดพบว่า นักเรียนวัยรุ่นไทยมีพฤติกรรมเสี่ยงด้านการเรียนมากที่สุด รองลงมาคือด้านสุขอนามัย จริยธรรม ความก้าวร้าวรุนแรง พฤติกรรมทางเพศ และยาเสพติดตามลำดับ ( นวลฉวี ประเสริฐสุข, 2551, 3, นิเทศ ตินณะกุล, 2546, 80-82, เฉลิมพล โสมอินทร์, 2547, 70 )
                 
จากรายงานการศึกษาค้นคว้าของ นิรันดร์ จุลทรัพย์ และ จรัส อติวิทยาภรณ์ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาการเรียนและความประพฤติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดสงขลา ตามทัศนะของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง สรุปความเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เวลาว่างของเด็กและเยาวชนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมถึงผลกระทบที่ตามมาว่า จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้เวลาว่างของเยาวชนอายุระหว่าง 15-25 ปี ในจังหวัดใหญ่ของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร  เชียงใหม่  ขอนแก่น  และสงขลา ในปี พ.ศ.2548 ได้กล่าวถึงพฤติกรรมเสี่ยง คือ เยาวชนปรากฏพฤติกรรมเสี่ยง ดังนี้  ดื่มสุราร้อยละ 52.5  เที่ยวสถานบันเทิงร้อยละ 35.8  สูบบุหรี่ร้อยละ 22  และเล่นการพนันร้อยละ 21.7 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เปิดเผยถึงภาวะสังคม ไทยไตรมาสแรกระหว่างเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม พ.ศ.2548 ว่าพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนอยู่ในสภาพน่าเป็นห่วง  เพราะจากคดีความผิดของเยาวชน 6,208 คดี  และคดียาเสพติด 1,478 คดี พบว่า ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมากที่สุดร้อยละ 44.30  ระดับประถมศึกษาร้อยละ 32 โดยมีสาเหตุมาจากการคบเพื่อนร้อยละ 51.50 รองลงมาเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ร้อยละ 14.78 และจากข้อมูลของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดในปี พ.ศ.2546 ซึ่งอยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน  จำนวน 43 แห่งทั่วประเทศ  พบว่ามีเด็กกระทำความผิดทั้งหมด 2,9915 คน เป็นหญิง 2,741 คน  ชาย 27,174 คน  ในจำนวนดังกล่าวเป็นเด็กอายุ 7-14 ปีจำนวน 4,398 คน เป็นเด็กอายุ 15-18 ปีจำนวน 25,662 คน กระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 8,886 คดี  ความสงบสุข เสรีภาพ  ชื่อเสียง 1,016 คดี และอื่นๆ 5,581 คดี  และเมื่อจำแนกตามระดับการศึกษาพบว่าเป็น  นักเรียนในระดับประถมศึกษา 10,305 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 14,433 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและสูงกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 5,420 คน อื่นๆ 1,259 คน ส่วนที่เหลือ 498 คนไม่ได้รับการศึกษา จากข้อมูลดังกล่าวพบว่า  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย เพศชายที่มีอายุระหว่าง 15-18 ปี มีตัวเลขกระทำความผิดสูงกว่านักเรียนในระดับการศึกษาอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับสถิติของศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง พบว่า เด็กและเยาวชนที่กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 15-18 ปี ( นิรันดร์ จุลทรัพย์ และ จรัส อติวิทยาภรณ์, 2550 )
                 
จากมูลเหตุเบื้องต้นจะเห็นได้ว่าสังคมไทยที่รับแนวคิดการเสพวัตถุนิยมมากเกินความพอดี จนละเลยการยึดมั่นในหลักศาสนธรรมล้วนก่อให้เกิดความเสื่อมตามมาในที่สุด ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดแนวคิดการแก้ไขพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ พฤติกรรมเสี่ยง และเสริมวินัยเชิงบวกให้แก่เด็กและเยาวชนด้วยหลักแนวคิดการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ ซึ่งโรงเรียนวิถีพุทธ หมายถึง โรงเรียนระบบปกติทั่วไปที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ หรือประยุกต์ใช้ในการบริหารและการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา เน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา อย่างบูรณาการ โดยรูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธจะเน้นดำเนินการพัฒนาผู้เรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างบูรณาการผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการพัฒนา “การกิน อยู่ ดู ฟัง เป็น” คือ มีปัญญารู้เข้าใจในคุณค่าแท้ ใช้กระบวนการทางวัฒนธรรม แสวงปัญญา และมีวัฒนธรรมเมตตา เป็นฐานการดำเนินชีวิต โดยมีผู้บริหารและคณะครูเป็นกัลยาณมิตรการพัฒนา (กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ  ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ., 22 กุมภาพันธ์ 2554).
                 
วิถีพุทธนั้นแลจึง หมายถึง         
                   วิถี หมายถึง น. สาย แนว ถนน ทาง มักใช้ประกอบกับคำอื่น เช่น วิถีทาง วิถีชีวิต บาทวิถี (ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542, 2546, 1075 )
                  วิถีชีวิต หมายถึง น. ทางดำเนินชีวิต เช่น วิถีชาวบ้าน (ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542, 2546, 1075)
                  พุทธ หมายถึง น. ผู้ตรัสรู้ ผู้ตื่นแล้ว ผู้เบิกบานแล้ว (ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542, 2546, 795)
                  ดังนั้นคำว่า “ วิถีพุทธ ” หมายถึง แนวทาง หรือวิถีทางการดำเนินชีวิต การเรียนรู้ในแบบผู้ตรัสรู้ ผู้ตื่นแล้ว ผู้เบิกบานแล้ว (ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542, 2546, 1075, 795 )
                 
วิถีพุทธ หมายถึง แนวทางแห่งการทำความดีตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา ละเว้นจากการความชั่วประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม ทั้งทางกาย วาจา ใจ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าและคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี รู้จักการเลือกใช้หลักธรรมที่มีคุณค่าไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ( วิทย์ วิศทเวทย์ และเสฐียรพงษ์ วรรณปก, 2533, 60 )
                 
วีถีพุทธ หมายถึง แนวทางการเรียนรู้เพื่อสร้างปัญญา เนื่องด้วยพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มุ่งให้คุณค่ากับการเรียนรู้อย่างสูงสุด มิใช่การพัฒนาคุณธรรม หรือจริยธรรม แต่รวมถึงการสร้างปัญญาเพื่อให้บุคคลสามารถพึงต้นเองได้ พุทธศาสนาเป็นเรื่องการศึกษา เป็นการเรียนรู้จริงของชีวิต และปฏิบัติในสิ่งที่ตรงตามความจริง เป็นทั้งการเรียน และการฝึกความเป็นมนุษย์ของตนด้วยการเรียนรู้ พัฒนากาย วาจา ใจ พัฒนาชีวิตทุกด้าน คือพัฒนาทั้งพฤติกรรม จิตใจ และปัญญาพร้อมๆกัน ( ชยสาโรภิกขุ, 2550, 14 )
                   

การศึกษาในแนวทางวีถีพุทธ หมายถึง การศึกษาในแนวทางที่เน้นเป็นทั้งการเรียน และการฝึกความเป็นมนุษย์ของตนด้วยการเรียนรู้ ( บดินท์ ธรรมสังวาลย์, 2553, 6 )
                 
จากทัศนะเบื้องต้นของผู้รู้-นักวิชาการจึงสรุปได้ว่า วิถีพุทธ หมายถึง แนวทาง หรือวิถีทางการดำเนินชีวิต การเรียนรู้อันมุ่งแนวทางแห่งการทำความดีตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา ละเว้นจากการความชั่วประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม ทั้งทางกาย วาจา ใจ เป็นทั้งการเรียน และการฝึกความเป็นมนุษย์ของตนด้วยการเรียนรู้ เป็นทั้งการเรียน และการฝึกความเป็นมนุษย์ของตนด้วยการเรียนรู้
บันทึกการเข้า




มุม มืดมีดอกไม้ บานไสวในพฤษภา
มุมเมืองที่ทรมา จึงประจักษ์สลักศรี
ศักดิ์ศรีที่สล้าง สู้เพื่อสร้างทางเสรี
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย

คุณาพร.
คนบ้านเดียวกันฺ
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,972
สมาชิกลำดับที่ 4
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 12 มีนาคม, 2554, 15:11:07 »

โรงเรียนวิถีพุทธ สามารถแปลความหมายได้ใน 3 ลักษณะคือ โรงเรียนวิถีพุทธในแบบสั้น โรงเรียนวิถีพุทธในแบบกลาง และโรงเรียนวิถีพุทธในแบบยาว ดังนี้
โรงเรียนวิถีพุทธในแบบสั้น โรงเรียนวิถีพุทธ คือ โรงเรียนในวิถีแห่งปัญญา ที่พัฒนาแบบบูรณาการในระบบแห่งไตรสิกขา สู่ความเป็นพุทธ ผู้เข้าถึงธรรม ซึ่งทำให้เป็นอิสระโดยมีชีวิตที่ดี เจริญงอกงามมีความสุขจริงแท้ และอยู่ร่วมสังคมอย่างสร้างสรรค์เกื้อกูล สามารถนำโลกไปในวิถีที่ถูกต้อง
โรงเรียนวิถีพุทธในแบบกลาง คือโรงเรียนในวิถีแห่งปัญญา ที่พัฒนาไปในระบบแห่งไตรสิกขา ท่านกลางความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ที่จัดสรรให้เอื้อเกื้อกูลต่อกัน โดยที่การพัฒนาปัญญานั้นบูรณาการกับศีลคือการพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และสมาธิคือการพัฒนาจิตใจเดินหน้าสู่ความเป็นพุทธ ผู้เข้าถึงความจริงแห่งธรรมชาติ ซึ่งทำให้มีจิตใจและปัญญาอิสระ โดยมีชีวิตที่ดีงาม เจริญก้าวหน้า และมีความสุขที่แท้จริง และเป็นอยู่อย่างเกื้อกูลสร้างสรรค์ สามารถทำประโยชน์สุขให้แก่สังคมได้ดีที่สุด และนำโลกไปในวิถีที่ถูกต้อง
โรงเรียนวิถีพุทธในแบบยาว หมายถึง โรงเรียนที่ดำเนินงานตามหลักความจริงของธรรมชาติ อันถือว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีศักยภาพพัฒนาได้ ซึ่งต้องศึกษาให้ก้าวไปในวิถีแห่งปัญญา ด้วยการจัดสรรปัจจัยแวดล้อมที่เกื้อกูล รวมทั้งสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่เป็นวิถีชีวิตแบบพุทธ ซึ่งปัจจัยภายนอกที่จะชักนำเด็กเข้าสู่วิถีแห่งไตรสิกขาและช่วยให้เขาก้าวเข้าไปในวิถีแห่งไตรสิกขานั้น ด้วยการพัฒนาปัจจัยภายในโดยให้ปัญญาบูรณาการกับศีล คือ การพัฒนาพฤติกรรมและการใช้อินทรีย์ให้มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทั้งทางกายภาพและทางสังคมอย่างถูกต้อง ให้ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมเชิงเหตุปัจจัยก่อให้เกิดการพัฒนาแบบอิงอาศัยเกื้อกูลเอื้อประโยชน์ต่อกัน พร้อมทั้งบูรณาการกับสมาธิ คือการพัฒนาจิตใจให้เจริญมั่นคง เดินหน้าสู่ความเป็นพุทธ โดยเดินหน้าเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ลุถึงอิสรภาพที่แท้จริง ซึ่งทำให้มีจิตใจและปัญญาที่เป็นอิสระ มีชีวิตที่ดี เจริญงอกงาม มีความสุขที่แท้จริง พึ่งตนเองได้ และเป็นอยู่อย่างเกื้อกูลสร้างสรรค์ สามารถเป็นที่พึ่งของผู้อื่น แม้กระทั่งเป็นที่พึ่งของสังคมหรือของโลก โดยสามารถทำประโยชน์สุขให้แก่สังคมและผู้อื่นได้มากที่สุด และนำโลกไปในวิถีที่ถูกต้อง หรือปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและสังคมที่ไถลพลาดทำให้เข้าสู่แนวทางที่ถูกต้องได้ ( ป.อ. ปยุตฺโต, 2548 ค, 1-2 )
                 
ความเป็นมาของโรงเรียนวิถีพุทธ ด้วยเหตุที่พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการศึกษา ประกอบกับการที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนามาอย่างสืบเนื่องยาวนาน วิถีชีวิตจึงผูกพันกับพุทธศาสนา เมื่อมีการจัดการศึกษาระบบโรงเรียนขึ้นในประเทศไทย จึงมีโรงเรียนส่วนหนึ่งนำแนวทางหรือหลักการของพุทธศาสนามาใช้ในการจัดการศึกษา ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ หรือ ป.อ. ปยุตฺโต ( นามเดิม ประยุทธ์ อารยางค์กูร ) ได้กล่าวถึงโรงเรียนที่จัดการศึกษาแนวพุทธว่ามี 2 แบบคือ
                  1. แบบที่โรงเรียนหลายแห่งจัดกันมา ตามวัฒนธรรมที่เอื้อ คือตามที่ถือกันมา สืบกันมา รู้ตามกันมาว่าอย่างนี้แหล่ะเป็นชาวพุทธ ก็เลยทำอย่างนั้น
                 2. การจัดโดยได้ศึกษาหลักการว่าสาระของพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ แล้วจัดให้เป็นไปตามหลักการ  (ป.อ. ปยุตฺโต, 2548, 36 )
                  คุณธรรมและจริยธรรมตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธตามทัศนะของกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบไปด้วย
                 1. ปรโตโฆสะ ( ตามหลักกัลยาณมิตตตา )  หมายถึง  เสียงจากผู้อื่น  การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก  คือ  การฟังคำแนะนำสั่งสอน  เล่าเรียน  หาความรู้  สนทนาซักถาม  ฟังคำบอกเล่าหรือชักจูงของผู้อื่น  โดยเฉพาะสดับสัทธรรมจากผู้เป็นกัลยาณมิตร
                  2. โยนิโสมนสิการ  การใช้ความคิดถูกวิธี  การกระทำในใจโดยแยบยล  มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา  สืบค้นถึงต้นเค้า  สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย  แยกแยะออก  พิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธีให้เห็นสิ่งนั้นๆ  หรือปัญหานั้น ๆ ตามสภาวะและความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย
                  3. ไตรสิกขา  ข้อที่ต้องศึกษา  ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหับศึกษา  คือ  ฝึกหัดอบรม  กาย    วาจา  จิตใจ  และปัญญา  ให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด  คือพระนิพพาน อธิสิลสิกขา  ( สิกขาคือศีลอันยิ่ง  ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางประพฤติอย่างสูง ) อธิจิตตสิกขา ( สิกขาคือจิตอันยิ่ง    ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดคุณธรรม เช่น สมาธิอย่างสูง  ) อธิปัญญาสิกขา ( สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง  ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูง ) เรียกง่ายๆ  ว่า  ศีล  สมาธิ  ปัญญา
                  4. ปัญญาวุฒิธรรม  ธรรมเป็นเครื่องเจริญ  คุณธรรมที่ก่อให้เกิดความเจริญงอกงาม  สัปปุริสสังเสวะ ( คบหาสัตบุรุษ เสวนาท่านผู้รู้ผู้ทรงคุณ ) สัทธัมมัสสวนะ ( ฟังสัทธรรม  เอาใจใส่เล่าเรียนหาความรู้จริง ) โยนิโสมนสิการ  ( ทำในใจโดยแยบคาย  คิดหาเหตุผล โดยถูกวิธี ) ธัมมานุธัมมปฏิบัติ  ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม   ปฏิบัติธรรมให้
                  ถูกต้องตามหลัก  คือให้สอดคล้องพอดีตามขอบเขตความหมายและวัตถุประสงค์ที่สัมพันธ์กับธรรมข้ออื่นๆ นำสิ่งที่ได้เรียนและตริตรอง เห็นแล้วไปใช้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลัก  ตามความมุ่งหมายของสิ่งนั้นๆ   ธรรมหมวดนี้  ในบาลีที่มาเรียกว่า  ธรรมที่เป็นไปเพื่อ  ปัญญาวุฒิ  คือ  เพื่อความเจริญงอกงามแห่งปัญญา ( กระทรวงศึกษาธิการ, 2547, 65-70 )
                 
                   
แนวคิด จุดมุ่งหมายแห่งโรงเรียนวิถีพุทธ รวมถึงเป้าหมายของการศึกษาตามแนวทางพุทธศาสนา สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ ดังที่ สาโรช บัวศรี ได้อธิบายเอาไว้ว่า เป้าหมายของการศึกษาตามแนวทางพุทธศาสนา สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ
                  (1) ชีวิตของผู้ไม่ครองเรือนอีกแล้ว เป็นระดับของผู้ที่มุ่งมั่นจริงๆ เพื่อหวังเจริญรอยตามพระพุทธองค์ เป้าหมายของการศึกษาระดับนี้คือนิพพาน ซึ่งสามารถดับความทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง และได้ประสบชีวิตที่ดีที่สุด
                  (2) ชีวิตของผู้ครองเรือนหรือฆราวาสเป้าหมายของการศึกษาในระดับนี้จะต้องนำแนวคิดเรื่องนิพพานมาประยุกต์ด้วยเท่าที่จะทำได้ ซึ่งในระดับผู้ที่ครองเรือนก็มุ่งที่จะดับหรือระงับเช่นกัน แต่เป็นการดับปัญหาของชีวิตให้ได้พอสมควรเพื่อจะได้ประสบชีวิตที่ร่มเย็น หรือที่พอดีพอควร ที่เรียกว่าบูรณาการ อันได้แก่การมีชีวิตที่สมบูรณ์ ซึ่งจะต้องพยายามระงับยับยั้งแก้ไขปัญหาให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้ที่มีชีวิตที่สมบูรณ์จะมีร่างกายที่เข็งแรง มีโรคภัยไข้เจ็บน้อยมาก มีจริยธรรมสูง จิตใจได้รับการอบรมเรื่องความดี มีศีลธรรม มีหิริโอตตัปปะ รู้จักประพฤติความดี รู้จักรับผิดชอบในบ้านเมือง เป็นพลเมืองดี มีความสามารถในทางเศรษฐกิจ รู้จักประกอบสัมมาชีพ ไม่ขาดแคลน ตลอดจนรู้จักคิด มีวิชาความรู้ในสาขาต่างๆ กว้างขวางเป็นพื้นฐาน และรู้ลึกซึ่งในสาขาที่ตนเองมีความถนัด การจะมีบูรณาการได้ก็ต่อเมื่อสามารถแก้ปัญหาของชีวิตฆราวาสได้หมด หรือเกือบหมด (สาโรช บัวศรี, 2544, 5 )
 
                   
การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาปัญญาตามหลักแห่งโรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งในเรื่องนี้ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้แสดงทัศนะไว้ว่า การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาปัญญามีแกนนำคือ ความรู้ความเข้าใจ ความคิดเห็น แนว ความคิด ทัศนคติ ค่านิยมที่ถูกต้องดีงาม เกื้อกูลต่อชีวิตและสังคม สอดคล้องกับความเป็นจริง เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ซึ่งมีอยู่ 2 ระดับได้แก่
                   (1) ขั้นจริยธรรม สัมมาทิฏฐิระดับนี้ ได้แก่ ทัศนะ ความคิดเห็น แนวความคิด ทฤษฎี ความเชื่อถือ ความนิยม ค่านิยมจำพวกที่เชื่อหรือยอมรับรู้การกระทำและผลการกระทำของตน หรือสร้างความสำนึกในความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน 
                   (2) ขั้นสัจธรรม สัมมาทิฏฐิระดับนี้ ได้แก่ ทัศนะ แนวความคิดที่มองเห็นความเป็นไปของสิ่งทั้งหลายตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย ความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามสภาวะที่จะต้องเป็น ไม่เอนเอียงไปตามความชอบความชัง หรือตามความอยากของตน ( ป.อ. ปยุตฺโต, 2546 ค, 9-10 )
                  ซึ่งการที่ “ สัมมาทิฏฐิ ” จะเกิดขึ้นได้นั้นจำต้องพึ่งเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดสองประการด้วยกัน คือ “ ปรโตโฆษะ ” และ “ โยนิโสมนสิการ ” ดังนี้
                  (1) ปรโตโฆษะ หรือปัจจัยภายนอก คือ เสียงจากผู้อื่น หรือการกระตุ้นชักจูงจากภายนอก ได้แก่ การสั่งสอน แนะนำ ถ่ายทอด การโฆษณา คำบอกเล่า ข่าวสาร คำชี้แจงอธิบายจากผู้อื่น ตลอดจนการเรียนรู้ เลียนแบบจากแหล่งต่างๆภายนอก หรืออิทธิพลจากภายนอก เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ เพื่อนผู้ร่วมงาน คนที่ได้รับความนิยมชื่นชอบ สื่อมวลชน ตลอดจนสถาบันทางศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งปัจจัยภายนอกที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดสัมมาทิฏฐิเหล่านี้ จะต้องเป็นไปในทางที่ถูกต้อง ดีงาม และบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเป็นปรโตโฆษะที่ดีเรียกว่า กัลยาณมิตร การที่กัลยาณมิตรจะประสบความสำเร็จเป็นปรโตโฆษะได้ จะต้องสามารถสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ผู้เล่าเรียนหรือผู้ได้รับการฝึกอบรม ซึ่งกัลยาณมิตรมีองค์ประกอบ 7 ประการ ได้แก่
                         (1.1) ปิโย น่ารัก ในฐานเป็นที่สบายในและสนิทสนม ชอนให้อยากเข้าไปปรึกษา ไถ่ถาม
                         (1.2) ครุ น่าเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแก่ฐานะ ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใน เป็นที่พึงใจและปลอดภัย
                         (1.3) ภาวนีโย น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่องในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง ทั้งเป็นผู้ฝึกอบรมและเป็นผู้ปรับปรุงตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่าง ทำให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ
                         (1.4) วตฺตา จ รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี
                         (1.5) วจนกฺขโม อดทนต่อถ้อยคำ คือ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา ซักถาม คำเสนอแนะ วิพากษ์วิจารณ์ อดทน ฟังได้ไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว
                         (1.6) คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อนให้เข้าใจ และให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป
                         (1.7) โน จฏฺฐาเน นิโยชเย ไม่ชักนำในอฐาน คือไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหล หรือชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย
                  (2) โยนิโสมนสิการ หรือปัจจัยภายใน เป็นการคิดอย่างมีระบบ หรือคิดตามแนวทางของปัญญา คือ รู้จักมอง รู้จักพิจารณาสิ่งทั้งหลายตามสภาวะ โดยวิธีคิดหาเหตุปัจจัย สืบค้นถึงต้นเค้าสืบสาวให้ตลอดสาย แยกแยะสิ่งนั้นๆออกให้เห็นตามสภาวะ และตามความสัมพันธ์สืบทอดแห่งเหตุปัจจัยโดยไม่เอาความรู้สึกของตนเองเข้าไปจับ ซึ่งหลักของโยนิโสมนสิการ นี้แยกย่อยออกได้เป็น 10 กระบวนวิธี ดังนี้
                          (2.1) วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คือการพิจารณาปรากฏการณ์ที่เป็นผลให้รู้จักสภาวะที่เป็นจริง หรือพิจารณาปัญหา หาหนทางแก้ไขด้วยการค้นหาสาเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่สัมพันธ์ส่งผลสืบทอดกันมา
                          (2.2) วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ คือ การคิดที่มุ่งให้มองและให้รู้จักสิ่งทั้งหลายตามสภาวะ ซึ่งนอกจากการจำแนกแยกแยะแล้วยังรวมถึงการจัดหมวดหมู่หรือจัดประเภทไปพร้อมกันด้วย วิธีคิดแบบนี้เรียกอย่างสมัยใหม่ว่า วิธีคิดแบบวิเคราะห์
                          (2.3) วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ คือ การมองอย่างรู้เท่าทันความเป็นไปของสิ่งทั้งหลายซึ่งจะต้องเป็นอย่างนั้นๆตามธรรมดาของมันเอง เมื่อเป็นสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยต่างๆ ปรุงแต่งขึ้นจึงต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายเช่นกัน
                          (2.4) วิธีคิดแบบอริยสัจจ์ หรือคิดแบบแก้ปัญหา มีลักษณะทั่วไปสองประการคือ ประการที่หนึ่งเป็นวิธีคิดตามเหตุและผล ประการที่สองเป็นวิธีคิดที่ตรงจุดตรงเรื่อง มุ่งตรงต่อสิ่งที่จะต้องทำการปฏิบัติ
                          (2.5) วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ คือ พิจารณาให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างหลักการกับความมุ่งหมาย เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องอันจะทำให้ได้ผลตรงตามความมุ่งหมาย ไม่เกิดความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน
                          (2.6) วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและทางออก คือ การมองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง โดยเน้นการยอมรับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ทุกแง่ ทั้งด้านดีด้านเสีย ไม่มองเพียงด้านเดียว และต้องมองเห็นทางออก โดยที่รู้จุดมุ่งหมายที่จะไปว่าอะไร อย่างไร ดีกว่าและพ้นจากข้อบกพร่องหรือข้อเสียของสิ่งหรือภาวะที่เป็นปัญหาอยู่นี้อย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ อย่างไร เพื่อให้การละจากสิ่งหนึ่งไปหาอีกสิ่งหนึ่งเป็นไปอย่างรอบคอบ สมควรและดีจริง
                          (2.7) วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้-คุณค่าเทียม คือ การคิดที่มุ่งพิจารณาเกี่ยวกับการบริโภคใช้สอยซื้อหา หรือการครอบครองปัจจัยสี่และวัสดุอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ โดยใช้ปัญญา เพื่อให้เข้าใจและเลือกเสพสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างแท้จริง เป็นไปทั้งเพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
                          (2.8) วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม คือ การทำใจที่ช่วยตั้งต้นและชักนำความคิดให้เดินไปในทางที่ดีงามและเป็นประโยชน์ โดยมีสติคอยช่วยพยุงให้การทำใจหรือการคิดนั้นเป็นไปได้อย่างถูกวิธี และช่วยหยุดยั้ง เหนี่ยวรั้ง หรือดึงความคิดที่หลงลอยไปในทางที่ไม่ถูกให้กลับมาตั้งต้นในทางที่ถูกที่ควร
                          (2.9) วิธีคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน คือ การคิดในแนวทางของความรู้ หรือคิดด้วยอำนาจของปัญญาต่อสิ่งที่เกี่ยวข้องต้องรู้ต้องทำ ทั้งในเรื่องขณะนี้ เรื่องที่ล่วงไปแล้ว หรือเรื่องของการภายหน้า ถ้าคิดในแนวทางของความรู้ หรือคิดด้วยอำนาจของปัญญา ก็จัดเข้าอยู่ในปัจจุบันทั้งนั้น เนื่องจากความเป็นปัจจุบันกำหนดเอาที่ความเกี่ยวข้องต้องรู้ต้องทำเป็นสำคัญ สิ่งที่เป็นปัจจุบันจึงคลุมถึงเรื่องทั้งหลายที่เชื่อมโยงต่อกันมาถึงสิ่งที่กำลังรับรู้ กำลังพิจารณาเกี่ยวข้องต้องกระทำ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกระทำกิจการหน้าที่ เรื่องที่ปรารภเพื่อทำกิจ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหรือปฏิบัติได้
                         (2.10) วิธีคิดแบบวิภัชชวาท คือ การมองและแสดงความจริง โดยแยกแยะออกให้เห็นแต่ละด้านอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เอาเพียงด้านใดด้านหนึ่งมาวินิจฉัยครอบคลุมไปทั้งหมด (พระธรรมปิฏก ป.อ. ปยุตฺโต, 2546 ค, 10-17, 43-129 )
บันทึกการเข้า

มุม มืดมีดอกไม้ บานไสวในพฤษภา
มุมเมืองที่ทรมา จึงประจักษ์สลักศรี
ศักดิ์ศรีที่สล้าง สู้เพื่อสร้างทางเสรี
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย

คุณาพร.
คนบ้านเดียวกันฺ
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,972
สมาชิกลำดับที่ 4
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 12 มีนาคม, 2554, 15:11:30 »

แนวคิดหลักของการจัดการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ และจุดเน้นที่สำคัญของการจัดการศึกษาตามแนววิถีพุทธ ในทัศนะของ รศ.ดร.วิชัย วงษ์ใหญ่ มีแนวทางดังต่อไปนี้
                  แนวคิดหลักของการจัดการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
                  (1) พระพุทธศาสนากับชีวิตมีความสัมพันธ์ที่กลมกลืน มนุษย์มีศักยภาพที่พัฒนาได้ โดยนำความรู้ ความจริงมาจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับพัฒนาการของมนุษย์
                  (2) พระพุทธศาสนามีความเชื่อว่า มนุษย์มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ประการคือ กาย (Physical) และจิต (Mind) การจัดการศึกษาจึงเน้นการพัฒนากายและจิตแบบองค์รวม (Holistic)
                  (3) การจัดการศึกษามีจุดเน้นที่การฝึกฝนและพัฒนาบุคคลตามองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการควบคู่กัน คือ ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ศีล คือ การพัฒนาวินัยในชีวิต จากความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดพฤติกรรมทางกาย วาจา และอินทรีย์ต่างๆ ให้มีความเคยชินเป็นนิสัย สมาธิ คือ การพัฒนาด้านจิตใจ เพื่อให้ใจแน่วแน่ มั่นคงหนักแน่น มีคุณธรรมและมีความสุข ปัญญา คือ การพัฒนาปัญญา ได้แก่ การรู้คิด ความเข้าใจ มองเห็นความจริง แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเท่ากัน และเชื่อมโยงประยุกต์ใช้สร้างความรู้ใหม่ได้ โดยจุดเริ่มต้นของไตรสิกขา คือ ปรโตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ การพัฒนามนุษย์โดยใช้ไตรสิกขา จะเกิดผลได้ดีคือต้องอาศัยปัจจัยภายนอก คือ กัลยาณมิตร และปัจจัยภายในคือ โยนิโสมนสิการ
                  จุดเน้นที่สำคัญของการจัดการศึกษาตามแนววิถีพุทธ
                  (1) ภารกิจที่สำคัญของการจัดการศึกษา คือ การเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ถูกต้อง มองสิ่งทั้งหลายตามที่เป็น สามารถจัดการสิ่งเหล่านั้นตามที่ควรจะเป็น เพื่อประโยชน์ตนเองและสังคม กำจัดการมองเห็นและจัดการสิ่งทั้งหลายด้วยอำนาจและตัณหา
                  (2) การพัฒนาปัญญา และเจตคติที่ดีให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน จะใช้การบังคับให้รับไว้ไม่ได้
                  (3) ภารกิจของผู้จัดการศึกษาและผู้สอน จะต้องเป็นผู้ชี้นำ หรือผู้อำนวยโอกาสให้ผู้เรียนเข้าสู่วิถีแห่งปัญญา โดยผู้สอนจะต้องคำนึงถึงอุปนิสัย ความสามารถ ความถนัด เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
                  (4) ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีบทบาทที่สำคัญ ในฐานะผู้สร้างปัญญาให้เกิดแก่ตน จึงต้องเป็นผู้มีส่วนร่วม และมีการกระทำมากที่สุด
                  (5) สาระการเรียน เลือกโดยคำนึงถึงว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร ผู้เรียนจะต้องรู้ จะต้องทำอะไรที่ใกล้เคียงกับความต้องการพื้นฐานและชีวิต ความเป็นอยู่ ในสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง และสามารถนำผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริง
                  (6) การจัดประสบการณ์เรียนรู้ จะต้องครอบคลุม ผู้เรียนแบบองค์รวม คือ พัฒนาความสนใจ อารมณ์ความรู้สึก ค่านิยม ควบคู่กับพัฒนาปัญญา กระตุ้นการเรียนรู้ วิธีการเรียน สร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ตามความคาดหวังของผู้เรียน
                  (7) การประเมินตามสภาพจริง มีวิธีการและเครื่องมือวัดที่หลากหลาย ใช้สารสนเทศทางการประเมินพัฒนาผู้เรียน ด้านกระบวนการ (Process) ด้านความก้าวหน้า (Progress) และด้านผลผลิต (Product) ( วิชัย วงษ์ใหญ่, 2548, คำบรรยายพิเศษ )

                 
โรงเรียนวิถีพุทธตามแนวคิดของ ดร.ไพรัช สู่แสนสุข และดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข ซึ่งแสดงทัศนะเอาไว้ในแนวทางของท่านอย่างน่าสนใจ เป็นดังนี้
                  โรงเรียนวิถีพุทธคือ โรงเรียนระบบปกติทั่วไปที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ หรือประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเด็กโดยเน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา อย่างบูรณาการ
                  รูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ จุดเน้น โรงเรียนวิถีพุทธดำเนินการพัฒนาผู้เรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา พัฒนาควบคู่ไปทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาอย่างบูรณาการ เด็กได้เรียนรู้ผ่านการพัฒนา “ การกิน อยู่ ดู ฟัง เป็น ” คือ มีปัญญารู้เข้าใจในทางคุณค่าแท้ ใช้กระบวนการทางวัฒนธรรมแสวงปัญญา และมีวัฒนธรรมเมตตาเป็นฐานการดำเนินชีวิตโดยมีผู้บริหารและคณะครูเป็นกัลยาณมิตรการพัฒนา
          ลักษณะโรงเรียนวิถีพุทธ เน้นการจัดสภาพทุก ๆ ด้าน เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนพัฒนาตามหลักพุทธธรรมอย่างบูรณาการที่ส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงามตาม
          ลักษณะแห่งปัญญาวุฒิธรรม 4 ประการ คือ
                 (1) สัปปุริสสังเสวะ หมายถึงการอยู่ใกล้คนดี ใกล้ผู้รู้ มีครู อาจารย์ดี มีข้อมูล มีสื่อที่ดี
                 (2) สัทธัมมัสสวนะ หมายถึง เอาใจใส่ศึกษาโดยมีหลักสูตร การเรียนการสอนที่ดี
                 (3) โยนิโสมนสิการ หมายถึง มีกระบวนการคิดวิเคราะห์พิจารณาหาเหตุผลที่ดีและถูกวิธี
                 (4) ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ หมายถึง ความสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตได้ถูกต้องเหมาะสม
         ห้องเรียน แหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อม เป็นต้น ด้านกิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต เช่น กิจกรรมประจำวัน กิจกรรมวันสำคัญ กิจกรรมนักเรียนต่าง ๆ ด้านการเรียนการสอน เริ่มตั้งแต่การกำหนดหลักสูตรสถานศึกษา การจัดหน่วยการเรียน แผนการจัดการเรียนรู้จนถึงกระบวนการเรียนการสอน ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ในการปฏิบัติต่อกันระหว่างครูกับนักเรียน นักเรียนกับนักเรียนหรือครูกับครู การจัดสภาพแวดล้อมในแต่ละด้านจะมุ่งเพื่อให้การพัฒนานักเรียนตามระบบไตรสิกขา ดำเนินได้อย่างชัดเจนมีประสิทธิภาพ ดังเช่น
          การจัดสภาพของโรงเรียนวิถีพุทธ ประกอบด้วย ด้านกายภาพ คือ อาคารสถานที่ต้องใกล้ชิดธรรมชาติ ต้นไม้ใบหญ้า สภาพชวนให้มีจิตใจสงบ ส่งเสริมปัญญา กระตุ้นการพัฒนาศรัทธา และศีลธรรม กิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต กระตุ้นให้การกิน อยู่ ดู ฟัง ดำเนินด้วยสติสัมปชัญญะในการรับรู้ที่ผ่านเข้ามาทาง หู ตา จมูก ลิ้น และนำมาวิเคราะห์ได้
          ด้านการเรียนการสอน ครูต้องเข้าใจว่าพื้นฐานการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันการสอนจึงอาจ แตกต่างกัน มีการบูรณาการพุทธธรรมในการจัดการเรียนรู้ชัดเจนเป็นรูปธรรมที่เด็กเข้าใจ ได้ง่าย
เช่น การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง อาจเปรียบเทียบกับใบไม้แรกผลิจนเหี่ยวแห้งไป
          ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ เอื้ออาทร เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ส่งเสริมทั้งวัฒนธรรมเมตตา และวัฒนธรรมแสวงปัญญา เป็นต้น
          ลักษณะการเกื้อกูลสัมพันธ์โรงเรียนวิถีพุทธและชุมชน จะมีลักษณะของการร่วมมือ ทั้งสถานศึกษา บ้าน วัด และสถาบันต่างๆในชุมชน ด้วยศรัทธาและฉันทะที่จะพัฒนาทั้งนักเรียน และสังคมตามวิถีแห่งพุทธธรรม เพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน และเรียนรู้รากเหง้าวัฒนะธรรมอันดีงามของไทยอีกด้วย
           การพัฒนาบุคลากรและคุณลักษณะ บุคลากร
           การพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธ แม้จะยึดเด็กเป็นสำคัญ แต่บุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารและครู มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นปัจจัย ให้ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างดี ทั้งการเป็นผู้จัดการเรียนรู้ และการเป็นแบบอย่างที่ดีในวิถีชีวิตจริง ในลักษณะสอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น
           การพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษา มีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลาก หลายวิธีการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรมีคุณลักษณะที่ดีตามวิถีพุทธ เช่น ศรัทธาในพระพุทธศาสนา และพัฒนาตนให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ละ เลิกอบายมุข
การถือศีล 5 เป็นนิจ ความเป็นกัลยาณมิตรต่อศิษย์ และการเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นต้น
                  ก้าวย่างที่งดงามของโรงเรียนวิถีพุทธ เป็นอีกความหวังที่ยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองและชุมชน
ในอันที่จะสานฝันให้เด็กและ เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณธรรม มีความรู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง
เป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ช่วยสร้างสังคมที่ดี สงบและสันติ (ไพรัช สู่แสนสุข และบรรเจอดพร สู่แสนสุข, 2554, 22 กุมภาพันธ์ 2554).

                  การพัฒนาโรงเรียนให้กลายเป็นโรงเรียนในวิถีพุทธ นอกเหนือจากหลักปฏิบัติ 4 ข้อตามแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ( ปรโตโฆสะ / โยนิโสมนสิการ / ไตรสิกขา  และปัญญาวุฒิธรรม ) แล้วการพัฒนาโรงเรียนให้กลายเป็นโรงเรียนในวิถีพุทธตามหลักคิดของ ดร.ไพรัช สู่แสนสุข และ ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข ยังมีส่วนเสริมไว้ในส่วนปลีย่อยด้วยว่า การพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธนั้นแม้จะยึดเด็กเป็นสำคัญ แต่บุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารและครูมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นปัจจัย ให้ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างดีทั้งการเป็นผู้จัดการเรียนรู้ และการเป็นแบบอย่างที่ดีในวิถีชีวิตจริง ในลักษณะสอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น
การพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษาก็เช่นเดียวกัน มีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลาก หลายวิธีการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรมีคุณลักษณะที่ดีตามวิถีพุทธ เช่น ศรัทธาในพระพุทธศาสนา  และพัฒนาตนให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ละ เลิกอบายมุข การถือศีล 5 เป็นนิจ ความเป็นกัลยาณมิตรต่อศิษย์ และการเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นต้น ก้าวย่างที่งดงามของโรงเรียนวิถีพุทธ เป็นอีกความหวังที่ยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองและชุมชนในอันที่จะสานฝันให้เด็กและ เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณธรรม มีความรู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง เป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ช่วยสร้างสังคมที่ดี สงบและสันติ (ไพรัช สู่แสนสุข และบรรเจอดพร สู่แสนสุข, 2554, 22 กุมภาพันธ์ 2554).
                   ความจำเป็นที่ต้องศึกษาแบบโรงเรียนวิถีพุทธ พระเทพเวที ( ป.อ. ปยุตฺโต ) ได้แสดงทัศนะเอาไว้อย่างน่าสนใจในอีกมุมหนึ่งว่า พุทธศาสนาเห็นว่าทุกชีวิตต้องการที่จะดำรงอยู่ด้วยดีและเจริญงอกงาม ซึ่งการดำรงอยู่ด้วยดีและเจริญงอกงามนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเองแต่เป็นสภาพชีวิตที่ต้องทำให้เกิดขึ้น และในการทำชีวิตให้ดีและเจริญงอกงามนั้นก็จะต้องเผชิญกับสิ่งบีบคั้นขัดขวาง ซึ่งรวมทั้งความบกพร่องอ่อนแอของมันเอง สภาพเหล่านี้เรียกว่า ปัญหาหรือทุกข์ ทำให้ไม่มีอิสรภาพ ทำอะไรก็ไม่โปร่งไม่โล่ง จึงต้องมีการแก้ปัญหา มีการบริหารตลอดเวลาทั้งร่างกายและจิตใจ สาเหตุของปัญหาต่างๆเกิดจากอวิชชา หรือความไม่รู้ เช่น ไม่รู้จะปฏิบัติต่อโลกหรือสิ่งทั้งหลายรอบๆตัวอย่างไรจึงจะอยู่ได้ด้วยดี จะเจริญงอกงามไปถึงไหน สู่จุดมุ่งหมายใด ความไม่รู้จะชักจูงให้เราปฏิบัติไปในวิถีทางของความอยาก อันได้แก่ ตัณหา ต้องดิ้นรนให้อยู่รอด และเสพสนองประสาทสัมผัส ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาหรือทุกข์จึงเกิดขึ้น เราจึงต้องแสวงหาความรู้เพื่อให้เกิดปัญญา ให้มีวิชชาและความสามารถอื่นๆ เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาหรือดับทุกข์ เมื่อแก้ปัญหาได้ก็คือดับทุกข์ได้ เมื่อดับทุกข์ได้ก็บรรลุอิสรภาพ หลุดพ้นจากสิ่งที่บีบคั้นทั้งปวง ( ป.อ. ปยุตฺโต, 2531, ข: 8-11 )
 
โรงเรียนวิถีพุทธจึงอาจจะเป็นกระบวนวิธี หรือแนวทางอีกประการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนของชาติที่กำลังเสพ หมกมุ่น ชื่นชม หลงใหลกับค่านิยมทางสังคมที่เน้นวัตถุนิยมมากเกินความพอดี จนละเลยการยึดมั่นในหลักศาสนธรรม ส่งผลให้เกิดปัจจัย-สิ่งแวดล้อมรอบข้างเป็นพิษต่อเยาวชนอย่างรุนแรง โรงเรียนวิถีพุทธจะก่อให้เกิดความเจริญงอกงามทั้งทางกายและทางจิตใจ ให้ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างดีทั้งการเป็นผู้จัดการเรียนรู้ และการเป็นแบบอย่างที่ดีในวิถีชีวิตจริง ในลักษณะสอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น สามารถรู้ มีความเข้าใจ มีความคิดเห็น แนว ความคิด ทัศนคติ ค่านิยมที่ถูกต้องดีงาม เกื้อกูลต่อชีวิตและสังคม สอดคล้องกับความเป็นจริง เรียกว่า “ สัมมาทิฏฐิ ”

คุณาพร / 12 มีนาคม 2554


บันทึกการเข้า

มุม มืดมีดอกไม้ บานไสวในพฤษภา
มุมเมืองที่ทรมา จึงประจักษ์สลักศรี
ศักดิ์ศรีที่สล้าง สู้เพื่อสร้างทางเสรี
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย

คุณาพร.
คนบ้านเดียวกันฺ
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,972
สมาชิกลำดับที่ 4
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 12 มีนาคม, 2554, 15:12:04 »

บรรณานุกรม


กระทรวงศึกษาธิการ. (2547). ยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ ของกระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพมหานคร: โรง
                  พิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์(ร.ส.พ.).
กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ  ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ. (2554, กุมภาพันธ์ 22). โครงสร้างโรงเรียนวิถีพุทธ.
                   ใน วัดพระพุทธฉาย (Online). Available: http://www.watphraphutthachai.com/.
                          (2554, กุมภาพันธ์ 22).
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2545. (2545).แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
                  แห่งชาติ 2545.กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
                  แห่งชาติ.
จิราพร วัฒนศรีสิน. (2547).การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมของ
                  นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข.กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัย
                  ศรีนครินทรวิโรฒ.
เฉลิมพล โสมอินทร์. (2547). การใช้ชีวิตของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน.กรุงเทพฯ: สูตรไพศาล.
ชัยฤทธิ์ โพธิสุวรรณ. (2544).การศึกษาผู้ใหญ่ : ปรัชญาตะวันตกและการปฏิบัติ.กรุงเทพฯ: สาขาวิชา
                 การศึกษาผู้ใหญ่ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ชยสาโรภิกขุ. (2550).อาณาจักรแห่งปัญญา.กรุงเทพฯ: คิว พริ้นท์ แมเนจเม้นท์.
ทิตยา สุวรรณชฎ. (2517). “ สังคมวิทยา ” ใน วิทยาศาสตร์สังคม.กรุงเทพมหานคร: สำนักวิจัย สถาบัน
                  บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
ทิศนา แขมมณี. (2544).ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.
                  กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นิเทศ ตินณะกุล. (2546). การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม.กรุงเทพฯ: บริษัท แอ็คทีฟ พริ้นท์ จำกัด.
นวลฉวี ประเสริฐสุข. (2551). พฤติกรรมเสี่ยงและการป้องกันในนักเรียนวัยรุ่นไทยและญี่ปุ่น.นครปฐม:
                  สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร.
นิรันดร์ จุลทรัพย์ และ จรัส อติวิทยาภรณ์. (2550). ปัญหาการเรียนและความประพฤติของนักเรียนชั้น
                   มัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดสงขลา ตามทัศนะของ
                   นักเรียน ครู และผู้ปกครอง. สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ.
บดินท์ ธรรมสังวาลย์.(2553).การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพโรงเรียนวิถีพุทธ.กรุงเทพฯ: สาขาวิชาการวิจัยและ
                  พัฒนาหลักสูตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ประสาร มาลากุล ณ อยุธยา. (2533). บทสนทนาเกี่ยวกับการสอนให้คิด นวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อ
                  พัฒนาการเรียนการสอน : เอกสารประกอบการประชุมวิชาการเนื่องในโอกาสวันคล้ายวัน
                  สถาปนาคณะครุศาสตร์. 10 - 12  กรกฎาคม 2533.
ไพรัช สู่แสนสุข และบรรเจอดพร สู่แสนสุข. (2554, กุมภาพันธ์ 22).การดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ
                   (Online). Available: http://my.opera.com.(2554, กุมภาพันธ์ 22).
ไพรัช สู่แสนสุข และบรรเจอดพร สู่แสนสุข. (2554, กุมภาพันธ์ 1). การดำเนินงาน โรงเรียนวิถีพุทธ. ใน
                   การศึกษาวิถีพุทธ (Online). Available: http://my.opera.com/madebypakkard/blog/.
                   (2554, กุมภาพันธ์ 22).
พระเทพเวที(ป.อ. ปยุตฺโต). (2531). ทำไมคนไทยจึงเรียนพระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม.
พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต). (2546 ค).วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม.กรุงเทพฯ: ธรรมสาร.
พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต). (2548 ค).คำจำกัดความ/ความหมายของโรงเรียนวิถีพุทธ และคำ
                   แปลภาษาอังกฤษของโรงเรียนวิถีพุทธ.จดหมายจากพระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต)ถึง
                   รองศาสตราจารย์วิชัย วงษ์ใหญ่).วันที่ 5 ธันวาคม 2548.
พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต). (2548). สู่การศึกษาแนวพุทธ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม.
ไมตรี จันทรา. (2548).กิจกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น.นครศรีธรรมราช: คณะครุศาสตร์
                  มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.
ยุวัฒน์ วุฒิเมธี. (2526).หลักการพัฒนาชุมชนและการพัฒนาชนบท. กรุงเทพมหานคร: ส.ส.น.ไทย
                   อนุเคราะห์ไทย.
วิชัย วงษ์ใหญ่. (2548).โรงเรียนวิถีพุทธ : คำบรรยายพิเศษ ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคาร 9 มหาวิทยาลัย
             ศรีนครินทรวิโรฒ.
วิทยากร เชียงกูล. (2527). การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทย : บทวิเคราะห์.กรุงเทพมหานคร:  ฉับแกระ.
วิทย์ วิศทเวทย์ และเสฐียรพงษ์ วรรณปก. (2533).พระพุทธศาสนา.กรุงเทพฯ: ไทยร่มเกล้า.
สัญญา สัญญาวิวัฒน์. (2526).การพัฒนาชุมชน.กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช.
สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา. (2548).เอกสารข้อมูลพื้นฐานสถานพินิจและ
                  คุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา. สงขลา: สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด
                  สงขลา.
สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2543).กรอบวิสัยทัศน์และทิศทาง
                  แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
                  แห่งชาติ.
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2542).พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542.กรุงเทพมหานคร:
                  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา.
สุวิมล ว่องวาณิช และคณะ. (2550).การวิจัยที่มุ่งสร้างคุณลักษณะที่ดีที่พึงประสงค์ของคนไทย : เอกสาร
                  การประชุมทางวิชาการ การวิจัยทางการศึกษา ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการ
                  ศึกษา.
สาโรช บัวศรี. (2544).ปรัชญาการศึกษาสำหรับประเทศไทย : จุดบรรจบระหว่างพุทธศาสนากับ
                 ประชาธิปไตย/แปลโดย สุนทร โคตรบรรเทา.กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัย
                 ศรีนครินทรวิโรฒ.
สุรางค์ โค้วตระกูล. (2537).จิตวิทยาการศึกษา.กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อมร รักษาสัตย์ และขัตติยา กรรณสูต. (2515).ทฤษฎีและแนวความคิดในการพัฒนาประเทศ.
                  กรุงเทพมหานคร: ชุมชนสหกรณ์การขายและการซื้อแห่งประเทศไทย.
Burnard, P. (1995). Learning Human Skills : An Experiential and Reflective Guide for             
               Nurse  3rd ed. Oxford : Butterworth-Heinemann.
Katz, Saul M. (1970). “ A System Approach to Development Administration,” Frontiers of
                 Development Administration North Carolina : Duke University Press.
Marzano. Rebert J. & Daisy E. Arredondo. (1986). Restructuring Schools through the 
                Teaching of  Thinking Skills.  Journal of the Educational Leadership, 45 (8) : 20-
                25.
Nash, Manniry. (1971). “Some  Social and Cultural Aspect of Economic Development,” in
                Jason J. Finkle and Richado E. Gable. Political Development and Social Change
                New York : John Wiley Sons, Inc.
Riggs, Fred W.  (1970). “The Context of Development Administration,” Frontiers of
                Development Administration North Carolina : Duke University Press.
T. R. Batten.  (1959). Community and Their Development London : Oxford University
                Press.
บันทึกการเข้า

มุม มืดมีดอกไม้ บานไสวในพฤษภา
มุมเมืองที่ทรมา จึงประจักษ์สลักศรี
ศักดิ์ศรีที่สล้าง สู้เพื่อสร้างทางเสรี
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: