Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 พฤศจิกายน, 2560, 10:25:40

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เมืองท่าการค้าโบราณทุ่งตึก กับลูกปัด  (อ่าน 12038 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
nasan
คนบ้านเดียวกัน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,919
สมาชิกลำดับที่ 24


| |

« เมื่อ: 06 มีนาคม, 2554, 23:34:43 »

 
     เมืองท่าการค้าโบราณทุ่งตึก กับลูกปัด

     แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก มีความสำคัญต่อการอธิบายภาพรวมของชุมชนโบราณแถบภาคใต้ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเมื่อพิจารณาจากตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และหลักฐานทางโบราณคดีที่พบชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทุ่งตึกเป็นเมืองท่าการค้าที่อยู่ในเส้นทางขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทรไปมาระหว่างฝั่งทะเลอันดามันกับฝั่งทะเลอ่าวไทย นักวิชาการส่วนใหญย่เรียกเส้นทางการค้านี้ว่า “เส้นทางข้ามคาบสมุทรตะกั่วป่า-อ่าวบ้านดอน” ที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นในสมัยศรีวิชัย

   

     
แผนที่แหล่งโบราณคดีภาคใต้ สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์-สมัยศรีวิชัย


     ลูกปัดเป็นเครื่องประดับที่พบแพร่หลายทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย เราจึงพบลูกปัดรูปแบบต่างๆ ตามแหล่งโบราณคดีทั่วไปแสดงให้เห็นว่าในสมัยโบราณนั้น ใช้ลูกปัดเป็นเครื่องประดับหรืออาจจะใช้เป็นเครื่องราง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่และอาจจะใช้ลูกปัดเป็นของมีค่าที่สามารถแลกเปลี่ยนแทนเงินตราในการค้าขาย ลูกปัดในสมัยโบราณเป็นเครื่องแสดงความเจริญของคนแต่ละยุคสมัยในการประดิษฐ์คิดค้น และแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันทางอารยธรรมระหว่างชุมชนได้อีกด้วย ดังนั้นการพบลูกปัดจำนวนมากมายและหลากหลายรูปแบบที่แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก จึงเป็นหลักฐานสำคัญอย่างยิ่งทำให้เราทราบว่า ทุ่งตึกมีความสัมพันธ์ติดต่อกับประเทศอินเดีย กลุ่มประเทศอาหรับในฐานะที่เป็นเมืองท่าชายฝั่งหรือที่พักสินค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งบนฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมาลายู ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมระหว่างอินเดียกับดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



ลูกปัดหินและแก้วจากแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก


      ลูกปัดโบราณวัตถุที่มีความเป็นมาอันยาวนาน ลูกปัดที่ทำด้วยเปลือกหอย ดินเผา และดินสีต่างๆนั้น จะเห็นได้ว่าพบในทุกแห่งอารยธรรมและยังมี่ข้อสรุปว่าที่ใดเป็นแหล่งกำเนิด คิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรก แต่สำหรับลูกปัดแก้วนั้นเนื่องจากพบอยู่อยู่ทั่วไปทั้งในยุโรปแถบเยอรมัน อิตาลี บริเวณทะเลเมอร์ดิเตอร์เรเนียน ในเปอร์เซีย อียิปต์ เมโสโปเตเมีย อินเดีย ไทย ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ขึ้นไปถึงจีน ญี่ปุ่น และอลาสกา ได้มีนักวิชาการศึกษาค้นคว้ากันมานาน โดยพยายามหาดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดที่รู้จักผลิตแก้วขึ้นเป็นเครื่องประดับและเครื่องใช้เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน ในบริเวณประเทศอียิปต์ และแถบเมโสโปเตเมียรู้จักผลิตแก้วมาแล้วตั้งแต่ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ยังไม่กว้างขวางนักมาแพร่หลายจริงๆราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล

     ในประเทศไทยปรากฏหลักฐานว่า รู้จักทำลูกปัดมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติสาสตร์มาแล้ว เพราะจาการคุดค้นที่บ้านเก่า ตำบลจระเข้เผือก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ได้พบโครงกระดูกเพศหญิง สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคหินใหม่ ซึ่งมีอายุราวประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว มีการแต่งศพด้วยเครื่องประดับ เช่น เปลือกหอยแครง และเปลือกหอยขม เจาะรูนำมาร้อยเป็นสายสร้อย กับพบลูกปัด เป็นแว่นกลมแบนที่ทำจากเปลือกหอยหรือกระดูก และลูกปัดที่ทำจากหินซึ่งมีขนาดยาว 3-5 เซนติเมตร ส่วนก่อนประวัติศาสตร์ยุคหินใหม่ ที่อื่นที่พบเห็นก็เช่น ที่ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ที่ตำบลกลางแดด อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ก็พบลูกปัดที่ทำด้วยเปลือกหอย และลูกปัดที่ทำด้วยกระดูกสัตว์รูปยาวคล้ายตะกรุด ส่วนที่หนองแช่เสา อำเภอเมืองราชบุรี พบโครงกระดูกคนยุคหินใหม่สองโครงประกอบด้วยสร้อยลูกปัดที่ทำด้วยเปลือกหอยเช่นกัน รวมทั้งที่บ้านโคกเจริญ ตำบลมะกอกหวาน อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี พบทั้งลูกปัดกำไล และเครื่องประดับอื่นๆ ที่ล้วนทำด้วยเปลือกหอยทั้งสิ้น

     แหล่งก่อนประวัติศาสตร์ยุคโลหะที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งคือที่บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ที่นี่พบว่ามีการใช้เครื่องประดับเป็นลูกปัดมากกมาย และทำด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ดินเผา หินคาร์เนเลียน และแก้วสีเขียว สีฟ้า สีน้ำเงินเข้ม โดยมีรูปแบบที่น่าสนใจหลายแบบ นอกจากนั้นยังพบหลักฐานที่ส่อให้เห็นว่า บ้านเชียงเป็นแหล่งผลิตลูกปัดแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของยุคโลหะในประเทศไทย เช่นเดียวกับที่บ้านดอยตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเข้าใจว่าผลิตขึ้นเองในท้องถิ่น และอาจจะมีบางแบบที่นำมาจากภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องศึกษาเปรียบเทียบในรายละเอียดต่อไป

     ลูกปัดจากแหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะภาคใต้ได้พบลูกปัดทั่วไปทุกแห่งที่เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญ เช่น ควนพุนพิน ไชยา และท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่าศาลาและอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งที่ภาคใต้นี้จะพบลูกปัดที่ทำจากวัสดุต่างๆ เช่นดินเผา หินต่างๆ และแก้วสีต่างๆ มีรูปแบบมมากมาย อาจจะกล่าวได้ว่ามีมากกว่าที่อำเภออู่ทองจัดว่าเป็นแหล่งผลิตลูกปัดที่ใหญ่มาก แบบที่พบทางภาคใต้คือลูกปัดมีตา ลูกปัดรูปคล้ายทุ่นเบ็ดมีขั้วที่ปลายทั้งสองด้าน ลูกปัดรูปพระจันทร์เสี้ยว รูปคล้ายกระดุม และลูกปัดที่มีลวดลายสีต่างๆ ลูกปัดแฝด ลูกปัดเกลียว เป็นต้น



ที่มา : ทุ่งตึก เมืองท่าการค้าโบราณ ,สำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต :บริษัท สำนักพิมพ์สมาพันธ์,๒๕๕๐
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




nasan
คนบ้านเดียวกัน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,919
สมาชิกลำดับที่ 24


| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 07 มีนาคม, 2554, 19:19:39 »


      ลูกปัดนับเป็นโบราณวัตถุเด่นในแหล่งโบราณแห่งนี้ จากการขุดค้นได้พบลูกปัดหลายชนิด หลายแบบ และหลายขนาด ทั้งหินและแก้ว ลูกปัดหินพบเพียงเล็กน้อยและไม่มีความโดดเด่นเท่าลูกปัดแก้ว สำหรับลูกปัดสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

     - ลูกปัดสีเดียว (Monochrome Beads) หมายถึง ลูกปัดมีเพียงสีเดียวในแต่ละเม็ด เช่น น้ำเงิน ดำ ขาว เขียว เหลือง ฟ้า และแดงแบบสีอิฐ เป็นต้น ลูกปัดแบบนี้น่าจะมรจุดเริ่มต้นการผลิตที่อเมริกาเมดุ (Arikamedu) ทางฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงใต้อินเดีย เมื่อประมาณ ๒,๒๐๐ -๒,๑๐๐ ปีมาแล้ว และผลิตต่อมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๘ แล้วต่อมาจึงไปตั้งแหล่งอุตสาหกรรมใหม่ที่เมนไท (Mantai) ประเทศศรีลังกา และเชื่อว่าจากนั้นได้แพร่กระจายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดินแดนหมู่เกาะในแปซิฟิกมีเรียกชื่อลูกปัดชนิดนี้ว่า “ลูกปัดลมสินค้า” (Trade-Wind Beads) เพราะพบตามเมืองท่าที่มีการติดต่อกันทางทะเลที่อาศัยลมสินค้าเป็นสำคัญในการเดินเรือ แต่นายปีเตอร์  ฟรานซิส (Peter Francis,Jr.) ตั้งชื่อเรียกใหม่ให้สอดคล้องกันตามภูมิภาคที่ว่า “ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิก”(Indo-Pacific Beads) คืออยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก





ลูกปัดประเภทสีเดียว




ลูกปัดคาร์เนเลียนและควอร์ตซ์


     ลูกปัดหินสีเดียวส่วนใหญ่จะพบร่วมกับลูกปัดหินคาร์เนเลียน และอาเกต ที่มีแหล่งผลิตในอินเดีย ในประเทศไทยพบตั้งแต่สมัยก่อนประวัติสาสตร์ตอนปลาย จึงสันนิษฐานว่าลูกปัดแก้วเหล่านี้ ในช่วงแรกคงถูกนำเข้ามาจากแหล่งผลิตในประเทศอินเดียทั้งทางภาคเหนือและภาคใต้ ต่อมาช่วงต้นคริสตกาลจึงเกิดมีแหล่งผลิตลูกปัดแก้วของชาวพื้นเมืองในบริเวณคาบสมุทรมาลายู แหล่งผลิตสำคัญๆที่นักโบราณคดีค้นพบแล้วคือ แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ แหล่งโบราณกัมปงสุไงลัง (Kampong Sugai Lang) แหล่งโบราณคดีกัวลาเซลินซิน (Kuala Selinsing) ในประเทศมาเลเซีย และแหล่งโบราณคดีซันลิบาร์(Sunlibar)บนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

     นอกจากนี้การขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง ตำบลกำพวน กิ่งอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ของกรมศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘  พบว่าแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ นอกจากจะพบลูกปัดเป็นจำนวนมากแล้ว ยังพบวัตถุในการทำลูกปัดทั้งแก้วและหิน เช่น สะเก็ดหินเล็กที่เกิดจากกะเทาะ หินคาร์เนเลียนอยู่ในรูปโกลนเป็นรูปร่างลูกปัด แต่ยังมิได้ขัดฝนและเจาะรูก้อนแก้วเป็นจำนวนมาก ลูกปัดที่จับตัวกันเป็นก้อน และขี้ตะกรันที่เกิดจากการเผาแก้ว เป็นต้น จากหลักฐานดังกล่าวสามารถกล่าวได้ว่าภูเขาทองเป็นแหล่งผลิตลูกปัดที่สำคัญและมีหลักฐานชัดเจนอีกแหล่งหนึ่งในประเทศไทย



     - ลูกปัดแก้ววหลากสี (Polychrome Beads) หมายถึง ลูกปัดที่มีหลายสีในเม็ดเดียวกัน ส่วนใหญ่ทำด้วยเทคนิคโมเสก (Mosaic Beads) ลูกปัดแก้วหลายสี โดยเฉพาะลูกปัดมีตามีแหล่งผลิตอยู่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในอาณาจักรกรีก อาณาจักรโรมัน รวมทั้งอาณาจักรเปอร์เซีย ตั้งแต่ช่วง ๘๐๐ ปีก่อนคริสตกาลถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑ สำหรับลูกปัดมีตาเป็นลูกปัดแก้วสีที่มีเทคนิคการผลิตที่ซับซ้อน รูปดวงตาที่มีเส้นวงแหวนล้อมรอบโดยใช้แก้วหลายสี เช่น มีตาสีฟ้า ๗ ดวง แต่ละดวงมีเส้นวงกลมสีขาว และสีน้ำตาลล้อมรอบ หรือทำเป็นรูปตาเป็นคู่ๆ กระจายไปรอบลูกปัด ถ้าทำเป็นลูกปัดตาเดียวก็มีจำนวนตั้งแต่ ๓-๗ ดวง

    ลูกปัดมีตาที่เก่าแก่ที่สุดในอนาโตเลีย (ตรุกี) อียิปต์ และปาเลสไตน์ ในช่วง ๑,๐๐๐-๘๐๐ ปีก่อนคริสตกาล และพบว่าแพร่กระจายอยู่แถบเมดิเตอร์เรเนียนในช่วง ๘๐๐ -๔๐๐ ปีก่อนคริสตกาล และยังพบที่เกาะคอร์ซิกา เกาะไซปรัส สุสานของกษัตริย์อีทรูสกันและในอิตาลี





ลูกปัดแก้วหลายสี (Polychrome Beads) แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก


     ในประเทศอินเดียพบลูกปัดมีตารุ่นแรกที่ตักษิลามีอายุราว ๕๐๐-๔๐๐ปีก่อนคริสตกาล เป็นลูกปัดตาสีม่วงหรือเขียวอ่อนตั้งแต่ ๕-๗ ดวง แต่ละดวงมีเส้นวงกลมล้อมรอบเป็นเส้นสีน้ำตาล และขาวสลับกัน เป็นรูปแบบที่แพร่หลายอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน (ในอาณาจักรกรีกและโรมัน) และในอาณาจักรเปอร์เซียจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑ (พุทธศตวรรษที่ ๖)

     นอกจากตักษิลาแล้ว ในอินเดียยังพบมากที่เมืองอุชเชน และเมืองโบราณในภาคเหนือ และภาคกลางของอินเดีย เช่น เมืองศราวัสติ โกศามพี พาราณสี อหิจฉัตร โกณฑิณยะปุระ โดยจะพบมากในสมัยราชวงศ์โมริยะปกครองอินเดีย (๓๐๐-๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาล) ซึ้งแสดงถึงการติดต่อทางการค้ากับต่างชาติในสมัยนี้โดยเฉพาะกับเปอร์เซีย อย่างไรก็ตามลูกปัดมีตาได้พบแพร่หลายอยู่ในอินเดีย ภาคเหนือ และภาคกลาง ตั้งแต่ช่วง ๓๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑ หรือพุทธศตวรรษที่ ๒-๕ สำหรับแหล่งที่มาลูกปัดมีตาที่พบในอินเดียนี้ยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ ดิกชิต (Dikshit) สันนิษฐานว่า คงมาจากแหล่งผลิตในอนาโตเลีย (ตรุกี) อียิปต์และปาเลสไตน์ ส่วนเบค (Beck) มีความเห็นว่าลูกปัดมีตาที่พบที่ตักษิลาก่อนสมัยราชวงศ์โมริยะ (๖๐๐-๔๐๐ ปีก่อนคริสตกาล)นั้นเหมือนลูกปัดที่แพร่หลายอยู่ในดินแดนแถบเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนกลุ่มที่พบในชั้นวัฒนธรรมสมัยราชวงศ์โมริยะนั้น คงจะนำเข้ามาจากเปอร์เซีย เนื่องจากสมัยราชวงศ์โมริยะมีการติดต่อกับเปอร์เซียและรับวัฒนธรรมจากเปอร์เซียชัดเจน

     การค้นพบลูกปัดหลายสีทั้งแบบที่มีแถบสี และแบบมีตาในบริเวณแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจนถึงสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ในเอเชียร์ตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ จะพบร่วมกับลูกปัดหินคาร์เนเลียน และอาเกต หรือโบราณวัตถุจากอินเดียประเภทอื่นๆ จึงนำไปสู่ข้อสันนิษฐานได้ว่า ลูกปัดดังกล่าวคงจะมาจากเมืองท่าขออินเดีย ร่วมกับโบราณวัตถุอื่นๆของอินเดีย เนื่องจากพ่อค้าโรมันเข้ามาตั้งสถานีการค้าตามเมืองท่าต่างๆของอินเดีย (พุทธศตวรรษที่ ๖-๗) โดยเฉพาะที่เมืองภรุกัจฉะ (บาริกาซา) และเมืองอรกเมดุ (โปดูเก) ลูกปัดที่มีตา (Sttratified Eye Beads) นี้พบมากที่แหลมโพธิ์ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ส่วนลูกปัดรูปแบบอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ เช่น ลูกปัดแก้วมีริ้ว (Striped Beads) มีสีต่างๆ เช่น ดำ ขาว แดง และฟ้า ลูกปัดติดต่อกันหลายเม็ด (Segmeant Beads) บางครั้งมีการเคลือบทองด้านใน (Gold Glass Bead) ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “อำพันทอง”





ลูกปัดเคลือบทองด้านใน




ลูกปัดแก้ว (Mosaic Beads)


     สำหรับลูกปัดแก้วหลายสีที่พบที่แหล่งโบราณคดีทุ่งตึกนั้น ทั้งจากที่ขุดพบรวมทั้งที่อยู่ในความครอบครองของเอกชนสามารถกล่าวได้ว่า แหล่งโบราณคดีแห่งนี้พบลูกปัดแก้วหลายสีที่มาก และสวยที่สุดในประเทศไทย ลูกปัดเหล่านี้น่าจะถูกนำเข้ามาจากตะวันออกกลางพร้อมๆกับภาชนะแก้ว และเครื่องช่วยเปอร์เซีย ลูกปัดกลุ่มนี้แม้จะสืบย้อนอายุไปได้ไกลมากถึงอายุประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกปัดที่พบที่ทุ่งตึกกลุ่มนี้ จะมีอายุเก่าแก่มากถึงเพียงนั้น เนื่องจากลูกปัดเหล่านี้อยู่ในความนิยมผลิตต่อเนื่องมาโดยตลอดจนมาถึงปัจจุบันก็ว่าได้ และอีกประการหนึ่งสิ่งของที่เป็นเครื่องประดับจะมีการตกทอดใช้ต่อกันมาอย่างยาวนาน ดังนั้นจึงไม่สามารถนำลูกปัดมาใช้กำหนดอายุแหล่งโบราณคดีแต่เพียงอย่างเดียวได้ จะต้องกำหนดอายุรวมกับโบราณวัตถุอื่นๆอย่างละเอียด อย่างไรก็ตามลูกปัดคือหลักฐานที่สามารถอธิบายเชื่อมโยงความสัมพันธ์การติดต่อค้าขาย หรือการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี และเป็นสิ่งยืนยันว่าทุ่งตึกเป็นเมืองท่าทางการค้าที่มีการติดต่อกับดินแดนภายนอกโพ้นทะเลอย่างกว้างขวาง


ที่มา : ทุ่งตึก เมืองท่าการค้าโบราณ ,สำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต :บริษัท สำนักพิมพ์สมาพันธ์,๒๕๕๐

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: