Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 กรกฎาคม, 2561, 11:09:19

   

ผู้เขียน หัวข้อ: วัดแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่  (อ่าน 14630 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2554, 11:18:58 »

ผมขับรถผ่านวัดแหลมสักมาไม่น้อยกว่าสิบครั้ง เพราะต้องเข้าไปทำงานที่เสาสัญญาณที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับวัดแหลมสัก แต่ก็ไม่เคยได้แวะเข้าไปเดินภายในวัดเลย เพราะสาเหตุที่ต้องรีบกลับบ้านจากการที่แหลมสักอยู่ในเขตอำเภออ่าวลึกซึ่งใกล้กับจังหวัดสุราษฎร์ธานีบ้านผมมากๆ ทำให้ที่นี่จึงเป็นที่แรกหรือไม่ก็เป็นที่สุดท้ายของสัปดาห์ที่ผมจะเข้ามาทำงาน ทำให้ไม่มีโอกาสได้เข้าไปเดินชมภายในวัดเลยแม้แต่ครั้งเดียว

จนเมื่อไม่กี่วันที่แล้วการไฟฟ้าทำการปรับปรุงระบบสายส่งแรงสูงทำให้ไฟฟ้าดับทั้งวันในบริเวณตำบลแหลมสัก ผมจึงได้มีโอกาสเข้ามาปั่นไฟเพื่อให้ระบบใช้งานได้ตามปกติ และในวันนี้เองครับที่ผมจะมีเวลาทั้งวัน ที่จะเดินเที่ยวชมภายในวัดแหลมสัก



ผมติดเครื่องปั่นไฟไว้ที่ท้ายรถแล้วเดินเล่นๆไปเรื่อยๆ ตามประสาคนชอบสอดรู้สอดเห็น เดินไปริมทะเล เดินไปตามถนนภายในเทศบาล จนเริ่มเหนื่อย ก็เลยแวะกลับมานั่งพักภายในวัดแหลมสัก ที่ดูเงียบสงบมากๆ เงียบจนผมตกใจ เงียบจนผมคิดว่า นี่คือสถานที่ ที่พระปฏิบัติกรรมฐานทั้งหลายต้องชอบและถือเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมได้อย่างดี ไม่มีเรื่องวุ่นวายใดๆมารบกวนและห่างไกลความวุ่นวายที่อยู่ภายนอกได้อย่างไม่น่าเชื่อ



ภาพวัดแหลมสักจาก google earth

วัดแหลมสักมีพระกรรมฐานที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนทั่วไป คือ หลวงปู่เนตร ประวัติของหลวงปู่เนตรโดยย่อ ที่นำมาให้อ่านกันนั้น ผมนำมาจาก เวบไซท์ สัจธรรม ตามลิงค์นี้ครับ http://www.saccadham.com/Page3.php?id=32



หลวงปู่เนตร จิรปุญโญ

นามเดิม เนตร พรหมแก้ว เกิดวันอังคารที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ บิดาชื่อ “เขื่อน” มารดาชื่อ “หยิน” เกิดที่หมู่ ๗ บ้านบางหมัก ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา มีพี่น้องทั้งหมด ๔ คน เป็นชาย ๒ คน หญิง ๒ คน ท่านเป็นพี่ชายคนโต

หลวงปู่เนตร อุปสมบทขณะอายุ ๒๗ ปี ณ อุทกุกเขปสีมา (สีมาน้ำ) ในคลองกระโสม (วัดสันติวราราม) ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา โดยมี “พระรัตนธัชมุนี (แบน คณฺฐาภรโณ ปธ.๔)” เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระภัทรมุนี” เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ “พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

อุปสมบทแล้ว พรรษา ๑-๓ จำพรรษาที่วัดเจริญสมณกิจ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ในขณะนั้น “พระอาจารย์วัน อุตตโม” ร่วมจำพรรษาด้วย ซึ่งมีหลวงปู่เทสก์เป็นเจ้าอาวาส
พรรษา ๔-๖ จำพรรษาที่วัดควนกะไหล ต.กะไหล อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา โดยมี “พระอาจารย์อรุณ อุตตโม” เป็นหัวหน้าหมู่สงฆ์ และ “พระอาจารย์ประสาน สุมโน” จำพรรษาอยู่ด้วยกัน

พรรษา ๗-๙ จำพรรษาที่วัดนิโรธรังสี ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ในพรรษานั้นมี “พระอาจารย์พูน จิตตธัมโม” เป็นหัวหน้า
พรรษาที่ ๑๐-ปัจจุบัน จำพรรษาที่วัดแหลมสัก ต.แหลมสัก อ.อ่าวลึก จ.กระบี่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2554, 11:28:34 »

เมื่อเราเดินผ่านประตูวัดเข้ามา สิ่งแรกที่ผมจะพาไปชมคือ ศาลาหลวงปู่ทวดครับ เรามานมัสการหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพของคนไทยกันก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคลครับ

เมื่อเดินเข้าประตูวัดมา ศาลาหลวงปู่ทวดจะอยู่ด้านซ้ายครับ



ประวัติ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้

สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ

หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

ทารกอัศจรรย์
         
เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นในศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทารกน้อยผู้นี้มีนายว่า “ปู” เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย ด้วยอยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อยนอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้นน่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเราเป็นแน่แท้ จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติ แต่เหนือทรวงอกของทารกกลับมีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหู นางจันทร์จึงเก็บรักษาไว้ นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา



สามีราโม
         
เมื่อกาลล่วงมานานจนเด็กชายปูอายุได้เจ็ดขวบ บิดาได้นำไปฝากสมภารจวง วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือเด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณรและบิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสน ที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า “ราโม ธมฺมิโก” แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า “เจ้าสามีราม” หรือ “เจ้าสามีราโม” เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือสำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัยว่าการที่เกิดเหตุอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะและได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเลก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วง
         
เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาจึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีรามก็เป็นชีต้นหรืออาจารย์สืบมา
         
เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่ วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้นจนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชนุวาส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ


รบด้วยปัญญา
         
กระทั่งวันหนึ่งถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดหรือเจ้าสามีรามจะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้นในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ กล่าวคือ สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้ คิดแก้มือด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธี คิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์ จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่าอันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรืองสำเภาเจ็ดลำบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์
         
เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้วก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตนแก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความในพระราชสาส์นว่าพระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับให้เสร็จภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยามจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย

พระสุบินนิมิต

เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่วพระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมด

ครั้นราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระแท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม

รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที

อักษรเจ็ดตัว
         
ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ “เจ้าสามีราม” ที่วัดราชานุวาส และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการี จึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า “เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้” ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีรามโดยว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมารเมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่ง กี่เดือนกี่วันจึงรู้คลาน จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่ หรือจะว่ารู้คลานแก่ ทำไมจึงว่าเราจะแก้ปริศนาธรรมมิได้ พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้ จากนั้นจึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีราม 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2554, 11:35:20 »

จากหน้าศาลาหลวงปู่ทวด เรามองย้อนกลับมาทางหน้าประตู ฝั่งตรงข้ามจะเป็นอาคารหลังใหญ่ ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นพระอุโบสถ สาเหตุที่ต้องเดาเพราะว่าที่วัดนี้เงียบมากๆ ไม่มีพระหรือโยม มาเดินไปเดินมาให้ดูวุ่นวาย ไม่มีตู้วัตถุมงคล ไม่มีการเรี่ยไร ขายดอกไม้ธูปเทียน ทำให้บรรยากาศสงบจนน่าปฏิบัติธรรมหรือแม้กระทั่งนอนหลับซักงีบ





อาคารหลังนี้ครับ เดี๋ยวจะพาขึ้นไปชมภายในครับ



เมื่อเดินใกล้เข้าไปสิ่งแรกที่ผมคิดคือ ที่นี่นอกจากสงบแล้วยังสะอาดอีกด้วยครับ ดังนั้นถ้า สงบ สะอาด มาอยู่ด้วยกันแล้ว ความสว่างก็คงจะมีอยู่อย่างแน่นอนในสถานที่แบบนี้



ศาลาหลังนี้อยู่ตรงข้ามศาลาหลวงปู่ทวด ผมไม่ได้เข้าไปครับ เอาไว้คราวหน้าจะเก็บภาพภายในมาฝาก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2554, 11:44:10 »

หอระฆัง (หรือเปล่า) แต่ที่แน่ๆมีระฆังแขวนอยู่ ผมยืนมองดูอยู่นานเหมือนกัน มองดูด้วยความรู้สึกชื่นชอบในการออกแบบ ที่ดูเรียบง่าย และใช้งานได้จริง ผมชอบมากกว่าหอระฆังที่สูงมีบันไดวนขึ้นไปเสียอีก เพราะการสร้างไว้สูงนั้นถึงจะดูสวยงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว พระสงฆ์ที่ชราภาพคงไม่สามารถเดินขึ้นไปตีระฆังได้ จะอาศัยพระหนุ่มๆอยู่ตลอดเวลาก็เป็นไปได้ยากเพราะปัจจุบัน ในบางวัดมีแค่พระที่อายุมากๆอยู่ดูแลวัดแค่ไม่กี่รูปเท่านั้นเอง



ผมโทรไปหาพี่ต็อบ บัญชา ถึงสถานที่ที่จะทำบุญร่วมสร้างเจดีย์ว่าเขาทำบุญกันตรงไหน พี่ต็อบบอกว่าให้เดินขึ้นไปบนศาลา( หรือโบสถ์) แห่งนี้ แต่ให้เข้ามาทางข้างเพราะจะได้ผ่านกุกิของหลวงปู่เนตรด้วย แต่ตอนที่ผมเดินมานั้นหลวงปู่อยู่ภายในกุฎิ จึงไม่กล้ารบกวนท่าน เนิ่องจากเห็นป้ายติดไว้ว่าอย่ารบกวนท่านนานเนื่องจากหลวงปู่เป็นโรคหัวใจ ผมจึงได้แค่กราบท่านจากภายนอกเท่านั้น แต่ก็ตั้งใจไว้ว่า จะหาโอกาสมากราบท่านให้ได้อย่างแน่นอน



ภาพทางขึ้นจากด้านข้าง



กุฎิของหลวงปู่เนตร เรียบง่าย ไม่ใหญ่โตเหมือนหลายๆที่ ที่ผมเคยเห็น ไม่มีสิ่งของมากมายเกินจำเป็น นี่คือวัตรปฎิบัติของพระสุปฏิปันโนอย่างแท้จริงครับ



หน้าบันทำเป็นศิลปะปูนปั้น แบบเรียบไม่เล่นลาย ช่างฝีมือดี เป็นงานแบบทั่วไป แต่สวยครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2554, 11:56:00 »

สิ่งที่ผมสะดุดใจสะดุดตา คือความสะอาดครับ ที่นี่สะอาดจริงๆ พื้นไม่มีแม้แต่เศษฝุ่นทั้งๆที่ภายในวัดกำลังมีงานก่อสร้างเจดีย์ มีลมพัด มีสนามหญ้ามีถนนดิน แต่บนทางเดินบนนี้สะอาดจนต้องเก็บภาพมาให้ชมครับ



ภายในมีพระประธานรูปแบบของพระพุทธชินราช ตามแบบศิลปะของสุโขทัย



ด้านซ้ายของพระประธานหรือด้านขวาของเราเวลาที่หันหน้าเข้ากราบพระ จะมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ในเจดีย์จำลอง ให้กราบบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลชีวิต



โครงการสร้างพระเจดีย์วัดแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่



วัดแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ได้รับพระเมตตาจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน 12 องค์ เพื่อให้ญาติโยมและพุทธศาสนิกชนได้สักการบูชา เพื่อเป็นมิ่งมงคลสูงสุดแก่ชีวิต อันวาระมหามงคลนี้ทางวัดแหลมสักจึงดำริจะสร้างพระเจดีย์สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ



ภาพนี้ติดอยู่ที่หน้าประตูครับ นอกจากนี้ยังมีอยู่ที่หน้ารถพี่ต็อบด้วยครับ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2554, 11:59:16 »



โดยผู้มีจิตศรัทธา สามารถร่วมบริจาคได้โดยตรงที่

วัดแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ หรือ บริจาคผ่านบัญชีกระแสรายวัน

ธนาคารกรุงเทพ สาขาอ่าวลึก ชื่อบัญชี วัดแหลมสัก

เลขที่บัญชี 403-301606-6


หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่

พระอาจารย์ชูศักดิ์ ปัญญาสักโก เจ้าอาวาสวัดแหลมสัก โทร 083-140-0414



เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุวัดแหลมสัก ลักษณะของตัวองค์เจดีย์ เป็นฐานเขียงยกระดับขึ้นมา ใช้รูปแบบเจดีย์ทรงลังกาเป็นต้นเค้าความคิด อันเป็นพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และนำมาพัฒนาแนวความคิดที่จะให้องค์เจดีย์ดูเรียบง่ายและดูทันสมัย รวมทั้งเครื่องลำยองที่เลือกใช้เป็นในลักษณะที่มีความเรียบง่ายดูทันสมัยและดูแลรักษาได้ เพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวกับองค์ประกอบโดยรวมของทางวัด

มีศาลารายล้อมอยู่ มีทางขึ้น ๑ ทาง ตำแหน่งที่ตั้งตามแนวแกนของพระอุโบสถ โดยทางขึ้นด้านหน้าพระเจดีย์มีซุ้มทางเข้าอยู่ และใช้เป็นสถานที่พักผ่อนได้
เจดีย์แบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็น ๒ ชั้น ชั้นลานประทักษิณและพื้นที่ด้านในองค์พระเจดีย์

เจดีย์ประธานประดิษฐานบนฐาน ๘ เหลี่ยม สื่อถึงพระบรมโพธิสมภารแผ่ไพศาลไปทั่ว ๘ ทิศ พระเจดีย์เป็นสีขาว ให้รู้สึกถึงความเบาสบาย
ภายในห้องประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ออกแบบให้จุดศูนย์กลางของห้องประดิษฐานบุษบก มีการบรรจุพระสารีริกธาตุ มีการตกแต่งอย่างเรียบง่าย เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาสักการะ รู้สึกสัมผัสถึงถึงความเงียบสงบของพระเจดีย์

บริเวณรอบชั้นในสุดของบุษบกบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จะประดิษฐานพระอรหันต์ธาตุ และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ทั้งสี่ทิศ ชั้นนอกออกมาจะประดิษฐานรูปเหมือนบุรพจารย์สายธรรมยุตินิกาย เช่น หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล, หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ฯลฯ
ทั้งสี่มุมภายในห้องประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ จะมีการจัดวางอัฏฐบริขารของบุรพจารย์ เช่น หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล, หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ฯลฯ

ผนังภายในห้องประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุทั้งสี่ด้าน จะประดิษฐานภาพถ่ายและหลักธรรมคำสอนของบุรพจารย์สายธรรมยุตินิกาย เช่น หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล, หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ฯลฯ

การตกแต่งภายในห้องประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจะเป็นการตกแต่งด้วยศิลปะยุคศรีวิชัย อันเป็นการสะท้อนความรุ่งเรืองพุทธศาสนาในภาคใต้ตั้งแต่โบราณกาล และเป็นการอนุรักษ์ศิลปะตลอดจนพุทธศิลป์ยุคศรีวิชัยให้พุทธศาสนิกชนยุคปัจจุบันและอนาคตได้เห็นถึงภูมิปัญญาของงานศิลปะในแถบภาคใต้ที่รุ่งเรืองสืบมาจนถึงปัจจุบัน

พุทธศาสนิกชนร่วมมหากุศลบริจาคปัจจัยสร้างพระเจดีย์ได้ที่บัญชีวัดแหลมสัก เลขที่ ๔๐๓-๓๐๑๖๐๖-๖ ธนาคารกรุงเทพ สาขาอ่าวลึก
สอบถามรายละเอียดได้ที่

พระชูศักดิ์ ปัญญาสักโก
โทรศัพท์ ๐๘๓-๑๔๐๐๔๑๔, ๐๗๕-๖๘๕๑๑๒ อีเมล์ : watlamsak@gmail.com เวบไซต์: http://www.watleamsak.com

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2554, 12:05:38 »

หลังจากกราบพระจนจิตใจสงบดีแล้ว ผมเดินออกมาทางด้านหน้าของอาคาร จะมีบันไดสองด้านขึ้นมาด้านบน ส่วนด้านล่างนั้นผมไม่ได้เข้าไปครับ เนื่องจาก มาคนเดียว และเงียบมาก เกรงว่าจะไม่เหมาะสมเลยขอผ่านไปก่อนนะครับ สำหรับภาพด้านล่างของอาคารหลังนี้กับอาคารด้านหน้าศาลาหลวงปู่ทวด คราวหน้าจะเก็บภาพมาฝากกันอีกทีครับ



ป้ายอันนี้ติดไว้ที่ฝั่งตรงกันข้าม ถ้าเดินเข้ามาจากประตูวัดจะอยู่ด้านซ้ายมือครับ



ด้านหน้าอาคาร (โบสถ์...?)



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2554, 12:08:49 »

บริเวณนี้น่าจะเป็นโรงครัว ที่ดูสะอาดตาเช่นกัน





มองกลับขึ้นไปบริเวณหอระฆังอีกครั้ง



คราวนี้ผมเดินตามทางขึ้นไปด้านหลังบริเวณที่จะมีการก่อสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ครับ เดินไปตามถนนด้านซ้ายมือจะเห็นว่ามีการก่อสร้างอยู่

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2554, 12:14:19 »



เขตก่อสร้างที่ในอนาคตจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สวยงามปรากฏอยู่เป็นเครื่องเตือนใจ และเคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย





ถ้าใครมีความประสงค์ที่จะร่วมทำบุญกับพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็เชิญได้ที่วัดแหลมสักนะครับ การทำบุญกับเนื้อนาบุญที่สมบูรณ์นั้นผลบุญจะได้เต็มที่อย่างแน่นอนครับ ในยุคปัจจุบันที่เราหาพระที่น่าเคารพเลื่อมใสได้ยาก ที่นี่จึงเป็นสถานที่ ที่น่าจะมาเยือนสักครั้ง การได้มาไหว้พระในสถานที่สงบ การได้กราบพระสุปฏิปันโนสักครั้งในชีวิต ย่อมเป็นมงคลที่หาที่เปรียบไม่ได้ครับ





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2554, 12:16:44 »

และสุดท้ายเมื่อเราเดินมาถึงบริเวณก่อสร้าง ด้านขวามือของเราจะเป็นกุฏิพระสงฆ์ ของวัดแหลมสัก เงียบ สงบ ร่มรื่นมากๆครับ





และเรื่องราวการนำชมวัดแหลมสักของผมในวันนี้ก็ต้องขอยุติลงเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ โอกาสหน้า ถ้ามีบุญได้กลับไปที่วัดอีกครั้งจะนำภาพมาให้ชมกันอีกครับ

นภดล [url=http://www.siamsouth.com]www.siamsouth.com[/url]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: