Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 พฤศจิกายน, 2560, 10:31:09

   

ผู้เขียน หัวข้อ: “ลัทธิกีดกันการค้า”ด้วยข้ออ้างเรื่อง“โลกร้อน”  (อ่าน 4308 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์, 2554, 19:21:17 »

Climate protectionism on the rise
By Martin Khor
09/10/2009
     
แปลโดย นสพ.ผู้จัดการ
 
ลัทธิกีดกันการค้าและกีดกันเทคโนโลยีโดยสหรัฐอเมริกาและประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ นับวันแต่จะทวีตัว ในเวลาเดียวกัน ประเทศเหล่านี้ยังตั้งท่าเงื้อง่าจะนำประเด็นภัยคุกคามต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจากับประเทศกำลังพัฒนาในเรื่องของการต่อสู้กับภัยคุกคามต่ออนาคตของโลก
       
ลัทธิกีดกันการค้าและกีดกันเทคโนโลยีรูปแบบใหม่และอันตราย กำลังปรากฏขึ้นมาให้เห็นอย่างรวดเร็ว ภายใต้หน้ากากของการมุ่งต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนั้น มันยังส่งผลเป็นการวางยาพิษเข้าไปในสายสัมพันธ์เหนือ-ใต้ภายในการเจรจาสองเวทีคือ การเจรจาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเจรจาด้านการค้า
       
ที่ผ่านมา ได้ปรากฏสัญญาณชัดเจนว่าประเทศพัฒนาแล้วบางราย โดยเฉพาะสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการการค้าฝ่ายเดียว อาทิ การเรียกเก็บภาษีศุลกากรและภาษีประเภทต่างๆ หรือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ เอากับสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนา โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อต่อสู้แก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
       
เมื่อเร็วๆ นี้ สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างพรบ.ที่ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอันที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ตลอดจนภาษีประเภทต่างๆ จากสินค้านำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนา ที่สหรัฐฯเห็นว่า ยังไม่ดำเนินการอย่างเพียงพอในอันที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
       
นอกจากนั้น สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ยังพยายามใช้ลัทธิกีดกันการค้ามาต่อต้านไม่ให้มีการถ่ายโอนเทคโนโลยี โดยผ่านร่างพรบ. 3 ฉบับที่ทางสภาแห่งนี้ได้รับรองไปแล้ว ทั้งนี้หากร่างเหล่านี้กลายเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ ก็จะส่งผลให้ผู้แทนการเจรจาของสหรัฐฯ ที่ไปเจรจาหารือในกรอบของอนุสัญญาแม่บทสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC) ไม่สามารถทำข้อตกลงใดๆ ในทางที่จะผ่อนปรนกฎระเบียบหรือการบังคับใช้กฎหมายอันเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา และขณะนี้มีสัญญาณชี้แล้วว่า ประเทศพัฒนาอื่นๆ รวมทั้งพวกทางยุโรป ก็เตรียมการที่จะใช้ลัทธิกีดกันการค้าที่อิงไปกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกัน
       
ด้านประเทศกำลังพัฒนาต่างเริ่มแสดงการคัดค้านความเคลื่อนไหวดังกล่าว ทั้งนี้ ในระหว่างที่รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ คือนางฮิลลารี คลินตัน เยือนอินเดียเมื่อเร็วๆ นี้นั้น บรรดาผู้นำทางการเมืองของอินเดียออกโรงประท้วงสหรัฐฯ ในกรณีการขู่จะใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศที่ไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (carbon tarrifs) ด้านกระทรวงพาณิชย์จีนก็ออกมาวิจารณ์ประเด็นการกีดกันการค้าที่แฝงอยู่ในร่างพรบ.ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯด้วย
       
ที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายผนึกกำลังกันหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือในระหว่างการเจรจาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งต่างๆ ก่อนที่จะถึงการประชุมที่จะเป็นบทสรุป ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในเดือนธันวาคมปีนี้ กล่าวคือ ในวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลุ่ม 77 และจีน (Group of 77 countries and China) ออกคำแถลงที่เวทีการเจรจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี โดยเตือนไม่ให้ประเทศพัฒนาแล้ว หันไปใช้มาตรการจำกัดการค้าแบบที่เป็นการประกาศใช้ฝ่ายเดียว เพราะมันจะเป็นการละเมิดบทบัญญัติต่างๆ ในอนุสัญญาแม่บทว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
       
อินเดียยังได้เสนอด้วยว่า การประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน (ในระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคม ซึ่งคาดหมายกันว่านานาชาติจะสามารถทำข้อตกลงว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ เพื่อใช้ต่อจากพิธีสารเกียวโตที่จะหมดอายุลงในปี 2012 -ผู้แปล) ควรต้องมีการเขียนในข้อตกลง ด้วยข้อความที่ชัดเจนไปเลยว่า ประเทศพัฒนาแล้ว “จะไม่ใช้มาตรการฝ่ายเดียวไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ ซึ่งรวมถึงมาตรการในลักษณะการเรียกเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน เพื่อเล่นงานสินค้าและบริการที่นำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนา โดยอิงเหตุผลในเรื่องการพิทักษ์ปกป้องสภาพภูมิอากาศ และการสร้างเสถียรภาพด้านสภาพภูมิอากาศ”
       
 ในการนี้ อินเดียอ้างถึงบทบัญญัติต่างๆ ในอนุสัญญาแม่บทฯ มากมายหลายข้อที่จะเข้าข่ายว่าถูกละเมิดถ้ามีการนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ ความพยายามของอินเดียได้รับการขานรับจากนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน อาร์เจนตินา บราซิล สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ซาอุดีอาระเบีย และรวมทั้ง กลุ่ม 77 และจีน ก็ออกคำแถลงในเรื่องนี้ด้วย
       
ทางด้านการเจรจา (เพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าโลกรอบโดฮาภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก -ผู้แปล) ที่นครเจนีวา เหล่านักการทูตของประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก ก็แสดงความวิตกต่อเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยมองเห็นความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย จะใช้มาตรการข้ออ้างเรื่องสภาพภูมิอากาศ มาเล่นงานขึ้นภาษีศุลกากร ตลอดจนการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ เอากับสินค้านำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนา ถึงแม้ การกระทำเช่นนี้จะเข้าข่ายเป็นการใช้ข้อพิจารณาในประเด็นว่าด้วยกระบวนการและวิธีผลิตสินค้าเหล่านั้น ( Process and production method หรือ PPM) ซึ่งยังเป็นประเด็นที่เกิดการถกเถียงขัดแย้งกันอย่างรุนแรงอย่างยากจะหาข้อยุติ

ทั้งนี้การเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเพิเศษ ตลอดจนการเก็บเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ เอากับสินค้านำเข้า โดยใช้ประเด็นพีพีเอ็ม ถูกประเทศกำลังพัฒนาต่อต้านว่าเป็นรูปแบบแอบแฝงของลัทธิกีดกันการค้า มาตั้งแต่เมื่อคราวประชุมองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ปี 1996 โดยที่ว่าประเทศกำลังพัฒนาชี้ไว้ว่ามาตรการเช่นนั้นนับว่าไม่เป็นธรรม เพราะจะส่งผลเป็นการกีดกันสินค้าของประเทศกำลังพัฒนาไม่ให้สามารถเข้าสู่ตลาดของประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎของดับเบิลยูทีโอ
       
อย่างไรก็ตาม มีพวกประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากทีเดียวที่อยากนำมาตรการทางการค้าไปใช้กับเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และจึงมีการเตรียมชงเรื่องที่จะเอื้อให้มาตรการด้านการค้าที่ผูกอยู่กับพีพีเอ็ม กลายเป็นกฎระเบียบขึ้นมา หรือไม่อย่างนั้น ก็อาจจะผลักดันให้มาตรการการค้าที่โยงอยู่กับเรื่องสภาพภูมิอากาศ ได้รับอนุมัติในกรอบ “ข้อยกเว้นทั่วไปเพื่อสิ่งแวดล้อม” (general exception for the environment) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกรอบใหญ่ของข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยอัตราภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade หรือ GATT)
       
       ด้านประเทศกำลังพัฒนาอ้างว่า การโยงมาตรการการค้าไปผูกกับเรื่องภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นับว่าไม่เป็นธรรม เพราะพวกตนมีความสามารถเชิงเทคโนโลยีต่ำกว่าพวกประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งพวกตนย่อมไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้วได้ไหว และดังนั้น ประเทศกำลังพัฒนาจึงควรได้รับความช่วยเหลือผ่านการถ่ายโอนเทคโนโลยี ทว่า ระบอบแห่งสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงื่อนไขตามข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของดับเบิลยูทีโอ ที่เรียกกันว่าข้อตกลง TRIPS) คืออุปสรรคขัดขวางเรื่องนี้อยู่ ยิ่งกว่านั้น ขณะนี้ รัฐสภาของสหรัฐฯ ก็มาแสดงท่าทีว่าจะประกาศห้ามไม่ให้รัฐบาลอเมริกามีสิทธิอนุมัติให้มีการผ่อนปรนในเรื่องกฎว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา
       
       ถ้าประเด็นการปกป้องสภาพภูมิอากาศได้รับการอนุมัติ มันจะเป็นการเปิดทางให้สารพันมาตรการเพื่อกีดกันการค้า หลั่งไหลกันเข้ามากางกั้นไม่ให้สินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าสู่ตลาดของประเทศพัฒนาแล้วด้วยข้อพิจารณาว่าด้วยกระบวนการและวิธีผลิตสินค้า
       
       ลัทธิกีดกันการค้าตัวใหม่ที่ฉกาจฉกรรจ์ระดับมาตรการตัวแม่อย่างนี้ ก็ช่างเลือกเวลาแจ้งเกิดโดยแท้ เพราะจะมาเล่นกันในยามยุคเศรษฐกิจถดถอย อันเป็นช่วงเวลาที่เหล่าผู้นำชาติทั้งหลายประกาศกันขึงขังว่า จะไม่ยอมหันไปใช้มาตรการกีดกันการค้าอย่างแน่นอน ดังนั้น ประเด็นการค้า-การปกป้องภูมิอากาศช่างเป็นระเบิดเวลาอันร้ายกาจ และมันจะกลายเป็นชนวนเปิด “กล่องแพนดอรา” (Pandora’s box) ที่ฝ่ายต่างๆ เคยนำปัญหาโลกแตกไปซุกไว้เพื่อซื้อเวลา โดยเมื่อมันถูกเปิดขึ้นมา มันจะไปสร้างราคีแปดเปื้อนให้แก่การเจรจาต่างๆ ตามกรอบ อนุสัญญาแม่บทของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการเจรจาดับเบิลยูทีโอด้วย
       
       มาร์ติน คอร์ เป็นกรรมการบริหารของศูนย์ South Centre อีเมล์ติดต่อเขาคือ director@southcentre.org ประเด็นปัญหาลัทธิกีดกันการค้าด้วยข้ออ้างเรื่องสภาพภูมิอากาศ ที่นำมาเสนอในข้อเขียนนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากฉบับพิเศษของจดหมายข่าว South Centre bulletin

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์, 2554, 19:23:06 »

การใช้มาตรการด้านการค้ากับเรื่องโลกร้อน
Fri, 2009-10-23 19:43

โดย บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
MEAs Watch
สกว.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ

ภายหลังจากที่ร่างกฎหมาย Clean Energy and Security Act 2009 ของสหรัฐได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนของสหรัฐเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาด้วยคะแนนเสียง 219-212 ได้ก่อให้เกิดความกังวลมากขึ้นต่อปัญหาการกีดกันทางการค้าแบบใหม่โดยอ้างเหตุผลเรื่องการแก้ไขปัญหาโลกร้อน นอกเหนือจากกฎหมายของสหรัฐ ประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรปก็กำลังจัดเตรียมกฎหมายที่จะใช้มาตรการทางการค้าโดยอ้างเหตุผลเรื่องโลกร้อนเช่นกัน

ในการเยือนอินเดียของนางคลินตัน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ผู้นำของอินเดียได้ยกประเด็นเรื่องนี้มาหารือ ส่วนทางจีนได้ให้ทางรัฐมนตรีการค้าออกมาส่งเสียงวิจารณ์มาตรการกีดกันทางการค้าที่อยู่ในกฎหมายของสหรัฐ

สำหรับในเวทีการเจรจาจัดทำ Post 2012 Regime เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางกลุ่ม G77 และจีนได้กล่าวถ้อยแถลงเตือนไม่ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้มาตรการกีดกันทางการค้าโดยอ้างเรื่องการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยทางอินเดียได้มีข้อเสนอให้เพิ่มเติมเนื้อหาร่างความตกลงที่กำลังเจรจาด้วยว่า “ไม่ให้ใช้มาตรการฝ่ายเดียวที่รวมถึงมาตรการต่อต้านการนำเข้าสินค้าหรือบริการจากประเทศกำลังพัฒนา โดยใช้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาโลกร้อน” ข้อเสนอของอินเดียได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ รวมทั้งประเทศจีน อาร์เจนตินา บราซิล สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ซาอุดิอาระเบีย และกลุ่ม G77 +จีน

ผู้แทนการค้าของประเทศกำลังพัฒนาในเวทีการประชุมขององค์การการค้าโลก ก็มีความเป็นห่วงมากขึ้นต่อประเด็นการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศสหรัฐและประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ โดยใช้เหตุผลเรื่องโลกร้อน ทั้งนี้ ฝ่ายประเทศที่พัฒนาแล้วก็กำลังจัดเตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอให้เห็นว่าการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อเหตุผลทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรม และการนำมาตรการด้านการค้ามาใช้กับเรื่องโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทำได้ภายใต้ข้อยกเว้นทั่วไปของ GATT จากเหตุผลเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (ข้อ 20)

ในฝ่ายประเทศกำลังพัฒนาโต้แย้งว่า การใช้มาตรการด้านการค้าเชื่อมโยงกับปัญหาโลกร้อนเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนายังมีระดับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีต่ำ แตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำมาใช้ได้ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นอุปสรรคของการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อจะได้ร่วมช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน ในขณะที่ตามร่างกฎหมายเรื่องโลกร้อนของสหรัฐ ได้มีเนื้อหาป้องกันมิให้คณะเจรจาของสหรัฐยอมผ่อนปรนเงื่อนไขด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาด้วย

Martin Khor ผู้อำนวยการของ South Center ได้เรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วทบทวนการใช้มาตรการกีดกันทางค้าโดยใช้เหตุผลเรื่องโลกร้อน มิฉะนั้นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการกีดกันทางการค้าแบบใหม่ Martin Khor ได้เสนอว่าสิ่งที่ควรทำคือ ทำกติกาให้เป็นธรรม

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายของสหรัฐกำลังจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวุฒิสภาในเดือนนี้ ในฝ่ายวุฒิสมาชิกมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน คาดว่าการผ่านกฎหมายในชั้นวุฒิสภาจะยากกว่าในชั้นสภาผู้แทนราษฎรอย่างมาก ตอนนี้ นอกจะมีเสียงคัดค้านมาจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว กลุ่มเกษตรกรได้เริ่มออกมาคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ เช่น กรณีสภาผู้ผลิตหมูแห่งชาติ ซึ่งเป็นห่วงว่าการบังคับใช้กฎหมายจะมีผลต่อการเพิ่มต้นทุนการผลิตหมูของสหรัฐ และจะเสียเปรียบจีนและอินเดียหากไม่มีการควบคุมโดยใช้ระบบเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายของวุฒิสภาจากฝ่ายเดโมแครตได้เสนอให้เพิ่มเป้าหมายการลดก๊าซมากขึ้นจากเดิมที่ร่างสภาผู้แทนกำหนดไว้ 17% ภายในปี 2020 เพิ่มเป็น 20% เนื่องจากเห็นว่าการปล่อยก๊าซของสหรัฐในขณะนี้ต่ำกว่าระดับในปี 2005 อยู่แล้ว 6% เพราะเศรษฐกิจหดตัว การบรรลุเป้าหมายจึงทำได้ไม่ยาก

นับตั้งแต่มีการจัดตั้งองค์การการค้าโลกในปี 1995 มีการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม (Environmental-related Trade Measures) น้อยลงเนื่องจากประเทศสมาชิก WTO ระมัดระวังถึงความขัดแย้งกับกรอบกติกาของ WTO ปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 11–14 ตุลาคม 2552

ที่มา: เว็บไซต์ MEAs Watch
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์, 2554, 06:35:05 »

สินค้าไทยรับมือ'ภาษีคาร์บอน'

ที่มา: นสพ.ไทยโพสต์
[url=http://www.thaipost.net/x-cite/220709/8092]http://www.thaipost.net/x-cite/220709/8092[/url]

เตือนผู้ส่งออกไทยรับมือสหรัฐออกกฎหมายเก็บภาษีคาร์บอนบีบคู่ค้าร่วมลดภาวะโลกร้อน  ทั้งที่อาจมีเจตนากีดกันทางการค้า  ปิโตรเคมี  เหล็ก  กระดาษ   ปูนซีเมนต์ได้รับผลกระทบ  คาดพ่อค้าผลักภาระด้วยการขึ้นราคา

     นายบัณฑูร   เศรษฐศิโรตม์  ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม  ในฐานะนักวิชาการผู้ติดตามกฎหมายระหว่างประเทศด้านฐานทรัพยากร  เปิดเผยว่า  ขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมาย   American   clean  energy   and   security  act  2009  มีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการลดภาวะโลกร้อน  โดยสหรัฐตั้งเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเริ่มจากร้อยละ  3  ของระดับการปล่อยในปี  2005  ให้ได้ภายในปี  2012  และร้อยละ  80  ภายในปี  2050  โดยกำหนดมาตรฐานหลายด้าน  ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดและสนับสนุนกองทุนปลูกป่าดูดซับคาร์บอน

     นายบัณฑูรให้ข้อมูลว่า  กฎหมายดังกล่าวได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  และส่งเรื่องไปถึงวุฒิสภาแล้ว  คาดว่าจะผ่านการพิจารณาภายในปีนี้  เมื่อมีผลบังคับใช้จะมีผลกระทบทางลบต่อประเทศไทยคือ   สหรัฐจะเก็บภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้ามากขึ้น  โดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ  ปิโตรเคมี  เหล็ก  กระดาษและปูนซีเมนต์  ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าที่ส่งเข้าไปในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น  ขณะเดียวกันผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ก็อาจจะต้องปรับขึ้นราคาภายในประเทศอย่างแน่นอน

     "ผมคิดว่าการที่สหรัฐพยายามเร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้  อาจจะเป็นมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนจริงๆ   หรือเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า  โดยแอบอ้างเรื่องโลกร้อนก็ได้  ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามศึกษาและพิสูจน์กันต่อไป   แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ  ปัญหาโลกร้อนกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างการค้ากับสิ่งแวดล้อม   โดยประเทศที่พัฒนาแล้วอาศัยเรื่องนี้ขึ้นมาช่วงชิงความได้เปรียบทางการค้ากับประเทศด้อยพัฒนา"   นักวิชาการผู้ติดตามกฎหมายระหว่างประเทศด้านฐานทรัพยากร กล่าว

     เนื้อหาส่วนหนึ่งในร่างกฎหมายดังกล่าวของสหรัฐ  เพื่อจัดตั้งระบบการซื้อขายก๊าซเรือนกระจก  หรือการซื้อขายคาร์บอนเครดิต  โดยในแต่ละปีสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐจะประกาศกำหนดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่อนุญาตให้ปล่อยได้   ซึ่งจะต้องมีปริมาณลดลงทุกปี  ตรงจุดนี้เป็นการเชื่อมต่อระหว่างกิจกรรมของสหรัฐกับประเทศต่างๆ  รวมทั้งประเทศไทย  โดยกำหนดบัญชีประเภทกิจกรรม  เช่น  การทำเหมืองถ่านหินใต้ดิน  การกำจัดขยะแบบฝังกลบ  การลดก๊าซมีเทนจากมูลสัตว์  การขยายเพิ่มพื้นที่ป่าและการรักษาพื้นที่ป่าไม่ให้ถูกทำลาย  เป็นต้น.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์, 2554, 06:41:52 »

จีนย้ำชัด ค้านเก็บภาษีคาร์บอนฯ ไม่เป็นธรรม

ที่มา สำนักข่าว ATTN
[url=http://www.atnnonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=7063:2009-12-17-05-31-07&catid=66:china-news&Itemid=88]http://www.atnnonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=7063:2009-12-17-05-31-07&catid=66:china-news&Itemid=88[/url]

จีนย้ำชัด ค้านเก็บภาษีคาร์บอนฯ ไม่เป็นธรรม ขณะที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป กดดันจีนและประเทศกำลังพัฒนา อย่างมากด้วยมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับโลกร้อน และอาศัยช่องว่างกีดกันทางการค้าระหว่างกัน อีกด้านหนึ่งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ก็พยายามเข้าถึงตลาดพลังงานสะอาดในจีนและประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลด้วยเช่นกัน 

เอเจนซี (17 ธ.ค.) สื่อจีนรายงานการแถลงของกระทรวงพาณิชย์จีน โดยนายเหยา เจี้ยน โฆษกกระทรวงฯ วันที่ 16 ธ.ค. ถึงจุดยืนของทางการจีนที่ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งมีการเสนอขึ้นมาในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 7 - 18 ธ.ค.นี้

จุดยืนคัดค้านนี้ เนื่องจากเห็นว่า รายละเอียดของมาตรการนี้ไม่เป็นธรรมต่อประเทศกำลังพัฒนา เพราะไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้วซึ่งแต่ละประเทศก็ไม่ควรแบกรับความรับผิดชอบเท่ากัน

อนึ่ง แนวคิดเรื่องการเก็บภาษีคาร์บอนได้รับการนำเสนอครั้งแรกโดยนายฌาคส์ ชีรัค อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และแคนาดาโดยแนวคิดดังกล่าวระบุให้มีการเก็บภาษีคาร์บอนกับประเทศที่ไม่พยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ

สื่อจีนรายงานว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฏหมายว่าด้วยการลดปริมาณการแพร่กระจายของก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการเก็บภาษีคาร์บอน ส่งผลให้สหรัฐฯ สามารถเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนจำนวนมากในสินค้าประเภทเหล็ก ซีเมนต์ แก้ว และกระดาษ จากประเทศที่ไม่พยายามลดการปล่อยก๊าซได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป

ก่อนหน้านี้ ธนาคารโลกได้วิเคราะห์ว่า การตั้งกำแพงภาษีสำหรับผลผลิตและสินค้านำเข้าของจีนและอินเดีย ในยุโรปและสหรัฐฯ ที่อาจสูงถึงร้อยละ 20 ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผลให้ยอดส่งออกสินค้าจากจีนไปยังสหรัฐฯ หดตัวลง ร้อยละ 20 และยอดส่งออกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาร่วงลงร้อยละ 8

ในสองวันสุดท้าย (17-18 ธ.ค.) ของการเข้าร่วมประชุมที่มีผู้นำจีนและสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่โลกจับตาดูว่า ทั้งสองประเทศจะกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร เพราะมีผลต่อความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้มาก เนื่องจากจีนและสหรัฐฯแพร่กระจายความร้อนมากเป็นอันดับหนึ่ง และอันสองของโลก ตามลำดับ

ก่อนหน้านี้ จีนและสหรัฐฯ ปฏิเสธลงนามในพิธีสารเกียวโตฯ มาตรการลดความร้อนโลก ที่กำลังหมดอายุลงในปีนี้ อันเป็นที่มา ของการเปิดประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และถกข้อตกลงมาตรการลดความร้อนโลกระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคมนี้


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์, 2554, 06:55:30 »

"การบินไทย" ส่ออ่วม อียูกีดกันตั้งเงื่อนไขลดค่าก๊าซเรือนกระจกให้ได้ในปี 55

ไทยเตรียมจัดประชุมวิชาการระดับชาติครั้งแรก เน้นประเด็นลดโลกร้อน มีการตั้งโต๊ะขายก๊าซเรือนกระจก เผย "การบินไทย" ส่ออ่วม อียูกีดกันตั้งเงื่อนไขลดค่าก๊าซเรือนกระจกให้ได้ในปี 55..

เมื่อวัน ที่ 19 เม.ย. นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผอ.องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. ) องค์การมหาชน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้ทวีความรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ในวงกว้าง และภายหลังการประชุมโลกร้อนที่กรุงโคเปน เฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2552 มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดอุณหภูมิในบรรยากาศโลก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ว่าหากยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้น 1.04-6.5 องศาเซลเซียส

ในส่วนของไทย อบก.เตรียมจัดประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่องประเทศไทยกับภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 1: ความเสี่ยงระดับชาติ โอกาสและความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงของโลก (Climate Thailand Conference 2010) ระหว่างวันที่ 19-21 ส.ค.นี้ ที่เมืองทองธานี ถือเป็นการประชุมระดับชาติครั้งแรกของโลก ที่จะมีนักวิชาการ นักวิจัย รวมทั้งภาคธุรกิจ เอกชนที่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนทั้งชาวไทย และต่างประเทศกว่า 3,000 คนมาร่วมประชุม และนำเสนอผลงานวิจัยและพัฒนาด้านโลก

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

Note : โดย natsu

สายการบินต่างๆทั่วโลกต้องโล๊ะทิ้งเครื่องบินรุ่นเก่าที่กินเชื้อเพลิงมาก แล้วสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นใหม่ที่กินเชื้อเพลิงน้อยกว่ามาใช้แทน ทำให้ยอดขายเครื่องบินของ Airbus และ Boeing พุ่งกระฉูดติดต่อกันมาหลายปีแล้ว และในระหว่างที่ยังไม่สามารถลดอัตราการปล่อยกาซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามเป้า การบินไทยจะต้องเสียภาษีกินเปลาให้รัฐบาล EU ประมาณปีละ 750-800 ล้านบาท
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 11 กุมภาพันธ์, 2554, 22:57:18 »

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพ

ผมขอบางส่วนของบทเพลงเที่ยวละไม ของวงเฉลียงมาเริ่ม เพื่อให้ดูว่า โลกเรานีสร้างสรรคสวยงามให้เราจากธรรมชาติ แต่มนุษย์เราเริ่มที่จะทำลายมัน เพราะประขากรและการพัฒนาของเรา
การพัฒนาก็ต้องใช้พลังงานต่างๆ และพลังงานเหล่านี้ก็สร้างปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (อังกฤษ: United Nations Framework Convention on Climate Change หรือย่อเป็น UNFCCC หรือ FCCC) เป็นอนุสัญญา “กรอบการทำงาน” ที่จำเป็นต้องมีวิธีการทางกฎหมายในการสนับสนุน (เช่น พิธีสารต่างๆ) เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยมีเป้าหมายแบบไม่ผูกมัด ซึ่งเรียกร้องให้ประเทศอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือเท่ากับระดับ พ.ศ. 2533 ภายใน พ.ศ. 2543 แต่จากที่ได้ประเมินในปี พ.ศ. 2538 พบว่าเป้าหมายโดยสมัครใจนี้ไม่เพียงพอ
ดังนั้นใน พ.ศ. 2538 ประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญากรอบการทำงานแห่งสหประชาชาติได้จัดตั้งกระบวนการในการเจรจา เพื่อพิธีสารที่มีเป้าหมายผูกมัด และกำหนดเวลา “ในฐานะเป็นเรื่องเร่งด่วน” ซึ่งเป็นที่มาของ พิธีสารเกียวโต ซึ่งได้รับความเห็นพ้องในเดือนธันวาคม 2540 และในที่สุดมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548

ในการประชุมประจำปีของอนุสัญญาฯ เรียกว่า การประชุมสมัชชาภาคี (Conference of Parties; COPS) โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมคือ เจ้าหน้าที่รัฐบาล นักวิ่งเต้นจากภาคอุตสาหกรรม กรีนพีซ และอีกหลายๆ กลุ่ม ฝ่ายต่างๆ ตอนนี้ประเทศพัฒนาเริ่มเกิดความชอบธรรมในการดำเนินการขบวนการกีกกันทางด้านค้าแล้ว ด้วยการสร้างมาตรฐานต่างๆ และให้เราผู้ส่งออก และชาวโลจิสติคส์มาเสียเงินมากขึ้น หรือทำให้ต้องไปเข้าเรียนหลักสูตรที่ประเทศพัฒนาแล้วตั้งขึ้นมา

สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้รับรายงานจาก กรมองค์การระหว่างประเทศ กองกิจการเพื่อการพัฒนา กระทรวงการต่างประเทศว่า ด้วยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 กระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์จัดบรรยายสรุปเกียวกับท่าที และนโยบายของนอร์เวย์ต่อการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 (UNFCCC COP15) ซึ่งนาย Hanne Bjurstrom ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะเป็นหัวหน้าทีมเจรจาของนอร์เวย์ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1. นอร์เวย์ยืนยันพันธกรณีตามพิธีสารเกียวโต และพร้อมลดภาวะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ภายในประเทศ ซึ่งอันนี้ ผมเห็นด้วย เพราะ ทุกวันอากาศร้อนมาก ๆ
 
2. ในระยะยาว นอร์เวย์มีเป้าหมายลดการปล่อย GHG ลงร้อยละ 30 ในปี ค.ศ. 2020 จากปี ฐาน ค.ศ. 1990 และพร้อมจะลดลงถึงร้อยละ 40 หากประเทศพัฒนาแล้วมีท่าทีที่ผูกมัดมากขึ้น ทั้งนี้ นอร์เวย์มีเป้าหมายที่จะปล่อย GHG เป็นศูนย์ (เมื่อรวมมาตรฐานหักล้างส่วนต่างๆ) ในปี ค.ศ. 2050 นอร์เวย์ต้องลดการปล่อย GHG ภายในประเทศลงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของทั้งหมด ขณะนี้ ร้อยละ 70 ของมาตรการลดการปล่อย GHG ของนอร์เวย์มาจากการซื้อขายโควต้าและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อหักล้างการปล่อย GHG
ส่วนประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้วครับ ผมได้ถามกรรมการสภาหอการค้าฯ ทุกคนกลัวว่าในอนาคตจะต้องมีการซื้อขาย เหมือนที่เราจะต้องแย่งโควต้าส่งออกข้าว น้ำตาล หรือ ในอดีตที่มีการซื้อขายโควต้าส่งออกเสื้อผ้า ซึ่งเรื่องนี้น่ากลัวมาก จะเริ่มขบวนนักซื้อขายโควต้าคาร์บอนไดออกไซด์ โรงงาน หรือผู้ส่งออกที่ส่งสินค้าที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องทำใจ และคิดต้นทุนให้ดี
ใครที่เคยเป็นมือปีนซื้อขายโควต้า ขอให้เรียนรู้ไว้ ถ้าผู้ส่งออกที่ปรับปรุงโรงงานให้เข้ามาตรฐานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็จะได้เปรียบ
 
3. สำหรับการประชุม COP15 นอร์เวย์เห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วต้องมีบทบาทนำ โดยกำหนดพันธกรณีการลด GHG ลงระหว่างร้อยละ 25-40 ในปี ค.ศ. 2020 (จากปีฐาน ค.ศ. 1990) และประเทศกำลังพัฒนาควรต้องมีพันธะเช่นเดียวกันในการตั้งเป้าหมายการลด GHG แต่ในระดับที่ต่างกัน
 
4. นอร์เวย์เห็นว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งอุตสาหกรรมการเดินเรือ การลดการปล่อย GHG จากการทำลายป่า และการเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา (REDD) จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง โดยมีมาตรการที่สามารถตรวจสอบ รายงาน และพิสูจน์ได้ (MRV) ผมได้ข่าวมาว่า เจ้า MRV หรือย่อมาจากคำว่า Measurable, Reportable   and Verifiable จะเป็นหน่วยงานที่มาตรวจสอบ หรือ Auditor คล้ายๆ กับค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องจ่ายให้ผู้มาตรวจสอบ หรือ Verify Body ของระบบเดียวกับ ISO9002  ต้องมีการทำแผนแล้ว ผู้ส่งออกเตรียมจ่ายค่าใช้บริการ  แล้วเวลาท่านมาตรวจ ลูกน้องท่านก็ขยันผิดปกติ ไม่อยู่ที่ทำงานพากันออกตลาดหมด แล้วเจ้าของก็โดนตรวจเสียเองคนเดียว กรรมเวร เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และเสียทั้งความรู้สีกที่ต้องให้คนที่เราจ่ายตัง มาด่ามาสอนเรา คิดแล้วมันเศร้า เครียด กิน เหล้า
ได้ข่าวมาอีกว่า งานนี้ ฝรั่งจะทำเอง แล้วเราต้องจ่ายค่าบริการแพง มีการสร้างหลักสูตรให้ซับซ้อน เสียเวลาไปนั่งห้องเรียน เสียค่าเช่าสถานที่ จ่ายค่าล่วงเวลากับลูกน้อง  จนท่านมิอาจจะพลิกตำราเพลงดาบของท่านมาเทียมทานได้ ดูมันให้ลึกก็จะเจอ Back to the Basic มาหลอกขายท่านเช่นเคย
 
ผมขอเสนอให้ทางราชการพยายามต่อลองให้สถาบันการศึกษาของเราอย่างมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าฯ ธนบุรี ให้มีส่วนร่วมในการหลักสูตรนี้  เราจะได้ใช้บุคคลที่มีความรู้มาพัฒนาให้เป็นตามแนวทางเดียวกับที่ประชุมองค์การค้าระหว่างประเทศ และนักธุรกิจให้เหมือนกับ ตอนที่เราถูกบังคับให้มาตรฐาน ISO 9002  แล้วเราต้องเสียเงินให้ต่างประเทศเป็นล้านๆ พอกันทีกันการฝึกอบรมที่ต้องมีคนต่างชาติมารับรอง เราควรสร้างมาตรฐานให้เทียบเท่าหรือสูงกว่าต่างประเทศ     ประเทศไทยเรามีดีเรื่องการรักษานิเวศ มีการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ มีการพัฒนาการปลูกพืชแบบวิธีธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมี มีระบบรถที่ใช้ NGV อย่างแพร่หลาย   มีฏหมายปิดป่า ในประเทศต้นๆ ในเอเชีย หน่วยราชการต้องประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศทราบว่า เรามีอนุรักษ์ธรรมชาติ
 
5. นอร์เวย์ได้เข้าไปช่วยเหลือประเทสกำลังพัฒนา โดยริเริ่มโครงการลดการปล่อย GHG จากการทำลายป่า โดยตั้งงบประมาณไว้ 3,000 ล้านโครนต่อปี
 
6. นอร์เวย์ให้ความสำคัญกับเรื่องการกักเก็บก๊าซ CO2 (Carbon Capture and Storage: CCS) โดยการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อใช้เป็นมาตรการที่สำคัญในการช่วยลดการปล่อย GHG ในประเด็นนี้ ประเทศพัฒนาแล้ว จะต้องบังคับให้เราจ่ายค่าเครื่องวัดที่เขาผลิตออกมา เสียเงินอีกแล้ว  ห้ามลอกเลียนแบบ ห้ามแกะกล่อง โชคไม่ดีเจอไม้ล้างป่าช้า ก็ซวยกันไป เรากำลังตกเป็นเครื่องมือของประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ต้องการขายเครื่องมืออุปกรณ์ที่แพง หนึ่งในตัวอย่าง เครื่องมือวัดค่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้ไปดูแยกสุดถนนสาธร เข้าถนนวิทยุกับถนนพระรามสี่หน้าสวนลุมพีนี
 
ผมขอเสนอให้กรมเจรจาการค้า หรือหน่วยงานที่ต้องไปต่อรองกับประเทศที่จะขายเครื่องมือแพงว่า มันควรมีทางเลือกที่ช่วยธรรมชาติ และมาจากธรรมชาติ และที่สำคัญ ต้อง ให้มีทางเลือกที่ประหยัดคือ การตรวจสอบคุณภาพอากาศด้วยวิธีการทางชีวภาพ

การสำรวจไลเคนเป็นการตรวจสอบคุณภาพอากาศด้วยวิธีการทางชีวภาพ สามารถใช้เสริมการตรวจสอบคุณภาพอากาศด้วยเครื่องดักจับอากาศ เพื่อวิเคราะห์ทางเคมีได้เป็นอย่างดี เพราะทั้งสองวิธีมีจุดอ่อนจุดแข็งแตกต่างกัน การสำรวจไลเคนให้ภาพรวมของคุณภาพอากาศในพื้นท ี่และสะท้อนผลกระทบที่สะสมจากกิจกรรมต่างๆ  ในขณะที่เครื่องตรวจจับอากาศวัดคุณภาพอากาศเฉพาะในช่วงเวลาที่ทำการดักวัดอากาศเท่านั้น ที่สำคัญเครื่องตรวจวัดอากาศมีราคาแพงมาก และการเดินเครื่องวัดก็มีค่าใช้จ่ายสูง จึงมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติมากกว่า แต่การสำรวจไลเคนสามารถทำได้ทั่วไป โดยแทบไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกคนจึงสามารถทำได้
การสำรวจไลเคนจึงเหมาะกับการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพอากาศตามท้องถิ่นต่างๆ หากที่ใดพบปัญหามาก ก็สามารถตรวจวัดรายละเอียดมลภาวะแต่ละประเภทเพิ่มเติมด้วยเครื่องดักจับอากาศได้
ความน่าเชื่อถือของข้อมูลขึ้นอยู่กับความสามารถในการจำแนกชนิดพันธุ์ไลเคนได้ถูกต้องเป็นสำคัญ เยาวชนที่จะสำรวจไลเคนได้จึงต้องผ่านการฝึกอบรมก่อนออกปฏิบัติการ  นอกจากนี้ยังมีพี่เลี้ยงซึ่งได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญไลเคนติดตามไปช่วยเหลือด้วย
 
ถ้าไม่มีทางเลีอกของให้รัฐบาลส่งเสริมวิจัยและศึกษาเครื่องมือนี้ กับ สถานบันการศึกษาชั้นนำ ให้ประเทศไทยผลิตเองได้โดยไม่ต้องนำเข้า ผมกลัวว่า จะมีการถูกบังคับให้ทุกโรงงานส่งออกในประเทศไทยให้ติดเครื่องนี้แล้ว คราวนี้จะสายไปเสียแล้ว ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อม

7. ในการประชุม COP15 นอร์เวย์เห็นว่าควรต้องมีการพิจารณาให้ครอบคลุมถึงการปล่อยมลภาวะจากการเดินเรือ และการเดินอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินเรือ ซึ่งองค์การการเดินเรือระหว่างประเทศ (IMO) ควรมีพันธะและมาตรการที่ไม่น้อยไปกว่าเป้าหมายของที่ประชุม
ผมทราบมาว่า ธุรกิจโลจิสติคส์จะต้องเป็นแพะ ในเรื่องนี้ เพราะตอนนี้การขนส่งหรือเดินทางโดยทางบก เป็นตัวสร้างก๊าซ CO2 มากที่สุด แต่เท่าที่ทราบมาว่า รถบรรทุกที่ติดแก๊ส  NGV เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็ให้ท่านเจ้าของธุรกิจโลจิสติคส์ไปคิดดูถ้าติดแล้ว ได้เงินค่า CO 2 ก็ไม่เลว ส่วนทางเรือ และ การอากาศ ก็จงทำใจ ถ้ามีการเก็บค่าใช้จ่ายตัวนี้  ท่านผู้ส่งออกก็จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายนี้ในต้นทุนสินค้าส่งออกด้วย ถ้าขายราคา CIF อีกหน่อยบริษัทเรืออาจเรียกเก็บจาก ท่านผู้ส่งออก เป็นค่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์   หรือในหอการค้าเรียกย่อ ๆ ว่า ค่าคาร์บอน
 
รัฐบาลควรจะเริ่มส่งเสริมการขนส่งทางน้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำ และรถไฟอย่างจริง เพราะตอนนี้ นักการเมืองเรามีแต่ตัดถนน แล้วกินหิน กินปูนกันแล้ว ยังไม่พอ ยังมีหน้า ประกาศชื่อว่า สส สก...  เป็นคนของบตัดถนนเส้นนี้ เอาเงินภาษีเราไปโฆษณาอีก อย่างนี้ทางเจ้าหน้าที่เขต หรือท้องถิ่นต้องเก็บภาษีป้ายเสียให้เข็ด ประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่มีการขนส่งทางรถไฟที่คุ้มค่า และไปได้ทั่วถึง คนจนของประเทศสามารถเดินได้จำนวนมาก สินค้าก็ส่งออกไปได้ง่าย และประหยัดต้นทุน การขนส่งที่เกิน 400 กม ต่อเที่ยว ไม่ควรจะใช้รถบรรทุก เพราะต้นทุนสูงมาก ทั้งยังทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม คนขับก็เหนื่อย ก่อให้เกิดอุบัติเหตุมาก

8. นอร์เวย์เสนอให้มีการประมูลโควตาที่ได้จากการซื้อขายโควตาการปล่อยก๊าซ (Emission Allowance) บางส่วน เพื่อนำเงินดังกล่าวมาเป็นงบประมาณเพิ่มเติมในการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านการปล่อยก๊าซนอกเหนือจากเงินช่วยเหลือด้านการพัฒนาปกติ
ผมเห็นด้วย เพราะที่ผ่านมาประเทศที่พัฒนาแล้ว ปล่อยเจ้าก๊าซนี้มากกว่าเขาเพื่อน ตัวเองพัฒนาจนสุดแล้ว พอประเทศกำลังพัฒนาจะพัฒนาบ้างก็เริ่มมีการตั้งกฎเกณท์ เพื่อ คนมาที่หลังจะได้พัฒนาไม่ให้ทัน
 
9. นอร์เวย์ให้ความสำคัญกับปัญหาผลกระทบต่อขั้วโลกทั้งสอง ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยรวม
 
นอกจากนี้ ยังมีการนิยามเกี่ยวกับสินค้าสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ น่าสนใจ แล้วท่านทั้งหลายจะต้องเจอศัพท์เหล่านี้ในอนาคต
คำนิยามสินค้าสิ่งแวดล้อมที่คาดว่าจะเป็นทางการในอนาคต ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นบทร่างในเวที  WTO
1. วัตถุประสงค์ในการใช้ (end-use) -single end - use/miliple end-use  ซึ่งประเทศกำลังพัฒนามีความเห็นว่าสินค้านี้ว่า single use ควรจะเป็นสินค้าสิ่งแวดล้อม ไม่ควรจะนำสินค้าที่มีวัตถุประสงค์เพื่ออุตสาหกรรมอื่นมาใช้เป็นสินค้าสิ่งแวดล้อม
2. กำหนดพิกัดศุลกากรได้
3. ใช้วิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Production Processing Methods : PPMs) ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญมีความเห็นว่า การใช้หลัก
PPMs จะป็นประโยชน์แก่ประเทศที่พัฒนาแล้ว  เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ย่อมมีเทคโนโลยี่ชั้นสูงที่ทำให้กระบวนการผลิตสะอาด
4. สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Enviornment Preferably Products : EPPs) ประเทศกำลังพัฒนามีความคิดเห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว น่าจะได้รับประโยชน์มากกว่า เพราะอาจจะนำสินค้าอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรมากกว่าสินค้าที่ประเทศกำลังพัฒนาผลิตได้ออกมาดึงสินค้าสิ่งแวดล้อม
5. การติดฉลากสิ่งแวดล้อม ประเด็นนี้ประเทศกำลังพัฒนามีความเห็นว่า ในปัจุจบันการติดฉลากเป็นเรื่องของความสมัครใจ หากนำมาเป็นเด็นเรื่องสินค้าสิ่งแวดล้อมก็จะกลายเป็นมาตรฐานบังคับ
6. List  Approach คือ ให้มีการเสนอรายสินค้าสินค้าสิ่งแวดล้อมเข้ามา
7. Project Approach เป็นข้อเสนอของประเทศอินเดีย โดยให้พิจารณาสิทธิพิเศษต่อสินค้าภายใต้โครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่ง
ปัจจุบันยังคงมีการหารือเรื่องนี้อยู่ และที่ผ่านมาประเทศไทยก็ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่า จะเลือกแนวทางใด
8. Core  list เป็นสินค้าที่ประเทศสมาชิก มีความเห็นสอดคล้องกั้นว่า เป็นสินค้าสิ่งแวดล้อม
9. Complementary list   เป็น สินค้าที่ประเทศสมาชิก ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน
10. Common list คือราบการที่ประเทศกำลังพัฒนาศักยภาพในการส่งออก
11. Develpment list  คือ รายการที่ประเทศกำลังพัฒนายังไม่มีศักยภาพในการส่งออก เพราะฉะนั้น หากนำมาเป็นสินค้าสิ่งแวดล้อมจะต้องให้การลดหย่อนภาษี และมีการกำหนดลดภาษีที่ต่างกันไป

สรุป อย่างไม่เป็นทางการ สินค้าสิ่งแวดล้อม ควรเป็นสินค้าที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อสิ่งแวดบ้อม และเป็นสินค้าที่สามารถระบุพิกัดทางศุลกากรได้อย่างชัดเจน

ต่อไปนี้ ท่านเตรียมจ่ายค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในต้นทุนสินค้าของท่าน ท่านจะต้องเตรียมพัฒนาระบบการผลิต เพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ เครื่องจักรก็ต้องเป็นมิตรด้วยไม่ปล่อยกากที่เป็นพิษ ห้ามพนักงานผายลมเวลาทำงาน เพราะมันจะสร้าง CO2 ต่อสินค้าที่เราผลิตได้ ...พูดเล่น
 
ขอให้ท่านผู้ใหญ่ในรัฐบาลหันมามองภาคธุรกิจที่จะโดนเล่นงานจากมาตรการที่จะเป็นการกีดกันทางด้านการค้าที่ประเทศพัฒนาพยายามสร้างขึ้นอย่างฉลาด แบบเชื่อดนิ่มๆ
ในห้องประชุมสภาหอการค้าได้ท้วงติงหน่วยราชการแห่งหนึ่งว่า  ทำไมกระทรวงพาณิชน์ ไม่อยู่ในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติในการประชุมครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ) เป็นประธาน เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุม ?
 
เดี๋ยวนี้อะไรก็เป็นธุรกิจไปหมด สหรัฐอเมริกาส่งทหารไปอิรักก็ดูดีว่าไปปราบปรามผู้ก่อการร้าย แต่สุดท้าย บ่อน้ำมันในอิรักคนที่ได้รับสัมปทานก็สหรัฐอเมริกา
 
เราต้องมีวิสัยทัศน์ว่า ในโลกปัจจุบันนี้ ประเทศที่พัฒนาเริ่มจะเสียเปรียบดุลการค้าเรื่อยๆ จะบอกให้หยุดนำเข้าก็เสียฟอร์ม เดียวหาว่าเขาไม่ชั้นเชิง ก็เริ่มขายมาตรฐานที่ทำการวิจัยมามาต่อยอด

น้องๆ ที่กำลังคิดจะเลือกเรียนมหาวิทยาลัยในอนาคตพยายามเลือกเรียนสาขาที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพราะธุรกิจส่งออกของเรากำลังต้องการน้องๆ ในอนาคต และได้ข่าวมาว่า
 
อ.สิริลักษณ์ เป็นตัวแทนของสายวิชาฯ ไปรับเกียรติบัตรจาก สกว. รางวัลดีเยี่ยม (ระดับ 5) ในสาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งเข้าร่วมประเมินทั้งสิ้น 8 สาขา สายวิชาได้รับการจัดอันดับในระดับ 5 เพียงสาขาเดียว นอกจากนี้คณะพลังงานยังได้รับรางวัลดีเยี่ยม ระดับ 5 จากสาขาเทคโนโลยีพลังงาน และมีเทคโนโลยีวัสดุได้รางวัลดี ระดับ 4 ในกลุ่มเทคโนโลยียังมี IT ของมจธ ที่ได้ระดับ 5 จากรางวัลระดับ 5 จาก 3 สาขาในกลุ่มเทคโนโลยี ทำให้ มจธ. ได้รับเกียรติบัตร ม. ดีเด่นทางด้านเทคโนโลยี นอกจากเกียรติบัตรแล้วทาง สกว. ให้รางวัลเป็นเงินด้วยประมาณ 50,000 บาท แต่ต้องเขียนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการทำวิจัยไปขอที่สกว. ต่อไป
 มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับรางวัลสถาบันที่ดีเลิศทางสายนี้ ขอแสดงความยินดีด้วย
 
ขอให้ท่านเรียนรู้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ตลอด เพราะมันเริ่มเข้าใจตัวเราแล้ว ท่านแม่ทัพซุนอู เคยกล่าวไว้ว่า รู้เขา รู้เรา สู้ร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง
 
ขอให้ท่านจงมีชัยชนะ ขอผู้น้อยขอคาระวะ
วิชัย จงธนพิพัฒน์

[url=http://www.fleth.co.th/index.php/en/component/content/article/6-article/261-261]http://www.fleth.co.th/index.php/en/component/content/article/6-article/261-261[/url]

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 11 กุมภาพันธ์, 2554, 23:10:06 »

TDRI ชี้SMEsนับแสนรายเตรียมเจ๊งเซ่นกม.กีดกันการค้าด้านสิ่งแวดล้อม!

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์
[url=http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000144356]http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000144356[/url]

TDRI จี้ภาครัฐ-เอกชน เตรียมรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อม คาด เอสเอ็มอี กระอักปรับตัวไม่ทัน จ่อคิวเจ๊งนับแสนราย แนะบุกตลาดในประเทศ ทดแทนผลักดันส่งออก ด้านหอการค้าไทย ห่วง กฎหมายใหม่สหรัฐฯที่จะใช้ต้นปีหน้าฉุดยอดการค้าไทยร่วง คุมเข้มมาตรฐานคาร์บอนไดออกไซด์ หากเกินเกณฑ์ ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม เผยหน่วยงานรัฐใส่เกียร์ว่าง ปล่อยภาคเอกชนรับเคราะห์
       
       จากสภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นานาประเทศต่างแสวงหามาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้น โดยมาตรการทางเศรษฐกิจ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการบังคับให้ทุกประเทศในโลก ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสินค้า และการเกษตร ให้ทำลายสภาวะแวดล้อมน้อยลง
       
       คาดปี53เอสเอ็มอีเจ๊งรับกม.สิ่งแวดล้อม
       
       เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า แนวโน้มการค้าโลกในปีหน้า มาตรการกีดกันทางการค้าในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น มาตรการตรวจสอบสินค้าย้อนหลัง ซึ่งทุกชิ้นส่วนที่ประกอบเป็นผลิตภัณฑ์จะต้องตรวจย้อนหลังไปถึงแหล่งผลิต และแหล่งวัตถุดิบได้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร จะต้องสามารถสืบย้อนหลังลงลึกไปได้ว่ากุ้งแปรรูปที่ส่งออกไป มาจากเรือประมงลำไหน หรือเลี้ยงที่ฟาร์มอะไร ทำให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่พยายามตัดซับพลายเชนของตัวเองให้สั้นลง เลือกเฉพาะซับพลายเออร์ที่มีมาตรฐาน มีระบบตรวจค้นย้อนหลังได้ ขณะที่ธุรกิจ เอสเอ็มอี ขนาดเล็ก ซึ่งมีจำนวนหลายแสนรายจะได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะจะถูกตัดออกจากซับพลายเชนจากบริษัทใหญ่ เพราะกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่สามารถตรวจสอบต้นทางของวัตถุดิบไม่ได้
       
       แนะบุกตลาดในประเทศทดแทนส่งออก
       
       ดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งตั้งหน่วยงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์ เปิดโอกาสให้ เอสเอ็มอี เข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน เพราะเครื่องมือตรวจสอบเหล่านี้มีราคาแพงมาก ถ้ารัฐไม่เข้ามาช่วยเหลือ ก็ไม่สามารถซื้อเองได้ นอกจากนี้เอสเอ็มอี รายย่อย ควรจะรวมตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มพลังในการต่อรองกับผู้ผลิต และมีน้ำหนักในการเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐบาล นอกจากนี้ภาครัฐควรจะออกกฎหมายกำหนดมาตรฐานสินค้าที่ขายในประเทศให้เท่ากับสินค้าส่งออก เพื่อให้ผู้ผลิตยกระดับสินค้าให้มีมาตรฐานสูง ซึ่งขณะนี้ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างเช่น จีน เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศในเอเชีย ต่างก็ออกมาตรการสิ่งแวดล้อมของตัวเอง เพื่อรับมือกับมาตรการสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า รวมทั้งควรจะหันมาให้ความสำคัญกับตลาดภายในประเทศมากขึ้น เพื่อทดแทนการพึ่งพาตลาดส่งออก เพราะตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ญุ่ปุ่น และยุโรปเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ซึ่งไทยนับว่ามีความได้เปรียบมากกว่าหลายประเทศ เพราะตลาดภายในประเทศที่เข้มแข็ง และมีกำลังซื้อมากพอสมควร
       
       จี้ออกกม.สิ่งแวดล้อมยกระดับสินค้าไทย
       
       อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลกำลังร่างพรบ.สิ่งแวดล้อม ซึ่งอนุญาติให้ใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การอุดหนุนด้านภาษี เป็นต้น เพี่อชักจูงให้ภาคการผลิตปรับปรุงเครื่องจักรให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการใช้น้ำ ซึ่งประเทศจีน และอีกหลายประเทศในเอเชียได้ออกกฎหมายในลักษณะนี้ใช้กันแล้ว เหลือเพียง ไทย พม่า สปป.ลาว กัมพูชา ที่ยังไม่มี ซึ่งกฎหมายนี้มีความจำเป็นเพื่อลดระดับมลพิษให้ได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ป้องกันข้อกีดกันการค้าจากต่างชาติ ซึ่งถ้าผู้ผลิตไม่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ก็ต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศอื่น นอกจากนี้ไม่เพียงแต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเข้ามาเป็นปัญหาต่อการทำการค้า ในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศผู้นำเข้าจะหันมาให้ความเข้มงวด และออกมาตรฐานในการใช้น้ำในกระบวนการผลิต และการปล่อยน้ำเสีย เพราะแนวโน้มการเพิ่มตัวของประชากรโลกที่คาดว่าจะทะลุไปถึง 9 พันล้านคนในเร็วๆนี้ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น ซึ่งมาตรการที่จะออกมานี้จะช่วยให้ทุกประเทศหันมาอนุรักษ์การใช้น้ำมากขึ้น
       
       สินค้าไทยอ่วมสหรัฐฯเก็บภาษีคาร์บอน
       
       ด้าน พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มาตรการทางสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นข้อถกเถียงที่สำคัญในแวดวงการค้าโลก ซึ่งทั้งองค์กรระหว่างประเทศ และประเทศคู้ค้าต่างๆ หันมากำหนดมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ และในบางประเทศก็ออกมาตรการที่เข้มข้นกว่ามาตรฐานขององค์กรระหว่างประเทศ จึงทำให้กลายเป็นข้อกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ ขณะนี้กำลังร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ คาดว่าจะบังคับใช้ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบกับสินค้าไทยทุกชนิด เพราะกฎหมายฉบับนี้ได้ตั้งกฎเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกสินค้า ถ้าสินค้าชนิดใดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินกว่าที่กำหนดจะต้องเสียภาษีเพิ่ม ทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบประเทศที่มีมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำกว่า
       
       อีกทั้งสินค้าทุกชนิดจะต้องติดฉลากคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมาตรการนี้ไม่เว้นแม้กระทั่งสินค้าเกษตร เพราะการทำการเกษตรจะมีการปล่อยสารพิษ หรือก๊าซเรือนกระจกบางชนิดที่สามารถนำมาเทียบเคียงกับมาตรฐานคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ขณะที่สหภาพยุโรปก็ออกกฎหมายบังคับให้ติดฉลากระบบอัตราการปล่อนคาร์บอนไดออกไซด์ในสินค้าที่ผลิต หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัว ก็จะทำการค้ากับประเทศเหล่านี้ยาก
       
       ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวภาครัฐของไทยยังนิ่งเฉยมาก โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องนี้ ยังไม่มีมาตรการอะไรออกมารองรับเลย ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะนำเรื่องมาตรการสิ่งแวดล้อมเสนอกับนายกรัฐมนตรีในช่วงปลายเดือนนี้
       
       สำหรับภาวะการค้าโลกในปีหน้านั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว และขยายตัวประมาณร้อยละ 2.5 เศรษฐกิจญี่ปุ่น และสหรัฐฯ จะขยายตัว ร้อยละ 1.7 และ 0.8 ตามลำดับ แต่เศรษฐกิจยุโรปยังคงติดลบ ทำให้การส่งออกไปยังสหภาพยุโรปยังไม่สดใสมากนักขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียยังคงมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ทำให้การส่งออกของไทยไปยังตลาดจีน อินเดีย และอาเซียนในปีหน้าจะขยายตัวได้มากกว่าภูมิภาคอื่น รวมทั้งเศรษฐกิจในภูมิภาคแอฟริกา ก็ยังคงขยายตัวในระดับร้อยละ 4.1 ทำให้ตลาดนี้เป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพการส่งออกที่ดี นอกจากนี้การที่ไทยได้เข้าไปลงนามเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ก็ทำให้มีอัตราการส่งออก และนำเข้าเพิ่มขึ้นในประเทศคู่สัญญามากขึ้น

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 23 ธันวาคม, 2554, 09:22:05 »

อียูเก็บสายการบินค่าปล่อยคาร์บอนกระทบต้นทุนสินค้าไทย

ไทยรัฐ วัน12 ธันวาคม 2554

อียู เอาแน่ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกสายการบิน รวมทั้งไทยที่ผ่านน่านฟ้าอียู ทั้ง 27 ประเทศ เริ่ม 1 ม.ค. 55 หวังลดภาวะโลกร้อน ด้านกรมเจรจาการค้าฯ ชี้กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย และค่าโดยสารเครื่องบินที่จะเพ่ิมขึ้น...

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 สหภาพยุโรป (อียู) จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ก๊าซเรือนกระจก) จากทุกสายการบิน รวมทั้งสายการบินจากประเทศไทยที่บินเข้า-ออก ผ่านน่านฟ้าอียู 27 ประเทศ รวมทั้งนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ เพื่อลดภาวะโลกร้อน ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวจากสายการบิน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการก็บจากทุกสายการบินแบบไม่เลือกปฏิบัติ แต่ถือเป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียว และจะสร้างภาระและต้นทุนเพิ่มเติมแก่สายการบินค่อนข้างมาก ซึ่งภาระดังกล่าวจะถูกผลักมาสู่ผู้ใช้บริการการบิน ในรูปแบบของการขึ้นค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าขนส่งสินค้า จนอาจทำให้สินค้าของไทยลดขีดความสามารถในการแข่งขันลง เพราะต้นทุนจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตภายในอียู นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจบริการท่องเที่ยว

“การที่อียูเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษในภาคการขนส่งทางอากาศ เพราะสายการบินต้องใช้เชื้อเพลิงสูง ทำให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่บรรยากาศของโลกในปริมาณสูง แม้ว่าสายการบินต่างๆ จะมีความพยายามลดการใช้เชื้อเพลิง เพื่อลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ส่วนวิธีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของแต่ละสายการบิน อียูจะกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับแต่ละสายการบิน โดยหากสายการบินใดมีความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่าโควตาที่ได้รับ ก็สามารถขายโควตาที่เหลือให้กับสายการบินอื่นได้โดยผ่านวิธีการประมูล แต่หากสายการบินใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินโควตาจะมีบทลงโทษจนถึงขั้นการห้ามบินทันที”.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: