Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 กรกฎาคม, 2557, 06:15:16

   

ผู้เขียน หัวข้อ: โลกร้อนขึ้น.. ใช่.. แต่ร้อนแค่ไหน?  (อ่าน 1688 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« เมื่อ: 08 กุมภาพันธ์, 2554, 18:09:14 »

การโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องปัญหาภาวะโลกร้อนนั้น ความหวังดีอยากให้คนในโลกตะหนักถึงปัญหา อาจทำให้มีการใช้คำพูดโน้มน้าว หรือมีการพูดเกินจริงไปบ้าง มีการยกคำพยากรณ์ ยกผลงานวิจัยในบางแง่มุม รวมทั้งการเลือกหยิบยกข่าวบางเหตุการณ์มาเสนอ มักจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดในทางที่คิดว่าปัญหารุนแรงเกินความเป็นจริง เช่นเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ว่าโลกกำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เป็นเรื่องแปลกที่จริงๆแล้วข้อท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ที่เป็นทางการ ที่วัดออกมาด้วยอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ให้ข้อมูลว่าโลกได้ถึงจุดที่ร้อนมากที่สุดในปี 1997 หลังจากนั้นมีแนวโน้มคงที่ ซึ่งจนถึงขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่าทำไมการร้อนขึ้นจึงได้หยุดชงักมาเป็นเวลาสิบห้าปีแล้ว โลกในวันนี้ไม่ได้ร้อนมากกว่ากว่าเมื่อสิบห้าปีก่อน (แต่การประชาสัมพันธ์ต่างๆจะออกมาในแนวร้อนขึ้นไม่หยุด) และกลายเป็นข้อโต้แย้งของกลุ่มคนที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทฤษฎีมนุษย์ทำให้โลกร้อนว่า กำลังมีการหลอกลวงประชาชนเป็นขบวนการขนาดใหญ่ เพื่อหวังผลประโยชน์ในเชิงการค้าที่ผูกติดอยู่กับกระแสโลกร้อน

คำพูดสู้การแสดงด้วยภาพไม่ได้ ขอให้ลองดูจากภาพกราฟ ของสถาบัน Hadley Climate Research Unit แห่งมหาวิทยาลัย East Anglier ที่นี่คือศูนย์กลางการศึกษาภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติทางฝั่งยุโรป (อีกศูนย์อยู่ที่สหรัฐ) ดูแล้วก็พิจารณากันเองครับ แม้ว่าในอดีตที่ยาวกว่านั้นจะเห็นว่าโลกร้อนขึ้นจริง แต่การร้อนขึ้นมันหยุดโดยยังหาคำอธิบายไม่ได้มาสิบห้าปีแล้ว

โลกในวันนี้อาจจะร้อนกว่าเมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อน แต่ถ้าเทียบกับเมื่อสิบห้าปีก่อน ก็แทบจะไม่ได้ต่างกัน ถ้าสิ่งที่ผมนำมาเล่าในวันนี้ดูเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาเราเจอแต่การเลือกประชาสัมพัน์ข่าวสารด้านเดียว สำหรับกลุ่มคนที่ต้องการประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนตระหนักถึงปัญญาหาโลกร้อน ก็คงไม่อยากให้คนทราบข้อเท็จจริงที่แปลกประหลาดที่ยังหาคำอธิบายที่ดีไม่ได้นี้ เพราะจะทำให้เกิดข้อสงสัย เกิดคำถาม และกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ที่เชื่อว่าโลกกำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะสภาวะเรือนกระจก

ที่มา [url=http://www.junkscience.com/MSU_Temps/HadCRUG.png]http://www.junkscience.com/MSU_Temps/HadCRUG.png[/url]

บันทึกการเข้า




natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 19 กุมภาพันธ์, 2554, 09:41:35 »

ภาะโลกร้อนหยุดชะงักมาสิบห้าปี เป็นข้อเท็จจริงที่ฝ่ายประชาสัมพัน์โลกร้อนหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงมากที่สุด แต่ถ้าเกิดต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่มีความรู้ ชาวโลกร้อนจะแก้ไขวิธีการอธิบายว่า มนุษย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Climate change แทนการกล่าวภึงคำว่า ภาะโลกร้อน Global Warming

สาเหตุที่ชาวโลกร้อนกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแทนการกล่าวถึงภาวะโลกร้อน เนื่องจากเป็นความจริงที่ในปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลักษณะสุดโต่งมากขึ้น คือช่วงไหนที่ร้อนก็จะร้อนมากขึ้น ช่วงที่หนาวก็จะหนาวมากขึ้น กล่าวง่ายๆคือภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงสวิงขึ้นลงมากขึ้น ค่าเฉลี่ยก็เลยหักล้างกันพอดี สภาวะโลกร้อนก็เลยชะงักงัน

ผมฟังแล้วรำคาญใจชะมัด เพราะแม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจริง แต่ในเชิงวิชาการ เราไม่สามารถให้คำอธิบายที่จะโยงผูกความสัมพันธ์เหตุการณ์การสวิงขึ้นลงอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นเข้ากับการเพิ่มขึ้นของกาซเรือนกระจกได้

อธิบายเพิ่ม คือ ถ้ากาซเรือนกระจกทำให้โลกร้อนขึ้น แล้วภูมิอากาศเกิดเปลี่ยนแปลงแบบนิ่มๆไปตามสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น เป็นเหตุผลที่รับฟังได้

แต่ถ้ากล่าวว่า กาซเรือนกระจกไม่ได้ทำให้โลกร้อนขึ้น แต่กลับทำให้ภูมิอากาศเกิดการสวิงขึ้นลงมากขึ้น... กล่าวอย่างนี้ ถือว่าไม่มีเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์ซะเลย

อย่างไรก็ตามการสิงขึ้นลงที่รุนแรงนั้นกลับอธิบายได้ด้วยทฤษฎีวัฏจักรทาธรรมชาติหลายอย่าง เพียงแต่ผู้ที่รู้ไม่ค่อยมีโอกาสจะอธิบาย หรืออธิบายไปคนก็ไม่ค่อยจะเปิดใจรับฟังเพราะโดยกล่อมเกลาด้วยกระแสโลกร้อนซะจนฝังใจไปแล้ว

แต่ถ้าใครสนใจก็ขอเชิญติดตามครับ ผมจะทะยอยเอาข้อมูลความรู้อีกด้านมาลงเรื่อยๆ

ปล. โลกร้อน 1-6 องศาเป็นเรื่องของคำทำนายถึงอนาคต แต่ภาวะโลกร้อนจริงๆในยุคปัจจุบันยังเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6 องศา อย่างไรก็ตามความหนาวเย็นต้นปี 2011 ได้ดึงภาวะโลกร้อนให้ลดลงไปเหลือ 0.2 องศา
 
บันทึกการเข้า

natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 26 สิงหาคม, 2554, 13:52:10 »

ภาวะโลกร้อนตอนนี้เป็นอย่างไร
ผมอยากขอให้เราตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเอง แทนการฟังข้อสรุปจากคนอื่น โดยดูจากกราฟ
ขอให้สังเกตกราฟในความเห็นที่ 1 นะครับว่า ภาะโลกร้อนหยุดนิ่งมาอย่างน้อยสิบปีแล้ว และแนวโน้มเหมือนกำลังเริ่มจะลดลง
บันทึกการเข้า

natsu
คนบ้านเดียวกัน
สมาชิกมาใหม่
*****


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 14088


| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 23 ธันวาคม, 2554, 09:14:23 »

โลกร้อนลวงโลก

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราต่างอกสั่นขวัญผวาไปกับข้อมูลของการเกิดปรากฏการณ์โลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ล่าสุดมีการนำเสนอข่าวว่าแกนโลกเอียงมากกว่าปกติ ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เรื่องเหล่านี้นำไปสู่การกระทำการต่างๆ มากมาย เพื่ออ้างว่าต้องการจะลดผลกระทบดังกล่าว หลายหน่วยงาน หลายองค์กร คิดโครงการต่างๆ ขึ้น ภายใต้งบประมาณสูงลิบ

ไม่น่าแปลกใจว่า เวลานี้เรามีถุงผ้าเพื่อลดผลกระทบโลกร้อน ประทับตราองค์กรต่างๆ ที่เป็นเจ้าของจำนวนมาก ไม่นับรวมอภิมหาโครงการมากมายที่ออกมาเพื่อให้สอดรับกับกระแส การแก้ปัญหาและลดผลกระทบโลกร้อน

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาให้ข้อมูลทางวิชาการอีกมุมหนึ่ง ที่พวกเขาบอกว่าเป็นมุมซึ่งเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ ไม่มีความคิดเห็นมาเกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนัก ไม่ใช่ตระหนกตกใจกลัวอย่างที่ผ่านมา

ดร.สมบัติ อยู่เมือง จากภาควิชาธรณีวิทยา กล่าวว่า ข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่ถูกหยิบมานำเสนอไม่สมบูรณ์แบบ หรือนำมาแค่บางส่วน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและตื่นตระหนกกันเกินกว่าเหตุ จนนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ ได้ เช่นข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ซึ่งทำงานเก็บข้อมูลเรื่องนี้มากว่า 20 ปี มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมายและละเอียดยิบ ปัญหาคือ คนที่ไปเอาข้อมูลของไอพีซีซีออกมาบอกกับคนอื่นนั้นบอกข้อมูลเพียงครึ่งเดียว หรือบอกไม่หมด

"อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจริงแต่ไม่ได้สูงขึ้นทั้งหมด บางที่สูงขึ้นนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราเข้าใจ เพราะจากการเก็บข้อมูลและนำเสนอมาตลอด 20 ปีนั้น เขาได้บอกถึงผลกระทบและแนะนำวิธีการปรับตัวและแก้ปัญหาไปในตัวด้วย ที่ปรับตัวและแก้ปัญหาได้เขาก็อยู่กันได้ตามปกติ ไม่ได้ตื่นตระหนกแบบเรา" ดร.สมบัติกล่าว และว่า รายงานของไอพีซีซีพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยอีก 90 ปีข้างหน้า หรือราวปี ค.ศ.2090 นั้น อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นราว 1.5-2 องศาเซลเซียสเท่านั้น ขณะที่ปริมาณน้ำฝนก็ยังอยู่ในปริมาณคงที่หรือขึ้นลงไม่มากในแต่ละพื้นที่ เรื่องร้อนเกินไป หนาวเกินไป ที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องของภูมิอากาศ ซึ่งหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงกันได้ตามฤดูกาล และคาบการเกิดอยู่แล้ว

ผศ.ดร.พงษ์ ทรงพงษ์ จากภาควิชาฟิสิกส์ กล่าวว่า เรื่องแกนโลกเอียงและเปลี่ยนมุมเอียง เป็นเรื่องปกติที่นักฟิสิกส์ทั่วไปทราบกันดี และเรื่องนี้ก็มีสอนในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ ม.3 เรื่องนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลต่างๆ ในโลก ไม่เกี่ยวกับการเกิดภัยพิบัติใดๆ ทางธรรมชาติ

ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ ภาควิชาฟิสิกส์ กล่าวว่า ข้อมูลจากไอพีซีซีที่เอามาพูดกันเพียงบางส่วนนั้นมีมาก จนก่อให้เกิดความความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกมากมาย เช่น การบอกว่าอีก 10 ปีข้างหน้า น้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 7 เมตร เพราะน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ ขั้วโลกเหนือจะละลายหมด แต่ความจริงแล้วอีก 10 ปี น้ำแข็งที่กรีนแลนด์ไม่มีทางที่จะละลายหมด เพราะนักวิทยาศาสตร์เคยเจาะแกนน้ำแข็งพิสูจน์ พบว่าแกนน้ำแข็งมีอายุถึง 6 แสนปี แสดงให้เห็นว่าน้ำแข็งไม่มีทางละลายหมดภายใน 10 ปี ขณะที่อุณหภูมิโลกมีอุ่นขึ้นเย็นลงถือเป็นเรื่องปกติของฤดูกาล

ดร.สธนกล่าวว่า สำหรับปริมาณพายุ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เทียบกับภาวะปัจจุบันก็ยังมีปริมาณปกติตามฤดูกาล และเรื่องความกังวลว่า สตอร์มเซิร์จ หรือคลื่นพายุซัดฝั่ง จะทำให้น้ำทะเลหนุนสูงจนมีคลื่นซัดเข้ามาในกรุงเทพฯ จากหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ แม้จะมีพายุแรงที่อ่าวไทย แต่ละติจูดที่ตั้งของกรุงเทพฯไม่ได้อยู่ในเส้นทางของพายุ ที่ตั้งไม่เอื้อให้เกิดพายุโซนร้อนได้ นอกจากนี้การเกิดสตอร์มเซิร์จนั้นจะเกิดจากการยกตัวของคลื่น จะมากน้อยแค่ไหนขึ้นกับความลึกของทะเลด้วย ทั้งนี้ อ่าวไทยตอนบนมีความลึกไม่เกิน 20 เมตร ดังนั้น การยกตัวของคลื่นในบริเวณนี้ไม่น่าจะเกิน 1-2 เมตร ในทางฟิสิกส์แล้วการเกิดสตอร์มเซิร์จถือว่าเป็นศูนย์

"ที่อธิบายเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะต้องการให้เรามีความตระหนักในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมในโลกน้อยลง เพราะเรื่องการดูแลตรงนี้เป็นหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องทำกันอยู่แล้ว แต่ต้องการอธิบายว่า เวลานี้เรากำลังเกิดภาวะไคลเมทเชนจ์ เครซี่ ( climate change crazy) ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วคาบการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติยังเป็นปกติ เพียงแต่คนมากขึ้น เทคโนโลยีมากขึ้น เปรียบเทียบง่ายๆ หากปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติเป็นภูเขาลูกโต การกระทำของคนก็เป็นเพียงก้อนหินที่อยู่บนภูเขาเท่านั้น แต่เวลานี้เรากำลังสร้างภาพให้หินก้อนนั้นกลายเป็นภูเขา ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก และมีการสร้างข้ออ้างต่างๆมากมาย" ดร.สธนกล่าว

http://www.en.mahidol.ac.th/thai/news/2009/02/05_01.html
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: