Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
01 ตุลาคม, 2557, 15:11:43

   

ผู้เขียน หัวข้อ: มารู้จักกับแผงหน้าปัดรถยนต์กันดีกว่า  (อ่าน 21818 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
Project - ONE
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้จัดการ
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 1,217
สมาชิกลำดับที่ 4569


| |

« เมื่อ: 07 มกราคม, 2554, 17:36:59 »

เรารู้จักกับแผนหน้าปัดกันดีแล้วหรือยัง  แผงหน้าปัตบอกอะไรเราบ้าง  เราจะใช้ประโยชน์อะไรได้จากแผงหน้าปัด  หรือว่ามีไว้สวยๆ












บันทึกการเข้า




[url=http://www.siamsouth.com//pairoj]รถตู้ให้เช่า,รถตู้ VIP บริการรถตู้ TOYOTA VIP RENT   Toyota Commuter  D4D  VIP 9 ที่นั่ง[/url]

Project - ONE
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้จัดการ
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 1,217
สมาชิกลำดับที่ 4569


| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 07 มกราคม, 2554, 17:57:07 »

สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่อยู่บนมาตรวัด หรือ หน้าปัด

มีด้วยกันหลายลักษณะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรถยนต์รุ่นนั้นๆแต่ส่วนมาก แล้วจะใช้สัญลักษณ์เหมือนกัน  เราจะเห็นสัญลักษณ์บนแผงหน้าปัดได้ก็ต่อเมื่อ....ต้องบิดกุญแจกันก่อน ยังไม่ต้องสตาร์ทเครื่องยนต์นะ บิดแค่ตำแหน่ง On เป็นใช้ได้

ที่ นี้ก็สังเกตว่าไฟที่ปรากฎขึ้นบนมาตรวัด หรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า เรือนไมล์ (ที่จริงน่าจะเรียกว่าเรือนกิโลเมตรเสียด้วยซ้ำ) มีดวงไหนบ้างที่ไม่รู้จัก แต่ต้องมั่นใจก่อนนะครับว่าไฟที่มีอยู่ในระบบของรถยนต์คันนั้นใช้การได้ ทุกดวง ไม่ใช่ไม่ติดเพราะหลอดขาด...อันนี้ช่วยไม่ได้

ก่อนที่จะเข้า เรื่องว่าไฟแบบไหนคือสัญลักษณ์อะไรต้องขออธิบายถึงความสำคัญกันหน่อย เพราะไฟเตือน มีการใช้งานที่ต่างกัน บางอย่างก็จะกระพริบ หรือบางทีก็ติดตลอดเมื่อเกิดปัญหา นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงหรือความสำคัญของระบบ ซึ่งจะแสดงผ่านทางสีต่างๆ เช่น ไฟสีน้ำเงิน หมายถึง แจ้งให้ทราบ, ไฟสีเหลือง หมายถึงการเตือน, ไฟสีเขียว หมายถึง ปลอดภัย ส่วนไฟสีแดง หมายถึง อันตราย

ส่วนการทำงานนั้น หากยังไม่ได้ติดเครื่องยนต์ ก็ยังไม่ต้องสนใจครับ เพราะในช่วงที่บิดกุญแจก่อนสตาร์ท ไฟเกือบทุกดวงจะติดขึ้นมาก่อน เพื่อเช็กความพร้อมของระบบต่างๆ ก่อนที่จะค่อยๆ ดับลงไปเอง หลังจากนั้นจึงสตาร์ทเครื่องยนต์ได้

เมื่อ เราเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้แหละ ! คือช่วงที่เราควรจะต้องสังเกต เพราะไฟเตือนจะแสดงในขณะที่ เครื่องยนต์ทำงาน เพื่อแสดงว่าอาจจะมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเครื่องแล้วล่ะครับ หรือระบบอื่นๆของรถคุณ ส่วนไฟเตือนสัญลักษณ์แบบไหนสื่อถึงอะไร เรามาทำความเข้าใจกันต่อเลยครับ




เกจวัดน้ำมันเชื้อเพลิง

เกจวัดน้ำมันเชื้อเพลิง



ทำหน้าที่บอกให้ทราบถึงระดับเชื้อเพลิงที่อยู่ในถังเพื่อความไม่ประมาท  อย่าปล่อยให้เข็มน้ำมันเชี้ต่ำกว่า 1/4 ของถัง ถ้าปล่อยให้เข็มวัดน้ำมันต่ำถึงขีดล่าง ( ขีดก่อนถึง E ) ไฟเตือนระดับเชื้อเพลิงต่ำจะแสดงขึ้น เป็นรูปหัวจ่ายเชื้อเพลิง ก็ควรมองหาสถานีบริการน้ำมันไว้ได้เลยครับ มิฉะนั้นก็เข็นสถานเดียว อย่างไรก็ดีเมื่อไฟเตือนระดับเืชื้อเพลิงต่ำแสดง ไม่ได้แสดงว่าน้ำมันจะหมดทันที แต่จะเป็นการเตือนก่อนล่วงหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตว่า เมื่อไฟเตือนทำงาน ยังสามารถขับต่อไปได้อีกกี่กิโลเมตร ควรศึกษาในคู่มือประจำรถยนต์ของคุณ ควบคู่ไปด้วยนะครับ




เกจวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น



เกจวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น


ทำหน้าที่บอกให้ทราบถึงอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์  ถ้าเข็มชี้ที่ตัวอักษร H แสดงว่าเครื่องยนต์ร้อนจัด  ให้นำรถจอดบนไหลทางหรือจอดในที่ปลอดภัย จากนั้นให้ดับเครื่องยนต์แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เครื่องยนต์เย็นลง  โดยเปิดฝากระโปรงรถเพื่อช่วยใ้ห้การระบายความร้อนของเครื่องยนต์ดีขึ้น  หลังจากที่เครื่องยนต์เย็นแล้วให้ตรวจเช็คระดับน้ำในหม้อน้ำและถังพักน้ำสำรองว่าน้ำแหล้งหรือไม่ถ้าแห้งให้เติม  ถ้าน้ำไม่แ้ห้งให้ตรวจความตึงของสายพานปั๊มน้ำ  ถ้าสายพานหย่อนให้ขันสายพานให้ตึง แต่ถ้าหากว่าสายพานยังตึงอยู่ในระดับปกติ แสดงว่าปั๊มน้ำมีปัญหาควรให้ช่างตรวจเช็คปั๊มน้ำ








หมายเลข 1  คือฝาหม้อน้ำที่ต้องเปิดเพื่อเช็คระดับน้ำในหม้อน้ำแต่ต้องเปิดในขณะเครื่องเย็น ในรถบางรุ่น จะไม่มี  แต่จะีมีถังพักน้ำสำรองอย่างเดียว


หมายเลข 2  ตรวจเช็คระดับน้ำในถังพักน้ำสำรอง


หมายเลข 3 ตรวจเช็คความตึงสายพานปั๊มน้ำ


รถยนต์บางรุ่นเดี๋ยวนี้จะไม่ค่อยมีมาตรวัด อุณหภูมิเครื่องยนต์มาให้ (เฉพาะบางรุ่นนะครับ ไม่ใช่ทุกรุ่น) จะมีก็เฉพาะไฟเตือนเวลาที่อุณหภูมิเครื่องยนต์ ต่ำ หรือ สูง เกินกว่าปกติเท่านั้น

เมื่อไฟเตือนที่อุณหภูมิต่ำ ก็ควรวอร์มเครื่องยนต์ให้ ไฟเตือนนั้นดับไปเสียก่อนที่จะออกตัว แต่หากว่า ไฟเตือนอุณหภูมิสูงติด ก็ควรตรวจสอบระบบหล่อเย็นของเครื่องยนต์ ว่ามีน้ำอยู่ในระดับที่พร้อมใช้งานหรือไม่ วิธีการต่างๆทำเหมือนกันกับรถที่มีเกจวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นครับ



เกจวัดความดันน้ำมันเครื่อง






เกจวัดแรงดันน้ำมันเครื่อง จะมีส่วนสำคัญในการบ่งบอกให้เราสามารถทราบถึงประสิทธิภาพของ น้ำมันเครื่อง โดยจะแสดงค่าให้เราเห็นในรูปของความดัน  ซึ่งสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้  จะัวัดได้ก็ต่อเมื่อเครื่องยนต์มีการทำงานหรือเมื่อเราสตาร์ทเครื่องยนต์นั่นเองเมื่อเครื่องยนต์ทำงานไปสักระยะหนึ่งอุณหภูมิของเครื่องยนต์ก็จะสูงขึ้นตามเมื่อน้ำมันเครื่องเจอเข้ากับความร้อนสูง ๆ จะถูกหลอมให้เหลวลง และถ้าน้ำมันเครื่องเหลวมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการหล่อลื่นก็จะลดลง  ทำให้เกิดการสึกหรอ รวมไปจนถึงการ ระบายความร้อนก็จะลดประสิทธิภาพลงตามไปด้วย ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบตรงจุดนี้ ซึ่งเกจวัดแรงดันน้ำมันเครื่องจะเป็นตัวบ่งบอกข้อมูลนี้ได้ โดยวัดได้จากความหนืดของน้ำมันเครื่องจากปั๊มน้ำมันเครื่อง  หากน้ำมันเครื่องมีความหนืดน้อยปั๊มน้ำมันเครื่องก็จะสามารถดูดน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นได้ง่ายแรงดันที่ปรากฏให้เห็นที่เกจวัดแรงดันน้ำมันเครื่องก็จะขึ้นน้อยซึ่งเราจะเรียกว่า "แรงดันต่ำ" ถือว่าการหล่อลื่นไม่ดี เพราะแสดงว่าน้ำมันเครื่องเหลวมาก ปั๊มน้ำมันเครื่องใช้แรงดูดน้อยก็ไหลเข้ามาแล้ว  หรืออีกในกรณีหนึ่งระดับน้ำมันเครื่องอาจจะต่ากว่าระดับที่กำหนด ในทางตรงกันข้าม ถ้าน้ำมันเครื่องมีความหนืดมาก ปั๊มน้ำมันเครื่องต้องใช้แรงมากในการดูดน้ำมัันเครื่อง   เราจะเรียกว่า "แรงดันสูง" เราจะสังเกตได้ว่าเวลาที่น้ำมันเครื่องยังคงเย็น( เมื่อทำการสตาร์ทรถใหม่ๆ )  เกจวัดแรงดันน้ำมันเครื่อจะขึ้นสูงแสดงว่ามีแรงดันสูง แต่เมื่อมีความร้อนเพิ่มขึ้น น้ำมันเครื่องคลายความหนืดลง ความดันก็จะเริ่มต่ำลงมา สำหรับรถยนต์โดยทั่วไปในขณะวิ่ง แรงดันน้ำมันเครื่องควรอยู่ที่ประมาณ
3 - 4 kg/cm2 หรือหากสูงมากก็ไม่ควรจะเกิน 6 kg/cm2


สำหรับในรถรุ่นไหม่ๆจะไม่ีมีเกจวัดแรงดันน้ำมันเครื่องแต่จะมีไฟโชว์แท


ไฟเตือนแรงดันน้ำมันจะโชว์ก็ต่อเมื่อแรงดันน้ำมันเครื่องต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสาเหตุอยู่ 2 สาเหตุ

          1.มาจากปริมาณของ น้ำมันเครื่องในระบบต่ำผิดปกติ
          2.มาจากความหนื่ดของน้ำมันเครื่องมีน้อยเมื่อเครื่องยนต์มีอุณหภูมิสูง

 ถ้าไฟดวงนี้ติดขึ้นมาในขณะขับขี่ ให้จอดรถใน ที่ๆ ปลอดภัยและดับเครื่อง แล้วรอจนน้ำมันเครื่องไหลกลับลงสู่อ่าง น้ำมันเครื่องซัก 10-15 นาที จากนั้นดึงก้านวัดขึ้นมา ถ้าหากไม่มีน้ำมันเครื่อง เลย ห้ามสตาร์ทเครื่องเด็ดขาด ให้หาน้ำมันเครื่องมาเติมจนถึงขีด Max แล้ว ค่อยนำรถ เข้ารับการตรวจเช็คที่ศูนย์บริการต่อไป แต่อย่าใช้ความเร็วสูงขณะ ขับไปศูนย์บริการนะครับ  เพราะเราเองก็ไม่แน่ใจว่าน้ำมันเครื่องแห้งตั้งแต่เมือไร  ส่วนต่างๆของเครื่องยนต์ที่มีการเคลื่อนที่อาจเป็นลอยเนื่องจากการเสียดสีกัน  และได้รับความเสียหายได้
บันทึกการเข้า

[url=http://www.siamsouth.com//pairoj]รถตู้ให้เช่า,รถตู้ VIP บริการรถตู้ TOYOTA VIP RENT   Toyota Commuter  D4D  VIP 9 ที่นั่ง[/url]

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: